โดย Sheradia
…………………………………………………..
I was in a sort of ecstasy, from the idea of being in Florence, close to the great men whose tombs I had seen. Absorbed in the contemplation of sublime beauty . I reached the point where one encounters celestial sensations . Everything spoke so vividly to my soul. Ah, if I could only forget. I had palpitations of the heart, what in Berlin they call ‘nerves.’ Life was drained from me. I walked with the fear of falling.
—- Stendhal
จาก Naples and Florence: A Journey from Milan to Reggio
…………………………………………………..

.:: A View of Florence ::.
เท่าที่จำความได้ ในการเดินทางไปเยือนเมือง Firenze หรือ Florence ครั้งแรกในชีวิตนั้น รี่ไม่เคยมีอาการป่วยจาก Stendhal syndrome หรือโรควิงเวียนอันเนื่องจาก “การถูกถาโถมด้วยศิลปะที่งดงามมากเกินไป” ซึ่งการรอดพ้นจากอาการป่วยดังกล่าว ไม่รู้ว่าจะถือเป็นเรื่องน่ายินดีได้หรือไม่ เพราะคิดไปแล้ว การมีประสบการณ์ป่วยด้วยโรคดังกล่าว น่าจะเป็นเรื่องพอเก็บไว้คุยโม้โอ้อวดได้ ด้วยเพราะมูลเหตุของการเจ็บป่วยดูเท่เอาการมิหยอก
อย่างไรก็ตาม การแสวงหาความเจ็บป่วยเพื่อความเท่ ไม่เคยเป็นมูลเหตุหลักที่ผลักดันรี่ให้ไปเยือน Florence แต่สิ่งที่ผลักดันให้เดินทางไปนั้น กลับเป็นหนังสือสองเล่ม
หนังสือเล่มแรกคือ A Room With A View ของ E. M. Forster ซึ่งมีเรื่องราวอยู่ในต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีตัวเอกหลักคือ Lucy Honeychurch สาวน้อยผู้ดีอังกฤษ ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังยุโรปเพื่อเปิดโลกกว้าง พร้อม Charlotte Bartlett สาวโสดทึนทึก ผู้เป็นญาติของ Lucy และทำหน้าที่เป็น “chaperon” (ในสมัยก่อน การที่สตรีจะเดินทางรอนแรมไปไหนมาไหนคนเดียว เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง จึงต้องมีสตรีสูงวัยคอยติดตามทำหน้าที่คอยดูแลเพื่อไม่ให้มีเรื่องไม่เหมาะสมเกิดขึ้น)

.:: (ซ้าย) E. M. Forster นักเขียนกลุ่ม Bloomsbury ผู้ประพันธ์เรื่อง A Room With A View; (ขวา) โปสเตอร์ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายเรื่องนี้ ภาพยนตร์ในปี 1985 ผลงานผลิตของ Merchant&Ivory ::.
A Room With A View เปิดเรื่องขึ้นมาเมื่อทั้งคู่ เดินทางมาถึงเมือง Florence และได้เข้าพักในโรงแรมที่ได้พบเจอกับชาวอังกฤษหลากหลายซึ่งได้เดินทางมาเที่ยวเมืองแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น Eleanor Lavish นักเขียนโบฮีเมี่ยน (แบบลวง ๆ ?) ที่มักอ้างตัวเป็นผู้ที่เข้าถึงจิตวิญญาณแห่งเมือง Florence ได้ดีกว่านัีกท่องเที่ยวอังกฤษดาษดื่นทั่วไป หรือ Mr. Emerson และ George Emerson พ่อลูกตระกูล Emersons หัวเสรีนิยมล้ำหน้าเกินยุคสมัย ที่มักกลายเป็นตัวประหลาดในหมู่นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษหัวอนุรักษ์นิยม เป็นต้น
ทั้งผู้คนที่พบเจอและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดที่เมือง Florence ซึ่งเป็นส่วนแรกของนวนิยายเรื่องนี้ จะส่งผลกระทบสืบเนื่องต่อ Lucy Honeychurch ยามเมื่อเธอต้องเดินทางกลับบ้านไปใช้ชีวิตในกรอบของสังคมอังกฤษอนุรักษ์นิยมในครึ่งหลังของนวนิยาย
ครั้งแรก ที่อ่านนวนิยายเรื่องนี้ รี่ยังเยาว์ต่อโลก เกินกว่าจะเข้าใจเนื้อเรื่องในแง่มุมลึกซึ้ง นอกเหนือไปจากการหลงใหลความ romance ของพระนางของเรื่อง (George Emerson และ Lucy Honeychurch) และตกหลุมรักอย่างแรงกับภาษาที่งดงามของ Forster ที่ สวยงามประดุจดังทุ่งดอกไวโอเลตที่เฉิดฉายภายใต้ดวงอาทิตย์แห่งทัสคานี ที่ที่ George Emerson ได้เปิดเผยความรู้สึกผ่านบทจูบอันเร่าร้อนแก่ Lucy Honeychurch
ดังนั้น การเดินทางไป Florence ครั้งแรก จึงเป็นความปรารถนาที่อยากจะติดตามตัวละคอนในหนังสือที่ชอบ ทุกก้าวย่างที่รี่ย่ำเดินใน Florence รี่มักเห็นตัวละคอนของ Forster หลุดมาเดินอยู่ข้าง ๆ ด้วย อาทิ การได้เดินตามตรอกซอกซอยแคบ ๆ มักทำให้ รี่หวนนึกถึง Eleanor Lavish ที่แนะนำป้าทึนทึก Charlotte Bartlett ให้สูดกลิ่นอันเฉพาะของเมืองนี้ หรือยามที่รี่ยืนอยูู่่หน้าหลุมศพของ Giotto ที่โบสถ์ Santa Croce พร้อมถือ “Lonely Planet” อยู่ที่ืมือ สะท้ิอนให้นึกถึง เมื่อครั้ง Lucy Honeychurch สูญเสียหนังสือคู่มือเดินทาง Baedeker ไกด์บุ๊คยอดนิยมในสมัยนั้น จึงไม่สามารถรู้ได้ว่าหลุมศพของ Giotto อยู่ณ ตำแหน่งใดในโบสถ์

.:: โบสถ์ Santa Croce หรือ "Pantheon" แห่งเมือง Florence อันเป็นที่สถิตย์สุดท้ายของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย อาทิ Michelangel Galileo Giotto เป็นต้น ::.
หากแต่เมื่อกลับไปเมือง Florence ยามเมื่อมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ครั้งนี้ รี่ไม่ได้มอง Florence เพียงแค่เป็นฉากหลังของการเกิดเรื่องราวต่าง ๆ หรือเสาะแสวงหาสถานที่ที่เหล่าตัวละคอนในเนื้อเรื่องไปปรากฏ แต่สิ่งที่สนใจกลับเป็นคำถามที่ว่า “ทำไมต้องเป็น Florence?”
ทำไมต้องเป็น Florence ที่ชักนำพาให้ Lucy Honeychurch ก้าวออกไปจากกรอบความคิดเดิม ก้าวผ่านจากอนุรักษ์นิยมไปสู่เสรีนิยม ผู้เขียนเลือกเมือง Florence คงเป็นเพราะ Florence คือเมืองอันเป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยเรเนสซองส์ (Renaissance) ยุคที่มักถูกเปรียบเสมือนดังแสงไฟที่ส่องสว่างหลังจากความมืดอันยาวนานแห่งยุคกลาง (Middle Ages) เปรียบเทียบได้กับการที่ Lucy Honeychuch ได้แสงสว่างส่องชีวิตตัวเอง เมื่อมาเยือนเมือง Florence
แต่ Florence เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์แทนการหลุดพ้นจากกรอบเดิมหรืออิทธิพลของความเป็น Florence ที่มีต่อผู้ไปเยือนนั้นมีอยู่จริง? อิทธิพลที่ว่าไม่ใช่การทำให้ป่วยด้วยโรค Stendhal syndrome แต่เป็นการปลดปล่อยให้จิตวิญญาณได้เป็นอิสระจากการเสพย์ศิลปะที่งดงาม ซึ่งอาจนำพาไปสู่การรับรู้ความปรารถนาที่แท้จริงในจิตใจตนเอง ที่ไม่ถูกครอบงำจากกรอบของสังคม อิทธิพลของเมือง Florence เช่นที่ว่านี้ คงต้องทิ้งไว้ให้ผู้ไปเยือนนั้น ค้นหาคำตอบให้กับตัวเอง …

.:: Piazzale Michelangelo ยามสายัณ ::.
ปัจฉิมลิขิต
ขอบคุณ Taungza et Brother Bears ที่เอื้อเฟื้อภาพเมือง Florence ในเอนทรีนี้
Chi il bel sogno de Doretta
จากองก์ที่ 1 ของอุปรากรเรื่อง La Rondine
ประพันธ์โดย Giacomo Puccini
ขับร้องโดย Kiri Te Kanawa

