Practical Report สหรัฐเตรียมทุ่ม3.7แสนล้านบาททำซุปเปอร์ฐานทัพที่กวม

สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่าทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐได้เตรียมลงทุนครั้งใหญ่ด้วยวงเงินกว่า 12.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 8,000 ล้านปอนด์ในการขยายฐานทัพสหรัฐเดิมในเกาะกวมให้เป็นขนาดมหึมาเพื่อรองรับการขยายกำลังทางเรือของสหรัฐเพื่อมาคานอำนาจทางทะเลของจีนที่สะสมขีดความสามารถทางการรบเป็นอย่างมากในช่วง 10ปีที่ผ่านมานี้

แผนที่เกาะกวม

การขยายฐานทัพบนเกาะกวมในครั้งนี้ประกอบด้วยท่าเรือสำหรับเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ ระบบมิสไซส์ป้องกันภัยทางอากาศ ระบบการฝึกซ้อมต่างๆรวมไปถึงการขยายฐานทัพอากาศแอนเดอร์เซ่น (Andersen Air Force Base)บนเกาะกวม ซึ่งเป็นฐานทัพอากาศส่วนหน้าในมหาสมุทรแปซิฟิกของสหรัฐซึ่งมีเครื่องบินทิ้งระเบิดหลักแบบต่างๆทั้งบี 2 บี 1 และ บี52 ประจำการอยู่  เมื่อการขยายฐานทัพสำเร็จจะเป็นการลงทุนเพื่อการขยายฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่2ในเขตมหาสมุทรแปซิฟิกและยังเป็นการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคในส่วนของกองทัพเรือในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

ทั้งนี้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้พัฒนากองเรือโดยเฉพาะกองเรือน้ำลึกสำหรับปฏิบัติการในทะเลลึกได้มากขึ้่นรวมทั้งการจัดหาเรือดำน้ำนิวเคลียร์และรวมไปถึงการจัดหาเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์เข้ามาประจำการในอนาคต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรบในพื้นที่เศรษฐกิจของจีนโดยเฉพาะทะเลจีนใต้ซึ่งจีนต้องใช้เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญในการนำเข้าน้ำมันและส่งออกสินค้าทำให้จีนขยายการสร้างฐานทัพเรือในประเทศต่างๆที่เป็นพันธมิตรโดยเฉพาะในมหาสมุทรอินเดีย อย่างเช่นท่าฮัมบันโตตา(Hambantota) ในศรีลังกา หรือในท่าเรือกวาดา(Gwadar) ในปากีสถาน ซึ่งล้วนอยู่ในเส้นทางเดินเรือมายังจีนทั้งสิ้น

ทำให้สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการลงทุนเพื่อปรับปรุงฐานทัพบนเกาะดิเอโก การ์เซ๊ย กลางมหาสุมทรอินเดียมูลค่า 126ล้านปอนด์ หรือราว 5,000ล้านบาทซึ่งจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2013 ซึ่งจะทำให้สามารถซ่อมบำรุงเรือดำน้ำนิวเคลียร์ได้ ซึ่งฐานทัพนี้อยู่ห่างจากศรีลังกาเพียง 700 ไมล์ และยังเป็นฐานทัพส่วนหน้าในการเป็นหัวหอกของการโจมตีอิรักและอัฟกานิสถาน

เมื่อการปรับปรุงฐานทัพทั้งสองเกาะเสร็จสิ้นลง ถือว่าเป็นการกระชับวงล้อมพื้นที่ของการขยายแสนยานุภาพทางทะเลของจีนได้อย่างชะงัดยิ่งนักและนั่นอาจทำให้ในอนาคตจีนและสหรัฐอเมริกาพบการกระทบกระทั่งกันได้ระหว่างกองทัพทั้งสองเหมือนเมื่อครั้งสงครามเย็นในอดีตในคู่ของสหรัฐอมเริกาและโซเวียตรัสเซียในเวลานั้นก็เป็นได้

ที่มา: Telegraph