(1)
“วันสำคัญที่จดจำคลาดเคลื่อน”
ในวันนี้เมื่อ 45 ปีที่แล้ว เกิดการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธเป็นครั้งแรกระหว่าง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และรัฐบาล ที่หมู่บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม หนังสือพิมพ์หลายฉบับรายงานเป็นข่าวสั้นๆ ไม่ได้ถึงกับขึ้นเป็นข่าวพาดหัว (ไทยรัฐให้พื้นที่รายงานข่าวเป็นกรอบเล็กๆ ด้านล่าง) แสดงว่าสื่อหนังสือพิมพ์ในช่วงนั้นยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก
แต่ในภายหลังเมื่อความขัดแย้ง “สงครามกลางเมือง” ของรัฐไทยกับ พคท. ขยายตัวก็เริ่มมีการพูดกันถึง “วันเสียงปืนแตก” กันมากขึ้น จะด้วยการที่พคท. มีข้อมูลอยู่ในมือเกี่ยวกับ “วันเสียงปืนแตก” ไม่มากนัก ทำให้มีการถ่ายทอดข้อมูลมาอย่างคลาดเคลื่อนในภายหลังว่า “วันเสียงปืนแตกคือวันที่ 7 สิงหาคม 2508″ วิรัช อังคถาวร ผู้นำพรรคคนสำคัญ เขียนถึงเรื่องนี้ใน “ประวัติและบทเรียนบางประการของพรรคเรา” เอาไว้ว่า
“ต่อมาการปะทะก็เกิดขึ้น นั่นคือ กรณี ‘7 สิงหาคม’ เป็นการปะทะครั้งใหญ่ครั้งแรก ครั้งนี้ศัตรูมาล้อม เราเสียสหายคนหนึ่ง ศัตรูชั้นนายสิบตำรวจตาย 1 คน นายพันตำรวจโท ขาหัก 1 คน นี่เป็นกรณีใหญ่ ข่าวดังไปทั่วประเทศ ศัตรูได้รู้แน่ชัดว่าพรรคคอมมิวนิสต์เตรียมต่อสู้ด้วยอาวุธ”
ธง แจ่มศรี เลขาธิการพคท. คนสุดท้ายก็ระบุว่า พรรคมีมติให้วันที่ 7 สิงหาคม แทนที่จะเป็น 8 สิงหาคม ให้เป็น “วันเสียงปืนแตก” โดยที่ประชุมได้ยืนยันให้ลงมือต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตที่มีเงื่อนไขได้ ในการประชุมที่เขากล่าวอ้างว่าเป็นการประชุมของกรมการเมือง เมื่อเดือนกันยายน 2508 ((ดูข้อมูลของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ “8 สิงหา 2508” (8-8-08) “วันเสียงปืนแตก” (ตอน1) และ “8 สิงหา 2508” (8-8-08) “วันเสียงปืนแตก” (ตอน 2) ))
“ตี้ กรรมาชน” ขับร้องเพลง “7 สิงหาสู้บนทางปืน” ถือเป็นการขับร้องเพลงครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสียชีวิตในปีถัดมา
เมื่อภายหลังมีการกำหนดเรื่อง “วันเสียงปืนแตก” เป็นมติพรรคอย่างเป็นทางการ ทำให้ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นวันสำคัญ และมีการจัดงานรำลึกขึ้นทุกปีแล้ว (งานรำลึกนี้ยังถือว่าจัดมาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่เป็นการจัดงานรำลึกในลักษณะพิธีกรรม หรืองานหวนรำลึกความหลัง มากกว่าจะมีความหมายทางการเมืองอย่างจริงจัง) ฝ่ายทางการก็มีการจัดงานรำลึกวันดังกล่าวแต่เป็นในทำนอง “ข่ม” กันว่าเป็น “วันเสียงปืนดับ” ต่อมาก็เป็นอันว่า “วันเสียงปืนแตก” ถูกรับรู้กันทั่วไปว่าเป็น วันที่ 7 สิงหาคม 2508 แทนที่จะเป็นวันที่ 8 สิงหาคม 2508
(2)
“ดึกดำบรรพ์”
Many years later, as he faced the firing squad, Colonel Aureliano Buendía was to remember that distant afternoon when his father took him to discover ice. At that time Macondo was a village of twenty adobe houses…
.
“หลายปีต่อมาเขายืนอยู่หน้าแถวทหารผู้ทำหน้าที่ประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า พันเอกออเรลิยาโน บูเอนดิยาหวนรำลึกไปถึงบ่ายวันหนึ่ง เมื่อนานมาแล้วที่พ่อพาเขาไปดูน้ำแข็งที่เพิ่งค้นพบ ตอนนั้นมาคอนโดเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ…”
ราวกับการขึ้นต้นด้วยถ้อยคำใน “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” อันเป็นอันนวนิยายลือลั่นของของ Gabriel García Márquez ประโยคที่ขึ้นต้นด้วยไม่กี่คำนี้ ร้อยรัดเอาทั้ง อนาคตกาล ปัจจุบันกาล และ อดีตกาล รวมเรียงเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างน่าฉงน
อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ก็พาเราเปิดตัวในหนัง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ของเขา ด้วยเทคนิคการถ่ายลองช็อต ของควายที่ถูกล่ามไว้กับหลัก ก่อนมันจะสบัดเชือกหลุดวิ่งหนีไปในป่า และถูกเจ้าของที่ดูเป็นคนในยุคโบราณตามจับกลับมา
ถัดจากนั้นคล้ายกับว่า อภิชาติพงศ์ พยายามเน้นแนวคิด “สัจจนิยมมหัศจรรย์” (magical realism) ให้มากยิ่งขึ้น เมื่อฉากของหนังตัดมาเป็นเรื่องราวของ ลุงบุญมี ป้าเจน และโต้ง ที่พบกับฮวย เมียของลุงบุญมีที่ตายไปแล้ว และบุญส่ง ลูกชายของลุงบุญมี ซึ่งหนีหายไปในป่าเพื่ออยู่กินกับเมียมนุษย์วานร จนตนเองกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน
อภิชาติพงศ์ จับ คน, ผี และ สัตว์ประหลาด (มนุษย์วานร) มาอยู่ร่วมกัน และสนทนาบนโต๊ะอาหาร (อันเป็นฉากยอดนิยมของหนังไทยในยุคเก่าๆ) โดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้จะแปลกใจเล็กน้อย ทุกคนต่างยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกัน และไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ มิติของ คน ผี และสัตว์ประหลาด พลันเหลื่อมซ้อนทับเป็นระนาบเดียวกัน
ความจริงแล้ว หนังเรื่องลุงบุญมีระลึกชาติ เป็นเพียงส่วนหนึ่งงานแสดงศิลปะชุด Primitive ซึ่งเป็นโครงการศิลปะที่ถูกจัดแสดงบนหลากหลายสื่อ โดยเขาได้รับทุนสนับสนุนจาก Haus der Kunst ที่ Munich, FACT ที่ Liverpool, และ Animate Projects ((ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Primitive ได้ที่ Primitive)) ในส่วนของหนังจะประกอบไปด้วยสี่ส่วนคือ “จดหมายถึงลุงบุญมี”, “ผีที่บ้านนาบัว”, Primitive Installation และ ลุงบุญมีระลึกชาติ หรือหนังที่เรากำลังพูดถึงนั่นเอง ((อ่านรายงานการเข้าชมศิลปะ Primitive นี้ได้ที่ On Open : ปลุกผีคอมมิวนิสต์แห่งบ้านนาบัว | PRIMITIVE INSTALLATION @ FACT LIVERPOOL))

คุณอภิชาติพงศ์แสดงภาพถ่ายจุดที่เกิดการยิงกันจนเสียชีวิตครั้งแรกในหมู่บ้านนาบัวท่ามกลางความมืด, ที่มา : โอเพ่นออนไลน์ : ปลุกผีคอมมิวนิสต์แห่งบ้านนาบัว | PRIMITIVE INSTALLATION @ FACT LIVERPOOL
ด้วยความที่เป็นหนังศิลปะ ดูเหมือนอภิชาติพงศ์ จะไม่จำกัดการตีความของหนัง เขาเพียงแต่ให้สัมภาษณ์ว่าแรงบันดาลใจในการทำโครงการชิ้นนี้ คือเรื่องของ “วันเสียงปืนแตก” และ หนังสือ “คนระลึกชาติได้” โดยเฉพาะในแง่มุมของการ “ทำงานวิจัย” ของอภิชาติพงศ์นั้นน่าสนใจมาก นอกจากเขาจะสัมภาษณ์กับชาวบ้านที่มีประสบการณ์เรื่องการระลึกชาติ จนสามารถเล่าเรื่องที่ไม่เคยพบเห็นได้ตรงกับข้อมูลจริงอย่างน่าประหลาดใจแล้ว เขายังลงพื้นที่บ้านนาบัวเพื่อสืบเสาะประวัติในยุคที่รัฐบาลไทยยังทำสงครามกับพคท.
จากการที่คุยกับชาวบ้าน ถ้ามีการถามว่าคุณเป็น communist หรือเปล่า แล้วคุณตอบว่าใช่คุณก็ถูกฆ่าเลย ถ้าไม่ใช่คุณก็ถูกตี คุณไม่มีทางเลือก คุณก็ต้องออกไปเข้าป่า พวกเขาไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่า communist คืออะไร พวกเขาเข้าไปเพื่อหนีตาย แล้วการที่จะมีชีวิตอยู่ได้มันก็ต้องมีการร่วมกลุ่ม พวกเขาเลยต้องเข้าร่วมกับกลุ่ม communist เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะมาอ้างไม่ได้ว่ารัฐบาลไม่มีทางเลือกต้องฆ่าคนพวกนี้ มันเป็นวิธีการที่หนักมือไป มันป่าเถื่อน ไม่ว่าสองฝ่ายจะพูดต่างกันอย่างไร แต่ในเมื่อมันมีคนตายขนาดนี้ ถึงคุณจะฆ่าเขาในแง่ที่เขามีอาวุธ และคุณฆ่าเขาเพราะป้องกันตัวเอง ยังไงคุณก็ต้องออกมาขอโทษ ในฐานะที่เขาก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง และเขาก็เสียภาษีจ้างคุณให้ปกครองแม้จะมีความคิดต่างกัน นี่ก็คือเหตุผลที่ตั้งชื่องานชุดนี้ว่า Primitive ด้วย เพราะว่ามันล้าหลังเหลือเกินทั้งคนกระทำและผู้ถูกกระทำ และไม่ใช่แค่เหตุการณ์บ้านนาบัวนี้เท่านั้น แม้แต่ในปัจจุบันนี้มันก็ยังเป็นอยู่ และที่สำคัญคือเราลืมกันง่ายเหลือเกิน
แต่อภิชาติพงศ์ก็ยอมรับขีดจำกัดของการเสียดสี ในการใส่ชื่อภาษาไทยเขาเลือกคำ “ดึกดำบรรพ์” แทนที่คำ “ป่าเถื่อน”
ในช่วงท้ายของหนัง อภิชาติพงศ์ เสียดสีความหน้าไหว้หลังหลอกในสังคมไทยอย่างน่าครุ่นคิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความนับถือพระสงฆ์องค์เจ้าของคนไทยที่เปลือกภายนอก การที่หนังมาเปิดเผยภายหลังว่าป้าเจนหาใช่คนที่รู้จักอะไรลึกซึ้งกับลุงบุญมีอย่างที่เราคิดไปแต่ตอนต้นก็หาไม่ หรือแม้แต่การที่โทรทัศน์ตรึงทั้งร่างกาย และกระชากจิตวิญญาณให้จมจ่อมอยู่หน้าจอ จนขาดการสัมพันธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงไป
(3)
“ผี”
“What’s the most resilient parasite? An Idea. A single idea from the human mind can build cities. An idea can transform the world and rewrite all the rules.” – From Inception.
หากพลังของศิลปะไม่ได้อยู่ที่ “ความงาม” แต่เป็นพลังในการ “ส่งสาร” ที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ “รูปแบบ” และพลังในการ “ตั้งคำถาม” ผู้ชมหนังเรื่องนี้แทบทุกคนต้องตั้งคำถามเมื่อหลังเดินออกจากโรงภาพยนตร์ ว่าหนังเรื่องนี้กำลังสื่อถึงอะไร?
ดูเหมือนว่า “ลุงบุญมีระลึกชาติ” จะประสบความสำเร็จ กับนิยามของคำว่า “ศิลปะ” ข้างต้นนี้แล้ว

หากการหนีไปของบุญส่ง เพื่อไปอยู่กินกับมนุษย์วานร จนเขากลายเป็นมนุษย์วานรไปด้วยนั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากการที่ นักศึกษาในสมัย 2519 หลบหนีเข้าป่าไปร่วมต่อสู้ด้วยอาวุธกับพคท. ด้วยเป้าหมายการสร้างสังคมที่เป็นธรรม
หากการตายไปของฮวย เมียลุงบุญมี ไม่ต่างอะไรจากการจากไปของคนรัก ไม่ว่าจะเป็นเพราะเขาไปมีและพบคนรักใหม่ จนทำให้ลุงบุญมีต้องหักห้ามใจด้วยการคิดว่าเมียตนเองเสียชีวิตไปแล้ว
และวันหนึ่งเมื่อลุงบุญมีใกล้เสียชีวิต ลูกชายที่เข้าป่า และเมียที่ยังรัก ก็กลับมานั่งทานอาหารเย็นร่วมกัน เหมือนที่เคยเป็นมา
ใช่หรือไม่ว่าเรามองคนต่างความคิด ต่างอุดมการณ์ เป็นเหมือนผี เป็นเหมือนสัตว์ประหลาด?
ไม่มีใครรู้ว่าลุงบุญมีกำลังคิดอะไรอยู่
(4)
“ย้อนยุค”
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดสุราษฎรธานี เขากล่าวถึงการฟื้นกลับคืนมาของแนวคิดคอมมิวนิสต์ในโอกาสนี้ว่า
แนวคิดแบ่งแยกคนไทยเป็นชนชั้นต่างๆ เช่นอำมาตย์ ไพร่ และทำให้เกิดความเกลียดชังกัน ถามว่าใครเป็นไพร่และใครเป็นอำมาตย์ นักเรียนวันนี้โชคดีที่ไม่เคยเห็นความพยายามแบ่งชนชั้นคนไทยเมื่อ 50 ปีที่แล้วที่ปลุกระดมคนไทยให้สู้กันเองโดยใช้คำว่านายทุนและกรรมาชีพ นำเรื่องนี้ยุยงให้ต่อสู้กันเพื่อล้มล้างระบบการปกครองของบ้านเมืองที่ดำเนินการโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและไม่น่าเชื่อว่านำเรื่องนี้กลับมายุยงประชาชนอีกครั้งว่าความยากจนนั้นมาจากชนชั้นข้างบนเอาเปรียบ และล้มล้างระบบการปกครองในปัจจุบัน ตรงนี้อันตราย รัฐบาลเห็นว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำ มีหนทางการแก้ไขได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาฆ่ากันหรือแบ่งแยกกัน แต่ทุกคนต้องช่วยกันแก้ไข ดังนั้น นายกฯจึงมีความต้องการเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนร่วมกันแก้ไขปัญหา
เป็นที่ทราบกันดีว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้นสูญสลายลงไปแล้ว (แม้จะมีคนบางกลุ่มพยายามรื้อฟื้นขึ้นมา แต่ก็เป็นเพียงแต่ในนาม) ความทรงจำนี้ยังคงหลอกหลอนชนชั้นนำอย่างไม่เสื่อมคลาย เพราะนี่เป็นขบวนการภาคประชาชนที่ใช้ “การต่อสู้ด้วยอาวุธ” วิพากษ์ระบอบการปกครองของพวกเขา อย่างถึงราก
ภูพานแห่งการปฏิวัติ (พ.ศ.2508-2509) สหายปรีชา เป็นนามจัดตั้งของ จิตร ภูมิศักดิ์ เมื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเมื่อแต่งเพลง “ภูพานแห่งการปฏิวัติ” ก็ได้ใช้นามปากกาว่าปรีชา
พ. เมืองชมพู (นามปากกาของ อุดม ศรีสุวรรณ-อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ระบุถึงที่มาของเพลงนี้ว่า “เพื่อที่จะแต่งเพลงภูพานปฏิวัติ คุณจิตรได้ขึ้นไปอยู่บนสันภูลม สันนี้มียอดแหลม ลมแรงมาก ผู้ที่ลำเลียงข้าวจากที่ราบขึ้นภูมาจะต้องผ่านสันนี้เสียก่อนจึงจะไปยังที่ตั้งของทัพได้ เสียงลมอันหวิวหวูก็ได้จากเสียงลมที่สันภูลมนี้เอง
แต่น่าเสียดายที่ ในขณะที่ความทรงจำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกำลังได้รับการรื้อฟื้นคืนในโอกาสต่างๆมาอีกครั้ง จากรัฐบาลด้วยเหตุผลของความมั่นคง จากภาพยนตร์เรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” เพื่อให้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติและคว้ารางวัลปาล์มทองคำ จากงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 63 และจากอดีตสหายเพื่อการรำลึกความหลัง
ในอีกด้านหนึ่งสังคมไทยกำลังพยายามลืม เหตุการณ์ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ในการชุมนุมทางการเมืองเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา
…
บทความนี้เกิดขึ้นได้ด้วยแรงบันดาลใจจากการสนทนากับ “กัลยาณมิตร” ที่ร่วมชม ลุงบุญมีระลึกชาติด้วยกัน และบทความ “คนไม่เห็นผี” ของ เกษียร เตชะพีระ
