บริษัทวิจัยตลาด Nielsen Company สำรวจอัตราการเป็นเจ้าของทีวีของครอบครัวในสหรัฐอเมริกา และพบว่าคนอเมริกันมีทีวีไว้ในครอบครองลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี
อัตราการมีทีวีของปี 2012 อยู่ที่ 96.7% ลดลงจากตัวเลขในปี 2010 ที่ 98.9% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่คนอเมริกันเป็นเจ้าของทีวีน้อยลง นับตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา
Nielsen ให้เหตุผลของตัวเลขที่ลดลงดังนี้
- สหรัฐอเมริกาเพิ่งเปลี่ยนการกระจายสัญญาณจากระบบแอนะล็อกมาเป็นดิจิทัลทั้งหมดเมื่อปี 2009 ทำให้เจ้าของทีวีแอนะล็อกในตอนนี้ ไม่สามารถดูทีวีได้ เว้นแต่จะซื้ออุปกรณ์แปลงสัญญาณเพิ่ม
- สภาพเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังมีปัญหา
- คนเริ่มหันไปดูวิดีโอผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น ออนไลน์หรือโทรศัพท์มือถือ
ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนมาดูวิดีโอออนไลน์ ทาง Nielsen จึงพิจารณาว่าอาจจะเปลี่ยนวิธีการสำรวจใหม่ ให้การดูวิดีโอออนไลน์ถือเป็นทีวีแขนงหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม ทีวียังเป็นศูนย์กลางของความบันเทิงภายในครอบครัวคนอเมริกันอยู่
ข้อมูลจาก Nielsen, New York Times
อีกข่าวที่เกี่ยวข้องกันคือยอดขายภาพยนตร์ในรูปแบบดีวีดีของสหรัฐ ลดลงถึง 20% ในไตรมาสแรกของปี 2011 โดยไตรมาสเดียวกันของปีก่อนมียอดขายรวม 2.58 พันล้านดอลลาร์ ส่วนไตรมาสแรกของปีนี้มีเพียง 2 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น
ตัวเลขนี้มาจาก Digital Entertainment Group ซึ่งระบุว่ายอดการเช่าดีวีดีลดลงถึง 36% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ตัวเลขยอดขาย-เช่าดีวีดีที่ลดลง สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในการดูหนังออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงหลัง โดยบริการเช่าหนังออนไลน์อย่าง Netflix เติบโตขึ้น 33% ในช่วงเวลาเดียวกัน (อ่านบทความ อนาคตแห่งสื่อดิจิทัล: วิดีโอออนไลน์มาแรง Netflix โตแซงเคเบิลทีวี ประกอบ)
ข้อมูลจาก Guardian

