Practical Report “Unintended Exposure” และการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย การเมืองโลก

เมื่อสองปีก่อน SIU ได้เผยแพร่บทนำซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเอเชีย ซึ่งในที่สุดจะต้องพึ่งพาปัจจัยสำคัญสองประการคือ “ความมุ่งมั่นทางการเมือง” และ “การปฏิวัติข้อมูลข่าวสารของโลก”

บทความนั้นในชื่อภาษาไทยคือ “ความท้าทายวิถีเอเชีย” (เผยแพร่ที่เว็บไซต์ Siam Intelligence) และในชื่อภาษาอังกฤษ “The Old Asian Way Excuse” (เผยแพร่ที่เว็บไซต์ Asia Sentinel, สำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเมืองไทยจากบาง ISP อาจจะถูกปิดกั้น โปรดดูได้จากเว็บไซต์ http://www.sammyboy.com/showthread.php?19189-Asia-Sentinel-The-Old-Asian-Way-Excuse )

 

“เจ.บี.เจ” พยายามขายหนังสือที่เขาแต่งขึ้นเองให้กับคนสิงคโปร์ที่เดินผ่านไปมา (ภาพจากสารคดี Discovery Channel)

“เจ.บี.เจ” พยายามขายหนังสือที่เขาแต่งขึ้นเองให้กับคนสิงคโปร์ที่เดินผ่านไปมา (ภาพจากสารคดี Discovery Channel)

 

เนื่องจากบทความชิ้นนี้แตะประเด็นการเมืองที่ร้อนแรงในสองประเทศคือ ในประเทศไทยซึ่งเป็นการตั้งคำถามถึงการยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯ (ภายใต้รหัสปฏิบัติการที่รู้กันเป็นการภายในว่า “ฮิโรชิมา” และ “นางาซากิ”) และในสิงคโปร์เป็นการรำลึกถึงการต่อสู้อันทนทรหดและเด็ดเดี่ยว จวบจนวาระสุดท้ายของ “โจชัว เบนจามิน เจยารีทนัม” (Joshua Benjamin Jeyaretnam) หรือ “เจ.บี.เจ” อดีตผู้นำพรรคแรงงานชาวสิงคโปร์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ต่อฝ่ายรัฐบาลภายใต้การบริหารของพรรคกิจประชาชนซึ่งครองอำนาจยาวนานนับสี่สิบกว่าปี

เมื่อมองภาพรวมจากในทั้งสองประเทศ SIU สรุปว่า เป็นเพราะทั้งทวีปเอเชีย กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกทางสังคม ในด้านหนึ่งเอเชียกำลังพยายามธำรงรักษา “ความมั่นคงของชาติ” ไม่ว่าจะภายใต้เหตุผลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อุดมการณ์ทางการเมือง ศาสนา วัฒนธรรม ฯลฯ หรือเรียกรวม ๆ กันภายใต้คำนิยามที่ว่า “วิถีเอเชีย” ซึ่งผู้นำเอเชียต่างก็เห็นพ้องโดยมิได้นัดหมายว่า ย่อมต้องมีข้อแตกต่างจาก “วิถีตะวันตก” ซึ่งเน้นหนักเสรีภาพปัจเจกบุคคลไม่น้อยไปกว่าเสถียรภาพทางสังคม กระนั้นบทความก็ตั้งคำถามว่าภายใต้การปฏิว้ติข้อมูลข่าวสารของโลก โดยมี “อินเทอร์เน็ต” และ “สื่อทางสังคม” เป็นหัวหอกนำในการเปลี่ยนแปลง เอเชียจะฝืนกระแสนี้ได้นานสักเท่าใด

การปฏิวัติครั้งใหญ่ในอาฟริกาเหนือและตะวันออกกลางเมื่อต้นปีนี้ ก็ได้เผยภาพกระแสการเปลี่ยนแปลงโลกครั้งประวัติศาสตร์ให้เห็นอีกครั้งหนึ่งแล้ว

เนื่องจากสถานการณ์ที่ร้อนแรงในประเทศไทยในขณะนั้น ข้อถกเถียงที่ปรากฎขึ้นต่อการนำเสนอบทความภาษาไทยย่อมไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกใจ กระแสการถกเถียงไปเน้นหนักอยู่ที่ความเหมาะสม หรือความไม่เหมาะสมในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งย่อมถกเถียงกันได้

แต่ข้อถกเถียงอันร้อนแรงที่เป็นภาษาอังกฤษต่อบทความที่นำเสนอในเว็บไซต์ Asia Sentinel ซึ่งเน้นหนักไปที่การเปลี่ยนแปลงภายในสิงคโปร์นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง ไม่นับที่บทความถูกเผยแพร่ไปตามเว็บไซต์ต่าง ๆ อีกหลายแห่ง โดยมุ่งเน้นการวิพากษ์การนำของพรรคกิจประชาชนสิงคโปร์

นายลีเซียนลุง หัวหน้าพรรคกิจประชาชนยอมรับผลการเลือกตั้งในสิงคโปร์

ผลการเลือกตั้งสิงคโปร์เมื่อวานนี้ซึ่งพรรคกิจประชาชนภายใต้การนำของนายลีเซียนลุง ได้ลดลงหนึ่งที่นั่ง บุคคลระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ จอร์จ เยียว สอบตกจนต้องกระเด็นจากตำแหน่งรัฐมนตรีตามไปด้วย ในขณะที่พรรคแรงงาน ภายใต้การนำของ โล เทีย เกียง ได้ที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้นมาอีก 5 ที่นั่ง แม้ตัวเลขยังจะห่างกันมาก (พรรคกิจประชาชน 81 ที่นั่ง และพรรคแรงงาน 6 ที่นั่ง) แต่ก็นับได้ว่ากระแสความเปลี่ยนแปลงที่สิงคโปร์เริ่มเผยตัวเองออกมาแล้ว พรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านได้รับความไว้วางใจครั้งใหญ่นับแต่การก่อตั้งสิงคโปร์เป็นต้นมา

แม้จะถูกตรึงจากสื่อกระแสหลักที่มีทั้งการปิดกั้นความเห็นจากฝ่ายค้าน และการนำเสนอข่าวสารของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ แต่ฝ่ายค้านพยายามใช้สื่อทางเลือกทั้งอินเทอร์เน็ต และสื่อทางสังคมฝ่ากระแสรัฐบาลเข้ามาในสภาจนได้ ลีเซียนลุงถึงกับกล่าวว่า “ปี 2011 นี้ สำหรับสิงคโปร์ ถือเป็นโลกที่แตกต่างออกไปจากที่เคยเป็นในปี 2006″ ในขณะที่ โล เทีย เกียง ก็ระบุว่า “ผลการเลือกตั้งแสดงให้เห็นว่า ชาวสิงคโปร์แสดงให้โลกรู้แล้วว่าพวกเขาต้องการรัฐบาลที่ รับผิดชอบ ยอมรับการมีส่วนร่วม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้”

แน่นอนว่าบทความของ SIU คงไม่ได้ถึงกับเป็นความคิดเห็นที่มีน้ำหนักหลักในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แต่การที่บทความดังกล่าวได้รับการถกเถียงอย่างหนักภายใต้บริบทของผู้อ่านที่สนใจการเมืองสิงคโปร์ และถูกเผยแพร่ออกไปในอินเทอร์เน็ตหลายแห่ง เราคุยกันภายในว่านี่คือ “Unintended Exposure” เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยเราไม่ตั้งใจ บทความชิ้นนั้นกลายเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในสิงคโปร์ไปแล้ว

เมื่อย้อนกลับมาดูการเลือกตั้งภายในของไทยที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลกำลังทำสงครามข้อมูลข่าวสารกันอย่างหนัก ฝ่ายรัฐบาลสามารถคุมสื่อกระแสหลักเอาไว้ได้ มีการโปรโมทแคมเปญการเลือกตั้งล่วงหน้าผ่านสื่อ ในขณะที่ฝ่ายค้านพยายามใช้ช่องว่างแทรกซึมผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต เคเบิ้ลทีวีผ่านดาวเทียม วิทยุชุมชน และสื่อทางสังคม

 

 

ที่น่าสนใจคือ content ของทั้งสองซีก ต่างมุ่งจับกลุ่มเป้าหมายของตนเองอย่างชัดเจน ทั้งยังระบุเป้าหมายทางการเมืองอย่างแจ่มชัด ฝ่ายรัฐบาลนำเสนอภาพการเป็น “ผู้นำคนกลาง” ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีภาพลักษณ์อันต้องตาของชนชั้นกลาง ในขณะที่ฝ่ายค้านนำเสนอภาพ “การนำทักษิณกลับประเทศ” และ ซึ่งเน้นหนักชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองและความผูกพันของคนรากหญ้าโดยเฉพาะชาวอีสานซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ

 

 

ผลการเลือกตั้งครั้งใหม่จึงย่อมกลายเป็นการกำหนดชะตากรรมของประเทศไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สงครามข้อมูลข่าวสารจากทั้งสองซีกย่อมบังเกิดขึ้นอีกครั้ง ภายใต้ข่าวลือเรื่องการล้มการเลือกตั้ง หรือการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งไม่ว่าพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคใดจะได้ขึ้นเป็นรัฐบาลก็ตามที

แต่ภาพใหญ่ในที่สุด ภายใต้ความคำนึงถึงวันเวลาอันแสนงามในอดีต ภายใต้เหตุผลความมั่นคงเรื่องวิถีเอเชีย แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยก็กำลังถึงจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เช่นเดียวกับในสิงคโปร์ เช่นเดียวกับในเอเชีย เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง และเช่นเดียวกับที่กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังอุบัติขึ้นในยุคทศวรรษที่ 21 ไม่ต่างอะไรกับตะวันทอแสงพ้นขอบฟ้าเมื่อยามรุ่งอรุณ