Practical Report สหรัฐฯ กับการจัดการ “สงครามไซเบอร์”

เพนตากอนเตรียมมาตรการตอบโต้การก่อวินาศกรรมบนโลกไซเบอร์

ยุทธศาสตร์ไซเบอร์หรือยุทธศาสตร์ด้านสารสนเทศแห่งเพนตากอนที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในครั้งแรกนี้ คาดว่าจะเปิดเผยบางส่วนแก่สาธารณชนราวเดือนหน้า เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะต่อกรกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เนื่องจากแฮกเกอร์พยายามจะคุกคามเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งทางใต้ดิน หรือท่อส่งน้ำมัน โดยเฉพาะในประเทศที่เป็นศัตรูทางด้านทหาร

“เพนตากอน” หรือ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เจตนาที่จะวางแผนเพื่อเป็นการเตือนไปยังศัตรูที่มีศักยภาพในการโจมตีสหรัฐฯ ด้วยวิธีนี้ “หากคุณปิดเครือข่ายเชื่อมโยงระบบสายส่งพลังงาน (power grid) ของเรา เราอาจจะปล่อยขีปนาวุธไปที่บ้านของคุณได้เช่นกัน” เจ้าหน้าที่ทหารกล่าว

การโจมตีด้วยระบบเพนตากอนครั้งล่าสุดที่เห็นได้ชัดก็คือ การปล่อยเวิร์ม Stuxnet เข้าเพื่อทำลายระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเครือข่ายเกี่ยวพันกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่าน และนี่เป็นวาระเร่งด่วนที่สหรัฐฯ พยายามจะพัฒนาแนวทางในการโจมตีศัตรูคู่อาฆาตบนโลกไซเบอร์อย่างเป็นทางการ

ในปี 2008 ได้เกิดห้วงเวลาที่สำคัญขึ้น กล่าวคือระบบคอมพิวเตอร์ระบบหนึ่งของทหารสหรัฐถูกทำลาย อย่างไรก็ตาม Lockheed Martin บริษัทผู้ผลิตอาวุธและอากาศยานรายใหญ่ที่สุดของโลกเพิ่งเปิดเผยว่าเป็นเหยื่ออีกรายของการเข้าทำลายระบบเช่นกัน

รายงานดังกล่าวถูกจุดประกายให้นำไปสู่การถกเถียงหารือกันแต่ก็ยังเป็นประเด็นอ่อนไหวที่เพนตากอนเลือกที่จะไม่กล่าวถึง รวมทั้งการโจมตีของสหรัฐฯ ที่เคยทำมาก่อนหน้า และการให้คำนิยามเมื่อถูกก่อวินาศกรรมบนโลกไซเบอร์ว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจอย่างมาก เพราะสามารถก่อให้เกิดสงครามได้ อนึ่ง คำถามเหล่านี้ก็เคยเป็นหัวข้อที่สร้างความขัดแย้งภายในกลุ่มของเหล่าทหารมาแล้ว

แนวคิดหนึ่งที่อาจได้รับแรงขับเคลื่อนจากเพนตากอนที่ถือว่ามีลักษณะ “สาสมกัน”

หากมีการโจมตีในโลกไซเบอร์และนำไปสู่การล้มตาย ความเสียหาย การทำลาย หรือสร้างความแตกแยกในระดับสูง อันเป็นสาเหตุของการโจมตีทางทหารตามรูปแบบ อาจนำไปสู่การพิจารณาเพื่อ “ใช้กำลัง” เพื่อเป็นการแก้แค้นการกระทำดังกล่าวที่เห็นว่าสมน้ำสมเนื้อกันดี

เพนตากอนได้ออกเอกสารที่เปิดเผยบางส่วนราว 12 หน้า และปิดลับอีก 30 หน้า ซึ่งสรุปกฎหมายว่าด้วยการขัดกันด้วยอาวุธที่มีส่วนประกอบจากอนุสัญญาและกฎหมายหลากหลายฉบับด้วยกัน อันอาจนำไปสู่การก่อสงครามและหมายรวมถึงการทำโทษผู้ก่ออาชญากรรมดังกล่าว

การประยุกต์ใช้ “สงครามตามแบบ” บนโลกไซเบอร์นั้น มียุทธศาสตร์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึง “หลักการสงครามไซเบอร์” ของสหรัฐฯ และพันธมิตรในการสร้างนโยบายทางด้านความมั่นคงใหม่  โดยองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ได้ริเริ่มทำเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะเป็นการวมกลุ่มเพื่อปรึกษาหารือร่วมกันเพื่อการโจมตีศัตรูบนโลกไซเบอร์หรือผู้ก่อวินาศกรรมด้านสารสนเทศ

เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมเชื่อว่าการโจมตีทางคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญอย่างมากและจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลในด้านทรัพยากร เช่น การใช้ขีปนาวุธในการจู่โจมด้านเทคโนโลยี อาทิ เครือข่ายเชื่อมโยงระบบสายส่งพลังงาน น่าจะได้รับการพัฒนาโดยมีรัฐเป็นผู้สนับสนุน

การเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการของเพนตากอนครั้งนี้มาจากการตระหนักรู้ของฝ่ายทหารสหรัฐ ที่ค่อยๆ สร้างระบบป้องกันเพื่อต่อต้านการโจมตีเช่นนี้ โดยสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Security Agency: NSA) ได้พยายามรวบรวมเครือข่ายด้านทหารเพื่อสร้างระบบในการโจมตีเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้แข็งแกร่งมากขึ้น

ตามจริงแล้ว เพนตากอนเริ่มแผนโจมตีมาตั้งแต่ปี 2008 เช่นในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่เชื่อว่ามีการโจมตีที่เริ่มมาจากในรัสเซียแม้จะไม่เคยกล่าวว่าการกระทำเช่นนั้นมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล แต่รัสเซียก็ออกมาปฏิเสธการเกี่ยวพันในกรณีดังกล่าว

อย่างไรก็ตามกฎว่าด้วยความขัดกันทางอาวุธนั้น ชี้ให้เห็นว่าสงครามตามแบบนั้น มีการใช้สนธิสัญญาระหว่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาเจนีวา ที่สหรัฐฯ และชาติอื่นๆ ต่างพิจารณาเห็นพ้องกันว่า กฎหมายระหว่างประเทศนั้นถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ

แต่สงครามไซเบอร์ หรือสงครามสารสนเทศไม่ได้ถูกคุ้มครองหรือครอบคลุมโดยสนธิสัญญาที่มีให้เห็นหรือดำรงอยู่ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ทหารหลายฝ่ายจึงกล่าวว่า เขาต้องการแสวงหาฉันทามติท่ามกลางกลุ่มพันธมิตรเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าว

ทั้งนี้ พลอากาศตรี Charles Dunlap (เกษียณอายุราชการแล้ว) และอาจารย์แห่ง Duke University law school ได้กล่าวว่า “Act of war” คือ วลีทางการเมือง ไม่ใช่คำที่ใช้ในทางกฎหมาย ซึ่งเห็นว่าการโจมตีทางไซเบอร์นั้นมีความรุนแรงพอๆ กับการโจมตีด้วยอาวุธ หรือที่ทหารมักเรียกว่าเป็น “การใช้กำลัง” (use of force)

ขณะที่ James Lewis ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางคอมพิวเตอร์ แห่งศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้แก่ทีมบริหารของประธานาธิบดีโอบามา กล่าวว่า ในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมกำลังประเมินว่าการโจมตีทางไซเบอร์ประเภทใดที่ถือเป็น “การใช้กำลัง” ขณะที่นักวางแผนทางด้านการทหารหลายรายเชื่อว่า มาตรการในการ “เอาคืน” หรือ “แก้แค้น” ดังกล่าว ควรต้องระบุให้ชัดถึงความเสียหาย ความพยายาม และสาเหตุของการโจมตีนั้นด้วย

ตัวอย่าง ถ้ามีการก่อวินาศกรรมระบบคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดเหตุขัดข้องจนต้องปิดตัวลง เช่น ในด้านการค้า ถ้ามีการขัดขวาง หรือปิดล้อมทางเดินเรือ ก็สามารถพิจารณาได้ว่า ท่าทีดังกล่าวมีลักษณะต้องการก่อสงคราม สามารถตัดสินใจให้ใช้มาตรการ “เอาคืน” เพื่อโต้ตอบกลับไปได้เลย

 

The Wall Street Journal