โดย ภัทรนันท์ ลิ้มอุดมพร (บทสัมภาษณ์ในเว็บไซต์ Transform Thailand)

หลายท่านที่ให้ความสนใจในประเด็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนในระดับระหว่างประเทศ คงเคยได้ยินถึงสิ่งที่เรียกว่า Universal Periodic Review หรือ UPR อันเป็นกลไกหนึ่งของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Right Council: UNHRC) เพื่อการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ และประเทศไทยจะถูกตรวจสอบจากกลไกดังกล่าวในช่วงต้นเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งกลไกนี้มีความน่าสนใจและอันที่จริงแล้วในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศ เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มีความตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างมาก รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบภายใต้กลไกดังกล่าวอย่างแข็งขันมาก ถึงระดับที่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการไปยังการประชุมภายใต้กลไกดัง กล่าว
Universal Periodic Review เป็นหนึ่งในกลไกใหม่ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบกรณีสิทธิมนุษยชนประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การ สหประชาชาติ โดยรัฐที่ถูกทบทวน (State under review) จะต้องส่งรายงานของประเทศ (national report) ให้กับคณะมนตรีฯ และ ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the High Commissioner for Human Rights: OHCHR) ซึ่งมีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้กับคณะมนตรีฯ จะรวบรวมรายงานอีกสองฉบับ ฉบับแรกคือฉบับผู้มีส่วนร่วม (stakeholder report) ซึ่งกล่าวอย่างง่ายที่สุดคือรายงานที่มาจากเอ็นจีโอ และอีกฉบับเป็นรายงานขององค์การสหประชาชาติเอง รายงานทั้งสามจะต้องเปิดเผยกับองค์การสหประชาชาติและเผยแพร่ให้กับรัฐอื่น เพื่อที่รัฐอื่นจะได้มีข้อแนะนำ (recommendation) หรือการสอบถามก่อนถึงการประชุมไปยังประเทศที่ถูกตรวจสอบล่วงหน้า
เมื่อรายงานถูกนำเสนอในที่ประชุมของคณะทำงาน UPR (Working Group on the Universal Periodic Review) จะเปิดโอกาสให้รัฐสมาชิกอื่นในที่ประชุมสามารถนำเสนอความเห็น คำถาม และคำแนะนำ ซึ่งรัฐที่โดนทบทวนนั้นมีสิทธิที่จะตอบหรือไม่ตอบคำถามที่โดนถามก็ได้ แต่ทุกคำถามและทุกคำแนะนำนั้นจะถูกบันทึกลงไปในรายงานของคณะทำงาน UPR ของประเทศที่ถูกทบทวน ซึ่งจะมีคณะกรรมการที่เรียกว่า “Troika” เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำรายงาน
ในภาษารัสเซีย คำว่า “troika” หมายถึงสาม นั่นก็คือคณะกรรมการชุดนี้จะประกอบไปด้วยประเทศทั้งสิ้นสามประเทศ ซึ่งมีหน้าที่รายงานการประชุม (Rapporteur) ในการที่จะตรวจสอบความถูกต้องของรายงานคณะทำงานฯ มีหน้าที่ในการแก้ไขข้อผิดพลาด และร่วมมือกับประเทศที่โดนทบทวนเพื่อที่จะพิจารณาเนื้อหาของรายงานให้ชัดเจน ภายใต้การสนับสนุนของ OHCHR หลังจากนั้น ร่างรายงานฉบับดังกล่าวจะถูกนำเสนอต่อที่ประชุมในอีกสองวันถัดมา เพื่อเสนอให้มีการ “adopted” หรือการลงมติให้รายงานฉบับนั้นผ่าน ในห้วงจังหวะนี้เองที่ถือว่ามีความสำคัญ เพราะรายงานฉบับนี้จะถูกเสนอให้ไปมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ และรายงานฉบับนี้ก็จะมีความสำคัญอย่างมาก เพราะหากประเทศไม่ปฏิบัติตาม หรือไม่ให้ความร่วมมือตามรายงานของคณะทำงาน UPR แล้ว คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสามารถพิจารณาที่จะทำการลงโทษประเทศดังกล่าวได้ ซึ่งรัฐที่ถูกทบทวนก็จะต้องมีภาระในการรายงานในสิ่งที่ตนเองได้ดำเนินการตาม ที่ได้ทบทวนไปในครั้งแรก
ทำไมกระบวนการ UPR จึงมีความสำคัญ นั่นก็เพราะการทบทวนกรณีสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นสิ่งที่มาจากทั้งหน่วยงานของรัฐเอง และหน่วยงานภาคประชาชน รวมไปถึงของทางองค์การสหประชาชาติเอง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนั้นจะต้องถูกเปิดเผยต่อสาธารณะชน นี่จึงหมายถึงการรับรู้และรับทราบถึงกรณีสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ตลอดจนถึงหากไม่ปฏิบัติตามรายงาน UPR ซึ่งได้มีการลงมติรับรอง (adopt) แล้ว ประเทศที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ ที่อยู่ในรายงานนั้นก็จะต้องเผชิญกับมาตรการลงโทษ และตลอดการดำเนินการประชุมภายใต้กลไก UPR นั้น จะมีการถ่ายทอดสดตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือการตรวจสอบที่โปร่งใส และมากกว่านั้นคือจะได้เห็นบทบาทรวมถึงท่าทีของประเทศที่ถูกทบทวนซึ่งมีอยู่ในกรณีต่างๆ รวมไปถึงท่าทีจากประเทศอื่นๆ ด้วย
สำหรับประเทศไทย ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศสุดท้ายสำหรับรอบแรก จะถูกทบทวนในวันที่ 5 ตุลาคม 2554 ที่จะถึงนี้ ณ สำนักงานองค์การสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงยุติธรรม เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดทำรายงาน UPR เพื่อเสนอต่อที่ประชุมในครั้งนี้ และขณะนี้รายงานฉบับร่างสุดท้ายได้เสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว รวมถึงมี “troika” คือประเทศคิวบา อินโดนีเซีย และไนจีเรีย ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามการถ่ายทอดสดได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานข้าหลวง ใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในวันดังกล่าว
ขอบพระคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศ, ข้อมูลจากเว็บสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ, และเว็บไซต์ http://www.upr-info.org
