Practical Report “Vampire Economics Vs Ideal Economics” 2 ชะตากรรมที่กัดกร่อนประเทศไทย

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : Siam Intelligence Unit

1. Paradigm Shift of Financial Capital

การพัฒนาเศรษฐกิจไทย ไม่อาจพึ่งพาเพียงภาคการผลิต แต่ยังต้องพึ่งพาภาคบริการ โดยเฉพาะภาคการเงิน เพราะเป็นกลไกในการระดมทรัพยากรเพื่อทุ่มเทพัฒนาธุรกิจให้เจริญงอกงาม นักธุรกิจย่อมเข้าใจว่า กระแสเงินสด สำคัญเพียงใด ความคิดดีๆ ย่อมสูญเปล่า หากไม่มีทรัพยากรเพื่อแปรเปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริง

ภูมิทัศน์ทางการเงินของโลกและไทยได้เปลี่ยนแปลงไป จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยเงินทุนภาครัฐเปลี่ยนมาเป็นการระดมเงินทุนภาคเอกชน Private Capital โดยรัฐบาลอาจลงทุนเพียง 10 % ผสานกับ เงินกู้จากต่างประเทศ 10 % เพื่อร่วมสร้างความมั่นใจ ที่เหลือสามารถระดมเงินออมจากภาคเอกชนในประเทศได้
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น จึงไม่มีการลงทุน ดังนั้น การเติบโตในอนาคตของเศรษฐกิจไทย ยังน่าเป็นห่วง อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจบางประเภท ยังสามารถทำการลงทุนเพื่อขยายกิจการได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท Work Point ของเสี่ยตา ปัญญา นิรันดรกุล ที่ได้ยกตัวอย่างไปในหลายครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากอุตสาหกรรมบันเทิง มีต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่ำ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัท ซึ่งเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ CK, PLE, SAMART มีการยกระดับพัฒนาความชำนาญเฉพาะทาง จนก้าวไปรับงานจากต่างประเทศได้ ไม่ต้องจมปลักกับความหดหู่ของเศรษฐกิจภายในประเทศไทย

คราวที่แล้ว ผมได้เอ่ยถึง “การลงทุนในภาวะตื่นตระหนก” มีนักลงทุนรายย่อยโทรมาขอความรู้ ตั้งแต่เช้าวันจันทร์ ผมได้แนะนำไปพอสมควร แต่จากการพูดคุยได้พบจุดที่น่าสนใจ คือ นักลงทุนรายย่อยมีพฤติกรรมที่รีบร้อนซื้อขายเร็วเกินไป ขาดการศึกษาข้อมูลในเชิงลึก ขาดประสบการณ์เจนจัดในเหลี่ยมแต้มคูของการลงทุน อย่างไรก็ตาม ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้ให้คำปรึกษา ได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ

ประสบการณ์ตรงนี้สะท้อนว่า “มุมมองในการแสวงหารายได้ของคนไทยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง” เป็นทั้งวิกฤติและโอกาส เราต้องให้ความรู้กับเพื่อนร่วมชาติอย่างเร่งด่วน เพื่อให้พวกเขามีชีวิตที่ดีกว่า

สำหรับปัญหาเรื่องค่าเงินนั้นเป็นแค่ปลายภูเขาน้ำแข็ง เราควรโยกย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิ่มตัว เช่น เสื้อผ้า ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (ลาว เขมร) ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว เช่นเดียวกับที่ ญี่ปุ่นเคยปฏิบัติการเป็นตัวอย่างมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เรากลับไม่ทำอะไรที่แสดงวิสัยทัศน์อันถูกต้องเช่นนี้เลย นี่คือ การขาดวิสัยทัศน์ มองเห็นปัญหาตั้งแต่ก่อนที่มันจะเกิด ไม่ใช่รอจนชัดเจนแน่นอน แล้วค่อยสำนึกได้ ซึ่งย่อมสายไปเสียแล้ว

2. Vampire Economics Vs Ideal Economics

เมืองไทยแสนโศกาอาดูร

ทอดตาไปทางซ้าย ต้องพบเจอกับ “Vampire Economics” ผู้ร้ายฉ้อฉล ซึ่งกระหายสูบเลือดคนยากไร้ แต่เมื่อเหลียวมองไปทางขวายังอุ่นใจที่พบพาน “Ideal Economics” พระเอกขี่ม้าขาว ก้าวเข้ามาช่วยปราบปรามเหล่าร้าย แต่เมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ ชาวบ้านตาดำๆยังคงยากไร้เช่นเดิม

เราต้องตระหนักรู้เดี๋ยวนี้ว่า Ideal หรือ อุดมคติ ไม่ได้มีหน้าที่สร้างผลิตภัณฑ์ สร้างความมั่งคั่ง พวกเขามีเพียงอุดมการณ์ว่างเปล่าหยิบยื่นให้ประชาชน การปราบปราบมารร้าย คือ เป้าหมายสุดท้าย การบริหารจัดการ วางแผนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อช่วยประชาชนในการสร้างความมั่งคั่ง ไม่เคยอยู่ในสมการขบคิดของพวก Ideal Economics แม้เพียงน้อยนิด

น่าเศร้ารันทดใจ ที่ทั้ง “ผู้ร้ายและพระเอก” ไม่มีผู้ใดขบคิดค้นหา วิธีการเพิ่มก้อนเค้ก สิ่งที่พวกเขาหมกมุ่นเป็นเพียงการแบ่งสรรก้อนเค้ก ด้วยอัตราส่วนที่ต่างกันไป ตามแต่ผู้ชนะในแต่ละช่วงเวลาเป็นผู้กำหนด พระเอกที่หมายมั่นปั้นมือว่าตนเอง คือ ความดีงาม เข้ามาปราบปราม “อำมาตยาธิปไตย” หรือ “นายทุนชั่วร้าย” แต่หารู้ไม่ว่า สำหรับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน พระเอกผู้ร้ายไม่มีความแตกต่างกัน ตัวละครทุกตัว ยังคงมีความเป็น “อำมาตยา ” ไม่สนใจค้นคว้าวิธีการเพื่อหาหนทางเพิ่มก้อนเค้กให้ประชาชน

ทุนนิยม เหนือกว่า “อำมาตยา” เพราะพวกเขารู้จักวิธีการทำมาหากิน ผ่านการเพิ่มก้อนเค้ก ไม่ใช่เพียงแบ่งก้อนเค้กด้วยอัตราส่วนที่ต่างกันไปเหมือนพวก “อำมาตยา” อย่างไรก็ตาม ทุนนิยมในเมืองไทยมีปัญหา เพราะโดนเชื้อพันธุ์ “อำมาตยา” ระบาดใส่ จึงไม่นิยมการเพิ่มก้อนเค้กให้มากเพียงพอในการจัดสรรปันส่วน จนเหลือเพียงพอให้ประชาชนยากไร้ได้ลิ้มรสอย่างอิ่มหมีพีมัน พวกเขากลับมุ่งเน้นไปที่การแบ่งเค้กบนหลังประชาชน เช่นเดียวกับ “อำมาตยา” ไม่ผิดเพี้ยน ดังนั้น เหล่าขุนนางอำมาตย์ทั้งหลาย จึงได้โอกาสกลับมาเป็นพระเอกอีกครั้ง ขณะที่ “ปัญญาชนผู้บริสุทธิ์” พระเอกตัวจริง ผู้ได้โจมตีทั้งทุนนิยมและอำมาตยา แต่หารู้ไม่ว่า ตนเองมีลักษณะของอำมาตยาแฝงเร้นอยู่ เพราะ “ปัญญาชน” ซึ่งถนัดในการวิพากษ์วิจารณ์สังคม กินเงินเดือนของราชการและเอกชน ย่อมไม่รู้จักวิธีการเพิ่มก้อนเค้ก

สุดท้าย พวกเราชาวไทย ไม่อาจหนีพ้นจาก “อำมาตยา” หากไม่เปลี่ยนมุมมอง Rethink Revalue

ประชาชน คือ ผู้รับเคราะห์

การปฏิวัติสังคมนิยมทำลายพันธนาการเลวร้ายของชนชั้นปกครอง ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นความผิดพลาด ถ้าหากผู้นำการปฏิวัติไม่สามารถพัฒนาคุณภาพและพลังการผลิตได้มากมายเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เราต้องยอมรับความจริงว่า มนุษย์ส่วนใหญ่มีกิเลสตัณหา ต่อให้ผู้นำใหม่มีจิตใจดีงามเพียงใด คนส่วนใหญ่ในคณะผู้ปกครองใหม่ ย่อมมีคนต้องการผลประโยชน์ ยิ่งนานไปคนที่ทำเพื่ออุดมการณ์จะลดลง ดังนั้น คนยากไร้ยังคงได้รับส่วนแบ่งน้อยนิดเช่นเดิม เนื่องจากผู้ปกครองตามลำดับชั้น แบ่งปันผลประโยชน์กันเสร็จสรรพ ทั้งคนเก่าและคนใหม่ล้วนเจริญรอยตามกัน เมื่อกาลเวลาผ่านไป

ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุด ของการปฏิวัติประเทศ คือ การปรับปรุงการผลิต โดยเฉพาะในเชิงคุณภาพ

ในประเทศพัฒนา ความขัดแย้งทางชนชั้นยังดำรงคงอยู่ แต่ความแตกต่างที่เห็นได้ชัด คือ คนชั้นล่างมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าประเทศกำลังพัฒนายิ่งนัก สาเหตุเบื้องหลังคือ ระบบทุนนิยมก้าวหน้า เน้นการพัฒนาคุณภาพการผลิต ซึ่งผลผลิตส่วนเกินจำนวนหนึ่ง ย่อมไหลรินไปสู่ชนชั้นล่าง มากบ้างน้อยบ้าง แต่ย่อมเหนือกว่าในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเน้นค่าแรงราคาถูก ทำให้แทบไม่เหลือส่วนเกินให้แบ่งปันกันมากนัก

เมื่อมนุษย์ในประเทศพัฒนามีชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขาย่อมมีเวลาว่าง เพื่อการศึกษาเรียนรู้ ซาบซึ้งในความดีงามและ วัฒนธรรมสูงส่งที่ช่วยปรับปรุงจิตใจให้ละเอียดอ่อน จนถึงขั้นก้าวเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างกระตือรือล้น การสะสมพลังของประชาชนเช่นนี้ เมื่อกาลเวลาสุกงอมย่อมช่วยพัฒนาระบบประชาธิปไตยให้มีความก้าวหน้า เข้าใกล้อุดมการณ์ที่ฝันใฝ่มากขึ้น ดีกว่าอุดมคติของนักวิชาการและผู้เคร่งศีลธรรม ซึ่งไม่เคยมองเห็นโลกความจริง หากเดินตามเส้นทางเพ้อฝันของผู้หวังดีที่ไร้เดียงสาเหล่านั้น คนไทยทั้งชาติย่อมไม่มีใครได้รับประโยชน์ นอกจากชนชั้นปกครองที่ผลัดเวียนหน้าเข้ามาเสวยอำนาจ

น่าสนใจว่า ประเทศพัฒนาย่อมมีแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มากกว่า 2 แนวคิด อันคับแคบของชนชั้นสูงผู้นำสยามประเทศ แนวคิดที่ยอดเยี่ยมยิ่ง คือ Value-added Ecomomics ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้างประเทศเจริญรุ่งเรืองเป็นทุนนิยมก้าวหน้า เพิ่มก้อนเค้ก และนำมาจัดสรรกันอย่างเหมาะสม

ผู้ร้ายหรือพระเอกต่างต้องกระตือรือล้นในการใส่คุณค่าบางอย่างเข้ามาในสังคม จึงสามารถได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ได้มีรัฐบาลชุดหนึ่งของไทย พยายามเจริญรอยตามแนวทางที่ล้ำเลิศนี้ แต่น่าเสียดายที่หลายปีผ่านไป พวกเขากลับไปติดนิสัยเดิมก่อนจะเข้ามาเล่นการเมือง คือ ธุรกิจสัมปทาน แบ่งเค้กแต่ภายในกลุ่มพวกพ้อง สุดท้ายจึงกลายเป็น Vampire และต้องถูกพระเอกจอมปลอมมาปราบปรามไป

อยากให้ระลึกกันว่า สิ่งที่คนทั่วหล้าชื่นชมรัฐบาลชุดนั้น ส่วนน้อยเป็นเพราะความพยายามในการเพิ่มเค้ก แต่ส่วนใหญ่ ยังคงเป็นเพียงการแบ่งเค้กให้คนจนเพิ่มขึ้น ซึ่งยังน่าชื่นชมว่า มีน้ำใจเผื่อแผ่คนยากไร้มากกว่ารัฐบาลอื่นใดที่ผ่านมาทั้งหมด แต่สุดท้าย การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ย่อมหนีไม่พ้น การเพิ่มก้อนเค้ก ด้วยการพัฒนาคุณภาพของการผลิต

ทอดตาทั่วแผ่นดิน พรรคการเมืองที่ต้องการเข้ามาแบ่งเค้ก ภายหลังการเลือกตั้ง แม้จะต้องปรับปรุงนโยบายในการแบ่งเค้กให้ประชาชนเพิ่มขึ้น ตามความสำเร็จของรัฐบาลที่แล้ว แต่นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะยังเป็นเพียงการจัดสรรเค้ก ไม่ใช่การเพิ่มเค้ก

3. Strategic Economics ทางออกของประชาชน

Value-added Economics แต่เพียงอย่างเดียว ย่อมไม่เพียงพอ ยังต้องมี Strategic Economics

สินค้าที่ดีต้องมีการตลาด มีวิสัยทัศน์และความฉับไวต่อแนวโน้ม(Trend) เพื่อตระหนักรู้ว่าสินค้าใดเป็นที่ต้องการของโลก มีส่วนต่างกำไร (Margin) มากเพียงพอให้ธุรกิจเจริญเติบโต ไม่ใช่สักแต่ว่าผลิต ผลิต ผลิต แต่ไม่รู้ว่าจะขายให้ใครได้บ้าง ดังนั้น สิ่งแรกที่เมืองไทยต้องพัฒนา คือ Strategic Information Business เพื่อวางแนวทางประเทศให้สามารถเพิ่มก้อนเค้กได้อย่างยั่งยืนเปี่ยมล้นด้วยคุณภาพและปริมาณ

เท่าที่มองเห็นในขณะนี้ คือ สินค้าเกษตรและบริการ แต่รายละเอียดนั้น ควรมีการสร้าง SIB ขึ้นมา เป็นฐานรองรับการวางยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ของทุกอุตสาหกรรม และเนื่องจากปัจจุบันเป็นยุคสมัยของ Information Ecomomics พวกเราชาวไทยจึงรอช้าไม่ได้ ต้องแข่งขันกับชาวโลกด้วย Economics of Speed

เราไม่ควรจำกัดกรอบการพัฒนาประเทศ ตามแบบอย่างตะวันตกไปเสียทั้งหมด แต่เราควรแสวงหาจุดแข็งของเราเอง โดยทำวิจัยพัฒนาอย่างกว้างขวาง อย่าลืมว่า อังกฤษในยุคพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ไม่ได้มีพื้นที่กว้างใหญ่ ทรัพยากรมากมาย แต่สามารถสร้างแสนยานุภาพทางทะเล ซึ่งแต่เดิมมีความเชื่อมั่นกันว่า แสนยานุภาพทางบก เท่านั้นที่สามารถยึดครองโลกได้ อย่างไรก็ตาม ความคิดใหม่ จุดแข็งใหม่ หากสามารถพัฒนาจนถึงที่สุด โดยสอดคล้องกับแนวโน้มใหม่ (์New Trend) ที่กำลังเปลี่ยนแปลง ย่อมพลิกโฉมชาติเล็กๆชาติหนึ่ง ให้กลายเป็นมหาอำนาจของโลกได้ เพียงชั่วไม่กี่สิบปี

หลังจากผ่านการแสวงหาอย่างยาวนาน ผมได้ค้นพบเส้นทาง ความใฝ่ฝัน และความสามารถเฉพาะทางของผม เกิดเป็นโครงการในอนาคตมากมาย โดยเฉพาะการพัฒนาความรู้มูลค่าเพิ่ม เพื่อช่วยพัฒนาธุรกิจไทย นำไปสู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ผมหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติของเรา