ตัดสินใจเขียนบทความนี้ในสองสถานะ สถานะแรกคือบรรณาธิการเว็บไซต์แห่งนี้ อีกสถานะหนึ่งคือในฐานะอาสาสมัครที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ภาคประชาชนของมูลนิธิกระจกเงา ในตัวแทนคณะทำงานหลัก (core team) เครือข่ายจิตอาสา
ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือปีนี้เป็นปีที่มีความสำคัญกับอาสาสมัคร เพราะปีนี้เป็นการเฉลิมฉลอง 10 ปี ปฏิญญาอาสาสมัครสากลขององค์การสหประชาชาติ และเป็นปีอาสาสมัครไทย โดยจะมีการจัดวาระพิเศษ ในวันที่ 21 ตุลาคม “วันอาสาสมัครไทย” ซึ่งตั้งขึ้นในวาระวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ไปจนถึงวันที่ 5 ธันวาคม “วันอาสาสมัครโลก” ซึ่งบังเอิญตรงกับวันเฉลิมพระชนพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชด้วย

ภาพของอาสาสมัครที่สนามบินดอนเมือง
ปีนี้ประเทศไทยได้พบกับมหาอุทกภัยขนาดใหญ่ที่ร้ายแรงที่สุดอย่างน้อยรอบครึ่งศตวรรษ เมื่อเกิดภัยพิบัติดังกล่าวย่อมสะท้อนว่ามันเกินขีดความสามารถที่รัฐบาล กลไกราชการจะสามารถรับมือได้ไหว ผู้ที่จะยื่นมือเข้ามาสนับสนุนและเป็นหลักพิงให้ระบบไม่ล้มเหลวก็คือ “อาสาสมัคร” (volunteer)
ผมกำลังจะต้องเดินทางไปเป็นตัวแทนประเทศไทยที่ได้คัดเลือกเพื่อเข้าร่วมงาน งานประชุมอาสาสมัครนานาชาติระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค ที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยได้รับคัดเลือกให้พูดในหัวข้อ “ความหมายของอาสาสมัครคืออะไร?”
สิ่งที่เตรียมจะไปพูดก็คือสำหรับผมๆมองว่าอาสาสมัครก็คือ “เครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างความเป็นพลเมือง” ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น? หลายๆคนยังคงสับสนงานอาสาสมัครกับงานสังคมสงเคราะห์ ผู้ที่เข้ามาร่วมงานอาสาหลายๆยังติดกรอบวาทกรรมเรื่อง “การทำความดี” และ “การเป็นผู้ให้” (ซึ่งแท้จริงเรามีคำเรียกว่า “philanthropist” หรือ ผู้อุทิศให้ ยกตัวอย่างเช่น บิล เกตส์ กับมูลนิธิ เมลินดา-เกตส์)
หลายๆ คนเวลาทำงานอาสามักมีความรู้สึกว่าฉันเป็น “ผู้ให้” ที่มีสถานะเหนือกว่ามีบุญคุณต่อผู้รับ จริงๆแล้วอาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่หลายๆคนที่มีโอกาสลงมือทำงานอาสาสมัครครั้งแรกในโอกาสนี้ก็ถือว่าเป็นการดีที่จะเริ่มต้น และพัฒนาจากอาสาสมัครแบบสมัครเล่นหรือขาจร ยกระดับเป็นอาสาสมัครมืออาชีพได้ในอนาคต
เรื่องของการใช้ศักยภาพที่ตัวเองมีให้เหมาะกับงานก็เป็นสิ่งที่ดี เช่น ใครมีความรู้ด้านช่างอาจจะช่วยเข้าไปซ่อมแซมบ้านหลังจากน้ำลด หรือได้ข่าวว่าระบบการจัดการของและถุงยังชีพที่ชั้น 1 สนามบินดอนเมืองก็ได้มือดีจากห้างสรรพสินค้าขายส่งมาช่วยจัดระบบให้
จริงๆก็มีกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจที่เป็นเรื่องดีๆที่เกือบจะกลายเป็นเรื่องร้ายๆเมื่อคาราวานของบริษัท เวิร์กพ้อยท์ นำสิ่งของเข้าไปบริจาคให้กับพื้นที่ประสบภัย แต่น้ำในพื้นที่นั้นแรงและเชียว จนเกือบทำให้ต้องสูญเสีย คุณ โน๊ต เชิญยิ้มและคุณ ริว จิตสัมผัส ไปคำถามก็คือในเมื่อเป็นพื้นที่อันตรายแบบนั้นที่จริงไม่ควรเสี่ยงไปหรือเปล่า? เพราะเหตุใดจึงฝืนเข้าไปต่อแทนที่จะให้เจ้าหน้าที่ช่วยส่งมอบแทนให้? ผมว่าศักยภาพของคุณโน๊ต อาจจะสามารถเปิดการแสดงระดมเงินบริจาคเพื่อนำไปช่วยเหลือได้ดีกว่าการเข้าไปบริจาคให้ถึงมือดีกว่าเอาชีวิตไปเสี่ยงแบบนั้น
กลับมาที่ประเด็นที่นำเสนอว่าอาสาสมัครคือเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในหลายๆปีที่ผ่านมาปะทุขึ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากโครงสร้างทางสังคม การทำงานอาสาสมัครจะส่งเสริมการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หากเกิดปัญหาที่นครสวรรค์ คนกรุงเทพอาจจะคิดภาพความเดือดร้อนไม่ออกหากไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม
จากประสบการณ์การไปดูงานด้านอาสาสมัครที่ไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศที่ประชาชนมีค่าเฉลี่ยชั่วโมงอาสาสมัครต่อสัปดาห์ติดอันดับต้นๆ (ประเทศเกาหลีใต้เฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่สัปดาห์ละ 30นาทีกว่าๆ) เขาบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้งานอาสาสมัครในไต้หวันประสบความสำเร็จเพราะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของพวกเขาเป็นเกาะ ซึ่งพร้อมที่จะโดนพายุโจมตีได้ในทุกทิศทาง ทำให้พวกเขาเป็นห่วงเป็นใยเมื่อภาคใดของเกาะถูกพายุเข้า เขาพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือเพราะเขารู้ดีว่าถ้าวันข้างหน้าเขาถูกพายุโจมตีก็จะมีคนที่พร้อมจะเข้ามาช่วยเหลือเขา นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียกร้องและเป็นชาตินิยมอย่างแท้จริง
อาสาสมัครจึงเป็นเรื่องการพึ่งพากันและกัน ไม่ใช่ความรู้สึกแบบผู้ให้ที่มีสถานะสูงกว่าผู้รับ คนกรุงเทพจึงมิใช่ผู้ช่วยเหลือชาวต่างจังหวัดที่ประสบภัย เพราะคนต่างจังหวัดที่ประสบภัยถูกกั้นน้ำไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ ไม่แน่ใจว่ามีกี่ประเทศที่ยังใช้การกั้นเขตน้ำอยู่ เพียงแต่ว่าในภาวะแบบนี้อยู่เฟสการเผชิญหน้ากับปัญหา และเมื่อถึงเฟสฟื้นฟูผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการที่น้ำไม่ท่วม ก็ควรที่จะร่วมงานอาสาและเยียวยาผู้ที่ประสบภัย ในฐานะเพื่อนร่วมประเทศไม่ใช่คนกรุงใจบุญ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะกลายถูกทำให้เป็นประเด็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำได้อีก

อาสาสมัครคือคนที่ยกมือพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ
ดังนั้นอาสาสมัครก็คือการเติมเต็มความเป็น “พลเมืองเต็มขั้น” (active citizen) พลเมืองที่มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันต่อสังคม ผู้ที่ปฏิบัติตนตามหน้าที่พลเมือง เพื่อที่จะนำพาประเทศฝ่าวิกฤตในครั้งนี้และร่วมสร้างประเทศขึ้นมาใหม่
เราได้เห็นภาพที่น่าประทับใจเมื่อประชาชนจำนวนมากสละละทิ้งความความสบายส่วนบุคคลเพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานอาสาสมัครเพื่อส่วนรวม ในทุกๆภาคส่วน หรือความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้าน วิกฤตใหญ่ขนาดนี้รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เพียงลำพังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
เมื่อครั้งเหตุการณ์สึนามิ 2547 ขณะนั้นกำลังเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งใหญ่ สิ่งที่น่าจดจำก็คือ เมื่อพรรคไทยรักไทยนำโดย พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นาย บัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศหยุดหาเสียง และร่วมมือกระจายงานแก้ปัญหาสถานการณ์สึนามิด้วยกัน ทิ้งเรื่องการเมืองไว้ข้างหลัง
อาจจะดูฝันเฟื่องไปหากคิดว่าการปรองดองที่ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่เพียรทำมาโดยตลอดอาจจะเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์แบบนี้ เพราะการสร้างประเทศไทยขึ้นมาใหม่ใหญ่เกินกว่าที่ใครจะทำเพียงคนเดียว!!
ขอให้กำลังใจรัฐบาล หน่วยงานราชการ กองทัพ ฝ่ายค้าน หน่วยงานพัฒนาสังคม ภาคเอกชน อาสาสมัครกู้ภัย อาสาสมัครหน้าใหม่ อาสาสมัครมืออาชีพ อาสาสมัครอิสระ และ สื่อมวลชน และผู้ที่มีส่วนทำให้ประเทศไทยฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้
