มหาอำนาจชาติตะวันตกกำลังมุ่งเป้าไปที่การต่อต้านรัฐบาลกัดดาฟี โดยใช้การแทรกแซงทางทหาร นำโดยสหรัฐฯ เร่งเครื่องเพิ่มแรงกดดันกัดดาฟี ด้วยการปิดน่านน้ำลิเบีย ตลอดจนปิดน่านฟ้าการบิน หรือกำหนดเขตห้ามบิน
(“no-fly zone”) คลอบคลุมอาณาบริเวณประเทศในอาฟริกาเหนือ
เจย์ คาร์นีย์ โฆษกประจำทำเนียบขาวกล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ทางสหรัฐฯ ได้เคลื่อนเรือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
สหรัฐฯ นำเรือโจมตีสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก (amphibious assault ships) 2 ลำเข้าสู่คลองสุเอซ ซึ่งสามารถบรรทุก
นาวิกโยธินได้ 2,000 นาย โดย USS Ponce จะแล่นผ่านคลองสุเอซในอียิปต์ช่วงเช้าของวันพุธ ในเวลาประมาณ 03.30 น. (ตามเวลาสากล)
เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า “ผมคิดว่า..ประชาคมโลกไม่สามารถปล่อยให้กัดดาฟี ฆ่า ประชาชนของพวกเขา จึงนำไปสู่การกำหนดเขตห้ามบินหรือให้ปิดน่านฟ้าเสีย”
“มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้เลยที่ พันเอก (พิเศษ) กัดดาฟีจะสามารถเข่นฆ่าประชาชนของเขา โดยใช้เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์กราดยิงประชาชน และเราต้องวางแผนในตอนนี้เพื่อที่จะแน่ใจว่า ถ้ามันเกิดขึ้นจริง เราก็สามารถที่จะหยุดมันได้”
ดังนั้น “ถ้าเขา (กัดดาฟี/ รัฐบาลลิเบีย) เริ่มการกระทำที่มีลักษณะเช่นนั้น เราจำเป็นต้องกำหนดเขตห้ามบินในบริเวณดังกล่าวอย่างรวดเร็ว” คาเมรอนกล่าวหลังจากได้พบปะกับนางแคทเธอรีน แอชตัน ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป และนายแอนเดอร์ส ฟอกห์ ราสมุสเซน เลขาธิการใหญ่ NATO ณ กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม คาเมรอนกล่าวว่า เขาได้สอบถามรัฐมนตรีกลาโหมถึงการวางแผนร่วมกับพันธมิตรในกรณีปิดน่านฟ้า
อย่างไรก็ตาม พลเอก James Mattis แห่งสหรัฐฯ กล่าวเตือนถึงการกำหนดเขตห้ามบิน หรือการปิดน่านฟ้าในลิเบียอาจนำมาซึ่ง “ความท้าทาย” ในการปฏิบัติการทางทหาร (อาจทวีความรุนแรงด้วยการใช้การทหารเข้าตอบโต้หรือปะทะกัน)
รัสเซียต่อต้านการปิดน่านฟ้า รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ กล่าวถึงแนวคิดดังกล่าวว่าเป็นการกำหนดขีดจำกัดทางน่านฟ้าของลิเบียที่เกินกว่าเหตุ โดยเห็นว่า มหาอำนาจโลกต้องมุ่งเป้าไปที่การคว่ำบาตรโดยผ่านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ลงมติไปเมื่อไม่นานนี้ และระงับสถานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติของลิเบีย
เอกอัครราชทูตแห่ง NATO นายดมิทรี โรโจซิน กล่าวกับสำนักข่าว Interfax ในบรัสเซลส์ว่า ให้ระวังการทหารที่นำมาใช้ต่อต้านกัดดาฟีโดยปราศจากมติขององค์การสหประชาชาติ “ถ้ามีบางคนในวอชิงตันแสวงหาการโจมตีทางทหารทันทีเพื่อเอาชนะอย่างรวดเร็ว (blitzkrieg) ในลิเบีย จะถือเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่ยิ่ง เพราะการใช้กำลังทหารใดๆ นอกเหนือเขตความรับผิดชอบ NATO จะต้องได้รับการพิจารณาโทษโดยกฎหมายระหว่างประเทศ”
“การต่อต้านโดยการปิดน่านฟ้า หรือการกำหนดเขตบินเหนือดินแดนของประเทศนั้นๆ ยังคงถือว่านี่ เป็นการกระทำที่แทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่น”
ขณะที่มิคาอิล มาร์คเกลอฟ กล่าวว่า “การกระทำทางทหารของสหรัฐฯ ในลิเบีย จะนำไปสู่การ “kill the shoots of democracy in the region” (หมายความว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ควรกระทำการใดๆ ทางทหาร แม้จะมีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งการปฏิรูปทางการเมือง หรือเพื่อให้ได้ประชาธิปไตย ลิเบียต้อง เปลี่ยน ด้วยตัวเอง มากกว่าจะถูกแทรกแซงทางการทหารจากสหรัฐฯ)
รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส Alain Juppe กล่าวว่า “ณ ขณะนี้ ยังไม่มีการวางแผนเพื่อแทรกแซงทางทหาร ซึ่งการแทรกแซงทางทหารในลิเบียสามารถทำได้หากมีมติจากสหประชาชาติเป็นที่ชัดเจน”
บัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวถึงประเด็นลิเบียเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า “จำเป็นต้องใช้มาตรการคว่ำบาตรลิเบีย” “เนื่องจาก ระบอบลิเบียขาดซึ่งความชอบธรรม และมีการกระทำซึ่งถือเป็นการประกาศสงครามกับประชาชนของเขาเอง”
“เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพวกเรา ประชาคมโลกต้องยืนหยัดที่จะต่อต้านกับการก่ออาชญากรรม”

