Practical Report “viewละ1 ดอลลาร์” ที่ไม่มีอยู่จริงของแกรมมี่: ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับรายได้จาก YouTube

อธิป จิตตฤกษ์

ชื่อบทความเดิม ““viewละ1$” ที่ไม่มีอยู่จริงของแกรมมี่: ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับรายได้จาก YouTube และเว็บสตรีมเพลงอื่นๆ”

หลังจากกระแสข่าวในช่วงต้นสิงหาคมที่ค่ายแกรมมี่(1)จะทำการถอนวีดีโอทั้งหมดออกจากเว็บยูทูบสร้างเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออกไลน์ว่าเป็นกลยุทธที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ไม่นานจากนั้นในวันที่ 6 สิงหาคมทางเฟซบุ๊คของค่ายแกรมมี่ก็โพสต์สเตตัสว่า “มีใครทราบบ้างว่าyoutubeในต่างประเทศเค้าจ่ายให้viewละ1$แต่ในเมืองไทยไม่มี” (ดูภาพที่ 1) สเตตัสนี้ก่อให้เกิดข้อวิจารณ์อย่างกว้างขวางอีกว่าเป็นการปล่อยไก่กันแบบหน้าตาเฉยๆ เพราะอัตราค่าตอบแทนที่สูงขนาดนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เลยด้วยสามัญสำนึกของคนที่เข้าใจความเป็นไปได้ทางธุรกิจดนตรีอยู่บ้าง ในสเตตัสนี้และลิงค์ของสเตตัสนี้ที่เพจต่างๆ บนเฟซบุคที่หลายๆ คนแชร์ไป ก็มีผู้ใช้เฟซบุคหลายๆ คนออกมาอ้างค่าตอบแทนที่ถูกต้องที่ทาง YouTube จะจ่ายให้ต่อการที่วีดีโอได้รับการชมหนึ่งครั้ง แม้ว่าจะมีการบอกตัวเลขที่แตกต่างกันออกมา แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้ใกล้เคียงเลยกับ “viewละ1$” ที่แกรมมี่ยกมา และความผิดพลาดในเชิงข้อมูลอย่างใหญ่หลวงนี่น่าจะเป็นเหตุผลให้ทางเฟซบุคของทางแกรมมี่ก็ได้ลบสเตตัสดังกล่าวทิ้งในเวลาไม่เกิน 1 วันอย่างเงียบๆ

สเตตัสในเพจ GMM Grammy ก่อนที่จะถูกลบออกไปหลังมีกระแสต้าน

สเตตัสในเพจ GMM Grammy ก่อนที่จะถูกลบออกไปหลังมีกระแสต้าน


ในที่นี้ผู้เขียนคงจะไม่ขอวิจารณ์นโยบายถอนวีดีโอออกจากเฟซบุคของแกรมมี่เพราะเป็นเรื่องที่ใหญ่มากและต้องการข้อมูลเชิงลึกจากภายในแกรมมี่เองเพื่อจะได้คำตอบที่เหมาะสมในหลายๆ มิติว่าเหมาะสมหรือไม่ในทางธุรกิจ แต่ในที่นี้ผู้เขียนจะขอเน้นประเด็นเรื่องเกี่ยวกับข้อเท็จจริงค่าตอบแทนที่เกิดจากการสตรีมเพลง (ในที่นี้คือการเปิดฟังดนตรีออนไลน์ทั้งในแบบเสียงเปล่าๆ และคลิปวีดีโอ) ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันมากในแวดวงธุรกิจดนตรีระดับนานาชาติ

ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เว็บไซต์สตรีม (streaming website) หรือเว็บไซต์ที่ให้ผู้คนเข้ามาฟังเสียงและวีดีโอสดๆ ออนไลน์ได้ทุกเวลาก็ได้กลายมาเป็นความหวังใหม่ของอุตสาหกรรมดนตรีในการที่จะสร้างตัวแบบทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อที่จะสู้กับการละเมิดลิขสิทธิ์ ตัวเลขมากมายบ่งชี้ว่ารายได้ของเว็บไซต์พวกนี้ขยายตัวขึ้นเร็วยิ่งกว่ารายได้ที่เกิดจากการดาวน์โหลดเสียเงินอย่างถูกกฎหมายหลายเท่าตัว มันก็เลยเป็นความหวังให้กับหลายๆ ภาคส่วนของอุตสาหกรรมบันทึกเสียงในการกอบกู้รายได้ที่สูญไปจากการลดลงของยอดขายซีดีไปราวๆ ครึ่งหนึ่งในรอบสิบปีที่ผ่านมา

เว็บไซต์พวกนี้มีหลากหลายรูปแบบ ฝั่งที่ใช้ในการฟังเพลงอย่างเดียวที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นมากเมื่อไม่นานมากนี้ก็คงไม่มีอะไรเกิน Pandora ที่เป็นวิทยุออนไลน์อัจฉริยะของอเมริกา และ Spotify เว็บสตรีมเพลงสัญชาติสวีเดนที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่แล้วในอเมริกา ส่วนเว็บชื่อดังที่มีบริการสตรีมอื่นๆ ก็ได้แก่ Rhapsody เว็บขายเพลงดิจิตัลที่มีอายุกว่าสิบปีแล้ว, Zune เว็บขายเพลงออนไลน์ของไมโครซอฟต์, Deezer เว็บสตรีมเพลงสัญชาติฝรั่งเศส หรือกระทั่ง Napster อดีตเว็บ “ผิดกฎหมาย”(2) ที่ปฏิวัติวงการดนตรีซึ่งกลับมาเป็นเว็บถูกกฎหมาย 100% (ปัจจุบันรวมกับ Rhapsody ไปแล้ว) ส่วนทางฝั่งที่ใช้ได้ทั้งฟังเพลงและดูคลิปก็คงจะไม่มีใครเด่นเกิน YouTube

แนวทางนี้ของแกรมมี่ เวิร์กจริงหรือ?

แนวทางนี้ของแกรมมี่ เวิร์กจริงหรือ?


แหล่งรายได้ของเว็บไซต์เหล่านี้หลักๆ ก็มีสามทางก็คือ ค่าสมาชิก ค่าโหลดเพลงและค่าโฆษณา ซึ่งแต่ละเว็บไซต์ก็มีอัตราส่วนรายได้ต่างๆ จากแหล่งรายได้เหล่านี้ต่างกันไป ซึ่งแต่ละเว็บก็มีวิธีการคิดคำนวนและการปันส่วนรายได้ให้กับบรรดาเจ้าของสิทธิต่างๆ เนื้อหาของตนมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของตนอย่างต่างๆ กันไป

สิทธิที่ทางเว็บไซต์ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพื่อที่จะให้บริการสตรีมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายมีหลักๆ อย่างน้อย 2 สิทธิ์(3) คือ 1. สิทธิเหนืองานบันทึกเสียงต้นฉบับ (master recording right) 2. สิทธิในการนำแสดงต่อสาธารณะ (performance right)(4) โดยทั่วไปองค์กรที่แตกต่างกันจะทำหน้าที่บริหารสิทธิ์เหล่านี้ สิทธิเหนืองานบันทึกเสียงต้นฉบับมักจะอยู่กับค่ายเพลง ส่วน สิทธิในการนำแสดงต่อสาธารณะมักจะได้รับการบริหารโดยองค์กรเก็บค่าลิขสิทธิ์การแสดงต่อสาธารณะ(5)

โดยทั่วไปเว็บไซต์ต้องจ่ายเงินให้กับองค์กรเก็บค่าลิขสิทธิ์การแสดงต่อสาธารณะซึ่งมักจะเก็บแบบเหมาจ่ายเป็นรายปีโดยมีอัตราการเก็บที่ต่างกันไปตามจำนวนผู้คนที่เข้ามาในเว็บ ทางด้านสิทธิเหนืองานบันทึกเสียงต้นฉบับทางเว็บไซต์ก็ต้องทำการตกลงค่าลิขสิทธิ์กับค่ายเพลงโดยตรง ซึ่งในทางทฤษฎีค่ายเพลงก็อาจไม่เก็บก็ได้เพราะเวปไซต์ส่วนใหญ่ที่ทำการสตรีมก็ทำเพื่อการขายเพลง หรือเก็บค่าสมาชิก ซึ่งทางค่ายเพลงมักจะมีส่วนแบ่งจากรายได้เหล่านั้นในข้อตกลงที่จะให้เพลงขึ้นไปอยู่บนเว็บไซต์อยู่แล้ว (แต่สิทธินี้ก็ยังเอาไว้ใช้ถอดถอนเพลงออกจากเว็บไซต์ได้เสมอ)

นี่เป็นพื้นฐานที่ต้องเข้าใจก่อนที่จะถามถึง “รายได้ต่อวิว” ที่จะได้จากเว็บสตรีมเหล่านี้โดยเฉพาะในกรณีของค่ายเพลงอย่างแกรมมี่ที่น่าจะถือสิทธิทั้ง 2 ชนิดไว้ตามระบบขายขาดที่เป็นอย่างนมนานในระบบค่ายเพลงใหญ่ในไทย นี่ทำให้แกรมมี่น่าจะมีสถานะเดียวกับวงดนตรีอิสระในต่างประเทศที่บริหารสิทธิต่างๆ ของตนทั้งหมดและได้รับค่าตอบแทนทั้งหมดเองตามจำนวนครั้งที่เพลงของพวกเขาถูกเล่น ดังนั้นเราจะทำการเปรียบเทียบการกล่าวอ้างเรื่องค่าตอบแทนในการสตรีมเพลงของแกรมมี่กับอัตราการตอบแทนวงดนตรีอิสระในต่างประเทศเหล่านี้

วงดนตรีอิสระต่างๆ เหล่านี้ได้รับรายได้เท่าไรเมื่อเพลงของพวกเขาถูกเล่นหนึ่งครั้งบนเว็บสตรีมเหล่านี้? อัตราค่าตอบแทนที่พวกเขาจะได้มีหลากหลายตั้งแต่ 0.005 ดอลล่าต่อครั้งของ Spotify 0.013 ดอลล่าต่อครั้งของ Rhapsody 0.015 ดอลล่าต่อครั้งของ Deezer 0.016 ดอลล่าต่อครั้งของ Napster ไปจนถึง 0.028 ดอลล่าต่อครั้งของ Zune (6) จะเห็นได้ว่าตัวเลขทั้งหมดมันยังห่างไกลจาก “viewละ1$” ที่แกรมมี่อ้างว่าเป็นอัตราค่าตอบแทนที่ YouTube จะให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์เมื่อมีคนมาดูคลิปวีดีโอฟรีๆ อยู่มาก

ว่าแต่อัตราค่าตอบแทนที่ YouTube ให้แก่ผู้ถือลิขสิทธิ์คลิปเพลง YouTube คือเท่าไร? คำตอบคือ 0.001 ดอลล่าต่อครั้งเท่านั้น(7) กล่าวคือต้องมีการสตรีมดูวีดีโอเกิดขึ้นถึง 1000 ครั้งเจ้าของวีดีโอ (ที่ถือครองลิขสิทธิ์ทั้งหมดในวีดีโอ) จึงจะได้เงิน 1 ดอลล่าไม่ใช่ดูครั้งเดียวได้เงิน 1 ดอลล่าเลยอย่างที่ทางแกรมมี่ประกาศมา และเอาจริงๆ อัตราค่าตอบแทนที่แกรมมี่อ้างก็ดูจะเป็นไปไม่ได้แน่ๆ เพราะหากพิจารณาจาก VEVO งที่เป็นการร่วมมือกันสร้างเว็ปเผยแพร่มิวสิควีดีโอโดยเฉพาะของ 2 ค่ายเพลงระดับโลก (Universal กับ Sony) และหุ้นส่วนจากอาหรับเอมิเรต Abu Dhabi Music เราก็จะพบว่ายอดการเข้าชมมิวสิควีดีโอใน VEVO (ทั้งผ่านเว็บ VEVOและบน YouTube) จากทั่วโลกกว่า 48,000 ล้านวิวต่อปี(8) แต่ VEVO มีรายได้เพียงปีละเพียงราว 150 ล้านดอลล่าเท่านั้น(9) หากถ้าคำนวณคร่าวๆ แล้ว นี่หมายความว่าการเข้าชมมิวสิควีดีโอราว 320 ครั้งใน VEVO จะสร้างรายได้ให้ VEVO 1 ดอลล่า ซึ่ง 1 ดอลล่านี่ก็ยังต้องไปแบ่งกันอีกในบรรดาหุ้นส่วนต่างๆ รวมถึง YouTube ที่จะมีส่วนแบ่งในส่วนของรายได้จากการโฆษณาด้วย
จากตรงนี้ก็คงไม่ต้องกล่าวอะไรมากอีกว่า YouTube หรือเว็บไดก็ตามในโลกไม่น่าจะจ่ายค่าตอบแทน 1 ดอลล่าต่อการเข้าชมบทเพลงฟรีๆ แต่ละครั้งได้ อย่างไรก็ดีในระดับหลักการแล้วเจ้าของเนื้อหารายใหญ่อย่างแกรมมี่ก็ดูจะสมควรได้รับค่าตอบแทนจาก YouTube บ้าง แม้ว่ามันจะเป็นอัตราที่ห่างไกลกว่าที่แกรมมี่เข้าใจ ทว่าตรงนี้ปัญหาที่สุดก็คือประเทศไทยยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของ “Partner Program” ทาง YouTube ซึ่งทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศนั้นๆ ไม่สามารถจะได้รับส่วนแบ่งจากรายได้โฆษณาของทาง YouTube ได้ ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ทุกๆ ประเทศจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ได้ ดังที่ YouTube ประกาศมาทางเว็บไซต์ว่า

“Currently, the YouTube Partner Program is only available to creators in Argentina, Australia, Belgium, Brazil, Canada, Colombia, the Czech Republic, France, Germany, India, Ireland, Israel, Italy, Japan, Kenya, Mexico, the Netherlands, New Zealand, the Philippines, Poland, Russia, Singapore, South Africa, South Korea, Spain, Sweden, the United Kingdom, and the United States.”(10)

จะเห็นได้ว่าไม่มีประเทศไทยอยู่ในลิสต์ ซึ่งถ้าหากเข้าไปในส่วนเกี่ยวกับการจ่ายเงินให้เจ้าของลิขสิทธิ์ที่เป็น Partner กับทางเว็บไซต์ YouTube ด้วย IP แอดเดรสของไทย เราจะพบข้อความว่า “ในปัจจุบันคุณลักษณะนี้ยังไม่สามารถใช้งานได้ในประเทศของคุณ”(11) ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุต่อเนื่องมาจากการที่ Partner Program ของทาง Youtube ยังไม่ขยายมาถึงไทย(12)

ผู้เขียนไม่ทราบแน่ชัดว่าทำไมไทยถึงยังไม่มี Partner Program แต่นั่นหมายความว่าคลิปวีดีโอลิขสิทธิ์ในไทยทั้งหมดที่อยู่บน YouTube จะไปเพิ่มยอดการใช้ YouTube และเพิ่มรายได้การโฆษณาของ YouTube โดยที่เจ้าของลิขสิทธิ์จะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรทั้งสิ้น ไม่น่าแปลกใจใดๆ เลยที่บรรษัทดนตรีเจ้าใหญ่ที่สุดในไทยที่แทบจะผูกขาดเป็นผู้ผลิตและผูกขายได้รายได้จาก “อุตสาหกรรม” ดนตรีในทุกระดับตั้งแต่การบันทึกเสียง การโฆษณา การผู้จัดจำหน่าย และการจัดคอนเสิร์ต จะไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง การที่แกรมมี่ต้องพึ่งพาบรรษัทต่างประเทศในการทำตลาดเป็นการท้าทายแนวทางการทำธุรกิจแบบจะขยายธุรกิจไปในทุกๆ ส่วนที่เกี่ยวข้องซึ่งแกรมมี่คุ้นเคยมานมนาน และที่เลวร้ายกว่านั้นเนื้อหาต่างๆ ที่ทางบริษัทผลิตมาก็ไปสร้างรายได้ให้กับบริษัทอื่นทางอ้อมโดยที่ทางบริษัทไม่ได้รายได้อะไรเลย มองในแง่นี้แกรมมี่อาจจะมอง YouTube ต่างจากพ่อค้าซีดีเถื่อนไม่เท่าไรด้วยซ้ำ

แกรมมี่ไม่สามารถควบคุมเนื้อหาอันมีลิขสิทธิ์ที่ตนผลิตมาในระดับนี้เลยหรือ? ณ ตรงนี้ในทางทฤษฎี แกรมมี่สามารถจะทำการระงับการเผยแพร่วีดีโอของตนบน YouTube ได้ถ้าต้องการ (ภายใต้การใช้สิทธิทั้ง 3 ที่กล่าวมาข้างต้น) และพร้อมกันนั้นแกรมมี่ก็สามารถเรียกค่าเก็บลิขสิทธิ์ในต่างๆ จากทาง YouTube ได้เช่นกัน ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่เอายอดวิวทั้งหมดของวีดีโอที่แกรมมี่โพสต์ลง YouTube มาบวกกันแล้วหาร 100 ก็จะได้เรต 0.01 ดอลล่าต่อวิว แล้วลองเรียกร้องให้ YouTube จ่ายดูก็พอ ผู้เขียนเชื่อว่า YouTube ก็คงจะไม่สนใจจะจ่ายค่าลิจสิทธิ์อัตราค่าตอบแทนการสตรีมที่สูงเช่นนี้เพราะแกรมมี่ก็เป็นเพียงค่ายเล็กๆ เท่านั้นต่อหน้า YouTube และสุดท้ายแกรมมี่ก็ทำได้แค่ระงับการเผยแพร่เนื้อหาอยู่ดี (ซึ่งปรากฏการการณ์ทำนองนี้ก็เกิดขึ้นในหลายประเทศเมื่อ YouTube ไม่สามารถตกลงกับสมาคมเก็บค่าลิขสิทธิ์ของประเทศนั้นๆ ได้)

น่าสนใจว่าแกรมมี่จะเคลื่อนไปทางไหน การทำเว็บไซต์ YouTube ในเวอร์ชั่นภาษาไทยก็ไม่ใช่สิ่งที่ประหลาดมหัศจรรย์อะไรเพราะประเทศอย่างญี่ปุ่นก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีเว็บทำนองนี้ภาคภาษาญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมเช่นกัน ไม่ว่าเสียงวิจารณ์แกรมมี่จะเป็นอย่างไร หนทางดังกล่าวอาจเป็นทางออกที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าการเผยแพร่ทาง YouTube ที่แกรมมี่ดูจะไม่มีวันมีส่วนแบ่งรายได้ใดๆ ง่ายๆ หรือถ้าโชคดีจริงๆ แกรมมี่ก็อาจเป็นหุ้นส่วนแบบพิเศษกับ YouTube ในแบบที่ Universal และ Sony เป็นกับ YouTube ผ่าน VEVO ก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีทั้งหมดนี้ก็คงจะไม่มีหนทางไหนที่จะทำให้แกรมมี่มีรายได้เฉลี่ย 1 ดอลล่าหรือกระทั่ง 1 บาทต่อการที่คนเปิดวีดีโอเข้าไปชมแต่ละครั้งแน่ๆ

 

อ้างอิง

(1)ในที่นี้ผู้เขียนจะเรียก บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ว่า แกรมมี่เฉยๆ ตามที่นิยมเรียกกัน อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องตระหนักตลอดเวลาคือแกรมมี่ไม่ใช่ค่ายเพลงที่ผลิตงานบันทึกเสียงออกมาเท่านั้น แต่เป็นบริษัทบันเทิงที่มีธุรกิจหลากหลายกว่าดนตรีด้วยซ้ำ
(2) ที่เขียนเช่นนี้ก็เพราะในตอนที่ Napster เปลี่ยนแวดวงดนตรีมันยังไม่ “ผิดกฎหมาย” อย่างเด่นชัด สิ่งที่มันทำผิดกฎหมายอเมริกันเต็มๆ เมื่อมันแพ้คดี ผู้เขียนคิดว่าประเด็นเหล่านี้ต้องเขียนอย่างระมัดระวัง เพราะส่วนใหญ่กฎหมายลิขสิทธิ์มักจะมีความคลุมเครืออยู่ เพราะการฟ้องก็มักจะเกิดในสถาวะคลุมเครือของกฎหมายเช่นนี้ ซึ่งการจะบอกได้ว่ากิจกรรมหนึ่งๆ ถูกหรือผิดกฎหมายก็ต่อเมือคดีสิ้นสุดในศาลเท่านั้น ทั้งนี้เว็บไซต์ที่คล้ายคลึงกับ Napster ก็ไม่ใช่เว็บที่ผิดกฎหมายเสมอไปในทุกประเทศ อย่างน้อยที่สุดเว็บทอรเรนต์ชื่อดังของโลกอย่าง www.isohunt.com ซึ่งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดาก็ยังมีสถานะทางกฎหมายว่าเป็นเว็บไซต์ถูกกฎหมายอยู่ภายใต้กฎหมายแคนาดา
(3)นี่เป็นกรณีของเว็บสตรีมทางดนตรีเท่านั้น หากเว็บสตรีมเป็นวีดีโอด้วยจะมี สิทธิในการประสานภาพและเสียงเข้าด้วยกัน (synchronization right) และสิทธิเหนือภาพเคลื่อนไหวนั้นๆ ด้วยเป็นอย่างน้อย
(4)อ่านเกี่ยวกับสิทธิ์นี้เพิ่มเติมได้ที่ http://prachatai.com/journal/2012/06/41319
(5)ส่วนใหญ่ 1 ประเทศจะมี 1 องค์กร ในกรณีของอเมริกาจะมี 3 องค์กรคือ ASCAP, BMI และ SESAC ส่วนของไทยมีหลายสิบองค์กร ซึ่งก็กล่าวขวัญกันว่าทำงานอย่างสับสนและซ้ำซ้อนกันมาก
(6)นี่เป็นค่าเฉลี่ยเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบเท่านั้นรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราค่าตอบแทนที่แม่นย่ำกว่านี้โปรดดู ดู http://www.digitalmusicnews.com/permalink/2012/120725unsigned , http://www.digitalmusicnews.com/permalink/2012/120604youtube และ http://www.digitalmusicnews.com/permalink/2012/120721adele
(7)นี่เป็นตัวเลขเฉลี่ยที่หลายแหล่งชี้ตรงกัน ดู http://www.digitalmusicnews.com/stories/041411black และ http://www.digitalmusicnews.com/stories/022411dmfe2
(8) http://www.digitalmusicnews.com/permalink/2012/120808streaming
(9) http://www.digitalmusicnews.com/permalink/2012/120206vevo
(10) http://support.google.com/youtube/bin/answer.py?hl=en&answer=82839#US
(11)http://www.youtube.com/account_monetization
(12) ทั้งนี้การเข้าร่วม Partner Program กับ YouTube เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งจากรายได้ของการโฆษณาของ YouTube นอกจากจะต้องเข้าร่วม Partner Program แล้วก็ยังต้องมีบัญชีผู้ใช้ AdSense อันเป็นโปรแกรมโฆษณาอัตโนมัติของ Google ด้วย ซึ่งยอดรายได้ขั้นต่ำต่อเดือนที่ทาง Google จะเริ่มจ่ายเงินให้อยู่ที่ 10 $ ซึ่งถ้าคำนวณจากเรต 0.001 $ Per Play ที่กล่าวมาแล้ว ยอดดูวีดีโอที่ต่ำที่สุดที่จะทำให้ได้รายได้จาก YouTubeคือ 10,000 Play ดู https://support.google.com/adsense/bin/answer.py?hl=th&topic=1712840&answer=154018&parent=1250105&rd=1

  • http://www.facebook.com/iamruj Ruj Rattanapahu

    เยี่ยม…

  • http://www.facebook.com/innocent.ex InnoCent Ex

    ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูล

  • Kaiser115

    ปัญหาคือเมืองไทยรักการละเมิดลิขสิทธิ์ เหมือน นักการเมืองโกงกิน

    แต่ส่วนตัวคิดว่าการ clover เพลงของนักร้องที่ตัวเองชอบไม่น่าจะเป็นการละเมิดอะไรเพราะเค้าไม่ได้เอาเพลงคุณไปขายแต่เค้าขายความสามารถของตัวเค้าเองตะหาก

    ผมว่าน่าจะสนับสนุนการร้องเล่นเต้นแสดงออกน่าจะเป็นเรื่องดี

  • Bookbk

    ให้แกรมมี่สร้างเวปขึ้นมาเองเลย ผมอดทนไม่ไหวแล้วกับการที่ประเทศที่เจริญแล้ว
    กดขี่ปนะเทศที่ด้อยกว่า มาอย่างช้านาน