ภายใต้ธีมความท้าทายทางนโยบายหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก UNCTAD นำเสนอ 6 ประเด็นสำคัญ คือแนวโน้มในปัจจุบันและประเด็นทางเศรษฐกิจโลก, มุมมองด้านการคลังจากวิกฤตเศรษฐกิจและผลกระทบจากหนี้สาธารณะ, ความสามารถในการดำเนินนโยบายการคลังและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ, การเข้ามากำกับดูแลภาคการเงินของรัฐและการปรับโครงสร้างทางการเงิน, การที่ตลาดอนุพันธุ์เข้ามาเกี่ยวพันกับสินค้าโภคภัณฑ์ และระเบียบการเงินโลกกับระบบการค้าระหว่างประเทศ
การบูรณาการหรือการรวมตัวทางเศรษฐกิจและการพึ่งพาระหว่างประเทศของโลกในปัจจุบันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่กระแสโลกาภิวัตน์เข้าครอบงำโลก เป็นเหตุผลสำคัญที่ผลักให้แต่ละประเทศต้องหันมารวมกลุ่มเพื่อพึ่งพาระหว่างกันมากยิ่งขึ้น
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (International Institute for Trade and Development: ITD) เปิดตัวรายงานการค้าและการพัฒนาประจำปี 2011 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
ประเด็นแรก UNCTAD ประเมินจากระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ พบว่าเศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว เนื่องจาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ลดจาก 4% ของปี 2010 เป็น 3% ในปี 2011 การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนามีอัตราขยายตัวถึง 6% ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการเติบโตขึ้นเพียง 1.5% – 2% (เปรียบเสมือนยักษ์ที่มีระดับเศรษฐกิจขนาดใหญ่เวลาล้มหรือทรุดตัวลง ย่อมล้มดังกว่า เจ็บตัวนานกว่า ใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวมากกว่าประเทศเล็กๆ ที่มีระดับเศรษฐกิจขนาดเล็กกว่า)
ประเด็นที่ 2 “การฟื้นตัวด้วยความเร็วสองระดับ” (two-speed recovery) ส่วนใหญ่มาจากความแตกต่างทางด้านอุปสงค์ ความแตกต่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาในปัจจุบัน พบว่า ประเทศกำลังพัฒนามีการเพิ่มอัตราค่าจ้างแรงงาน และได้รับการสนับสนุนของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จึงนำไปสู่การลงทุน ช่วยกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์ภายในประเทศต่อเนื่องด้วยดี ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้ว ค่าจ้างแรงงานคงที่ ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้ รวมถึงเรื่องการลดการก่อหนี้ (de-leveraging) ทำให้เป็นอุปสรรคต่ออุปสงค์และอุปทานด้านสินเชื่อ กล่าวคือ เมื่อไม่มีคนหรือธุรกิจมาขอสินเชื่่อจากธนาคาร เมื่อไม่มีการขอสินเชื่อ ธนาคารหลังวิกฤติการเงินจะไม่สามารถเพิ่มรายได้ ผลก็คือ สถาบันการเงินจะอ่อนแอ ในขณะที่เมื่อธุรกิจไม่กู้ ผลก็คือเศรษฐกิจจะไม่ขยายตัว
ประเด็นที่ 3 การประหยัดเข้มงวดทางการเงินและการคลังหรือการใช้มาตรการทางการคลังแบบหดตัว (แนวทางที่ IMF สนับสนุน) สำหรับเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้ว ถ้าไม่ส่งผลให้ระดับเศรษฐกิจหดตัวไปเลยก็ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่น่าพอใจอย่างยาวนาน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนานั้น หากไม่ปฏิรูปตลาดการเงินระหว่างประเทศ จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องตกอยู่ในความเสี่ยงมาก รวมถึงภาวะช็อคทางการค้าและระบบการเงิน ที่จะส่งผลกระทบต่อปริมาณการส่งออก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2008
ประเด็นที่ 4 อังค์ถัดมองว่า สาเหตุที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวไม่ได้มาจากการผิดวินัยทางการคลัง ดังนั้นการเข้มงวดทางการคลังจึงไม่ใช่มาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม นโยบายที่ใช้จัดการกับวิกฤตขึ้นอยู่กับลักษณะของวิกฤตนั้นๆ กล่าวคือ ถ้าประเทศหนึ่งเผชิญกับข้อจำกัดภายนอกหรือภาวะที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้จริงๆ ควรให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินหรือการปรับโครงสร้างหนี้เป็นอันดับแรกๆ มากกว่าจะหยิบมาตรการประหยัดเข้มงวดทางการคลังมาใช้
ประเด็นที่ 5 แน่นอนว่า การมุ่งลดการขาดดุลทางการคลังและลดหนี้สาธารณะ จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของตลาดการเงินกลับคืนมา แต่มีแนวโน้มสร้างความเสียหายได้มากกว่า เนื่องจากกระทบต่อการเติบโตของ GDP ที่ส่งผลให้รายได้ของรัฐบาลลดลง ดังนั้น นโยบายการคลังที่เน้นกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจมีความเป็นไปได้ที่ช่วยให้ปรับภาวะทางการคลังสู่สมดุลได้มากกว่าการคลังแบบเข้มงวด
Trade and Development Report 2011
ประเด็นที่ 6 นโยบายการคลังแบบขยายตัวจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นแก่รัฐบาล (เป็นแนวทางที่ UNCTAD สนับสนุน) ทั้งการจัดโครงสร้างรายได้ การเปลี่ยนองค์ประกอบของรายจ่ายภาครัฐ โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายโดยรวมหรือสมดุลทางการคลัง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นควรเพิ่มการใช้จ่ายไปกับโครงสร้างพื้นฐานและการโอนให้สังคม เหล่านี้ล้วนมีแนวโน้มจะสร้างประสิทธิผลมากกว่าการลดภาษี เพราะสำหรับคนที่มีรายได้น้อยนั้น การลดภาษีให้ถือว่ามีประสิทธิภาพน้อยกว่า การคลังแบบขยายตัวนั้นจะช่วยให้รายได้สูงขึ้น กระตุ้นการซื้อ และเพิ่มอุปสงค์ขึ้นโดยตรง
ประเด็นที่ 7 การผ่อนคลายการควบคุมดูแลระบบการเงินให้เป็นไปอย่างเสรีเช่นในอดีตนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลก เนื่องจากทำให้เกิดระบบการเงินการธนาคารที่ไม่มีการควบคุม มีทุนต่ำกว่าที่ควร ทั้งการหันเหจากการพึ่งพาเงินฝากไปพึ่งการให้สินเชื่อจากตลาดทุน และการให้ยืมไปเป็นการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ความหลากหลายของระบบการเงินที่สูญหายไป รวมทั้งพฤติกรรมของตัวแทนที่เหมือนกันหมด นำไปสู่การเก็งกำไร บ่อนทำลายความมีเสถียรภาพ ในที่สุดก็เข้าสู่วิกฤตเชิงระบบ
ประเด็นที่ 8 การควบคุมดูแลจะต้องเข้มงวดยิ่งขึ้นกับสถาบันที่ “ใหญ่เกินกว่าจะล้มได้” (to big to fail) และต้องมีมิติที่เป็น macro-prudential อยู่ด้วย ตลอดจนข้อกำหนดเรื่องการดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำที่สวนทางกับวัฏจักรทางเศรษฐกิจ และการหันไปใช้มาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายเพื่อจัดการกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ผันแปรง่าย ภาคการเงินต้องปรับโครงสร้าง เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตเชิงระบบ การปรับโครงสร้างทางการเงิน ควรมุ่งไปที่ระบบการเงินระดับชาติที่หลากหลาย ที่สถาบันมหาชนและสหกรณ์มีบทบาทมากขึ้น ต้องปรับสถาบันขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง และแยกให้ชัดเจนระหว่างกิจกรรมด้านการลงทุน และกิจกรรมการธนาคารเชิงพาณิชย์
ประเด็นที่ 9 การทำให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เข้าสู่ระบบการเงิน กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมแห่ซื้อขายตามกัน และกระทบต่อราคาสินค้าพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ราคาสินค้าอาหารหลัก และราคาพลังงาน เนื่องจากผู้มีส่วนร่วมในตลาดสินค้ายิ่งเลียนแบบการตัดสินใจซื้อขายในตลาดการเงินมากขึ้นเรื่อยๆ UNCTAD เสนอให้ปรับปรุงหน้าที่การดำเนินงานของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้ตลาดสินค้าและตลาดตราสารอนุพันธ์โปร่งใสขึ้น ตลอดจนควบคุมดูแลนักลงทุนทางการเงินอย่างเข้มงวด เช่น จำกัดสถานะการถือครอง เก็บภาษีในการทำธุรกรรม รวมทั้งให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องเข้ามามีอำนาจในการแทรกแซงทางการค้าในตลาดการเงินได้เป็นครั้งคราว
ประเด็นที่ 10 ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการเก็งกำไรทางการเงิน ซึ่งไม่ได้เชื่อมโยงกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาค คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลในบัญชีเดินสะพัด และการผันผวนเกินพิกัดของอัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้หน้าที่การดำเนินงานและความเป็นไปในระบบเศรษฐกิจเสียหาย หากระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวมีการจัดการตามกฎระเบียบจะช่วยให้อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้น ระบบดังกล่าวอาจสร้างโดยปรับให้ตัวเงินสอดคล้องกับส่วนต่างอัตราเงินเฟ้อ หรือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สมดุลในปริมาณการค้า เพื่อจำกัดการเก็งกำไรทางการเงินแบบ carry-trade
การลอยตัวอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการจัดการตามกฎระเบียบสามารถถือปฏิบัติโดยเป็นกลยุทธ์แบบเอกภาคีคือใช้อยู่ฝ่ายเดียว หรือใช้ในขอบเขตที่กว้างขึ้นเพื่อการแทรกแซงอย่างมีสมมาตรในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ผ่านข้อตกลงทวิภาคี หรือระดับภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์สูงสุดต่อเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นได้ หากมีการใช้กฎระเบียบเพื่อควบคุมดูแลการลอยตัวอัตราแลกเปลี่ยนแบบมีการจัดการในระดับพหุภาคี โดยให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมาภิบาลทางการเงินของโลก และเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดระบบการค้าพหุภาคีที่มีประสิทธิภาพ
สามารถดาวน์โหลด Trade and Development Report 2011 จากต้นฉบับได้

