ทวีพร คุ้มเมธา
เมื่อวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2554 คนที่มีโอกาสไปเดินเซ็นทรัลเวิร์ลด์คงจะงงไปตามๆ กัน เมื่อพบว่า มีประชาชนชาวไทยต่อคิวยาวเหยียด (อีกแล้ว) เพื่อเข้าไปเสียเงินซื้อของในร้านเสื้อผ้าญี่ปุ่นเปิดใหม่ที่ชื่อ UNIQLO (อ่านว่า “ยูนิโคล่”)
“ผมเข้าใจแล้วว่า ‘ฝุ่นตลบ’ หมายความว่าอะไร” ประวิตร โรจนพฤกษ์ นักข่าวและนักคิดจากหนังสือพิมพ์ The Nation ผู้ซึ่งบอกว่า ใช้เวลา 20 นาทีเพื่อต่อคิวเข้าร้านยูนิโคล่ในวันเปิดร้าน “เป็นการสังเกตการณ์อย่างนักมานุษยวิทยา. . . ผู้คนค้นรื้อเสื้อผ้าจนฝุ่นตลบ ฝุ่นฟุ้งเต็มร้าน จนคนบางคนต้องเอาผ้าปิดจมูกมาใส่ขณะเลือกเสื้อผ้าเลยทีเดียว” ประวิตรกล่าว
ภาพคนต่อแถวเพื่อเข้าร้านยูนิโคล่ ก่อนเวลาห้างเปิด (ภาพจาก Facebook Uniqlo Thailand)
คลิปวิดีโอแสดงความยาวของคิว Uniqlo ในวันเปิดร้านวันแรก
หลายคนมองแล้วอาจส่ายหน้า แล้วว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความบ้าเห่อ (hype) ดังที่ชาวกรุงเทพฯ เคยต่อคิวเป็นชั่วโมงเพื่อซื้อโดนัท Krispy Kreme มาแล้ว
แต่ใครจะรู้บ้างว่า เพราะยูนิโคล่เนี่ยแหละ ได้ทำให้ ยาไน ทาดาชิ เจ้าของและผู้ก่อตั้งยูนิโคล่ กลายเป็นคนที่รวยที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยูนิโคล่ยังเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ขายดีเป็นอันดับ 3 ของโลกอีกด้วย
“ปรากฎการณ์ยูนิโคล่” ที่ว่านี้ จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นมาแล้วในญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศทั่วโลก
ถ้ายังสงสัยว่า แบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่นนี้มันดีอย่างไร บทความนี้มีคำตอบให้คุณ
ยูนิโคล่ ดีจริงหรือ และดีอย่างไร
ยูนิโคล่ เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่เกิดและเติบโตในญี่ปุ่น ที่ซึ่งคนในประเทศมีรสนิยมในการแต่งตัวที่พัฒนาไปไกลมาก อาจเรียกได้ว่า เป็นประเทศที่โดยรวมแล้วผู้คนแต่งตัวดีเป็นอันดับ 1 ของโลกกว่าว่าได้ แน่นอนว่า มันต้องมีอะไรดีจึงขายดีและทำรายได้มากขนาดนี้
จุดขายของยูนิโคล่คือ เสื้อผ้าเบสิคที่มีคุณภาพ ในราคาไม่แพง และมาในหลากหลายสี บางคนอาจถามว่า เสื้อยืดตัวละ 290 บาทเนี่ยนะไม่แพง? ซื้อโบ๊เบ๊ตัวละ 49 บาทถูกกว่าตั้ง 6 เท่า

เฉดสีของเสื้อยืดที่มีให้เลือก ซึ่งมีมากที่สุดกว่า 50 เฉดเลยทีเดียว ภาพจาก uniqlo.com
ก่อนอื่นเลย ถ้าคุณผู้อ่านไม่เข้าใจว่า เสื้อผ้าที่ดีนั้นเป็นอย่างไร จะอ่านบทความนี้ต่อไปก็ไลท์บอย ก็จงไปซื้อเสื้อผ้าที่โบ๊เบ๊กันต่อไป ด้วยใจภาคภูมิว่า คุณภาพเสื้อผ้าโบ๊เบ๊นั้นเทียบเท่ายูนิโคล่ล่ะกัน!
ดิฉันจึงขอเวลาสัก 5 นาทีพูดถึงคุณลักษณะของเสื้อผ้าที่ดีสักนิด สำหรับนักซื้อเสื้อผ้ามือใหม่ดูหลัก 2 อย่างนี้ รับรองว่าคุณจะได้เสื้อผ้าคุณภาพอย่างแน่นอน
- เนื้อผ้า ผ้าที่ดีควรเป็นผ้าธรรมชาติ อย่างผ้าฝ้าย ลินิน ไหม ผ้าขนสัตว์ (wool) ไม่ใช่ผ้าสังเคราะห์ อย่าง โพลีอิสเตอร์ อันนี้เป็นพื้นฐานในการดูเนื้อผ้า ขยับขึ้นมาอีกนิด เราก็ต้องมาดูว่า ผ้าเหล่านั้นเป็นผ้าเกรดไหน และมีต้นกำเนิดจากที่ไหน ทออย่างไร ในร้านเสื้อผ้าดีๆ ที่ใส่ใจ มักจะมีการระบุเกรดของผ้าที่ใช้ เช่น เป็นคอตตอนดีพิเศษ ถ้าใช้ผ้าขนสัตว์ ก็มักจะบอกว่า เป็นขนสัตว์ประเภทใด และมีแหล่งกำเนิดจากไหน
- การตัดเย็บหรือ cutting ซึ่งก็แบ่งเป็นสองอย่าง คือ
- แพทเทิร์นของเสื้อผ้า ดูว่าผ้าชิ้นนั้นเข้ากับผู้ใส่หรือไม่ ทำให้ใส่ออกมาสวยหรือเปล่า เช่น ความกว้างของแขนเสื้อ ลำตัว คอเสื้อ ความพอดีของขนาดปก
- ความเนี้ยบของการตัดเย็บตะเข็บเก็บหรือเปล่า เย็บย้ำที่รอยต่อที่ปลายเสื้อหรือไม่ กระดุมเย็บแน่นพอไหม บางคนอาจถามว่า จะไปใส่ใจตะเข็บเสื้อทำไมกัน มันอยู่ข้างในใครจะไปเห็น! ถ้าตอบแบบประโยชน์นิยมสุดๆ ก็ต้องบอกว่า การเก็บตะเข็บทำให้เสื้อผ้าทนทาน ไม่ใช่ซัก 2-3 ครั้งตะเข็บก็ลุ่ยเสียแล้ว นอกจากนี้ การเก็บตะเข็บทำให้เสื้อผ้าดูสวยงาม ถ้าเสื้อเชิ้ตที่คุณใส่เก็บตะเข็บที่ข้อมือเสื้อ เมื่อคุณพับแขนเสื้อขึ้นมาก็จะดูสวยงาม ไม่เห็นด้ายลุ่ยๆพูดง่ายๆ ก็คือ การเก็บรายละเอียดด้านในของเสื้อผ้า เป็นสิ่งบ่งบอกถึงคุณภาพ นอกจากเรื่องคุณภาพแล้ว ยังเป็นเรื่องของความหรูหรา ที่เราไม่ต้องไปโชว์ให้ใครเห็น (private luxury) อย่างแบรนด์ Paul Smith: พอล สมิท นั้น เขาไปไกลถึงขั้นการตกแต่งเสื้อผ้าด้านใน เป็นผู้บุกเบิก การใส่ลวดลายไว้ด้านในเสื้อสูท หรือไส้เนคไท เรียกว่าเป็นสิ่งที่ exclusive สำหรับเราคนเดียวเท่านั้น จนตอนหลังแฟชั่นแบรนด์จำนวนมาก เช่น Zara ก็ลอกเลียนแบบ
เมื่อเข้าใจแล้วว่า เสื้อผ้าที่ดีเป็นอย่างไร เราก็มารีวิวคุณภาพเสื้อผ้ายูนิโคล่กันเลย
สำหรับยูนิโคล่นั้น คุณภาพผ้าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางไปถึงดี เสื้อทุกตัวเก็บตะเข็บอย่างดี เสื้อผ้าของยูนิโคล่ไม่มีความเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น เพราะอย่างที่บอกไปแล้ว จุดเน้นของยูนิโคล่คือการผลิตเสื้อผ้าเบสิค ที่เรียกว่าเป็น wardrobe staples หรือ เสื้อผ้าชิ้นหลักที่ควรมีอยู่ในตู้เสื้อผ้าเพื่อใส่ mix and match กับชิ้นอื่นๆ ตัวอย่างเช่น เสื้อยืดแขนสั้น-แขนยาว เสื้อเชิ้ตแขนสั้น-แขนยาว คาร์ดิกัน สเวตเตอร์ แจ๊กเก็ต เสื้อโปโล กางเกงยีนส์ กางเกงชิโน กางเกงขาสั้น กางเกงเอวยางยืด เสื้อหนาวหลากหลายประเภท นอกจากนี้ ยูนิโคล่ยังผลิต เสื้อผ้าเด็ก และชุดชั้นใน อีกด้วย
ดิฉันขอเลือกเสื้อผ้ามาสามประเภทมารีวิวซึ่งคือ เสื้อหนาว เสื้อยืด และเสื้อเชิ้ต
เสื้อหนาว
เสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวนั้นเป็นจุดเด่น และจุดขายที่ทำให้ยูนิโคล่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น โดยเฉพาะเสื้อหนาวขนแกะ หรือ fleece เพราะเก็บความร้อนได้ดี มีแบบและเฉดสีให้เลือกมากมาย และที่สำคัญราคาถูก เสื้อหนาวขนแกะที่คุณภาพดีราคาถูกคุ้มค่าเนี่ยแหละ ที่ทำให้ชื่อของยูนิโคล่กลายเป็น Household name ของญี่ปุ่น

ยูนิโคล่ทำให้เสื้อกันหนาว กลายเป็นเสื้อแฟชั่นในญี่ปุ่น
เสื้อยืด
เสื้อยืดที่ราคาถูกที่สุดราคา 290 บาท (ในช่วงโปรโมชั่นเปิดร้านใหม่) ผ้าที่ใช้สำหรับเสื้อยืดราคาถูกที่สุดนี้ก็ถือว่า ผ้าใช้ได้แล้ว มีรุ่นพรีเมี่ยมที่ใช้ผ้าฝ้ายดีพิเศษ (extra fine cotton) ซึ่งถือว่าผ้าดีมาก

เสื้อยืด ที่ใช้ผ้าฝ้ายชนิดดีพิเศษ
เสื้อเชิ้ต
สำหรับเสื้อเชิ้ต มาตราฐานก็ต้องสูงขึ้นมาอีกหน่อยเพราะเสื้อเชิ้ตเป็นเสื้อผ้าแบบเป็นทางการ คุณภาพที่เราคาดหวังจึงต้องสูงกว่าเสื้อผ้าที่ใส่อย่างไม่เป็นทางการ ถือว่า ยูนิโคล่ทำเสื้อเชิ้ตได้พอใช้ได้ ได้มาตรฐาน เหมาะสำหรับเด็กจบใหม่ รายได้ยังไม่มาก แต่สำหรับคนที่พิถีพิพันเรื่องเสื้อเชิ้ต คุณภาพระดับนี้อาจยังไม่พอ แม้เป็นผ้าฝ้ายเกรดพรีเมี่ยมก็ยังไม่ได้ถือว่าดีมาก การตัดเย็บถือว่าพอใช้ กระดุมที่ใช้ยังไม่ได้ดีนัก แต่เมื่อเทียบกับราคา ถือว่าคุ้มค่าเงินดีเดียว
เสื้อเชิ้ตเกรดพรีเมี่ยมของยูนิโคล่ ราคา 1290 บาท ยังไม่ใส่ใจที่จะต่อลายของเสื้อ ซึ่งคุณภาพของเสื้อเชิ้ตที่ดี นอกจากการเก็บตะเข็บแล้ว คือ ลายของเสื้อต่อกันเท่าที่จะทำได้ และใช้กระดุมเปลือกหอยมุก

เสื้อตัวนี้ดิฉันซื้อมาในวันเปิดร้านวันแรก ราคา 790 บาท ถือว่าคุ้มค่าเงินมาก เพราะเป็นผ้าฝ้ายเกรดค่อนข้างดี เป็นผ้าทอแบบ Oxford ซึ่งทอได้ละเอียดกว่าเสื้อทอแบบ Oxford ของ Ralph Lauren บางรุ่นเสียอีก
ดิฉันชอบเสื้อตรงนี้เป็นพิเศษตรงที่ไหล่และความยาวแขนเสื้อนั้นยาวพอดี เป็นคัตติ้งสำหรับคนเอเชียจริงๆ เมื่อเทียบกับราคาแล้ว ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะถ้าคุณหาเสื้อแบบเดียวกันที่ Ralph Lauren ราคาจะไม่มีทางต่ำว่า 3,000 บาท และคุณก็จะไม่สามารถหาเสื้อที่เนื้อผ้าและการตัดเย็บดีขนาดนี้ได้ที่ร้าน fast fashion อย่างซาร่า ซึ่งเงิน 790 บาทคงซื้อได้แค่เสื้อยืดธรรมดาตัวเดียวเท่านั้น
Technology meets fashion
นอกจากนี้ ยูนิโคล่ได้พัฒนาเสื้อผ้าเบสิคๆ ธรรมดาๆ ให้มีความพิเศษขึ้นไปอีก ด้วยเทคโนโลยีในการพัฒนาเส้นใยผ้า และการทอ เพื่อตอบสนองความต้องการในแง่ function ของเสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ถือเป็นอีกจุดเด่นนึงของยูนิโคล่ และเป็นจุดเด่นที่สะท้อนความเป็น Otaku: โอตาคุ ของสังคมญี่ปุ่นด้วย ตัวอย่างเช่น เสื้อกันหนาวที่เก็บอุณหภูมิได้ดีเป็นพิเศษ (Heat tech) หรือเสื้อหนาวที่อบอุ่นแต่เบาเป็นพิเศษ เสื้อยืดที่แห้งเร็วเป็นพิเศษสำหรับคนเหงื่อออกง่าย เสื้อเชิ้ตที่ดูแลรักษาง่าย รีดเรียบง่าย ซักง่ายเลอะยาก เสื้อกันรังสียูวีสำหรับผู้หญิงกลัวดำ เป็นต้น

เสื้อเชิ้ตแขนยาวรุ่น easy care ที่ดูแลรักษาง่าย ราคา 1,290 บาท
ทางที่ดี ดิฉันขอให้คุณผู้อ่านไปที่ร้าน และลองดูเองว่า เสื้อผ้ายูนิโคล่นั้นคุณภาพดีอย่างไร ทั้งเนื้อผ้า และการตัดเย็บ และลองเทียบทั้งราคาและคุณภาพ กับเสื้อผ้าที่ขายในแพลตตินั่น และขายในร้าน Zara ดิฉันฟันธงว่า เสื้อผ้ายูนิโคล่คุ้มค่าเงินกว่าแน่นอน
ยูนิโคล่: fill the gap ของตลาดแฟชั่นโลก
ก่อนที่จะเล่าต่อว่า ยูนิโคล่ได้ฉวยประโยชน์จากช่องว่างของตลาดแฟชั่นโลกอย่างไร ดิฉันขออธิบายถึงแฟชั่นแบรนด์สองประเภทที่กำลังมีอิทธิพลอย่างสูงต่อวงการแฟชั่นโลกสองประเภท คือ
- Designer brands พูดง่ายๆ ก็คือแบรนด์หรู ที่ผลิตเสื้อผ้า high fashion อย่าง Hermes, Chanel, Marc Jacobs และ Alexander McQueen แบรนด์เหล่าน้ามีการผลิตเสื้อผ้าระดับ Haute Couture (โอ กูตูร์) ที่จะนำมาแสดงในงานแฟชั่นโชว์ระดับโลก อย่าง ปารีสแฟชั่นวีค และนิวยอร์คแฟชั่นวีค ซึ่งชุดระดับ Haute Couture ชุดหนึ่งราคาตั้งต่หลักแสนถึงหลักล้าน Designer brands เหล่านี้มีส่วนสูงต่อการกำหนดทิศทางแฟชั่นโลก
- Fast fashion brands คือแบรนด์ที่นำเอา trend ที่ designer brands ได้กำหนดไว้มาผลิตเป็นเสื้อผ้าราคาถูกลง (แต่ก็ยังไม่ถูก) และผลิตขายจำนวนมาก และเน้นการขายให้เร็วที่สุด มากที่สุด เหมือนกับการขายอาหาร fast food เสื้อผ้ามีลักษณะตามเทรนด์มาก ทำให้เมื่อเปลี่ยนฤดูกาล เสื้อผ้าก็จะตกเทรนด์ไปได้ง่ายๆ จึงมีคำเรียกแฟชั่นแบรนด์พวกนี้อีกคำว่า “แฟชั่นทิ้งได้” (disposable fashion) และด้วยความที่แบรนด์เหล่านี้มุ่งผลิตเสื้อผ้าตามเทรนด์จำนวนมากและมุ่งขายให้หมดไปเร็วที่สุด เสื้อผ้าจากแบรนด์เหล่านี้จึงมักมีคุณภาพต่ำ ทั้งคุณภาพของผ้าที่น้อยนักที่จะใช้ผ้าเกรดดี และยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณภาพการตัดเย็บที่เป็นแบบแดกด่วน ตัวอย่างแบรนด์กลุ่มนี้ได้แก่ Zara, H&M และ Topshop เป็นต้น
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วเรื่อง Wardrobe staples ในการแต่งตัวในชีวิตประจำวัน ในกรณีนี้ขอพูดถึงคนชนชั้นกลาง ทำงานออฟฟิศ หรือแม่บ้าน คนเหล่านี้ไม่ใช่เซเลบบริตี้ที่ต้องแต่งตัวสวยไปออกงานทุกวัน แต่พวกเขาต้องขึ้นรถ ลงเรือ ยืนเบียดในรถไฟฟ้า หรือรถเมล์ แน่นอนว่า designer brands นั้นห่างกันกับชีวิตเขามาก ด้วยเพราะชีวิตประจำวันคงไม่มีโอกาสใส่เสื้อผ้าเวอร์ๆ ที่ทั้งแพง และดูแลรักษายาก จะใส่ fast fashion brand หัวจรดเท้าก็ไม่ใช่ที่ เพราะการจะใส่เสื้อผ้าที่ตามแฟชั่นทุกชิ้นให้ดูดีนั้น ทำได้ยาก ยกเว้นแต่ว่า คุณจะ mix and match เก่งขั้นเทพจริงๆ นอกจากนี้ยังเปลืองเงินอีกด้วย เพราะเมื่อเปลี่ยนฤดูกาลเสื้อผ้าที่คุณซื้อจากร้าน fast fashion ก็เชยเสียแล้ว จะมาซื้อเสื้อผ้าใหม่ทุกฤดูกาลก็คงไม่ไหว
การแต่งตัวให้ดูดีแบบไม่ยาก ด้วยเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น และไม่เปลืองเงิน จึงต้องพึ่งเสื้อผ้าชิ้นที่เป็น staples พวกเสื้อยืด เสื้อเชิ้ตสีพื้น น้ำตาล ดำ ขาว น้ำเงินเข้ม กางเกงชิโนและยีนส์ทรงขากระบอก และ blazer (เบลเซอร์) สีน้ำเงินเข้ม เป็นต้น
ถ้าคุณมี staples เหล่านี้ไว้ในตู้เสื้อผ้าแล้ว ไม่ว่าคุณจะมีรสนิยมแย่ถึงเพียงใด เพียงหยิบมันมาใส่คู่กันมั่วๆ ยังไงก็ดูไม่แย่แน่นอน หลังจากนั้น ถ้าคุณมีฝีมือขึ้นมาอีกนิด จะมาเล่นกับสีสันมากขึ้น เช่น แดง เหลือง เขียว หรืออยากตามแฟชั่นบ้างพอเป็นกระสัย จะหยิบเสื้อผ้าจาก fast fashion brand มา mix and match กับเสื้อผ้าสีพื้นที่เหลือก็สามารถทำได้… กฎในการ mix and match ข้อนี้เปรียบได้กับสัจธรรมของคนที่แต่งตัวเป็น
และเมื่อเราต้องใช้เสื้อผ้าชิ้น staples เหล่านี้บ่อยครั้ง ทั้งยังใช้ได้แทบจะตลอดชีวิต เหล่ากูรูจึงมักแนะนำให้คุณเลือกซื้อ staples ที่มีคุณภาพ เพราะเสื้อผ้าคุณภาพใส่ออกมาก็จะดูดี เสื้อผ้าที่ตัดเย็บแย่ ก็ย่อมใส่ออกมาแล้วดูไม่ดี
ในยุคที่มี่แต่เสื้อผ้าแพงเวอร์ (designer brands) กับเสื้อผ้าใส่แล้วทิ้ง (fast fashion) ยูนิโคล่ ซึ่งเสนอทางเลือกของเสื้อผ้าชิ้นเบสิค คุณภาพดี แต่ราคาถูก จึงเกิดขึ้น ในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งตัวดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก!
“ยูนิโคล่เสนอสิ่งที่เหมือนกับนโยบายประชานิยมของทักษิณ ชินวัตร/พรรคเพื่อไทย ที่เสนอให้กับคนรากหญ้า ซึ่งไม่เคยมีพรรคใดเสนอให้มาก่อน มันมาอุดช่องโหว่พอดี โผล่มาก็เกิดเป็นปรากฎการณ์เลย” ประวิตรกล่าว
Made for ALL ของสังคมญี่ปุ่น แต่ Made for “ใคร” ในสังคมไทย
ยูนิโคล่ใช้สโลแกนว่า Made for all หรือ เสื้อผ้าสำหรับทุกคน ซึ่งหมายความว่า ทุกคนเข้าถึงได้ เป็นเจ้าของได้ เหมาะสำหรับทุกคน
ประวิตร กล่าวว่า สโลแกน “Made for all” สะท้อนความรู้สึกผูกพันธ์กันของคนในสังคมญี่ปุ่น (collectivism) ซึ่งสมาชิกในสังคมรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความตระหนักถึงการเป็นสมาชิกในสังคมสูง และมีความพยายามที่จะทำให้คนในสังคมมีลักษณะเหมือนๆ กัน (conformity)
“Made for all สะท้อนถึง mentality ที่อยากให้ทุกคนในสังคมสามารถเข้าถึงเสื้อผ้าคุณภาพได้อย่างเท่าเทียกัน” ประวิตรกล่าว
อย่างไรก็ตามคอนเซป Made for all ถูกคิดค้นขึ้นในบริบทสังคมญี่ปุ่น ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นคนชนชั้นกลาง ซึ่งทุกคนสามารถซื้อเสื้อยืดราคา 290 บาทมาใส่ได้สบายๆ หากแต่ในสังคมไทยนั้น คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ใช่คนชั้นกลาง 290 บาทในสังคมไทยยังมากกว่าค่าแรงที่คนจำนวนมากได้รับต่อวันเสียด้วยซ้ำ
Made for all ของญี่ปุ่น จึงย่อมไม่ใช่ Made for all สำหรับไทย หากแต่เป็น “Made for Thai middle class” เสียมากกว่า ดิฉันและประวิตรเห็นตรงกัน
อุปสรรคที่ยูนิโคล่ต้องเจอ เมื่อมาไทย
แม้ว่ายูนิโคล่จะประสบความสำเร็จอย่างมากในต่างประเทศ แต่ดูจากรายชื่อประเทศที่ยูนิโคล่ได้ไปเปิดสาขาไว้แล้ว ล้วนเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้สูงกว่าไทยทั้งนั้น ทั้งยังเป็นประเทศที่คนมีรสนิยมในการแต่งตัวกว่าคนไทยมาก เช่น ลอนดอน ปารีส ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นต้น
ดิฉันคิดถึงอุปสรรคที่ยูนิโคล่ต้องเจอเมื่อมาเจอตลาดในประเทศไทยได้ดังนี้
1. คนไทยจำนวนมากยังไม่มีกำลังซื้อพอจะซื้อเสื้อผ้ายูนิโคล่
ดังที่กล่าวถึงไปแล้ว คนไทยชนชั้นกลางยังมีน้อย และคนชนชั้นกลางที่จะมีกำลังซื้อเสื้อผ้ายูนิโคล่ น่าจะเป็น middle-middle class ขึ้นไปเสียด้วยซ้ำ
2. คนไทยจำนวนมากยังไม่เข้าใจว่า เสื้อผ้าที่ดีเป็นอย่างไร และยังไม่มีรสนิยมดีพอ
เป็นการยากที่จะทำให้เข้าใจว่า เสื้อยืดตัวละ 290 บาทแตกต่างจากเสื้อยืดราคาตัวละ 150 ที่ขายหน้าสยามอย่างไร และดีกว่าเสื้อยืดตัวละ 90 บาทที่ขายที่แพลตตินัมอย่างไร ยังม่คำถามถัดมาอีกว่า พราะเหตุใดเราจึงควรใส่เสื้อผ้าที่มีคุณภาพดี
ดิฉันเห็นว่า เรื่องความเข้าใจของการใช้ผ้าคุณภาพมาตัดเย็บเสื้อผ้า ยังห่างไกลมากในสังคมไทย ขนาดเสื้อผ้าระดับ designer brand แนวหน้าของไทย ยังไม่ค่อยให้ความสนใจกับเนื้อผ้า ไม่มีป้ายบอกชนิดของเนื้อผ้า หรือแม้กระทั่งวิธีดูแลรักษา พนักงานขายที่ร้านก็ไม่มีความเข้าใจเรื่องเนื้อผ้าน้อยมาก หลายๆ ครั้งที่ดิฉันถามพนักงานขายว่า เสื้อผ้าชิ้นนี้ใช้ผ้าอะไร มักได้คำตอบแบบ blank เช่น “ผ้ายืดค่ะ” “ผ้าตัวนี้ ยืดกว่าตัวนั้น” “ผ้าพันคอ” “เอ่อ … “ ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังมีคนไทยชนชั้นกลางจำนวนมากที่มีเงินซื้อเสื้อผ้า fast fashion brand อย่างซาร่า หากแต่ว่า พวกเขาก็อาจไม่มีรสนิยมพอที่จะเห็นความสำคัญกับเสื้อผ้าเบสิค และก็ไม่เห็นถึงความสำคัญของการใช้ผ้าดีและการตัดเย็บที่ดี อาจพูดได้ว่า ถึงมีเงินซื้อเสื้อผ้าแพง ก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้แต่งตัวดีได้
3. เสื้อผ้าเด่นๆ ของยูนิโคล่คือเสื้อกันหนาว แต่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน
ในอีกทาง นี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ยูนิโคล่เป็นแบรนด์สำหรับ middle-middle – upper-middle class ของไทย ที่สามารถส่งตัวเองไปเที่ยวต่างประเทศได้
4. แม้ว่ายูนิโคล่จะมีเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อน เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีและทำให้เหงื่อแห้งเร็ว แต่ …
. . . คนไทยจำนวนมากมักไม่สนใจที่จะแต่งตัวให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศ (ทั้งความหนาของเนื้อผ้า และสีที่เข้ากับภูมิอากาศ) เห็นได้จากการใส่กางเกงยีนส์หนาๆ ทุกวัน แม้อากาศจะร้อนมากก็ตาม แล้วแถมไม่รู้สึกว่าร้อนเสียด้วย!

ผู้เขียนใส่เสื้อสีฟ้า ที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน ยูนิโคล่ เซ็นทรัลเวิร์ลด์
ผู้เขียนขอขอบคุณ ประวิตร โรจนพฤกษ์ ที่ให้ความรู้เรื่องเสื้อผ้าที่ดีกับผู้เขียนเป็นอย่างมาก


