เอกสารใน “เคเบิล” ของสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยที่หลุดออกมาผ่านวิกิลีกส์ ไม่เพียงแต่มีเนื้อหาจากอำนาจฝั่งอนุรักษ์นิยมเท่านั้น เพราะเอกอัครราชทูตของสหรัฐอเมริกาในช่วงนั้นทั้งสองคนคือ ราล์ฟ บอยซ์ (Ralph Boylce) และ อีริค จี จอห์น (Eric G. John) ก็พบปะกับบุคคลระดับแกนนำของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยด้วย

Eric G. John และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ใน “เคเบิล” ที่เพิ่งถูกปล่อยออกมาชิ้นหนึ่ง ได้ระบุเนื้อหาของการพบปะกันระหว่าง อีริค จี จอห์น กับ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ซึ่งการพบปะกันครั้งนี้เกิดขึ้นที่สถานทูตอเมริกา เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ก่อนการชุมนุมที่ราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 3 เดือน
ข้อมูลจากอีริค จี จอห์น เขียนไว้ว่าเขาพบกับ “ผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ” ของพรรคเพื่อไทย เพื่อแสดงความเป็นห่วงต่อแผนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่กำลังจะเกิดขึ้น (ในตอนนั้น) และกระตุ้นให้ยิ่งลักษณ์และนพดลส่งข้อความไปถึง พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่ให้เดินสายความรุนแรงกับการชุมนุม
ตามข้อมูลของอีริค จี จอห์น ใน “เคเบิล” ชิ้นนี้ ยิ่งลักษณ์และนพดลได้แสดงความไม่พอใจเรื่อง “ดับเบิลสแตนดาร์ด” ที่คนเสื้อแดงและกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณ ถูกเลือกปฏิบัติ โดยยกตัวอย่างการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ที่คนเสื้อเหลืองไม่โดนข้อหาใดๆ แต่คนเสื้อแดงกลับโดนกดขี่โดย พรบ. ความมั่นคงภายใน
ยิ่งลักษณ์และนพดลพูดถึงประเด็นอื่นๆ ดังนี้
- นพดลไม่คิดว่าการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดง จะทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะต้องยุบสภาได้ ทั้งสองคนมองว่าในระยะสั้นถึงระยะกลาง พรรคเพื่อไทยน่าจะยังเป็นฝ่ายค้านต่อไป
- นพดลเกรงว่าฝ่ายรัฐบาลจะโจมตีกลุ่มคนเสื้อแดง และทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างทั้งสองฝ่าย นพดลระบุว่าฝ่ายรัฐบาลไม่เคยรู้สึกผิดในการใช้ความรุนแรงต่อฝ่ายทักษิณ โดยยกตัวอย่าง “กรณีคาร์บอมบ์” ให้ทูตฟัง
- นพดลได้พูดถึงกระบวนการยุติธรรมของไทยที่มุ่งทำลายฝ่าย พ.ต.ท. ทักษิณ โดยยกตัวอย่าง “กรณีทำกับข้าว” ของนายสมัคร สุนทรเวช และบอกกับทูตว่าทักษิณเป็นผู้นำด้านประชาธิปไตย (champions of democracy) ของไทย ส่วนอภิสิทธิ์สนใจแต่รักษาอำนาจในตำแหน่งนายกเท่านั้น
- ทั้งยิ่งลักษณ์และนพดล แสดงความสนใจเรื่องกระบวนการปรองดองโดยบุคคล/พรรคที่สาม แต่ไม่สามารถระบุตัวได้ว่าควรให้ใครทำหน้าที่นี้ นพดลบอกว่าโดยทั่วไป หน้าที่นี้ควรเป็นของประธานองคมนตรี แต่ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ พล.อ.เปรม ไม่เหมาะสำหรับหน้าที่นี้
- ยิ่งลักษณ์บอกว่าทักษิณไม่ได้ดื้อ (stubborn) และสนใจการเจรจา เขาเป็นนักธุรกิจโดยธรรมชาติ เขาแค่ต้องการให้ฝ่ายรัฐบาลเสนอเงื่อนไขที่เห็นตรงกันเท่านั้น
- นพดลยกตัวอย่างทรัพย์สิน 7.4 หมื่นล้านที่โดนยึดไป โดยบอกว่า พ.ต.ท. ทักษิณ มีทรัพย์สิน 4.5 หมื่นล้านอยู่แล้วก่อนเล่นการเมือง
- ทั้งยิ่งลักษณ์และนพดล บอกว่าการเดินทางไปเยือนกัมพูชาของ พ.ต.ท. ทักษิณ รวมถึงการที่ พ.ต.ท. ทักษิณให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ The Times จะส่งผลเสียในระยะยาว
- นพดลบอกว่าพรรคเพื่อไทยได้ยกเลิกแผนการดึงรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้ใหม่ และหันไปมุ่งสู่การเลือกตั้งเป็นหลัก แต่ก็บอกว่ารัฐธรรมนูญปี 40 ควรใช้เป็นฐานในการปฏิรูป ไม่ใช่รัฐธรรมนูญปี 50
- อีริค จี จอห์น ได้ถามถึงโอกาสที่ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ จะเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์และนพดลได้ตอบตรงกันว่า พล.อ.ชวลิต เป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะสม เพราะอายุ 77 ปีแล้ว และไม่ได้มีบทบาทบริหารงานภายในพรรคเพื่อไทย เป็นเพียงนักยุทธศาสตร์ที่ช่วยมองภาพกว้างเท่านั้น
- ยิ่งลักษณ์พูดถึง “ผู้นำ” ของพรรคเพื่อไทยว่ายังไม่แน่นอน และอาจมี “ใครสักคน” ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคในภายหลัง เอาชนะการเลือกตั้ง และเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไปได้ ยิ่งลักษณ์บอกว่าคนผู้นี้ควรจะมีความสามารถทางเศรษฐกิจเป็นทุนเดิม
ในการพบกับ น.ส. ยิ่งลักษณ์ครั้งนี้ อีริค จี จอห์น ตั้งข้อสังเกตว่ายิ่งลักษณ์ดูมั่นใจมากขึ้น เธอพูดถึงแผนงานและยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย และพึ่งตัวช่วยจากนายนพดลน้อยลง
จอห์น บอกว่ายิ่งลักษณ์ไม่ได้มีธรรมชาติของนักการเมืองเท่ากับ พ.ต.ท. ทักษิณ พี่ชาย แต่เธอก็ดูมีอนาคตที่ดีภายในพรรค ก่อนการพบปะจะสิ้นสุดลง เมื่อจอห์นจับมือกับยิ่งลักษณ์ นพดลได้พูดว่า “คุณเพิ่งจับมือกับว่าที่นายกรัฐมนตรีคนถัดไป”
เอกสารต้นฉบับจากเคเบิลหมายเลข 09BANGKOK3003
