วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นิติศาสตร์มหาบัณฑิต Harvard University ตั้งใจมุ่งมั่นประยุกต์ใช้วิชากฎหมาย เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าให้ประเทศไทย ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะเวทีระหว่างประเทศที่มีความสลับซับซ้อน
“กฎหมาย” ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว หากแฝงฝังอยู่ในทุกอณูของชีวิต ประชาชนทั่วไปย่อมสามารถศึกษาเรียนรู้ได้ สิ่งสำคัญคือ การกล้าแสดงออกทางความคิด ไม่ใช่ปล่อยให้การประยุกต์ใช้กฎหมายเป็นเพียงเรื่องของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น
หากประชาชนใส่ใจจริงจังกับการประยุกต์ใช้กฎหมายทั้งในเชิงส่วนตัวและส่วนรวม ก็ย่อมเป็นช่องทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการเมืองไทยที่ยืดเยื้อเรื้อรัง สามารถลดการบาดเจ็บล้มตายโดยไม่จำเป็น หันหน้ามาเจรจากันอย่างสันติ ภายใต้กฎเกณฑ์ชุดหนึ่งที่เห็นดีร่วมกัน
บทถอดเทป
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักกฏหมายต้องยืนเคียงข้างประชาชน
สิ่งที่จะธำรงให้สังคมต่างๆสามารถอยู่ร่วมกันได้ก็คือ บรรทัดฐานทางสังคมและกฏหมายก็เป็นส่วนหนึ่งของบรรทัดฐานทางสังคมที่สำคัญ มหาบัณฑิตคณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อด้านกฏหมายแห่งหนึ่งของโลกอย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
เขาเล่าถึงวิวัฒนาการต่อมุมมองของอาชีพนักกฏหมายว่า “แรงบันดาลใจที่อยากเป็นนักกฏหมายของผมค่อนข้างแปลก คือผมดูจากภาพยนตร์ต่างประเทศ เวลานักกฏหมายในภาพยนตร์สามารถลุกขึ้นพูดเพื่อโต้แย้งและมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงผลของคดีเรารู้สึกว่ามันรู้สึกมาดเท่ แต่พอโตขึ้นเราได้เรียนรู้มากขึ้นภาพของมันเริ่มเปลี่ยนไป เราเริ่มสนใจในแง่ของกฏหมายที่มีผลต่อคนจำนวนมาก”
“ผมเริ่มสนใจในส่วนที่มีผลต่อมหาชน เช่น กฏหมายที่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กฏหมายที่เกี่ยวกับการปกครอง เพราะกฏหมายมีความควบคุมทั้งบนพื้นดินและท้องฟ้า จึงมาศึกษาปริญญาตรีที่นิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เรียนวิชาที่แปลกใหม่ เช่น กฏหมายระหว่างประเทศเราก็จะเห็นว่าตัวบทกฏหมายนั้นนอกจากครอบคลุมภายในประเทศก็ยังสามารถเชื่อมโยงไปยังต่างประเทศด้วย” เมื่อคนเรามีความชอบก็ย่อมต้องย่อมขวนขวายต่อยอด
ทำไมบางคนถึงเรียกอาชีพนักกฏหมายว่า “หมอความ” วีรพัฒน์เปรียบเทียบว่า “เรามีหน้าที่ให้บริการทาง กฏหมาย เหมือนกับหมอ คือเราไม่ได้หวังให้ทุกคนสามารถรักษาโรคได้ด้วยตัวเอง แต่เราบอกเขาได้ว่าต่อไปเขาควรจะระมัดระวังอย่างไรเพื่อไม่ให้เป็นโรคที่ไม่พึงประสงค์”
ช่วง3-5ปีที่ผ่านมาดูเหมือนกฏหมายจะเข้ามามีอิทธิพล และจัดทิศจัดทางให้การเมืองเดินหน้าเข้ามาสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอนาคต วีรพัฒน์เล่าถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองศาสตร์นี้ว่า “เรื่องการเมืองนั้นมีความซับซ้อนกว่ากฏหมาย ถึงแม้เราจะมีระเบียบข้อบังคับที่ชัดเจนแต่มันก็มีปัจจัยหลายๆอย่างที่ไม่สามารถดำเนินตามข้อกฏหมายที่กำหนด ในปัจจุบันเราก็ยังทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองในมุมมองนักกฏหมาย จริงๆแล้วกฏหมายแทบจะไม่สามารถแยกออกจากการเมืองได้เลย”
โลกยุคไร้พรมแดนเช่นนี้ทัศนคติของนักกฏหมายไทยบนเวทีโลกควรจะเป็นอย่างไร? “เมื่อได้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศเราจะเห็นเรื่องของการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนในประเทศนั้นเป็นสิ่งสำคัญ มันเป็นปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจ นักกฏหมายไทยควรจะมีความรอบรู้และเท่าทันในกฏหมายของกฏหมายระหว่างประเทศได้ เช่น เกิดการค้าการลงทุนกันเราจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้กลายเป็นสัญญาที่เสียเปรียบทางการค้า”
วีรพัฒน์ เล่าถึงบทบาทหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายที่มีความแตกต่างจากนักกฏหมายทั่วไปว่า “ตอนไปฝึกงานที่ปารีสและได้มีโอกาสไปร่วมในเวทีของศาลโลก ที่กรุงเฮก เขาจะให้ความสำคัญอย่างมากในหน้าที่ให้คำปรึกษาและแสดงความเห็นในประเด็นต่างๆ ช่วยแบ่งเบาภาระจากอัยการ หรือผู้พิพากษา ยิ่งในปัจจุบันประเทศเราไปมีข้อพิพาทกับหลายประเทศแต่เราก็ยังขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายในด้านต่างๆ ”
ประเด็นปราสาทเขาพระวิหารที่กำลังเป็นที่จับตาและน่าสับสนต่อบทบาทของรัฐไทย วีรพัฒน์อยากให้คนเข้าใจนักกฏหมายว่า “ผมเชื่อว่ากฏหมายคือการตัดสินโดยสันติวิธีไม่ต้องใช้กำลัง เช่น เกิดข้อพิพาททางเขตแดนเราก็สามารถใช้กฏหมายไกล่เกลี่ยร่วมหาทางออกบนเวทีโลก แต่เราควรจะต้องยิ่งระวังเมื่อเราเคยแพ้เขาบนเวทีโลกแล้วมาครั้งหนึ่ง ซึ่งการเมืองบางครั้งก็ไม่เข้าใจธรรมชาติของกฏหมายคิดว่าจะแทรกแซงหรือบอกให้นักกฏหมายทำแบบนั้นแบบนี้ได้ จริงๆแล้วการใช้ข้อกฏหมายเพื่อต่อสู้กันบางครั้งก็กินระยะเวลายาวนาน ดังนั้นไม่ควรเอาข้อกฏหมายไปรับใช้การเมือง”
“ผมอยากให้ข้อแนะนำคนที่พึ่งสำเร็จการศึกษา บางทีเราจะไปยึดติดว่าที่ๆเราเรียนรู้มาคือทั้งหมดของชีวิตแบบนี้ไม่ถูกต้อง จริงๆเราต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเพราะกฏหมายหรือสิ่งต่างๆก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ และอยากให้คำแนะนำว่าไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตามควรจะมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฏหมายในสายนั้นๆเพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อได้” วีรพัฒน์ให้คำแนะนำคนรุ่นใหม่ในฐานะคนที่ผ่านประสบการณ์ทั้งไทยและต่างประเทศ
“อย่างคดีทางการเมืองในช่วง 2-3ปีที่ผ่านมานี้มันมี โดยเฉพาะมันมีพิรุธในการที่มันผิดจากข้อกฏหมาย เช่น กรณีตัดสินไม่ยุบพรรคบางพรรค เราและหลายคนในวงการกฏหมายไม่อาจเชื่อได้ว่าผู้พิพากษาทั้ง9คนวินิจฉัยได้ถูกต้อง บางทีอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง เราก็เลยเขียนบทความถกเถียงทางวิชาการเพื่อให้ประชาชนได้รู้ในเรื่องของหลักการ” นี่คือคำประกาศจุดยืนของนักกฏหมายที่จะต้องอยู่เคียงข้างประชาชน
ที่มา: transform
Podcast: Play in new window | Download

