Practical Report กองทัพบกสหรัฐเริ่มทดสอบ iPhone/Android ในสนามรบ

กองทัพบกสหรัฐเริ่มทดสอบการใช้โทรศัพท์มือถือในฐานะอุปกรณ์ในสนามรบ โดยจะพิจารณาถึงความเหมาะสมในการใช้งาน ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่

อุปกรณ์ที่จะทดสอบได้แก่ iPhone, iPad และ Android โดยทดสอบในการซ้อมรบที่ทะเลทรายในรัฐนิวเม็กซิโกเป็นเวลา 6 สัปดาห์

กองทัพสหรัฐมีเทคโนโลยีสำหรับสารสนเทศและการสื่อสารภาคสนามอยู่แล้ว แต่การนำสมาร์ทโฟนเข้ามาจะช่วยให้น้ำหนักของอุปกรณ์ภาคสนามลดลง และทหารสามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น

แนวคิดเรื่อง “การลงแอพ” ของสมาร์ทโฟนยังช่วยให้กองทัพสหรัฐปรับแต่งการใช้งานสมาร์ทโฟนของทหารแต่ละหน่วยได้แตกต่างกัน ปัจจุบันกองทัพมีแอพอยู่ประมาณ 85 ตัว ซึ่งมีทั้งที่กองทัพพัฒนาเอง และจ้างบริษัทซอฟต์แวร์ภายนอก

ตัวอย่างแอพทางการทหารได้แก่

  • SoldierEyes ระบบนำทางในสนามรบ โดยแสดงแผนที่ดิจิทัลบนหน้าจอ พร้อมโหมด augmented reality ที่ทหารใช้กล้องของมือถือแสกนสภาพทิวทัศน์ และมือถือจะขึ้นข้อมูลสำคัญมาทับภาพที่ปรากฏบนจอ
  • แอพสำหรับสแกนลายนิ้วมือหรือภาพถ่ายต่างๆ ซึ่งจะใช้แทนอุปกรณ์ biometric เฉพาะทางที่ใช้อยู่แล้วในสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน
  • แอพสำหรับดูวิดีโอสดจากเครื่องบินไร้คนขับ (drone) ปัจจุบันมีอุปกรณ์เฉพาะที่ใช้สำหรับงานนี้ แต่การใช้มือถือจะช่วยให้สะดวกขึ้น
  • แอพสำหรับแจ้งข้อมูลการรักษาพยาบาลในสนามรบ เช่น ทหารในสนามรบสามารถระบุชื่อผู้บาดเจ็บ อาการ พิกัด เพื่อให้ทีมพยาบาลมีข้อมูลสำหรับเตรียมตัวปฐมพยาบาลล่วงหน้า

ตัวแทนของกองทัพบอกว่าจะทดสอบอุปกรณ์เหล่านี้อย่างละเอียด และนำมาใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็นกับสถานการณ์ กองทัพจะไม่ให้สมาร์ทโฟนกับทหารเพียงเพราะมันเป็นของใหม่ไฮเทค โดยไม่พิจารณาผลประโยชน์ที่ได้รับ

มือถือที่จะนำมาใช้ยังต้องมีค่าใช้จ่ายต่อเครื่องต่ำ และกองทัพจะไม่ลงทุนราคาแพงเพื่อปรับเปลี่ยนให้มือถือราคาถูกมีความทนทานมากขึ้น

ปัจจัยด้านพลังงานเป็นอีกประเด็นที่กองทัพให้ความสนใจ กองทัพจึงมองหาความเป็นไปได้ของพลังงานในรูปแบบใหม่ๆ เช่น การชาร์จมือถือด้วยแสงอาทิตย์หรือใช้ฟิวเอลเซลล์ เป็นต้น

ตัวแทนจากบริษัทผลิตอาวุธ Harris ให้ความเห็นว่าสมาร์ทโฟนกำลังเป็นเทรนด์ฮิตในหมู่บริษัทผลิตอาวุธ แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการนำสมาร์ทโฟนมาใช้คือโครงข่ายการสื่อสารของมือถือในพื้นที่สงคราม ซึ่งจะต้องพร้อมสำหรับการส่งข้อมูลจำนวนมากอย่างปลอดภัยด้วย

ที่มา Wall Street Journal

ข้อมูลเพิ่มเติม