โดย แบ๊งค์ งามอรุณโชติ
ในทางเศรษฐศาสตร์แล้วปัญหาการขาดข้อมูลข่าวสารเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ตลาดล้มเหลว ความล้มเหลวของตลาดนั้นนำมาสู่ผลลัพธ์ได้หลายรูปแบบเช่น การจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด การขาดแคลนหรือการล้นเกิน และที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือ “การผลักดันของที่ดีออกจากตลาดไปกระทั่งเหลือแต่สิ่งที่คุณภาพน้อย”
การจะอธิบายเรื่องนี้ ในการสอนเศรษฐศาสตร์ทั่วไปแล้วมักจะยกตัวอย่างถึงตลาดรถยนต์มือสอง, เวลากล่าวถึงตลาดรถยนต์มือสองเรามักที่จะมีข้อมูลจำกัด คือดูจากภายนอกแล้วรถที่เราเห็นไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นรถที่มีสภาพเครื่องภายในดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่เราพอทราบว่ารถยนต์ที่ดีควรมีราคาซักประมาณเท่าไหร่ และ รถยนต์ที่สภาพแย่ (แต่ย้อมแมวมา) มีราคาซักประมาณเท่าไหร่ ดังนั้นวิธีคิดเชิงกลไกของคนเราก็คือการค่า มูลค่าเฉลี่ยหรือมูลค่าคาดการณ์ (expected value) ซึ่งก็คือการหารเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของมูลค่ารถยนต์ที่ดีและไม่ดีในตลาด
การที่เราให้ราคากับรถยนต์ในตลาดแบบมูลค่าเฉลี่ย (เพื่อใช้สำหรับการต่อรองราคา ซื้อขายรถยนต์) ก็จะทำให้รถที่มีคุณภาพดีขายให้แก่เราไม่ได้ เพราะต้นทุนมีราคาแพง แต่รถที่มีสภาพแย่เต็มใจจะขาย (และอาจลดราคาให้บ้างเสียด้วยซ้ำ) เพราะต้นทุนในการย้อมแมวนั้นต่ำ การให้ราคาเฉลี่ยจึงนำมาสู่การผลักดันรถยนต์ที่คุณภาพดีให้ออกจากตลาดไป (goods divergence)
ปัญหานี้รู้จักกันในนามของแบบจำลอง ตลาดสำหรับมะนาว(เปรี้ยว?) – market for lemons ซึ่งอธิบายโดย Akerlof (1970) หรือบางคนอาจจะเรียกปัญหาลักษณะนี้ว่าเป็นปัญหา adverse selection1. ปัญหาเช่นนี้ ไม่ได้เกิดลำพังเฉพาะตลาดรถยนต์มือสองเท่านั้น แต่ยังเกิดได้กับตลาดอื่นๆโดยทั่วไป รวมถึงตลาดการเมือง (political market ) ด้วย
ในตลาดการเมือง, หากเรามองนักการเมืองเป็นสินค้าตัวหนึ่ง เป็นการยากอย่างมากที่เราจะรู้จักคุณภาพของสินค้าทุกตัว คงมีสินค้าบางตัวที่เราทราบคุณภาพอย่างชัดเจนแล้ว ทั้งในแง่ที่ดีและในแง่ที่ร้าย เช่น นักการเมืองที่มีตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ นักการเมืองที่พูดผ่านสื่อบ่อยๆ นักการเมืองที่เป็นคดีความ หรือเป็นข่าว ในหัวข้อสำคัญ คนเราเมื่อรับรู้ถึงคุณภาพของนักการเมืองเหล่านี้ แต่ไม่ทราบถึงคุณภาพของนักการเมืองคนอื่นๆ ในตลาดก็มักจะตัดสินนักการเมืองคนอื่นๆโดยใช้ชุดข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่ มีหาค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักในใจ
โดยธรรมชาติของนักการเมืองที่เป็นข่าวแล้ว พื้นที่ข่าวสำหรับเรื่องร้ายๆ มีอายุบนหน้าหนังสือพิมพ์มากกว่าข่าวดี, ความรู้สึกชื่นชมเมื่อพลิกเปลี่ยนเป็นความผิดหวังแล้วมักส่งผลต่อความรับรู้ด้านลบรุนแรง (mental accounting) งานวิจัยซึ่งศึกษามุมมองของประชาชนทั่วโลกแล้วพบว่าความไว้เนื้อเชื่อมั่น (trusted) ต่อนักการเมืองและระบอบการเมืองมีระดับต่ำ ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ “ค่าเฉลี่ย” ภาพลักษณ์ของนักการเมืองค่อนข้างเป็นไปในแง่ลบมากกว่าแง่บวก
การมองภาพลักษณ์นักการเมืองในแง่ลบนี้ เรามักได้ยินคนบ่นติดปากกันว่า “นักการเมืองนะเหรอ ก็แย่เหมือนกันหมดนั่นหละ” เวลาคนกล่าวประโยคนี้ออกมา หากถามจี้จริงๆ คนที่พูดก็รับรู้ว่า ในตลาดการเมืองมีทั้งคนดีและไม่ดีรวมกันอยู่ (เหมือนทุกๆวงการ) แต่ที่พูดอย่างนั้นไปก็เพราะกล่าวถึงแบบรวมๆ ซึ่งหากจะตีความพฤติกรรมเช่นว่าออกมาเป็นคณิตศาสตร์นั่นก็คือ การหาคุณค่าของนักการเมืองแบบถัวเฉลี่ยนั่นเอง
ที่ว่าเป็นคนดีคนไม่ดีนี้ ในทางเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ได้หมายถึงดีและไม่ดีเชิงศีลธรรม หรือเรื่องทางนามธรรม (แม้ว่าอาจจะมองในมุมนี้ได้เช่นเดียวกัน) แต่กำลังจะกล่าวถึงความดีไม่ดีในแง่ที่ว่า นักการเมืองคนดังกล่าวสามารถที่จะปฏิบัติการทางการเมืองในฐานะตัวแทน ได้ตรงตามความต้องการของประชาชนซึ่งเลือกเขาเข้าไปได้มากน้อยเพียงใด หากได้มาก ตรงตามความต้องการของปัจเจกบุคคลนั้นๆ ก็นับว่าดี หากไม่ได้ทำตามก็นับว่าไม่ดี

รถมือสองสะท้อนภาพการเมืองอย่างไร? - ขอบคุณภาพจาก alfathailand.com
เมื่อปัญหา lemons ของ Akerlof มาผนวกกับการมีมุมมองด้านลบต่อนักการเมืองอยู่เดิม ก็ทำให้เกิดการให้คุณค่าเฉลี่ยของนักการเมืองค่อนข้างต่ำ และคุณค่าเฉลี่ยของนักการเมืองที่ค่อนข้างต่ำ, ผลกระทำที่เกิดขึ้นก็คือ มีการผลักดันให้นักการเมืองคุณภาพดี(ย้ำว่าในความหมายของความสามารถสนองตอบความต้องการทางการเมืองของคนผู้มีสิทธิ์ออกเสียง) ให้ต้องออกจากตลาดการเมืองไป เหมือนสถานการณ์ในตลาดรถยนต์มือสองที่รถคุณภาพดีต้องออกจากตลาดไป โดย วิธีการแก้ไขในกรณีนี้ก็คือ
1. จะต้องทำให้ผู้ซื้อซึ่งในที่นี้ก็คือผู้มีสิทธิ์ออกเสียงสามารถที่จะแยกแยะนักการเมืองแต่ละคนออกจากกันได้อย่างชัดเจน ดังนั้น องค์กรอย่าง องค์กรจับตา (watched organization) จึงสำคัญ แต่การจับตาดูและให้ข้อมูลเพื่อทำให้คุณภาพหรือคุณลักษณะของนักการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น (จะได้ไม่ต้องไปถัวเฉลี่ยคุณค่าของนักการเมืองแต่มองจากคุณค่าของเขาจริงๆเป็นรายคนไป) จะต้องให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เป็นข้อมูลดิบ ข้อมูลเชิงปริมาณเท่านั้น เช่น อาจจะบอกว่านักการเมืองแต่ละคนลงคะแนนเสียงใน พระราชบัญญัติแต่ละฉบับอย่างไร เข้าประชุมสภากี่ครั้งจากทั้งหมด มีทรัพย์สินเท่าไหร่ก่อนและหลังเข้ารับตำแหน่ง ฯลฯ
ที่กล่าวว่าให้ได้เฉพาะข้อมูลเชิงปริมาณอย่าไปให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ หรือไปตัดสินเชิงคุณค่าแทนปัจเจกบุคคลอื่นๆ ก็เพราะ ความดีหรือไม่ดีของนักการเมืองนั้นเป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะเอารสนิยมทางการเมือง ชุดอุดมการณ์ ของแต่ละคนเข้าไปพิจารณา หรือเป็นแนวคิดแบบสัมพัทธ์ (relative) ที่ไม่มองว่าความดีเป็นเรื่องตายตัวและมีมาตรฐานสากล แต่ในขณะเดียวกันการให้ข้อมูลเชิงปริมาณเหล่านั้นต้องทำให้คนแต่ละคนสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปประเมินด้วยตนเองอย่างเป็นประโยชน์ได้ด้วย
2. ลดการสื่อสารผ่านสื่อในลักษณะที่ไปเพิ่มมุมมองแบบ “เหมาโหล” หรือ “แปะป้าย” ให้กับนักการเมืองอย่างไม่แยกแยะ ตัวอย่างเช่น เวลากล่าวถึง “สภาผัวเมีย” ในฐานะที่วุฒิสมาชิกมีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยากับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ทำให้คนที่ไม่ต้องการจะถูกรับรู้ตีความอย่างนั้น (ซึ่งอาจจะมีจำนวนมาก) ก็อยากที่จะออก หรือไม่อยากเข้ามาสู่การทำงานการเมือง เป็นต้น
ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ควรที่จะพูดเรื่องที่แย่ๆเลย อย่างไรเสียก็ต้องชี้แจงถึงความผิดพลาด สะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบการเมืองในส่วนที่มันเป็นจริง ทว่า (หากยกตัวอย่างเดิมคือเรื่องสภาผัว-เมีย) การสื่อสารควรไปถึงจุดที่มีข้อมูลชัดเจนว่า ครอบครัวไหนบ้างที่มีสายสัมพันธ์ทางสายเลือดอยู่ในทั้งสองสภา มีจำนวนกี่คน ใครลงมติอย่างไรบ้าง สอดคล้องหรือสวนทางกันเวลาผ่านกฎหมาย ฯลฯ
เรื่องเหล่านี้จะช่วยทำให้ลดการพิจารณาแบบให้ค่าเฉลี่ย(เหมารวม)ได้มาก ในขณะเดียวกันก็ยังมีการสื่อสารและให้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน และเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการสร้างความรับผิดชอบทางทางการเมืองเชิงระบบ (accountability system) โดยไม่ไปผูกเรื่องความรับผิดชอบไว้กับศีลธรรมส่วนบุคคล
แม้ว่าที่กล่าวถึงมาทั้งหมดนี้ยังอาจจะไม่ได้ช่วยให้ปัญหาการเหมาโหลทางการเมืองหมดไป และอาจจะช่วยลดการที่คนคุณภาพหนีการเมืองไม่ได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่า ภายใต้ข้อเสนอตามแบบจำลอง lemons market นี้น่าที่ช่วยชี้ให้เราเห็นประเด็นได้ว่า บางครั้งการที่เราผลิตซ้ำมุมมองที่แย่ๆให้กับตลาดใดตลาดหนึ่งโดยไม่แยกแยะส่วนที่ดีและแย่ออกจากกันอย่างชัดเจนอาจจะทำร้ายส่วนที่ดี และ ผลักดันพวกเขาออกจากตลาดออกไปก่อนบรรดาส่วนที่แย่ และคุณภาพของตลาดนั้นๆก็จะแย่ลงโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
