หลังจากที่ตัวแทนประเทศไทย ได้มีโอกาสไปเสนอรายงานด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศ (national report) ให้กับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Right Council: UNHRC)และ ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้รับฟังเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (ทำความรู้จักกับ UPR ได้ ที่นี่)

สิทธิมนุษยชนเพื่อทุกคน!! - ภาพจาก www.glogster.com
และได้มีกิจกรรมการถ่ายทอดสดพร้อมให้ความเห็นและบรรยายไทยที่ร้าน The Reading Room ที่จัดโดย มูลนิธิศักยภาพชุมชน แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย และ เครือข่ายพลเมืองเน็ต โดยพิธีดังกล่าวจะปล่อยให้ตัวแทนจากประเทศไทย ที่นำโดยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงยุติธรรม ได้สลับกันสรุป และให้ชาติสมาชิกต่างๆสามารถให้ความเห็นและวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศนั้นๆ ได้ เหมือนการที่เปิดให้พระภิกษุได้ตักเตือนกันในช่วงวันสำคัญทางศาสนา
ประเทศไทยได้รายงานว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเสรีภาพสื่อมาก จะเห็นจากการที่สื่อไทยและต่างประเทศสามารถทำงานได้โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาล มีสิทธิด้านการจัดการศึกษาที่ดี รวมไปถึงมีการดูแลผู้อพยพเป็นอย่างดี และกล่าวถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในปีที่แล้วว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการทำการเยียวยา และชดใช้ความเสียหายให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบตามความเหมาะสม

อ.พิชญ์ และ ชูวัส ซึ่งทำหน้าที่บรรยาย - ขอบคุณภาพจาก www.facebook.com/thereadingroombkk
จากการตั้งข้อสังเกตประเทศส่วนใหญ่นั้นจะมีรูปแบบการแสดงความเห็นแบบ “ถนอมน้ำใจ” คือไม่กล่าวโต้แย้งอย่าตรงไปตรงมา และมักจะเริ่มด้วยการชมเชย อ.พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์ จากรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ให้ความเห็นว่า การแสดงออกในรูปแบบดังกล่าวมีลักษณะในเชิงทางการทูต และแสดงออกแบบไม่หมด
ข้อสังเกตอีกประการก็คือ ชาติที่มีความเป็นประชาธิปไตยหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากกว่าประเทศไทย จะไม่กล้ากล่าวโจมตีประเทศไทย อย่างประเทศบรูไนนั้นมีการกล่าวชมไทยด้านการเป็นประชาธิปไตย แต่ชาติที่มีความเป้นประชาธิปไตยและเป็นผู้นำโลกที่เหนือกว่าไทยก็จะกล่าวตักเตือน แต่ก็ยังในลักษณะถนอมน้ำใจ โดยประเด็นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง สามจังหวัดชายแดนใต้ และผู้อพยพ
แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือประเทศนอร์เวย์ที่เสนอให้ประเทศไทยทบทวนกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างตรงไปตรงมา โดยพร้อมจะให้ข้อเสนอแนะแก่ไทย และตัวแทนกระทรวงยุติธรรมไทยกล่าวว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการทบทวน

บรรยากาศการถ่ายทอดสดของงาน - ขอขอบคุณ www.facebook.com/thereadingroom
การแสดงออกดังกล่าวมีลักษณะเหมือน “การประลองกำลัง” (power play) กันย่อยๆ คือเราจะค้อมตัวต่ำเมื่อเจอคนที่เหนือกว่า และเราจะรู้สึกมีอำนาจเมื่อเรามีสถานะที่เหนือกว่า สุธารี วรรณศิริ ตัวแทนจาก แอมเนสตี้ฯ ได้ให้ความเห็นว่า ครั้งหนึ่งประเทศเผด็จการแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นกับประเทศจีนว่าเป็นประเทศที่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกมาก ทั้งที่โดยทั่วไปก็ทราบกันดีว่าประเทศจีนมี The Great Fire Wall คอยปิดกั้นเนื้อหาต่างๆทางอินเทอร์เน็ตสูงมาก!!
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการประชาไท ให้ความเห็นว่า รายงานฉบับดังกล่าวนั้นน่าจะถูกเขียนขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว โดยไม่เชื่อว่าถูกเขียนในรัฐบาลที่พึ่งขึ้นมานี้ โดยเขากล่าวว่าด้วยสถานการณ์ที่กลับไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว กระแสตอบกลับจึงแตกต่างไป และให้ลองจินตนาการว่าถ้าเป็นรัฐบาลชุดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสลายชุมนุมมานำเสนอด้วยตนเองอาจจะถูกตั้งคำถามมากกว่านี้
คำถามคือหลังจากจบงานนี้แล้วเราได้อะไร? ประเด็นที่ถูกละเลยทั้งเหตุการณ์สลายการชุมนุมทางการเมือง ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา หรือเรื่องล่าสุดที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าไปเผาไล่ที่ของชาวบ้านหรือชนกลุ่มน้อย กลับไม่ถูกหยิบยกมาพูดสิ่งเหล่านี้อาจทำใหเราเข้าใจ “ธรรมเนียมทางการทูต” มากขึ้นว่าบนเวทีโลกบางทีเราอาจไม่แสดงออกได้อย่างตรงไปตรงมา แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ แล้วเราจะจัดงานเพื่อทบทวนสิทธิมนุษยชนไปเพื่ออะไร หากในเวทียังไม่มีสิทธิในการแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นการให้ประเทศต่างๆได้ปรับปรุงแก้ไขตัวเอง?
