Practical Report ใต้ดวงอาทิตย์แห่งทัสคานี

โดย Sheradia


…………………………………………………..

I was in a sort of ecstasy, from the idea of being in Florence, close to the great men whose tombs I had seen. Absorbed in the contemplation of sublime beauty . I reached the point where one encounters celestial sensations . Everything spoke so vividly to my soul. Ah, if I could only forget. I had palpitations of the heart, what in Berlin they call ‘nerves.’ Life was drained from me. I walked with the fear of falling.

—- Stendhal

จาก Naples and Florence: A Journey from Milan to Reggio

…………………………………………………..



Photobucket

.:: A View of Florence ::.

เท่าที่จำความได้ ในการเดินทางไปเยือนเมือง Firenze หรือ Florence ครั้งแรกในชีวิตนั้น รี่ไม่เคยมีอาการป่วยจาก Stendhal syndrome หรือโรควิงเวียนอันเนื่องจาก “การถูกถาโถมด้วยศิลปะที่งดงามมากเกินไป” ซึ่งการรอดพ้นจากอาการป่วยดังกล่าว ไม่รู้ว่าจะถือเป็นเรื่องน่ายินดีได้หรือไม่ เพราะคิดไปแล้ว การมีประสบการณ์ป่วยด้วยโรคดังกล่าว น่าจะเป็นเรื่องพอเก็บไว้คุยโม้โอ้อวดได้ ด้วยเพราะมูลเหตุของการเจ็บป่วยดูเท่เอาการมิหยอก

อย่างไรก็ตาม การแสวงหาความเจ็บป่วยเพื่อความเท่ ไม่เคยเป็นมูลเหตุหลักที่ผลักดันรี่ให้ไปเยือน Florence แต่สิ่งที่ผลักดันให้เดินทางไปนั้น กลับเป็นหนังสือสองเล่ม

Photobucket

The Duomo of Florence

หนังสือเล่มแรกคือ A Room With A View ของ E. M. Forster ซึ่งมีเรื่องราวอยู่ในต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีตัวเอกหลักคือ Lucy Honeychurch สาวน้อยผู้ดีอังกฤษ ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังยุโรปเพื่อเปิดโลกกว้าง พร้อม Charlotte Bartlett สาวโสดทึนทึก ผู้เป็นญาติของ Lucy และทำหน้าที่เป็น “chaperon” (ในสมัยก่อน การที่สตรีจะเดินทางรอนแรมไปไหนมาไหนคนเดียว เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง จึงต้องมีสตรีสูงวัยคอยติดตามทำหน้าที่คอยดูแลเพื่อไม่ให้มีเรื่องไม่เหมาะสมเกิดขึ้น)

Photobucket

.:: (ซ้าย) E. M. Forster นักเขียนกลุ่ม Bloomsbury ผู้ประพันธ์เรื่อง A Room With A View; (ขวา) โปสเตอร์ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายเรื่องนี้ ภาพยนตร์ในปี 1985 ผลงานผลิตของ Merchant&Ivory ::.

A Room With A View เปิดเรื่องขึ้นมาเมื่อทั้งคู่ เดินทางมาถึงเมือง Florence และได้เข้าพักในโรงแรมที่ได้พบเจอกับชาวอังกฤษหลากหลายซึ่งได้เดินทางมาเที่ยวเมืองแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น Eleanor Lavish นักเขียนโบฮีเมี่ยน (แบบลวง ๆ ?) ที่มักอ้างตัวเป็นผู้ที่เข้าถึงจิตวิญญาณแห่งเมือง Florence ได้ดีกว่านัีกท่องเที่ยวอังกฤษดาษดื่นทั่วไป หรือ Mr. Emerson และ George Emerson พ่อลูกตระกูล Emersons หัวเสรีนิยมล้ำหน้าเกินยุคสมัย ที่มักกลายเป็นตัวประหลาดในหมู่นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษหัวอนุรักษ์นิยม เป็นต้น

ทั้งผู้คนที่พบเจอและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดที่เมือง Florence ซึ่งเป็นส่วนแรกของนวนิยายเรื่องนี้ จะส่งผลกระทบสืบเนื่องต่อ Lucy Honeychurch ยามเมื่อเธอต้องเดินทางกลับบ้านไปใช้ชีวิตในกรอบของสังคมอังกฤษอนุรักษ์นิยมในครึ่งหลังของนวนิยาย

ครั้งแรก ที่อ่านนวนิยายเรื่องนี้ รี่ยังเยาว์ต่อโลก เกินกว่าจะเข้าใจเนื้อเรื่องในแง่มุมลึกซึ้ง นอกเหนือไปจากการหลงใหลความ romance ของพระนางของเรื่อง (George Emerson และ Lucy Honeychurch) และตกหลุมรักอย่างแรงกับภาษาที่งดงามของ Forster ที่ สวยงามประดุจดังทุ่งดอกไวโอเลตที่เฉิดฉายภายใต้ดวงอาทิตย์แห่งทัสคานี ที่ที่ George Emerson ได้เปิดเผยความรู้สึกผ่านบทจูบอันเร่าร้อนแก่ Lucy Honeychurch

ดังนั้น การเดินทางไป Florence ครั้งแรก จึงเป็นความปรารถนาที่อยากจะติดตามตัวละคอนในหนังสือที่ชอบ ทุกก้าวย่างที่รี่ย่ำเดินใน Florence รี่มักเห็นตัวละคอนของ Forster หลุดมาเดินอยู่ข้าง ๆ ด้วย อาทิ การได้เดินตามตรอกซอกซอยแคบ ๆ มักทำให้ รี่หวนนึกถึง Eleanor Lavish ที่แนะนำป้าทึนทึก Charlotte Bartlett ให้สูดกลิ่นอันเฉพาะของเมืองนี้ หรือยามที่รี่ยืนอยูู่่หน้าหลุมศพของ Giotto ที่โบสถ์ Santa Croce พร้อมถือ “Lonely Planet” อยู่ที่ืมือ สะท้ิอนให้นึกถึง เมื่อครั้ง Lucy Honeychurch สูญเสียหนังสือคู่มือเดินทาง Baedeker ไกด์บุ๊คยอดนิยมในสมัยนั้น จึงไม่สามารถรู้ได้ว่าหลุมศพของ Giotto อยู่ณ ตำแหน่งใดในโบสถ์

Photobucket

.:: โบสถ์ Santa Croce หรือ "Pantheon" แห่งเมือง Florence อันเป็นที่สถิตย์สุดท้ายของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย อาทิ Michelangel Galileo Giotto เป็นต้น ::.

หากแต่เมื่อกลับไปเมือง Florence ยามเมื่อมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ครั้งนี้ รี่ไม่ได้มอง Florence เพียงแค่เป็นฉากหลังของการเกิดเรื่องราวต่าง ๆ หรือเสาะแสวงหาสถานที่ที่เหล่าตัวละคอนในเนื้อเรื่องไปปรากฏ แต่สิ่งที่สนใจกลับเป็นคำถามที่ว่า “ทำไมต้องเป็น Florence?”

ทำไมต้องเป็น Florence ที่ชักนำพาให้ Lucy Honeychurch ก้าวออกไปจากกรอบความคิดเดิม ก้าวผ่านจากอนุรักษ์นิยมไปสู่เสรีนิยม ผู้เขียนเลือกเมือง Florence คงเป็นเพราะ Florence คือเมืองอันเป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยเรเนสซองส์ (Renaissance) ยุคที่มักถูกเปรียบเสมือนดังแสงไฟที่ส่องสว่างหลังจากความมืดอันยาวนานแห่งยุคกลาง (Middle Ages) เปรียบเทียบได้กับการที่ Lucy Honeychuch ได้แสงสว่างส่องชีวิตตัวเอง เมื่อมาเยือนเมือง Florence

แต่ Florence เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์แทนการหลุดพ้นจากกรอบเดิมหรืออิทธิพลของความเป็น Florence ที่มีต่อผู้ไปเยือนนั้นมีอยู่จริง? อิทธิพลที่ว่าไม่ใช่การทำให้ป่วยด้วยโรค Stendhal syndrome แต่เป็นการปลดปล่อยให้จิตวิญญาณได้เป็นอิสระจากการเสพย์ศิลปะที่งดงาม ซึ่งอาจนำพาไปสู่การรับรู้ความปรารถนาที่แท้จริงในจิตใจตนเอง ที่ไม่ถูกครอบงำจากกรอบของสังคม อิทธิพลของเมือง Florence  เช่นที่ว่านี้  คงต้องทิ้งไว้ให้ผู้ไปเยือนนั้น ค้นหาคำตอบให้กับตัวเอง …

Photobucket

.:: Piazzale Michelangelo ยามสายัณ ::.

ปัจฉิมลิขิต

ขอบคุณ Taungza et Brother Bears ที่เอื้อเฟื้อภาพเมือง Florence ในเอนทรีนี้


Chi il bel sogno de Doretta
จากองก์ที่ 1 ของอุปรากรเรื่อง La Rondine
ประพันธ์โดย Giacomo Puccini
ขับร้องโดย Kiri Te Kanawa

  • เจริญชัย

    ตามฟอร์มนะครับ ผมมาคอมเม้นท์คุณ sheradia ทีไร ต้องนอกเรื่องทุกที

    Stendhal คือ นักเขียนระดับครู คนหนึงที่ผมสนใจ ผมพึ่งรู้เหมือนกันว่า ชื่อของเขาจะถูกนำมาตั้งเป็นชื่อโรค

    เมื่องานสัปดาห์หนังสือ เดือนตุลาคม 2551 ผมเผอิญไปเจอ “หน้าปก” หนังสือของ Stendhal ในร้านหนึ่ง ผมดีใจมาก แต่พอเจ้าของร้านบอกว่า หนังสือเล่มนี้ต้องสั่งจอง เมื่อรู้ราคา ผมแทบเป็นลม

    สุดท้ายผมไม่จอง ด้วยเหตุผล 2 ประการ
    1. ผมไม่ค่อยมีเวลาอ่านงาน Classic สักเท่าไร
    2. stendhal ไม่ใช่นักเขียนแถวหน้า แต่เป็นนักเขียนแถว 2 แม้กระนั้นก็ไม่มีนักเขียนคนใดในเมืองไทยเทียบชั้นได้ แต่สำหรับผมนั้น ต้องอ่านเฉพาะแถวหน้าเท่านั้น

    สำหรับเรื่อง Florence นั้น ถือเป็นหนึ่งในเมืองในฝันของผม เพราะเมืองนี้ถือเป็นเมืองสำคัญที่มีส่วนร่วมในกระบวนการ Renaissance ซึ่งผมถือว่าเป็นจุดเิริ่มต้นแห่งความยิ่งใหญ่ของยุโรป

    คนจำนวนมาก ชอบคิดแบบผิวเผินว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” ในปี 1780-1840 ในประเทศอังกฤษนั้น คือ จุดที่ทำให้ยุโรปชนะจีนได้

    นี่เป็นแค่ปลายเหตุ จริงๆต้องย้อนไปถึง Renaissance ซึ่งแม้ว่านักวิชาการบางคนจะให้ย้อนไปถึงยุค Gothic ประมาณ 1150-1400 ซึ่งเริ่มเกิดสิ่งที่เรียกว่า “เมือง” ขึ้นมา

    ผมไม่แปลกใจที่ Florence จะเป็นแรงบันดาลใจและตัวกระตุ้นแห่งความเปลี่ยนแปลงของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย

    ความยิ่งใหญ่ของ Florence ไม่ได้เกิดจากศิลปะเพียงอย่างเดียว หากแต่ศิลปะ ได้สะท้อนภาพความยิ่งใหญ่ของเศรษฐกิจ สังคมในยุคสมัย Renaissance

    ผมเคยตื่นตะลึงในมหิธานุภาพและความมหัศจรรย์ของภาพเขียน The Last Judgement ซึ่งท่านอัครศิลปิน Michelangelo ได้สร้างสรรค์ไว้

    แต่เมื่อ 1-2 เดือนที่ผ่านมา ผมกลับพิจารณาภาพเขียนเหล่านี้ในมุมมองที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    ผลงานของยุค Renaissance ไม่ได้มีแค่ความงามและพลังอันยิ่งใหญ่ แต่สะท้อนถึง “ความคิดสร้างสรรค์” และ “อิสรภาพ” อันยิ่งใหญ๋อีกด้วย

    ผมคิดว่า ยุคสมัยก่อนและหลัง Renaissance ก็อาจมีความสวยงามที่ใกล้เคียงกับ Renaissance แต่สิ่งที่ยุค Renaissance เหนือกว่าอย่างที่ยุคอื่นเทียบไม่ได้ คือ อิสรภาพและความคิดสร้างสรรค์

    ผมจึงไม่แปลกใจที่ “นางเอก” ในเรื่อง A room with the view จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตเพราะได้มาสัมผัสศิลปะที่เมืองนี้

    เพราะอิสรภาพและความสร้างสรรค์ประดุจเทพประทานของยุคนี้ ได้ถูกจารึกไว้ในศิลปะที่ยืนยาวกว่าชีวิตมนุษย์ แม้ว่าความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ สังคม ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

    ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้นิดนึงว่า ความเจริญรุ่งเรือง ได้เริ่มเดินจากอิตาลีไปแล้ว ตั้งแต่สมัย Renaissance โดยศูนย์กลางความเจริญกลับไปอยู่ที่อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน

    ดังนั้น การที่นางเอกที่อยู่ในอังกฤษที่เจริญกว่า กลับต้องมารับความเจริญจากอิตาลี จึงเป็นเรื่องที่แปลกพอควร

    แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งจะเห็นว่า อังกฤษในยุคนั้นได้เลยจุด Peak ไปแล้ว โดยเฉพาะ GDP ของอังกฤษที่เติบโตสูงสุดในภูมิภาคมาตลอดนั้น เริ่มถูกแซงหน้าโดยอเมริกาในปี 1880 และเยอรมันในต้นศตวรรษที่ 20 ซึงเหตุผลนี้ได้กลายเป็นชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 1

    อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังเชื่อมั่นว่า ศิลปะ Renaissance มีคุณค่ามากพอสำหรับคนที่ต้องการแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงชีวิต

    Goethe มหากวีที่แถวหน้า ที่อยู่เหนือ Stendhal หนึ่งขั้น ก็เคยเดินทางมาเยือนอิตาลี โดยเฉพาะกรุงโรม และก็ได้แรงบันดาลใจกลับไป

    ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ Goethe ทำให้เขาได้เปลี่ยนแนวการประพันธ์จากแบบ storm and Thunder หรืออนุโลมว่าเป็นโรแมนติค มาเป็น Classic ส่งผลให้เขาได้รับการจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยมหากาพย์อันลือลั่น Faust โดยเฉพาะภาค 2

    ยิ่งกว่านั้น Florence ยังเป็นเมืองของ “มหากวี” ที่ถูกจัดไว้ในชั้นเดียวกับ Goethe แต่โดยทั่วไปจะให้เหนือกว่า ครึ่งขั้น นั่นคือ Dante ผู้ประพันธ์ The Divine Comedy

    ผมไม่แน่ใจว่าท่าน Shakespeare ผู้จัดเป็นนักเขียนอันดับหนึ่งตลอดกาล หรือถูกจัดเป็น The Great European ควบคู่กับ Dante และ Goethe ได้เคยมาเยือน Florence หรือไม่ เพราะจากทฤษฏีของนักวิชาการท่านหนึ่ง ได้ตั้งสมมติฐานว่า Shakespeare น่าจะเป็นคนอิตาลี

    ส่วนเรื่องเพลงประกอบที่คุณ Sheradia อุตส่าห์นำมาให้พวกเราได้ยกระดับ “หู” นั้น ตอนแรกคุณ Sheradia นำมาให้ผมเลือก 2 เพลง โดยเฉพาะได้พูดดักคอไว้ล่วงหน้าว่า อาจจะรู้สึก “โหวกเหวก” สักเล็กน้อย

    ผมจึงพยายามเปิดใจ และใช้สูตร 3 ฟัง คือ ฟังโดยไม่ตัดสิน ฟังอย่างลึกซึ้ง และฟังอย่างชื่นชม

    ผมของการใช้สูตรนี้ ก็ทำให้เพลงแรกผ่านไปอย่างรื่นรมย์ จนผมเกือบจะหลุดปากไปว่า “เพลงนี้เลย ไม่ต้องฟังอีกเพลงแล้ว”

    แต่ผมก็ยังยึดสูตร 3 ฟังอย่างเหนียวแน่น ไม่ตัดสินล่วงหน้า

    แต่ด้วยรสนิยมอาจไม่สูงพอ ผมจึงไม่ค่อยชอบเพลงนี้ หากเมื่อฟังไปถึงช่วงตอนท้ายเริ่มรู้สึกถึงความลึกซึ้ง

    จนกระทั่งได้ฟังอีกหลายๆรอบ ผมจึงตัดสินใจเลือกเพลงที่สอง

    555 ทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรฟรีจริงๆ ผมบังคับให้คุณ Sheradia เขียนบทความนี้ แต่ผมก็ต้องเสียเวลามากมายมาช่วยเลือกเพลง

    ดีแต่ว่า ต้นทุนเหล่านี้ ก็ทำให้ต้นทุนด้านรสนิยมของผมเพิ่มสูงขึ้น ยกระดับ “ความสุขลึกซึ้ง” ไปอีกขั้นหนึ่ง เหมือนกับความรู้สึก Sublime Beauty ที่ Stendhal เคยได้รับจากเมือง Florence

    “Absorbed in the contemplation of sublime beauty”

    จริงๆครับ

  • Sheradia

    สองเพลงที่คุณเจริญชัยพูดถึงนั้น เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ A Room With A View ที่พูดถึงก่อนหน้า โดยเพลงแรกคือ O Mio Babbino Caro ซึ่งถูกใช้เป็นเพลงไตเติ้ลของภาพยนตร์ เสมือนเป็นเพลงเปิดนำเข้าสู่เมือง Florence และตัวเพลง O Mio Babbino Caro นั้น มาจากอุปรากรเรื่อง Gianni Schicchi ของปุชชินีที่มีฉากของเรื่องราวเกิดที่เมือง Florence เช่นกัน โดยที่เนื้อเรื่องนั้น ส่วนหนึ่งอ้างอิงได้ไปถึง Divine Comedy ของ Dante

    ส่วนเพลงที่สอง คือเพลงที่เลือกมาเปิดในที่สุด เพลง Chi il bel sogno de Doretta มาจากอุปรากรเรื่อง La Rondine ของปุชชินีอีกเช่นเคย โดยเพลงนี้ ถูกใช้ในฉากที่พระเอกจูบนางเอกที่ทุ่งดอกไวโอเลต ณ เมือง Fiesole (อยู่ไม่ไกลไปจากเมือง Florence เท่าไร) ซึ่งถ้าดูจากเนื้อเพลงนี้ จะเข้าใจถึงความช่างเลือกของผู้สร้างภาพยนตร์ในการเลือกเพลงนี้ มาประกอบซีนที่ว่านั้่นพอดี

    อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเพลงร้องโดย Kiri Te Kanawa ที่รี่มีความชื่นชอบเสียงเธอมากโดยส่วนตัว และมีความลำเอียดที่รู้สึกว่า ไม่ว่า O Mio Babbino Caro หรือ Chi il bel sogno de Doretta นั้น คือเพลงของเธอเท่านั้นจริง ๆ ;>

  • Sheradia

    >> ดังนั้น การที่นางเอกที่อยู่ในอังกฤษที่เจริญกว่า กลับต้องมารับความเจริญจากอิตาลี จึงเป็นเรื่องที่แปลกพอควร

    อันนี้ เห็นต่างกับคนเจริญชัยน่ะค่ะ อังกฤษตามท้องเรื่องเนี่ย อาจจะมีความก้าวหน้าเจริญทางวัตถุจริง แต่ลักษณะสังคม เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยกรอบจารีตประเพณี ปีที่เขียนนวนิยายคือ1908 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านยุคสมัย เป็นการจบของยุควิคตอเรี่ยนไปสู่ยุคเอดเวิร์ดเดี่ยนที่ัสังคมมีความเสรีมากขึ้น ซึ่งก็สะท้อนภาพมาที่ตัวนางเอก ซึ่งถูกเลี้ยงมาจากกรอบจารีตประเพณีเดิม ที่ในตอนแรกยังคงเลือกเดินตามพวกหัวเก่าอนุรักษ์นิยม แต่เมื่อได้ผ่านประสบการณ์การมองเห็นโลกที่กว้างขึ้น เรียนรู้ที่จะเข้าใจความปรารถนาของตัวเองอย่างแท้จริง และในที่สุด ก็กล้าหาญที่จะเดินในเส้นทางที่ตนเลือกเอง โดยไม่ได้สนใจกระแสต้านรอบด้าน

    ไม่เห็นด้วยที่คุณเจริญชัยใช้คำว่า “รับความเจริญของอิตาลี” เพราะการที่นางเอกเกิดการเปลี่ยนแปลงตนเองนั้น ไม่ใช่มากจากอิตาลีโดยตรง แต่มันเป็นหลายสิ่งที่ผนวกเข้าด้วยกัน ทั้งการได้พบปะผู้คนที่หลากหลายระหว่างการเดินทาง การได้พบเจอเหตุการณ์ที่แปลกใหม่ การที่ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นเมื่อตอนที่ใช้ชีวิตในชนบทที่เงียบสงบของอังกฤษ ทั้งหมดนี้รวมเข้าด้วยเป็นส่วนช่วยผลักดันให้นางเอกถึงจุดที่เป็น Coming of Age

    ท้ายสุด นอกเรื่องเรื่อง Dante สักนิด …

    Dante เกิดที่ Florence ซึ่งถ้าไม่ประสบพบเจอมรสุมทางการเมือง จนต้องระหกระเหินไปตายที่ Ravenna เสียก่อนแล้ว ศพของ Dante ต้องมาฝังที่ Santa Croce (โบสถ์ในรูปที่สองนับจากล่างขึ้นไป) อย่างแน่นอน

    แต่ที่ Santa Croce มีทุกวันนี้ เป็นเพียงแท่นอนุสรณ์รำลึกถึง Dante เท่านั้น ส่วนหลุมศพจริง ๆ อยู่ที่เมือง Ravenna โดยที่ตะเกียงที่จุดในหลุมศพนั้น น้ำมันในตะเกียงจะถูกส่งมาจากเมือง Florence เป็นการชดเชยความรู้สึกผิดที่ Dante ต้องไปตายจากบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง

  • JiM

    เอิ่ม ผมว่าการคิดว่า Industrial Revolution เป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของยุโรป นี้ไม่ไช่ความคิดผิวเผินนะ จริงๆแล้วถ้านับว่าเริ่มจาก Renaissance, Gothic, .. อาจจะต้องนับย้อนไปถึงสมัยโรมัน กรีก อิยิปต์ เปอร์เซีย เมโสโปเตเมีย … (นับไม่ถูกเหมือนกัน) แล้วอะไรกันแน่ที่เป็นจุดเริ่มความยิ่งใหญ่ของยุโรป?

    ขอตัดไปที่อเมริกา วันก่อนดูหนังเรื่องนึง เป็นฉากที่ครูสอนนักเรียนชั้นประถม ครูกำลังเล่าให้นักเรียนฟังว่า “โลกของเรา” เริ่ม “เปลี่ยน” ก็เมือตอน Industrial Revolution นี้เอง

    คำว่า “เปลี่ยน” นี้ไม่ใช่เพียงแค่ว่า GDP ของโลก เกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งจะแตกต่างกับสมัยก่อนหน้านี้ที่เป็นการสืบทอดความรู้กันเป็นทอดๆ และพัฒนาไปอย่างช้าๆ เช่น กรีก –> โรมัน –> ฝรั่งเศส หรืออย่างของจีนที่สืบทอดเทคโนโลยีกันมาเป็นทอดๆอย่างช้าๆ แต่ ฝรั่งกับจีน ก็ยังเฉือนกันไม่ลง ถ้าเทียบ ฝรั่ง vs จีน กันยุคต่อยุค จะเห็นได้ว่าไม่ทิ้งกันเลยในช่วง 2 พันกว่าปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุค [กรีก โรมัน ฝรั่งเศส สเปน อังกฤษ] vs [ชุนชิว ฮั่น ถัง หยวน หมิง ชิง]

    จุดที่ทำให้ฝรั่งชนะจีนได้ ก็คือ Industrial Revolution ครับ

    หากฝรั่งในยุคนั้นเป็นเหมือนฝรั่งในยุคอื่นๆ หรือเป็นเหมือนชาวตะวันออก ผลที่ได้ก็คือศิลปะที่งามขึ้น หรือเทคโนโลยีต่อยอดมาอีกขั้นนึง แต่ผลของ Industrial Revolution นั้น “ต่าง” ไปจากการพัฒนาในยุคอื่นๆอย่างมาก ขอตัดแปะมาให้อ่านนะครับ “The onset of the Industrial Revolution marked a major turning point in human society; almost every aspect of daily life was eventually influenced in some way”

    Steam Engine ของ James Watt* และ Capitalism ของ Adam Smith** นั้นไม่ใช่แค่เพียงเครื่องจักรที่ดีขึ้น หรือปรัชญาอีกแขนงนึง แต่มันคือ Breakthrough ที่ก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นบนโลก (ชนชั้นแรงงาน และผู้หญิง) และส่งผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคน ทั้งวิถีการกิน การเดินทาง การทำงาน การเมือง สังคม วัฒนธรรม เสื้อผ้า การติดต่อสื่อสาร ฯลฯ

    ตัดกับมาที่ที่ทำงานผมเมื่อ 3 ปีก่อน ผมเล่าให้เจ้านาย (ดีกรีปริญญาเอกฟิสิกส์จากเคมบริดจ์) ว่ายูรู้ไหม เด็กสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือญี่ปุ่น ทำคะแนนฟิสิกส์ได้สูงที่สุดในโลก (และแน่นอน สูงกว่าฝรั่งทุกชาติ) แกก็ยิ้มให้ผมอย่างเอ็นดู

    เมื่อความคิดได้ตกผลึกผมจึงเข้าใจความหมายของยิ้มนั้น ชาวเอเชียเรานั้นเก่งอย่างมากก็คือ “ทำ” ฟิสิกส์ได้ 100 เต็ม หากแต่ว่า แล้วใครเป็นคนคิดฟิสิกส์? ตั้งแต่กาลิเอโอ นิวตัน ไอสไตน์ จนถึงปัจจุบัน รางวัลโนเบลในแต่ละปี ความคิดทางฟิสิกส์ใหม่ๆที่ออกมาปีแล้วปีเล่า ก็ล้วนแต่มาจากฝรั่ง จนล่าสุดการแข่งขันค้นหาอนุภาค Higgs*** ซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดทางฟิสิกส์ ก็คือการแข่งขันกันระหว่างฝรั่งอเมริกากับยุโรป เอเชียเราได้แต่เพียงเรียนรู้ความคิดใหม่ๆเหล่านั้นและทำข้อสอบได้คะแนนสูงลิ่ว

    แล้วผมก็เข้าใจ ว่ายิ้มนั้นก็คือยิ้มของกลุ่มคนที่ “คิด” วิชาฟิสิกส์ นั่นเอง

    *James Watt นักประดิษฐ์จาก Glasgow, Scotland
    **Adam Smith บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ @ University of Glasgow, Scotland
    ***Peter Higgs ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ @ University of Edinburgh, Scotland

  • เจริญชัย

    ขอบคุณที่ให้ความรู้นะครับ

    ส่วนหนึ่งที่เขียนมานั้น ผมก็พอรู้ครับ แต่ขี้เกียจเขียน ต้องขอบคุณที่ช่วยเขียนแทน
    ที่สำคัญรายละเอียดบางอย่างผมก็ยังไม่รู้

    ยังไม่นับว่ามีบางส่วนที่เห็นต่าง

    ที่ผมอ้างถึง Gothic และ Renaissance นั้น ผมหมายถึงแค่นี้จริงๆ ไม่ได้คิดว่าจะต้องต่อไปถึง “กรีก-โรมัน” เพราะมันก็จะเจอปัญหาต่อไปไม่สิ้นสุด

    คนส่วนใหญ่มักไม่ยอมเชื่อมต่อ การปฏิวัติอุตสาหกรรมเข้ากับ Renaissance

    แต่จริงๆแล้ว การปฏิวัติอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ไม่ได้ใช่ฝรั่งจะคิดค้นขึ้นมาได้
    แต่มันเป็นวิวัฒนการที่เกิดจากการสร้าง “ชนชั้นนายทุน” ขึ้นมาในประวัติศาสตร์

    แน่นอนว่า “ชนชั้นนายทุน” ก็อาจถูกมองว่าย้อนไปตั้งแต่โรมันส่งต่อมาเรื่อยๆ

    แต่เราจะไม่ก้าวเข้าไปถึงตรงนั้น เราจะพูดถึงเฉพาะ “จุดเปลี่ยน Critical Point”

    ที่ชนชั้นนายทุนที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ที่มีอิสระและสามารถสถาปนาอำนาจทางการเมือง

    มันกำเนิดในช่วงรอยต่อระหว่าง Gothic และ Renaissance

    อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ เหตุการณ์สำคัญมากๆ เป็นตัวอธิบายหลายๆอย่าง เช่น ความพ่ายแพ้ของจีน การผงาดขึ้นมาของญี่ปุ่น และอีกหลายๆเรื่อง

    ผมขอแนะนำหนังสือ “ประวัติศาสตร์การปฏิวัติอุตสาหกรรมเปรียบเทียบ” ของ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ถือว่าเป็นผลงานคลาสสิคเล่มหนึ่งของเมืองไทย

    หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นความเหมือนและแตกต่าง ความสำเร็จล้มเหลวในการปฏิวัติอุตสาหกรรมของแต่ละประเทศ

    ยังไงก็ขอบคุณ Jim ที่เข้ามาให้ความรู้ครับ

  • http://www.taungza.com น้องหมี

    คุณ Sheradia ฮับ ใครเป็นต้นฉบับของเพลง O Mio Babbino Caro ฮับ?
    ส่วนตัวน้องหมีชอบฟังน้ำเสียงของคุณ Renee Flaming (คือโตมากับน้ำเสียงเธอมากกว่าคนอื่นๆ ) เพิ่งได้มาฟังน้ำเสียงของคุณ Kiri Te Kanawa แล้วเพราะมากมายเลย ในขณะที่ถ้าเป็นนักร้องท่านอื่นๆ อย่างเช่น Maria Callas ก็จะใส่ตัวตนของตัวเองลงไปในเพลงด้วยเช่นกัน ว่าแต่.. หวังว่าสะพานในเพลง ที่นางเอกร้องว่าจะไปโดดน้ำตายถ้าพ่อไม่ให้สมหวังในความรักนั้น คงไม่ใช่ pont vecchio นะฮับ หุหุ

    ชอบคำอธิบายของคุณ sheradia ที่ว่าการที่นางเอกเปลี่ยนแปลงตัวเองมาถึงจุด Coming of Age ได้นั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างผลักดัน หลายครั้งในการเดินทางการที่เราเดินออกจากสิ่งเดิมๆ ทำให้เรามีเวลาพิจารณาตัวเองมากขึ้น มองเห็นโลกใหม่ๆ และหลุดจากกรอบเดิมๆ ที่เคยเป็นอยู่

    ถ้า Louvre คือ พิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมสมบัติล้ำค่าที่ประเมินมูลค่ามิได้ของโลก โบสถ์ Santa Croce ก็คงไม่แตกต่างกันเพราะเป็นสถานที่ฝั่งร่างและไว้รำลึกถึงบุคคลสำคัญที่สรรค์สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ให้โลกได้รู้จัก.. หากแต่เหนืออื่นใด บุคคลเหล่านั้น คือ ชาวเมืองที่เกิดและเติบโตขึ้นที่นี่

    ขอบคุณคุณ Jim และคุณเจริญชัยสำหรับความรู้ด้านประวัติศาสตร์ยุโรปนะฮับ ทุกอย่างมันมี “ราก” ที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสมและพัฒนาทั้งสิ้น ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรมนั้นจึงเป็นเหมือน “ผล” ที่เกิดขึ้นให้คนได้เก็บเกี่ยว รอยยิ้มของอาจารย์ท่านนั้นอาจอธิบายได้ว่า สิ่งสำคัญในสาระที่ชาวเอเชียมีเหมือนกัน คือ ความรู้ หากแต่ขาดการพัฒนาด้านความคิดและความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเรายังใช้ Copy&Development ไม่ใช่ Research&Development ยังไงๆ ยุโรปก็ยังก้าวหน้าเราไปหนึ่งก้าวเสมอ..

  • JiM

    Critical Point – นั่นแหละครับคือ argument ของผม

    ในความคิดผม ในเคสนี้ Critical Point ไม่ใช่ Gothic และยิ่งไม่ใช่ Renaissance หากแต่เป็น Industrial Revolution

    หากเราบอกว่า Gothic และ Renaissance เป็นตัวการทำให้เกิด Industrial Revolution ด้วยเหตุผลเดียวกัน เราก็คงต้องบอกว่ากรีกและโรมัน เป็นตัวการทำให้เกิด Gothic และ Renaissance แล้วก็ต่อไปโดยไม่สิ้นสุด … (แต่ผมไม่ได้หมายความว่ากรีกและโรมันเป็นจุดเปลี่ยนนะครับอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมแค่ argue เหมือน ฮวุ่ยซือ)

    แน่นอนว่า Industrial Revolution นั้นเกิดขึ้นมาลอยๆไม่ได้แน่ๆ ความรู้ทั้งหลายทั้งแหล่ไหลลื่นมาจากตะวันออกตั้งแต่โบราณกาล เข้ามาสู่กรีก โรมัน ข้ามไปฝรั่งเศส ส่วนสหราชอาณาจักร สแกนดิเนเวียร์ นี่เป็นพวกท้ายๆที่ความเจริญเข้าไปถึง ยิ่งอเมริกายิ่งต้องนับว่าท้ายสุดๆ ดังนั้นพื้นฐานความรู้ทั้งด้านเทคนิคและทางด้านปรัชญา ก็ล้วนแล้วแต่ได้มาจากที่อื่น

    แต่อันที่จริง นวัตกรรมบนโลกเรานี้มากกว่า 99% ก็ล้วนแล้วแต่พึ่งพาความรู้มาจากคนอื่น แม้แต่ไอสไตน์เองซึ่งได้ชื่อว่าเป็น Critical Point ของ ฟิสิกส์ยุคใหม่ ความรู้ทางฟิสิกส์ของไอสไตน์มากกว่า 99.99% ก็ได้มาจากคนอื่น แต่เรายกย่องไอสไตน์ว่าเป็นผู้คิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพ (ไอสไตน์บอกว่า Maxwell** เป็นไอเดียของเขาต่อ Relativity Theory ดังนั้นจึงสำคัญต่อ Relativity Theory ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการที่ Gothic สำคัญต่อ Industrial Revolution – แต่เราก็ไม่สรุปว่า Maxwell คือ Critial Point ใน Relativity Theory ผมจึงไม่คิดว่า Gothic เป็น Critical Point ใน Industrial Revolution ด้วยเหตุผลเดียวกัน) ยิ่งไม่ต้องนับว่าความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของฟิสิกส์ ซึ่งไอสไตน์ล้วนแต่หยิบยืมคนอื่นมาทั้งสิ้น

    จริงๆแล้วส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษยชาติฉลาดกว่าสัตว์ทั้งหลาย ก็เพราะมนุษย์สามารถสืบทอดความรู้ผ่านรุ่นต่อรุ่นทั้งการพูดและเขียน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน จากเพื่อนมนุษย์ในยุคเดียวกันเอง มนุษย์ผู้หนึ่งจึงมีความรู้ของเพื่อนมนุษย์อีกมากมายนับหมื่นแสนมาบรรจุอยู่ในร่างเดียว เหลือเชื่อจริงๆว่าเรื่องแค่นี้สามารถส่งผลใหญ่หลวงได้ถึงขนาดนี้

    อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงยังคงคิดว่า Industrial Revolution นี้แหละคือจุดเปลี่ยน ส่วน Gothic และ Renaissance นั้นสำคัญต่อ Industrial Revolution เหมือนๆกับที่ Maxwell’s equation สำคัญต่อฟิสิกส์ของไอสไตน์ แต่ Gothic และ Renaissance หรือ Maxwell’s equation ก็ยังห่างไกลจากการเป็น Critical Point ของตะวันตก หรือของฟิสิกส์ยุคใหม่

  • เจริญชัย

    ชอบครับ ชอบมากๆ
    โดยเฉพาะที่ยกตัวอย่าง Einstein เห็นภาพมากๆ
    อ่านแล้วน้ำตาแทบไหล โดยเฉพาะย่อหน้ารองสุดท้าย

    “น้องหมี” ก็เขียนได้ดีครับ
    แต่ผมขาดความรู้จะตอบโต้

    ทำได้เพียง ส่งเพลงนี้ให้ชื่นชม

    http://www.youtube.com/watch?v=9rl2QemNS8A&NR=1

    และโปรดสังเกต เนื้อเพลงปลายนาทีที่ 2 ดีๆ จะเห็นความ Ironic
    http://www.youtube.com/watch?v=9fEWGeiIM4s

    สมัยยัง “เอ๊าะ” สวยใส
    http://www.youtube.com/watch?v=yCazFSJFjm8&feature=related

    เธอคือ นักร้องสาวขวัญใจผม
    ฟังแล้ว ทำให้นึกถึง “น้องสาว” ของผม ที่อยู่แดนไกล

    เธอเป็นคนแนะนำนักร้องคนนี้ให้ผมรู้จักและหลงรัก
    555 และเธอก็เป็นนิสิตคณะเดียวกับ “น้องหมี”

    ขอให้ฟังเพลงอย่างสุขสมครับ

    ป.ล. ผมกะว่าจะเขียนเมลล์ไปข่มขู่และบีบบังคับให้น้องสาวผม เขียนบทความเกี่ยวกับนักร้องคนนี้ ประเดิมเป็นบทความแรกใน SIU อิอิ

  • Sheradia

    @:น้องหมี

    ใครร้อง O Mio Babbino Caro เป็นคนแรก ?

    สงสัยต้องเป็นคนที่เล่นเป็น Lauretta นางเอกของอุปรากรเรื่อง Gianni Schicchi ที่เปิดการแสงครั้งแรกที่ The Met ในนิวยอร์ค ในปี 1918 โดยคนที่มาเล่นเป็น Lauretta คือ Florence Easton นักร้องเสียงโซปราโนชาวอังกฤษค่ะ

    คิดว่า พวกนักร้อง diva ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Callas Flaming หรือ Kanawa แค่หยิบเพลงเด่น เพลงนี้มาร้องกัน โดยไม่น่าจะเคยได้เล่นอุปรากรเรื่องนี้ เพราะอุปรากรนี้เป็นอุปรากรชวนหัวขนาดเล็ก

    ส่วนตัวก็เคยฟัง Callas ร้อง O Mio Babbino Caro น่ะ แต่ไม่รู้ไง รี่ยังชอบเสียง Kiri Te Kanawa ในเพลงนี้อยู่ดี ส่วน Callas นี่ ชอบเธอร้องเพลงของ Tosca อะค่ะ

    สะพานในเนื้อเพลงที่ Lauretta ขู่ Gianni Schicchi พ่อของเธอ ว่าจะไปกระโดดฆ่าตัวตาย ถ้าไม่ปล่อยให้เธอสมหวังในความรัก ก็เป็น Ponte Vecchio อะค่ะ ก็เพราะท้องเรื่องทั้งหมด มันเกิดที่ฟลอเรนส์เนอะ Ponte Vecchio ก็จะต้องเป็นสะพานแรกที่ใครต่อใครต้องนึกถึง

    ส่วน Santa Croce รี่ไม่เคยนึกลิงค์กับ Louvre อะค่ะ แต่มักจะนึกลิงค์ไปกับ Pantheon มากกว่า