Practical Report น้ำมันราคา 100 เหรียญ?

โดย กานต์ ยืนยง : Siam Intelligence Unit

สถานการณ์ล่าสุดของราคาน้ำมัน ปรับตัวขึ้นมาทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในประวัติศาสตร์ที่ 92.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในตลาดนิวยอร์ค ทำให้ระดับราคาแบบนี้อยู่ไม่ห่างไกลจากคำนายของ “จิม โรเจอร์ส” ที่เคยคาดการณ์เอาไว้เมื่อช่วงต้นปีว่า ราคาน้ำมันจะทะลุไปที่ระดับ $US 100 ต่อบาร์เรล แม้ว่าในช่วงเวลาที่บลูมเบิร์กตีพิมพ์นั้น ระดับราคาน้ำมันอยู่ที่เพียง $US 52 – 53 ต่อบาร์เรลเท่านั้น



เมื่อน้ำมันราคา 100 เหรียญ น้ำมันในประเทศจะขึ้นไปอีกกี่บาท?
แม้คำ อธิบายทั่วไปเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาน้ำมัน ดูจะเป็นเพียงเรื่องระยะสั้น เช่นว่า ในขณะนี้กำลังมีสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทั้งจากสถานการณ์ของรัฐบาลตุรกี และกบฎชาวเคิร์ดที่เคลื่อนไหวตามพรมแดน อิรัก-ตุรกี ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนมีความตึงเครียดมากขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรีของตุรกีประกาศว่า รัฐบาลตุรกีได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนชาวตุรกีให้ใช้กำลังทางการทหารกับกลุ่มกบฎชาวเคิร์ด

หรือไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ที่สหรัฐฯ เริ่มรุกคืบด้วยการ เรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรต่อกองกำลังป้องกันของกลุ่มปฏิวัติศาสนาอิสลามของอิหร่าน (Qods Force) โดยอ้างเหตุว่า กองกำลังดังกล่าวอาจให้การสนับสนุนการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตามสถานการณ์เหล่านี้เป็นสถานการณ์ในระยะสั้น และพร้อมจะมีพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปได้อีกมาก เราจะต้องกลับมายังต้นเหตุพื้นฐานอันเป็นกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่กำกับการเปลี่ยนแปลงของราคา ซึ่งก็คือเรื่องของ อุปสงค์ (demand) และ อุปทาน (supply) ความกังวลข้างต้นของตลาดซื้อขายน้ำมันนั้น อันที่จริงก็มีเหตุผลเกี่ยวกับปัจจัยดังกล่าวอยู่ไม่น้อยทีเดียว นั่นก็คือโดยปกติแล้ว ความต้องการใช้น้ำมันของสหรัฐอเมริกาจะมีเพิ่มสูงขึ้น ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง (อุปสงค์เพิ่มสูงขึ้น) ในขณะที่ความผันผวนในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้มีการผลิตน้ำมันป้อนให้กับตลาดได้น้อยลง (อุปทานลดลง) และนั่นก็จะสะท้อนไปยังความคาดหวังของนักลงทุนว่า ราคาน้ำมันน่าจะปรับตัวสูงขึ้นมากกว่านี้

แต่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ และนักลงทุนกำลังตั้งคำถามมากไปกว่าราคาน้ำมันที่ $US 100 ก็คือราคาน้ำมันแบบนี้จะเป็นเรื่องถาวรต่อไปหรือไม่ ราคาน้ำมันในอนาคตจะปรับตัวมากขึ้น หรือน้อยกว่า $US 100 ? และที่สำคัญก็คือเรื่องเหล่านี้จะส่งผลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ-การเมือง ของโลก, ภูมิภาค และประเทศแต่ละประเทศอย่างไรต่อไป?

ในระยะยาวแล้วปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับราคาน้ำมัน มีมากกว่าเพียงการเปลี่ยนแปลงในด้านอุปสงค์และอุปทานดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นของบทความ แต่กล่าวให้ถึงที่สุดแล้วปัจจัยหลักๆ ที่เราควรจะพิจารณามีดังต่อไปนี้

  • อุปสงค์และอุปทาน ประเด็นนี้ครอบคลุมไปยังภูมิทัศน์ทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจพึ่งโผล่ (emerging market) ใน จีน อินเดีย และเอเชียแปซิฟิค ซึ่งประเทศต่างๆ เหล่านี้มีความต้องการบริโภคปริมาณน้ำมันเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ, ความสามารถในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ, การนำเอาพลังงานเชิงทดแทนในด้านต่างๆ มาใช้โดยมีเหตุผลและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตจากเกษตรกรรม (biofuel) เช่น เอธานอล และไบโอดีเซล, พลังงานหมุนเวียน เช่นพลังลม และพลังแสงอาทิตย์, พลังงานนิวเคลียร์, หรือพลังงานที่กำลังมีการค้นคว้า และเตรียมหาความเป็นไปได้ในการผลิตเชิงพาณิชย์อื่นๆ เช่น fuel cell เป็นต้น
  • การอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา
  • การเข้าเก็งกำไรของกองทุนป้องกันความเสี่ยง (hedge fund)

—–
การปรับตัวของกองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund)
ประเด็นปัญหาหนึ่งที่รบกวนความคิดของนักวิเคราะห์มากก็คือ การที่ไม่เพียงแต่ราคาน้ำมันเท่านั้นที่มีการปรับตัวสูงขึ้น แต่ระดับราคาที่สูงขึ้นนี้สะท้อนมายังสินค้า commodities ชนิดที่เป็นแร่โลหะมีค่าทุกตัว เช่น ทองคำ ดีบุก สังกะสี ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่า ในขณะนี้โลกกำลังอยู่ในภาวะขาขึ้นที่เป็น แนวโน้มครั้งใหญ่ (megra-trend) ของ commodities มานานแล้ว

คำอธิบายที่น่าสนใจในการปรับตัวของตลาด commodities คือ การปรับพอร์ตการลงทุนของ HedgeFund เพื่อชดเชยความเสียหายจาก Credit Crunch ในตลาด Subprime Mortgate และพวกนี้ Bet กับสิ่งที่คิดว่าจะเสียหายได้น้อยและมีผลตอบแทนสูงกว่าแนวคิดนี้อ้างอิงจากกรอบวิเคราะห์ที่มีพื้นฐานอยู่บนแบบจำลองในลักษณะ collective action และพฤติกรรมแบบแห่ตามกัน (Horde) ในกลุ่มนักลงทุน เช่นเดียวกับในตลาดหุ้น มากกว่าการวางแผนลึกลับซับซ้อนคอยหลอกกินชาวบ้านรายย่อย แบบ conspicy theory ดังคำอธิบายข้างล่างนี้ จาก The Economist


The recent credit crunch may have given commodities a further lift. Speculative money that had been flowing into high-yield bonds and structured credit is now looking for a new home. Some commodities, particularly gold, are also seen as a hedge against a declining dollar.

Robin Bhar, a metals strategist at UBS, says investors seem to feel they have an each-way bet on commodity prices. Either global economic growth is strong and supply remains tight, or the world slips into stagflation, as it did in the 1970s. Commodities should perform well either way.

สิ่งที่น่าสังเกตต่อกรณีนี้คือ การปรับตัวลดลงของของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆของโลก สะท้อนถึงปัญหาการขาดดุลแฝดของสหรัฐ (ขาดดุลงบประมาณ และขาดดุลการค้า) อย่างมีนัยยะสำคัญ จึงนับเป็นโชคดีสำหรับประเทศไทยอยู่บ้างที่การปรับราคาของน้ำมันเมื่อเทียบสกุลเงินบาทแล้ว ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเท่ากับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มากนัก อย่างไรก็ตามการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะยิ่งทำให้กองทุนต่างๆ ย้ายการลงทุนไปยังแหล่งที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่กองทุนต่างๆ จะมีการปรับพอร์ตการลงทุนตลอดเวลาอยู่แล้ว ถือเป็นการสร้างอุปสงค์เทียมแบบหนึ่ง และในหลายๆครั้งนำไปสู่การเก็งกำไรมากเกินควรจนกระทั่งอาจเกิดฟองสบู่แตกได้ แต่นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่ยั่งยืนอะไร สิ่งที่ควรจะพิจารณาอย่างจริงจังคือสถานะด้านอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริงของตลาด

นอกจากการปรับตัวขึ้นของ commodities ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นแล้ว ราคาที่สูงขึ้นนี้ยังไปดึงให้สินค้าเกษตรหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และนั่นจะยิ่งทำให้ “ตัวเลือก” ระหว่างการใช้พื้นที่เพาะปลูกพืชเพื่อผลิตพลังงานทดแทนชีวภาพ และผลิตอาหารสำหรับบริโภคไม่ได้แตกต่างกันมากมายนัก

แม้ว่าจะมีการพยายามการใช้พลังงานทดแทนอย่างเช่นเอธานอล โดยผ่านการการผลิตจากอ้อยในบราซิล จนกระทั่งมีการพยายามเจรจารวมตัวกันระหว่าง อินเดีย – บราซิล – อาฟริกาใต้ (India-Brazil-South Africa : IBSA)อ่านข่าวเพิ่มจาก India-Brazil-South Africa: The Southern Trade Powerhouse Makes its Debut เพื่อพยายามจัดขั้วอำนาจใหม่เข้ามา และพยายามเข้าไปมีบทบาทในเวทีโลก เช่นเดียวกับ กลุ่ม G8

ภาพแสดงคาดการณ์ปริมาณการผลิตเอธานอล (ล้านบาร์เรลต่อวัน) : ภาพจาก World Oil Forecasts Including Saudi Arabia, Kuwait and the UAE – Update Oct 2007
แต่ปัญหาก็คือ แม้จะมีความพยายามดังกล่าว แต่ก็จะเผชิญข้อจำกัดดังต่อไปนี้ :

  1. การรวมตัวอาจไม่เกิดขึ้นได้ง่าย เพราะมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ภายในของแต่ละประเทศเอง
  2. การปลูกพืชเพื่อสร้างพลังงานทดแทน จะทำให้เกิดการแย่งพื้นที่เพาะปลูกของพืชเพื่อการบริโภค และอาจมีปัญหานำไปสู่การทำลายสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ดังที่กำลังปรากฎเป็นข่าวว่าพื้นที่ป่าไม้ในเขตร้อนชื้นแถบลุ่มแม่น้ำอเมซอนกำลังถูกทำลายเพิ่มมากขึ้น
  3. พลังงานทดแทนดังกล่าวจะไม่สามารถทดแทนพลังงานจากฟอสซิลได้ 100%

และแม้ว่าราคาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลจะดีดตัวสูงขึ้นมาก จนกระทั่งการผลิตเชื้อเพลิงจากพืชเริ่มมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในด้านอุปทาน ก็จะพบว่าปริมาณการผลิตเชื้อเพลิงจากพืชอาจไม่สามารถชดเชยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในส่วนที่อาจจะขาดหายไปในอนาคต หรือบรรเทาปัญหาความขาดแคลนพลังงานในระดับโลกได้
—–
อุปสงค์น้ำมันโลก
รายงานจาก องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency : IEA) ได้ชี้ให้เห็นว่าปริมาณผู้บริโภคพลังงานของโลก ที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เพิ่มสูงขึ้นหลักๆ”Key world energy statistic 2007, International Energy Agency, pp.30 ข้อมูลเปรียบเทียบสัดส่วนการบริโภคพลังงานของประเทศต่างๆในโลกโดยรวมปี ค.ศ. 1973 (4,700 Mtoe) และ ปี ค.ศ. 2005 (7,912 Mtoe)ได้แก่ จีน (+6.3%), เอเชีย (ไม่รวมจีน) (+4.9%), ละตินอเมริกา (+1.3%) ในขณะที่ประเทศในกลุ่ม OECD มีระดับการบริโภคพลังงานในสัดส่วนที่ลดลง (-11.8%)

ปรากฎการณ์นี้ไม่น่าแปลกใจ ยิ่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเริ่มสูงขึ้น ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่มีการใช้พลังงานในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น

ดังนั้นคำอธิบายที่น่าจะเป็นเหตุเป็นผลว่า ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งขึ้นเหนือ $US 100 หรือไม่ จึงอยู่ที่ปริมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ว่าจะเป็น จีน, เอเชีย (และอาจจะรวมถึงละตินอเมริกา) จะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไปหรือไม่

ในแวดวงทางเศรษฐศาสตร์ มีการคาดการณ์ตรงกันว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกปีหน้าไม่ค่อยสดใสนัก รายงาน The Economist มองว่าเศรษฐกิจโลกเติบโตในระดับ 2.0% ในปี 2008 ลดลงจากปีนี้ที่ 3.2% ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตในระดับ 0.2% ในปี 2008 ลดลงจากปีนี้ที่ 1.5% ในขณะที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเล็กน้อยเป็น 9.0% จาก 10.8% ในปีนี้”Heading for the rocks : Will financial turmoil sink the world economy?”, Economist Intelligence Unit

ปัญหาที่มองกันว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลงนั้น เป็นผลมาจากความปั่นป่วนในตลาดการเงิน (credit crunch) ซึ่งอ้างอิงอยู่กับตราสารทางการเงินที่มีการผูกอยู่กับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ด้อยความน่าเชื่อถือ (sub prime mortgage) อย่างไม่ต้องสงสัย ข้อถกเถียงหลักของนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ว่า เศรษฐกิจพึ่งโผล่ (emerging market) เหล่านี้ ต่างพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในระดับสูง (กล่าวได้ว่าสหรัฐเป็นผู้บริโภครายหลักของโลก) หากเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประสบปัญหาการชะงักงันหรือชะลอตัวลง นั่นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจพึ่งโผล่เหล่านี้ และส่งผลต่อไปยังอัตราการบริโภคน้ำมันต่ออีกที นั่นเป็นเรื่องที่จะต้องมีการวิเคราะห์อย่างละเอียด

สัดส่วนการส่งออกเมื่อเปรียบเทียบกับโครงสร้าง GDP ของจีนอยู่ที่ 38.1% (ในนี้มีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรงถึง 21.0% เมื่อเทียบการส่งออกทั้งหมด) หากเราไม่พิจารณาว่าจะมีกรณีฟองสบู่ทางเศรษฐกิจจีนแตกแล้ว แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงบ้างก็หาได้กระทบต่อเศรษฐกิจทั้งหมดของจีนไม่ เครื่องจักรทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่อีกชิ้นก็คือ อัตราการบริโภคและการลงทุนของภาครัฐและภาคประชาชนในประเทศ ยังคงเป็นสัดส่วนหลักอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ที่สำคัญคือ ข้อสงสัยที่มองกันว่าหากการส่งออกของจีนได้รับผลกระทบจากภาวะการชะลอตัวเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะส่งผลทำให้ปริมาณการบริโภคน้ำมันของจีนลดลงนั้น ก็ดูจะไม่เป็นจริงเท่าใดนัก เมื่อพิจารณาว่าภาคส่วนทางเศรษฐกิจที่ยังคงพึ่งพิงพลังงานจากน้ำมันมากที่สุด ยังคงเป็นภาคเศรษฐกิจในด้านการขนส่ง (Transport Sector)Key world energy statistic 2007, International Energy Agency, pp.33 ชี้ว่าสัดส่วนการบริโภคน้ำมันโลก ของภาคการขนส่ง 60.3% ในปี 2005 เพิ่มจาก 45.4% ในปี 1973 ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมลดลงเป็น 9.4% ในปี 2005 ลดลงจากสัดส่วน 19.8% ในปี 1973

ในทางตรงกันข้ามอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงพลังงานในอัตราสูง ก็คืออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์, อุตสาหกรรมถลุงเหล็กกล้า ซึ่งเศรษฐกิจเหล่านี้ก็ขึ้นกับความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก และในปัจจุบันนี้จีนก็พยายามเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นทดแทนน้ำมัน เช่นถ่านหิน และก็ทำให้เกิดปัญหามลพิษกับสิ่งแวดล้อมอย่างมากในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาในแง่นี้ ก็พอจะกล่าวได้ว่าอุปสงค์ต่อน้ำมันยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปี
—–
อุปทานน้ำมันโลก
ด้วยเหตุที่ว่าน้ำมันเป็นสินค้าทางยุทธศาสตร์ การขาดแคลนน้ำมันนอกจากจะส่งผลต่อสภาวะทางเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการส่งกำลังบำรุงทางยุทธศาสตร์ และสมรรถภาพในการรบของกองทัพอีกด้วย น้ำมันถือว่าเป็นหัวใจในการทำสงครามไม่น้อยไปกว่า กำลังทหารหรือยุทโธปกรณ์แต่อย่างใด

จึงเป็นเรื่องยากที่จะทราบแหล่งผลิตและแหล่งสำรองน้ำมันบ่อน้ำมันที่มีการค้นพบแต่ไม่ได้นำมาใช้ โดยมีเป้าหมายที่จะสำรองในทางยุทธศาสตร์ อย่างชัดเจนได้ทั้งหมด นักวิทยาศาสตร์บางส่วนก็ยังชี้ว่าแหล่งสำรองน้ำมันที่ยังไม่ถูกใช้อีกมาก (ซึ่งเป็นแหล่งสำรวจที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่นในแหล่งทะเลลึก หรือชั้นทรายน้ำมัน) นี่จึงเป็นฐานที่มาของการคาดการณ์อุปทานน้ำมันที่แตกต่างกันในแต่ละค่ายของนักเศรษฐศาสตร์

แบบจำลองที่คาดการณ์รูปแบบของอุปทานน้ำมันต่อราคา มีอยู่หลักๆ 4 แบบด้วยกันคือเรียบเรียงจาก “Overcoming vulnerability to rising oil prices : options for asia and the pacific”, Regional Energy Programme for Poverty Reduction : UNDP Regional Centre in Bangkok, pp. 97-100

  1. Baseline (BL): แบบจำลองนี้เป็นแบบจำลองมาตรฐานที่ถูกเผยแพร่โดย IMF โดยมีสมมติฐานว่าด้วยราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นของน้ำมัน จะทำให้สภาพตลาดอยู่ในภาวะสมดุล (ระหว่างปริมาณความต้องการและปริมาณการผลิต) รวมทั้งปริมาณการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากประเทศกลุ่มที่ไม่ใช่สมาชิกโอเปค ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ในระดับสูงสุดเมื่อปี 2010 และนั่นจะทำให้ประเทศในกลุ่มสมาชิกโอเปคจำเป็นต้องผลิตน้ำมันออกมาในจำนวนมาก (อันเป็นผลมาจากความล้มเหลวของการรวมหัวกันตั้งราคา) แบบจำลองนี้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วง $US 65 – $US 75 ต่อบาร์เรล
  2. Supply Shock (SS): แบบจำลองนี้คาดการณ์โดยตั้งสมมติฐานอยู่บนการขาดแคลนน้ำมันดิบอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง หรือภัยธรรมชาติเช่นปัญหาพายุเฮอร์ริเคนในอ่าวเม็กซิโก หรือปัญหาอื่นใดก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิตน้ำมันดิบของโลก โรงงานกลั่นน้ำมัน หรือเส้นทางการขนส่งน้ำมันหลักๆของโลก ความท้าทายจึงอยู่ที่การบริหารปริมาณน้ำมันในภาวะขาดแคลน (ซึ่งจะเป็นช่วงสั้นๆ) แบบจำลองนี้คาดว่าราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปเหนือระดับราคา $US 100 และอาจขึ้นไปคงราคาอยู่ในระดับ $US 120 ในช่วงหนึ่ง ก่อนที่ราคาจะลดลงมาที่ $US 70 เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายลงมา
  3. Peak Oil Price (POP): แบบจำลองนี้ตั้งอยู่บนทฤษฎี Hubburt’s Peak theory ซึ่งมองว่าจะไม่มีการค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ ประกอบกับการลดลงของปริมาณการผลิตจากบ่อน้ำมันที่มีอยู่ จะทำให้ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในปี 2007 และจะมีปริมาณน้ำมันดิบถูกผลิตออกมาคงตัวไปจนกระทั่งปี 2011 (ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต) แต่หลังจากนั้นปริมาณการผลิตน้ำมันก็จะลดลงราว 2.5% ต่อปี ประกอบกับการเข้าเก็งกำไรของกองทุนป้องกันความเสี่ยง และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ก็จะทำให้น้ำมันมีราคาสูงขึ้นมาก แต่หลายๆประเทศก็จะเริ่มเตรียมปรับตัวเพื่อรองรับปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนไปใช้พลังงานจากแหล่งอื่น หรือการปรับปรุงเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แบบจำลองนี้มองว่าราคาน้ำมันจะอยู่ที่ระดับ $US 100 ในปี 2011 ซึ่งเป็นจุดกึ่งกลางราคาที่สูงที่สุด จากนั้นราคาน้ำมันก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไปที่ $US 130 ในปี 2015 และ $US 190 ในปี 2020
  4. Energy Security (ES): แบบจำลองนี้มองโลกในแง่ดีว่า เมื่อมนุษย์เห็นว่าการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของโลก ก็จะทำให้มนุษย์เริ่มลดการใช้พลังงานประเภทนี้ลง และทำให้ราคาน้ำมันตกลงมาเหลือเพียง $US 50 ในปี 2015


ภาพแสดงระดับราคาของน้ำมันตามแบบจำลองต่างๆ
เมื่อเปรียบเทียบ แบบจำลองอุปทานต่อราคาน้ำมัน ทั้งสี่แบบ กับสถานการณ์ในปัจจุบัน พอจะกล่าวได้ว่าสถานการณ์ใกล้เคียงกับแบบจำลองแบบ Supply Shock (SS) และ Peak Oil Price (POP) มากที่สุด (เป็นไปได้มากที่จะเกิดสภาพราคาของทั้งสองแบบจำลองผสมผสานกัน) และนั่นจะทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นมากกว่านี้ในอนาคต

ในปัจจุบัน วงการอุตสาหกรรมน้ำมันยืนยันปัญหาด้านอุปทานที่ไม่สามารถค้นพบแหล่งผลิตน้ำมันแหล่งใหม่ๆ ได้อย่างชัดเจน แหล่งน้ำมันเท่าที่ค้นพบ และอยู่ในโครงการสำรวจค่อนข้างเป็นไปตามแนวคิดแบบ POP มากที่สุด ภายในระยะสั้นเราอาจประสบปัญหาทั้ง SS และในระยะยาวราคาน้ำมันก็มีสิทธิ์ทะลุราคา $US 100บทความ World Oil Forecasts Including Saudi Arabia, Kuwait and the UAE – Update Oct 2007 เก็บข้อมูลแหล่งผลิตและแหล่งสำรวจน้ำมันที่เป็นไปได้ในโลก พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจจะปรับตัวขึ้นไปถึง $US 200 ต่อบาร์เรลในปี 2012 รายงานฉบับนี้มองว่าปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในช่วงเนินสูงสุด (Peak Plateau) ซึ่งจะกินเวลาตั้งแต่ช่วงปี 2006 จนถึง 2009 (ดูกราฟในรูปที่ 1)

ราคาน้ำมันในระดับสูงจะส่งผลสะเทือนต่อสภาพเศรษฐกิจการเมืองของทั้งในแต่ละประเทศ และในระดับโลก ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศมีนโยบายที่มีข้อมูลและมีเหตุผลในเชิงวิชาการเพื่อแก้ปัญหาของแต่ละประเทศอย่างไร การวิเคราะห์เรื่องการขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของประเทศต่อน้ำมัน และผลกระทบต่อประเทศไทยอยู่นอกเหนือขอบเขตของรายงานชิ้นนี้ แต่ที่เราสามารถจะบอกได้อย่างกว้างๆ คือผลกระทบของราคาน้ำมันกับคนยากจน และประเทศที่ยากจนย่อมจะมีสูงกว่า ประเทศที่ร่ำรวยและประชากรที่ร่ำรวย นี่เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกของเศรษฐกิจในปัจจุบัน และอาจส่งผลกระทบให้โลกต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต.