กระแสการเลือกตั้งเวลานี้เข้มข้นเป็นอย่างมาก ทั้งการหาเสียงของแต่ละพรรคการเมือง ทั้งใหญ่และเล็ก รวมทั้ง การรณรงค์ให้โนโหวตของพันธมิตร ก็เป็นไปอย่างเข้มข้น
ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ต้องถือว่าเป็นจุดตัดสินอนาคตของคนหลายๆ คนเลยทีเดียวว่าจะอยู่หรือจะไป ทำให้กลยุทธ์ที่ออกมาล้วนเข้มข้น และมีสีสันพร้อมไปกับการก่อกวนของกลุ่มต่างๆ กับผู้หาเสียงฝ่ายตรงข้าม

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ พรรครักประเทศไทย
สีสันหนึ่งที่แย่งชิงพื้นที่สื่อแถบเป็นรายวันและอยู่ในข่าวเมาธ์ของคนจำนวนมากคือ ข่าวการหาเสียงของชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตเจ้าพ่ออ่างและอดีตผู้สมัครชิงผู้ว่ากทม. 2 ครั้ง ครั้งนี้นับว่าเขามุ่งมั่นหาเสียงในการเลือกตั้ง ส.ส. มาก
อีกด้านนึงขึ้นป้าย ”อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภา” เพื่อปลุกกระแสโนโหวตเพื่อไม่ให้มีการเลือกผู้แทนประชาชนเข้าสภา โดยหวังว่าการเลือกตั้งจะโมฆะเพื่อเอาระบบแต่งตั้งสส.เข้าสภาที่พธม.เคยเสนอมาใช้แทน ซึ่งแน่นอนย่อมถูกต่อต้านอย่างหนักแน่นอน
การต่อสู้ของกระแสโนโหวตในครั้งนี้กับการหาเสียงของพรรคระดับกลางๆ ค่อนมาทางขนาดเล็ก อย่าง มาตุภูมิ รักษ์สันติ รักประเทศไทย จึงน่าจะเป็นคู่แข่งขันกันมากกว่า พรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์ เพื่อไทยหรือแม้แต่ภูมิใจไทยที่แต่ละพรรคมีหัวคะแนน ฐานเสียงที่น่าจะชัดเจนว่าไม่โนโหวตแน่นอน
โดยเฉพาะการหาเสียงอย่างสีสันของนายชูวิทย์ ที่สามารถเรียกความสนใจของสื่อทุกแขนงไปทำข่าวเมื่อนายชูวิทย์ตั้งโต๊ะรับเรื่องรองเรียนตามจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพ โดยหวังคะแนนเสียงของคนกทม. รวมทั้งจากทั่วประเทศที่ไม่รู้จะเลือกใครเข้าสภาโดยหวังตัวเองเป็นเป็นตัวเลือก เพื่อให้เข้าเป็น “ฝ่ายค้านในสภา”
การขายความต่าง การเล่นกับสื่ออย่างมีสีสัน พร้อมทั้งลูกล่อลูกชนบุคลิกดูขึงขังจริงจังกลายเป็นเสน่ห์ของนายชูวิทย์ แนวทางนี้ชัดเจนมากกว่า “โนโหวต” ของ พธม. ซึ่งปรากฏตัวบนสื่อน้อยกว่าภาพของนายชูวิทย์เสียอีก
แม้แต่ป้ายหาเสียงตามริมฟุตบาธก็ตาม เราแทบจะไม่ได้เห็นป้ายโนโหวตของ พธม. เลย ถ้าไม่ได้ไปแถวสะพานมัฆวาน
สถานการณ์กลายเป็นว่าถ้าใครไม่อยากโนโหวต และไม่รู้จะเลือกใคร คนจะมองไปที่ชูวิทย์เป็นตัวเลือกแรกๆ
ถ้าดูจากการเลือกตั้งผู้ว่าทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ฐานเสียงเดิมของนายชูวิทย์มีราว 3 แสนเสียงนับว่าแน่นเหนียวมาก และตลอดช่วงที่ผ่านมานายชูวิทย์อยู่ในหน้าสื่อค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะถ้าเทียบกับผู้สมัครพรรคขนาดเดียวกันอย่างนายปุระชัย จากพรรครักษ์สันติ หรือพลเอกสนธิ จากพรรคมาตุภูมิ ที่เรียกได้ว่า หมดยุค คมช. ก็ห่างหายไปจากสื่อไปพอสมควร
ยิ่งเมื่อนำไปเทียบกับนายปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ หัวหน้าพรรครักษ์สันติ ที่มีภาพลักษณ์เป็น “มือปราบมือสะอาด คนดี มือปราบสายเดี่ยว มีผลงานปิดผับในสมัยเป็น มท.1″ เพียงเท่านั้น ภาพแบบอื่นยังไม่เคยปรากฏให้เห็น และนายปุระชัยเองก็ไม่ค่อยเล่นกับสื่อมากนัก มีเพียงนักข่าวตามทำข่าวเวลาลงหาเสียงบ้าง แถมกลุ่มเป้าหมายที่นายปุระชัยเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้คือกลุ่มคนอายุ 50 ขึ้นไป ที่มุ่งหวังให้เลือกตนเองมาดูแลลูกหลานของคนกลุ่มนี้ กลายเป็นหมดสีสันไปในทันที
การยกแผ่นป้าย ตั้งโต๊ะรับเรื่องร้องเรียน การพูดจาที่แคล่วคล่องของชูวิทย์ เทียบกับการพูดจาเนิบๆ มีหลักการแต่ไร้สีสันของปุระชัย กลายเป็นสิ่งเปรียบเทียบของคนที่จะเข้าคูหากาเลขบัตรทันที เพราะคนเรามักจำสิ่งที่มีสีสัน ได้ดีกว่าการจำสีที่โทนอ่อนๆ หรืออะไรที่ไม่มีจุดสนใจ
ถึงแม้ว่าสีสันการหาเสียงของแต่ละคนเป็นเพียงหน้าฉากของผู้สมัคร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสีสันเหล่านี้ย่อมติดตาคนที่พบเห็นอย่างแน่นอน และเมื่อเวลาคิดถึงผู้สมัครคนอื่นไม่ออกในคูหา และไม่รู้ว่าจะเลือกใคร คนที่มีสีสันอาจผุดขึ้นมาต่อหน้าในเวลานั้นก็เป็นไปได้

ป้ายโฆษณา "โนโหวต" ของพันธมิตรฯ
พธม. เองก็มุ่งหวังปั้นกระแส “โนโหวต” ในการเลือกตั้งครั้งนี้เช่นกัน แต่ต้องยอมรับว่ากระแสโนโหวตปลุกไม่ขึ้นดังที่หวัง
แม้ว่าฐานแฟนคลับ พธม. จะมีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเทียบกับฐานเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ แล้วก็เทียบไม่ติด และเมื่อประชาชนทั่วไปของประเทศเองก็อยู่ในโหมดเลือกตั้ง คนส่วนใหญ่คาดหวังว่าเมื่อมีเลือกตั้งทุกอย่างจะสงบมากขึ้น ดังนั้นคนจำนวนนี้ย่อมเลือกจะไปลงคะแนนให้ใครสักคน เพื่อตัดสินอนาคตของตัวเอง ดีกว่ายอมให้เสียงจากคนไม่กี่กลุ่มจากข้างนอกมาเป็นผู้ใช้สิทธิ์ใช้เสียงแทนประชาชนและเกิดปาฏิหารย์อย่างเมื่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดที่แล้ว
จะเลือกโนโหวต หรือจะเลือกผู้แทนของปวงชนชาวไทยเข้าสภา ที่ทุกคนย่อมทราบดีว่าคนที่เลือกไม่ได้ดีเต็มร้อย แต่เราก็ตรวจสอบคนเหล่านี้ได้ และสุดท้ายเราทุกคนย่อมรู้ว่าอะไรเป็นทางออกที่ดีกว่า
