Practical Report นายกอังกฤษประกาศยุบสภา เลือกตั้งใหม่ 6 พ.ค.

นายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศยุบสภาในวันที่ 12 เมษายน และเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 6 พฤษภาคม

พรรคแรงงานของกอร์ดอน บราวน์ ครองอำนาจสืบมาเป็นเวลา 13 ปี นับตั้งแต่โทนี แบลร์ ชนะการเลือกตั้งในปี 1997 ก่อนจะลงจากตำแหน่ง เพื่อให้กอร์ดอน บราวน์สืบทอดในปี 2007 สำหรับการเลือกตั้งวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ จะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของกอร์ดอน บราวน์ด้วยเช่นกัน

พรรคแรงงานประสบปัญหาคะแนนนิยมตกต่ำมาในช่วงหลัง โดยผลสำรวจล่าสุดยังตามพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งนำโดยนายเดวิด คาเมรอน อยู่ประมาณ 10 จุด นอกจากนี้ยังมีพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (Liberal Democrat) นำโดย Nick Clegg ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน และจะเริ่มมาสอดแทรกการต่อสู้ระหว่างพรรคใหญ่ทั้งสองในเร็วๆ นี้

เดวิด คาเมรอน ให้สัมภาษณ์ว่ายุคของพรรคแรงงานที่เน้น “ภาครัฐมีขนาดใหญ่” ได้จบลงแล้ว เขาจะเริ่มนำพาประเทศไปสู่ยุคที่ “สังคมมีขนาดใหญ่กว่ารัฐ” ในเร็ววัน ส่วนบราวน์โต้ว่าเขาจะไม่ยอมให้ความพยายามปฏิรูปประเทศเป็นเวลา 13 ปีของพรรคแรงงานต้องเสียเปล่า

ที่มา – BBC

  • Man

    เดวิด คาเมรอน ให้สัมภาษณ์ว่ายุคของพรรคแรงงานที่เน้น “ภาครัฐมีขนาดใหญ่” ได้จบลงแล้ว เขาจะเริ่มนำพาประเทศไปสู่ยุคที่ “สังคมมีขนาดใหญ่กว่ารัฐ” ในเร็ววัน ส่วนบราวน์โต้ว่าเขาจะไม่ยอมให้ความพยายามปฏิรูปประเทศเป็นเวลา 13 ปีของพรรคแรงงานต้องเสียเปล่า

    - รบกวนคุณกานต์ ช่วยอธิบายให้หน่อยครับ ว่าแต่ล่ะพรรคมีแนวทาง ยุทธศาสตร์ ในการบริหารประเทศอย่างไร แตกต่างกันอย่างไรครับ

  • กานต์

    เรียนคุณ Man ขอออกตัวก่อนครับ ว่าผมยังไม่ค่อยได้ศึกษาการเมืองของอังกฤษมาก (ตอนนี้ผมสนใจการเืมืองของประเทศในเอเชีย และในไทยเองเสียมากกว่า) อาจจะต้องลองปรึกษาจากคุณอิสริยะดูนะครับ เพราะเขาเคยเรียนที่อังกฤษมาอาจจะให้ภาพได้ดีกว่าผมครับ หรือถ้าคุณ Man มีเวลาอยากรบกวนให้สรุปแล้วเีีขียนมาแบ่งปันมิตรสหายใน SIU เลยครับ :D

    ส่วนตัว เท่าที่ผมอ่านเร็วๆ จากบทวิเคราะห์ คือทั้งพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษ์นิยม (ซึ่งตอนนี้ขึ้นมาเป็นตัวเก็ง) นโยบายของทั้งสองพรรคแทบไม่ต่างกันเลย (พรรคขวาก็มีแนวคิดซ้ายมากขึ้น ส่วนพรรคซ้ายก็มีแนวคิดขวามากมาผสมมากขึ้น) อันนี้ผมเข้าใจว่าคงจะเป็นในประเทศพัฒนาแล้วหลายๆประเทศครับ

    ช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆของอังกฤษคือช่วงของมากาแร็ต แธตเชอร์ ผมเพิ่งทราบว่าแนวคิดเรื่องเสรีนิยมใหม่ได้รับอิทธิพลมาจาก Think tank หนึ่งในอังกฤษเอง (เร็วๆ ผมจำชื่อไม่ได้ ในตอนนี้) แต่ Think tank นี้ ได้รับแนวคิดเรื่อง การบริหารจัดการสมัยใหม่จาก สายอย่าง Peter Drucker และเศรษฐศาสตร์สายการเงิน จึงทำให้อังกฤษหันมาสนใจเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การลดขนาดรัฐ ฯลฯ สนับสนุนแนวทางตลาดมากกว่ารัฐสวัสดิการ ซึ่งเรื่องพวกนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ (และสมควรจะถกเถียงกันมากขึ้น) และการแปรรูปรสก. หลายอันก็ยังมีอุปสรรคและไม่ได้ผลดังที่คาดไว้

    ส่วนแนวคิดด้านการต่างประเทศ ผมก็มองว่าทั้งสองพรรคก็คล้ายๆกัน คือเน้นเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ มากกว่าที่จะคิดว่าตัวเองเป็นพวกยุโรป ไม่ค่อยสัมพันธ์ในอียูเท่ากับที่ เยอรมนีและฝรั่งเศสทำอยู่ในขณะนี้

    ถ้าสนใจเรื่องพวกนี้ลองอ่านบทความจากบล็อกนี้ดู http://www.oknation.net/blog/hulaohmmy/2008/10/19/entry-3 น่าสนใจดีครับ

  • http://www.isriya.com isriya

    ขอโทษที่มาตอบช้าครับ

    หลังๆ แนวทางของทั้งสองพรรคก็ไม่ต่างกันครับ เดิมทีพรรคอนุรักษ์นิยม (conservative) จะมีแนวทางอนุรักษ์มากกว่า แต่หลังจากพ่ายแพ้ให้กับพรรค labour เป็นเวลายาวนาน 13 ปี จนเปลี่ยนตัวผู้นำเป็น David Cameron ซึ่งเป็นคนหนุ่มที่มีภาพลักษณ์ทันสมัย ก็กลับชูนโยบาย Fresh Restart เกทับพรรค labour ที่นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ดูแก่ๆ และเทอะทะ ซึ่งตรงนี้กลับกันกับการขึ้นมาของแบลร์ในปี 1997 ที่ชูนโยบายปฏิรูป Cool Britania เกทับ Conservative อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ

    ความท้าทายของ Cameron คือเขาชูนโยบายสองอย่างที่ไปด้วยกันไม่ได้ นั่นคือ ลดภาษี และลดหนี้สาธารณะของประเทศ (ผมจำตัวเลขไม่ได้ว่ากี่ %) ซึ่งเรื่องหนี้สาธารณะเป็นเรื่องที่บราวน์โดนโจมตีมาก แต่ Cameron เองก็โดนสื่อวิจารณ์ว่าจะทำความเป็นจริงได้อย่างไรเช่นกัน

    โดยส่วนตัวผมคิดว่า Conservative หรือ Tory น่าจะชนะในรอบนี้ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าคนเริ่มเบื่อ Labour แล้วนั่นเอง (ตอนนี้นำอยู่ประมาณสิบจุด) แต่สมัยของ Cameron อาจจะไม่ยาวนักเมื่อเทียบกับ 13 ปีของแบลร์-บราวน์

    ประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่าคือ การเติบโตของพรรคที่สาม Liberal Democrat หรือ LibDem ซึ่งคราวนี้โตมาก ตามโพลที่ออกมาล่วงหน้ามีคะแนนสูงถึง 20% ถึงแม้ว่าจะไม่ชนะในคราวนี้ แต่เป็นสัญญาณที่ดีกว่าอังกฤษอาจพ้นจากระบบสองพรรคใหญ่ในไม่ช้าก็เป็นได้ครับ

    ช่วงนี้การเมืองอังกฤษมีบทวิเคราะห์เยอะ คุณ Man อาจลองอ่านสื่ออังกฤษอย่าง BBC, FT, Guardian ก็น่าจะหาไม่ยากครับ (จริงๆ พวก Economist, Time, Newsweek ก็ลงเรื่องนี้เยอะ)