Practical Report คำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน: ทางเลือกรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาต่อการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ

คำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน: ทางเลือกรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาต่อการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ

โดย แบ๊งค์ งามอรุณโชติ, นักวิจัย

ศูนย์นวัตกรรมนโยบาย (Policy innovation center)

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (ธนบุรี)

เวลากล่าวถึงเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ตัวละครหลักที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเน้นในการวิเคราะห์มักอยู่ที่แรงงานในฐานะผู้ที่ได้ประโยชน์ และผู้ประกอบการในฐานะผู้ที่เสียประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว ทว่า อันที่จริงแล้ว “รัฐบาล” ในฐานะผู้ที่มีอำนาจในการผลักดันนโยบายเป็นหน่วยวิเคราะห์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า อะไรทำให้การทำนโยบายเรื่องค่าจ้างแรรงงานขั้นต่ำของประเทศต่างๆ มีความแตกต่างกัน

หนึ่งในหลายๆ ทฤษฎีซึ่งใช้อธิบายบทบาทของรัฐบาลในการปรับตัวของค่าจ้างขั้นต่ำได้แก่แนวคิดที่เรียกว่าเศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่ (New institutional economics) ซึ่งจะเป็นแนวคิดทฤษฎีหลักซึ่งใช้ในการวิเคราะห์ของงานชิ้นนี้ และมีเอกสารอ้างอิงสำหรับแบบจำลองที่สำคัญคือ the political economy of corporate governance ของ Pagano and Volpin (2001) โดยผู้เขียนได้นำเอาแบบจำลองนี้มาปรับเล็กน้อยให้สามารถใช้ได้กับบริบทของกรณีค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ และยังได้ตัดเอาส่วนที่เป็นคณิตศาสตร์เข้มข้นของงานวิชาการชิ้นนี้ออกไปเพื่อให้ง่ายแก่การทำความเข้าใจ

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาอยากเกริ่นถึง “เศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่”(New Institutional Economics) เสียเล็กน้อยว่า เศรษฐาสตร์สถาบันหมายถึง การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับสถาบันทางสังคมในความหมายอย่างกว้าง อาทิ ตลาด กฎหมาย กติกาของการอยู่ร่วมกัน วัฒนธรรม ฯลฯ ซึ่งกะเกณฑ์พฤติกรรมการตัดสินใจ รวมถึงเป้าหมายของผู้ที่เกี่ยวข้องในการวิเคราะห์ ว่าส่งผลอย่างไรต่อการตัดสินใจของบุคคลหรือองค์กรที่กำลังศึกษาอยู่ โดยอาศัยหลักทฤษฎีและวิธีวิทยาแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก อาทิ การมองปัจเจกบุคคลหรือสถาบันว่ามีการตัดสินใจอย่างเป็นกลไก (Instrumental decision making) หรือการใช้พีชคณิตเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาพฤติกรรมเชิงเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น. กล่าวโดยสรุปเศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่คือการใช้เศรษฐศาสตร์กระแสหลักเข้ามาศึกษาพฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับสถาบันหรือชุดกติกาทางสังคม (Rule of game) ที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

ใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับค่าจ้างแรงงาน (ตามแบบจำลองอย่างง่าย)

ขั้นแรกเราจะเริ่มจากการระบุกลุ่มบุคคลที่สำคัญ (Party) ซึ่งเกี่ยวกันกับเรื่องนโยบายค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ โดยแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มด้วยกันคือ นักการเมือง (Politician), นายทุน (Entrepreneur), นักลงทุน (Investor) และ แรงงาน (Labor) ซึ่งแต่ละกลุ่มมีเป้าหมายและข้อต่อรองเป็นของตัวเอง

นักการเมืองมีทางเลือกที่จะทำได้หลักๆคือ หาผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ตนเอง (ในแบบจำลองคือ vote + bribe) และมีเครื่องมือคือ การทำนโยบายที่ส่งผลอย่างมากต่อการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ให้แก่กลุ่มต่างๆในสังคมภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง (Budgetary limitation) เช่นการออกมาตรการคุ้มครองเงินลงทุนให้แก่ผู้ลงทุน (ซึ่งจะทำให้นายทุนในแง่มุมที่ว่า เป็นทั้งเจ้าของและผู้บริหารกิจการเสียประโยชน์), หรือออกกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำที่สูง ซึ่งส่งผลให้แรงงานได้ประโยชน์แต่ นายทุนและนักลงทุนอาจเสียประโยชน์ เป็นต้น

นักลงทุนกับนายทุนนี้ เป็นสองกลุ่มที่อาจก่อความสับสนได้ค่อนข้างมาก สองกลุ่มนี้แม้จะมีส่วนที่ร่วมปันกำไรจากบริษัทเช่นเดียวกันแต่มิใช่คนกลุ่มเดียวกัน เพราะ “นายทุน” ในความหมายของแบบจำลองนี้หมายถึง “เจ้าของกิจการ ซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัทด้วย” (กล่าวในภาษาทางเศรษฐศาสตร์คือ กรณีที่ Principle และ agent คือคนๆเดียวกันนั่นเอง) ในขณะที่ “นักลงทุน” คือคนที่ไปลงทุนในบริษัทผ่านช่องทางต่างๆ โดยอาจจะอยู่ในรูปของคนที่ซื้อส่วนทุนของบริษัทแต่ไม่ได้บริหาร หรือคนที่ลงทุนกับตราสารหนี้ของบริษัท หรือลงทุนกับสินค้าและบริการของบริษัทก็ได้ ซึ่งนักลงทุนมักต้องการ การคุ้มครองจากสถาบันทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าตนเองจะได้รับความเป็นธรรมจากการลงทุนกับนายทุนเช่น นักลงทุนต้องการกฎหมายที่ปกป้องการลงทุนของตนเองจากการฉ้อโกงของนายทุน เป็นต้น

นักลงทุนต้องการความคุ้มครองเงินลงทุนจากนายทุน (Investor protection) ในทำนองเดียวกัน แรงงานก็ต้องการการคุ้มครองประโยชน์แรงงาน (Labor protection) ด้วย อาทิ การมีกฎหมายสนับสนุนการเกิดขึ้นของสหภาพแรงงาน หรือการทำนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นต้น โดยทั้งกลุ่มนักลงทุนและแรงงานต่างมีคะแนนเสียง (Vote) เป็นตัวต่อรองกับนายทุน ซึ่งในที่นี้ต้องทำความเข้าใจว่า คนๆหนึ่งสามารถดำรงสถานะได้มากกว่า 1 สถานะในเวลาเดียวกัน อาทิ แรงงานบางคนที่สะสมรายได้มากกระทั่งไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้ แรงงานคนดังกล่าวก็มีสถานะเป็นทั้งแรงงานอยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นนักลงทุนด้วย โดยจะพบได้มากสำหรับสังคมแบบประเทศพัฒนาแล้ว (Developed countries) เป็นต้น

การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของแต่ละฝ่าย

ดังที่ได้เรียนไปตั้งแต่ต้นว่า งานชิ้นนี้จะให้น้ำหนักกับการวิเคราะห์ตัวบทบาทของนักการเมือง ดังนั้นเราจะเริ่มจากการสืบสาวว่า นักการเมืองมีแนวโน้มจะตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อย่างไรภายใต้ภาวะที่นายทุน, ผู้ลงทุน และ แรงงานมีการขัดกันของผลประโยชน์ และในขณะเดียวกันแต่ละฝ่ายก็ส่งผลต่อผลตอบแทนที่รัฐบาลต้องการด้วย คือคะแนนเสียงและรายได้ผ่านเงินสินบนหรือการล๊อบบี้

ในกรณีนี้ นักการเมืองจะได้รับสินบนแน่ๆจากฝ่ายนายทุน เพราะผลประโยชน์ในเรื่องสินบนนั้นไม่สามารถทดแทนได้ด้วยกลุ่มอื่นๆ (นักลงทุนและแรงงานไม่สามารถให้สินบนแก่นักการเมืองได้) ดังนั้นการรักษาประโยชน์นายทุนจึงสำคัญ, กลับกันแม้ผู้ลงทุนกับแรงงานจะไม่มีเงินสินบนในการแลกเปลี่ยน ทว่าแรงต่อรองทางการเมืองของสองกลุ่มนี้ได้แก่คะแนนเสียง ดังนั้น, ความสัมพันธ์หลักระหว่างนักการเมือง, กลุ่มผู้ลงทุน กับแรงงานจึงขึ้นกับความสัมพันธ์ผ่านการเลือกตั้ง หรือการกดดันเพื่อแสดงให้เห็นถึงคะแนนนิยมทางการเมืองต่อตัวนักการเมือง (Popularity vote pressure) นั่นเอง

ผลกระทบจากทางเลือกต่างๆ ที่พรรคการเมืองจะทำได้ เช่นจะสร้างมาตรการ-นโยบายมาปกป้องนักลงทุน หรือแรงงานดี? นั้นขึ้นอยู่กับว่าการถือครองหุ้น-ทุนของระบบเศรษฐกิจ (Capital share) ของสังคมมันถูกกระจายตัวไปมากแค่ไหนในสังคมที่เราสนใจ หากเป็นสังคมที่ส่วนทุน หรือภาวะความเป็นนักลงทุนมันกระ​จายตัวไปอย่างมาก คือ แรงงานก็ดำรงสภาวะความเป็นนักลง​ทุนด้วยในตัวเอง (เอาเงินออมไปจับจ่ายลงทุนด้วยส่วนหนึ่งนอกจากกิน นอกจากใช้กิน) นักการเมืองก็มีแนวโน้มที่จะเลื​อกเอาใจกลุ่มนักลงทุนด้วยการ “ลด” ความช่วยเหลือด้านต่างๆสำหรับค่าจ้างแรงงาน แล้ว “เพิ่ม” ความช่วยเหลือไปที่การตั้งสถาบันคุ้มครองนักลงทุนบางอย่างขึ้นมาแทน เช่น ออกกฎหมายบางอย่างมากำกับนายทุน​ (Entrepreneur) อีกที

การตัดสินใจช่วยเหลือนักลงทุนแล้วเลือกที่จะลดความสำคัญที่จะช่วยเหลือแรงงานโดยตรงนี้ แม้ทำให้แรงงานได้รับผลกระทบแง่ลบ แต่ในขณะเดียวกันเนื่องจากแรงงานก็ถือครองทุนบางส่วนอยู่ด้วยก็ทำให้แรงงานได้รับผลบวกจากนโยบายเช่นเดียวกัน โดยสุทธิแล้วแรงงานจึงไม่โวย (Voices) รัฐบาลมากนักหากดำเนินนโยบายดังกล่าว และคะแนนเสียงสนับสนุนในตัวรัฐบาลเองก็ไม่น่าจะลดลงมาก หรืออาจจะเพิ่มขึ้นได้ด้วยซ้ำหากแรงงานในประเทศโดยส่วนใหญ่ถือครองส่วนทุนทุกคน

กลับกันหากเป็นสังคมที่แรงงานไม​มีส่วนร่วมลงทุนเลย, เช่นประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย (ไทยด้วยเช่นกัน) ค่าจ้างกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที​่กระทบกับคะแนนเสียงโดยตรง ดังนั้น โดยส่วนใหญ่นักการเมืองหรือสถาบันทางการเมือ​งในประเทศกำลังพัฒนาจึงประสบควา​มยากลำบากในการตัดสินใจ เพราะ ต้องแลกได้แลกเสียระหว่างคะแนนเสียงและ เงินสินบนหรือการสนับสนุนทางการเมืองรูปแบบต่างๆ ซึ่งวิธีการในแบบประเทศกำลังพั​ฒนาเข้ามาใช้จัดการกับความยากลำ​บากตรงนี้ก็คือ:

1. ทำนโยบายประชานิยม (Populism) เพื่อเอาคะแนนเสียงสูงสุดไว้ก่อน (vote maximization) ไปก่อนแล้วค่อยเอาอำนาจทางการเมืองไปกีดกัน ดึงเอาส่วนเกินทางเศรษฐกิจ หรือ กำไรเกินปรกติ (surplus) คืนจากระบบเศรษฐกิจผ่านช่องทาง​อื่นๆ เช่น สัมปทาน ฯลฯ เรียกว่า เพิ่มรายจ่ายให้กับฝ่ายทุนผ่านต​้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น แต่ก็เอาอำนาจทางการเมืองไปเพิ่​มรายได้ให้ตนเองด้วย จึงไม่ต้องสนใจว่านายทุนจะให้การสนับสนุนสินบนหรือเงินทุนทางการเมืองหรือไม่ เพราะฐานเสียงสนับสนุนจากแรงงานซึ่งเป็นคนจำนวนมากของประเทศมีความมั่นคงดีแล้วก็สามารถอยู่ในตำแหน่งเพื่อแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจผ่านสัมปทาน และ นโยบายต่างๆได้อย่างยืนยาว

2. เลือกเข้ากับฝ่ายทุน แล้วผลิตวาทกรรมบางอยางขึ้นมาสร้างความหวาดกลัวให้กับทางเลือกที่จะขยับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ โดยการสนับสนุน(จงใจหรือไม่ก็ตา​ม)ของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เสรีนิยม เช่น ทำให้การว่างงานเพิ่ม, ทำให้ต้นทุนสินค้าและภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น ฯลฯ ซึ่งอันที่จริงผลการศึกษาเชิงประจักษ์ชี้ว่าการปรับตัวของค่าจ้างขั้นต่ำในระดับที่เหมาะสมหรือมีเงื่อนไขประกอบที่รัดกุมเพียงพอ อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบแง่ลบทางเศรษฐกิจตามตำราเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมได้พอสมควร

เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ทำให้แ​บบจำลองข้างบนมีความสมจริง หรือมีพลังในการอธิบายสถานก​ารณ์ของประเทศกำลังพัฒนาได้​มากขึ้น จะต้องพิจารณาถึงสองปัจจัยต่อไปนี้ได้แก่ (1) กลไกราชการเข้มแข็ง* และ (2) สัดส่วนนักธุรกิจ (นายทุน) ที่เข้ามาเล่นการเมืองโดยตรง

ในส่วนของกลไกราชการเข้มแข็งนั้น ยิ่งเข้มแข็งมากโอกาสที่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองจะเลือก “ใช้วาทกรรม” เป็นเครื่องมือจะมีมากขึ้น เพราะการเลือกใช้ “นโยบายประชานิยม” นักการเมืองหรือพรรคการเมืองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้อำนาจราชการอย่างคล่องตัว ในการสร้างส่วนเกินทางเศรษฐกิจใหม่ๆ และ แย่งชิงส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากนายทุนรายอื่น เพื่อชดเชยการหดหายไปของเงินสินบนหรือแรงสนับสนุนทางการเมืองจากภายนอก (Bribe) ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำได้ยากขึ้นหากภาคราชการเข้มแข็งและสามารถอึดทน-ต้านทานการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้ในระยะยาว

ในส่วนของการเข้ามาเล่นการเมืองโดยตรงของนักธุรกิจนั้น หากยิ่งมีมาก โอกาสที่จะทำนโยบายประชานิยม (ในที่นี้คือการขึ้นค่าจ้างแรงงานขึ้นต่ำสูงๆ) ก็ยิ่งสูงขึ้น เพราะนักการเมืองที่เป็นนั​กธุรกิจ (Political entrepreneur) มักไม่ได้กำไรหลักม​าจากการผลิต (ซึ่งมีต้นทุนแรงงานสูง) กำไรที่นายทุนการเมืองได้คื​อกำไรจากการผูกขาด มันไม่ได้สัมพันธ์กับกำไรจาก​การผลิตโดยตรง. ตรงนี้เองที่ทำให้กลุ่มทุนท​ยึดกุมอำนาจรัฐได้ ให้ความสนใจกับความนิยมทางก​ารเมืองมากกว่ากังวนเรื่องค่าจ้าง. แต่เงื่อนไขสำคัญคือกลุ่มทุ​นที่ว่าต้องแข็งพอจะระดมทรั​พยากรกันเองได้มากจนกระทั่ง​ไม่ต้องพึ่งพิง Bribe จากทุนภายนอก ในรูปเงินสนับสนุนทางการเมื​อง

 

ผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นภายใต้โครงสร้างทางการเมืองแบบประเทศกำลังพัฒนา: ประเทศไทย

จากการประเมินโดย Mushtag H. Khan (1998) เมืองไทยมีสัดส่วนนักธุรกิจ​การเมืองในเกณฑ์สูงมาก เมื่อเทียบกับมาตรฐานกลุ่มปร​ะเทศกำลังพัฒนา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ดังนั้น มีโอกาสสูงทีเดียวที่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองไทยจะเลือกใช้กลยุทธ์ที่ 1 คือการเลือกใช้นโยบายแบบประชานิยมเพื่อแสวงหาคะแนนเสียงสูงสุดจากประชาชน (แรงงานและนักลงทุน) แล้วจึงนำอำนาจที่ได้มาดึงส่วนเกินหรือโยกย้ายทรัพยากรให้เป็นประโยชน์แก่กลุ่มทุนของตนในภายหลัง โดยไม่ต้องสนใจกลุ่มทุนอื่นๆที่เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

ทว่ารัฐบาลในช่วงก่อนปี ค.. 1997 ก็มิได้ดำเนินนโยบายสนับสนุนคุ้มครองสถาบันแรงงานอย่างแข็งขัน โดยมีคำอธิบายหลักอยู่ที่โครงสร้างระบบอุปถัมภ์ (Patron-client network) ของไทยในช่วงก่อน 1997 กล่าวคือ รัฐบาลในช่วงนั้นยังคงอาศัยกลไกราชการในการขับเคลื่อนงานทางการเมืองอยู่มาก ทำให้รัฐบาลมีพลังต่อรองกับระบบราชการน้อย ดังนั้น แม้ว่าจะมีนักการเมืองจำนวนมากเป็นนักธุรกิจ ทว่าก็ไม่อาจที่จะเลือกดำเนินนโยบายประชานิยม – สนับสนุนสถาบันแรงงานได้อย่างเต็มที่

พลังของระบบราชการได้มาอ่อนลงโดยเปรียบเทียบกับฝ่ายการเมืองก็เมื่อช่วงหลัง พ.. 2001 เป็นต้นมา, และกลับมาเข็มแข็งขึ้นเมื่อราว ค.. 2006 ในช่วงหลังการรัฐประหาร, ปัจจุบันภายใต้การนำของพรรคการเมืองซึ่งเคยมีอิทธิพลเหนือระบบราชการอย่างมาก จนทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่าส่วนราชการจะอ่อนกำลังลงอีกครั้ง. ภาวะที่พลังราชการและฝ่ายการเมืองยังไม่มีผ่ายใดได้รับชัยชนะโดยเด็ดขาดนี้ ทำให้การทำนโยบายส่งเสริมคุ้มครองแรงงานอย่างเต็มที่ ผ่านนโยบายประชานิยมนั้นมีความไม่แน่นอนตามไปด้วย

หากแบบจำลองของ Pagano and Volpin (2001) และ Kahn (1998) เป็นจริง และหากพลังของระบบราชการโดยเปรียบเทียบกับฝ่ายการเมืองอ่อนกำลังลงตามที่คาดการณ์ไว้ ผลกระทบที่น่าจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือ ผลประโยชน์ของนายทุน (กลุ่มที่เข้าไม่ถึงอำนาจรัฐ) ก็จะถูกริดรอนลงอย่างมาก ในขณะที่ผลประโยชน์ของกลุ่มแรงงานทั้งปกขาวและปกฟ้าจำนวนมากก็จะถูกให้ความสำคัญในระดับสูง และในขณะเดียวกันส่วนเกินทางเศรษฐกิจหรือกำไรเกินปรกติที่เกิดจากการใช้อำนาจรัฐเข้าไปโยกย้าย จัดสร้าง (Economic rent) ซึ่งจะตกอยู่กับกลุ่มทุนที่เข้าถึงอำนาจรัฐอย่างเฉพาะเจาะจงก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งหมดที่ได้ไล่เรียงชี้แจงมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามใช้ทฤษฎีด้านเศรษฐศาสตร์สถาบันเข้ามาจับเพื่ออธิบายถึงบทบาทของรัฐบาลนการทำนโยบายสาธารณะ โดยได้ยกเอาแบบจำลองอย่างง่าย และเรื่องราวที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้มาผนวกเข้าด้วยกัน โดยผู้เขียนหวังว่าจะได้มีผู้สนใจ นำแนวคิดทฤษฎีแบบเศรษฐศาสตร์สถาบันนี้ไปใช้เพื่อการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมืองอย่างกว้างขวางในประเด็นอื่น หรือลึกซึ่งมากขึ้นในประเด็นการปรับค่าจ้างต่อไป

*หมายเหตุ: การกล่าวว่ากลไกข้าราชการเข้มแข็งนั้น ไม่ได้มีนัยความว่า เข้มแข็งสมบูรณ์ (Absolute strength) หากหมายถึงการเข้มแข็งโดยเปรียบเทียบกับฝ่ายการเมือง (Relatively strength) เช่นพรรคการเมือง A เข้าสู่อำนาจระบบราชการอาจดูเข้มแข็งมาก แต่หากเปลี่ยนรัฐบาลทันทีเป็นพรรคการเมือง B ระบบราชการอาจกลายเป็นระบบที่อ่อนลงก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของพลังอำนาจในการตอบโต้ต่อรองซึ่งกันและกัน

เอกสารอ้างอิง

Marco Pagano and Paolo Volpin. The political economy of corporate governance. 2001.

Mushtaq H. Khan. Patron-client networks and the economic effects of corruption in Asia. European Journal of Development Research. June 1998.

 

  • Susansaraly

    ขอบคุณบทความดีๆครับ ถ้าดูตามแบบจำลองนี้และผมเข้าใจไม่ผิด ทางแก้ของแบบจำลองที่ 1 คือการมีระบบราชการที่เข้มแข็งพอจะคานอำนาจฝ่ายทุนการเมือง แต่หากเป็นแบบจำลองที่ 2 ที่ฝ่ายการเมืองต้องพึ่งพิงกลุ่มนายทุน มันจะไม่มีวิธีแก้ปัญหาเรื่องค่าแรงสำหรับชนชั้นแรงงานเลยใช่มั้ยครับ รัฐบาลตามแบบจำลองที่ 2 จะอยู่ได้โดยไม่มีแรงต้านจากชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นฐานคะแนนหลักก็ต่อเมื่อโครงสร้างประเทศได้ผันตัวให้ชนชั้นแรงงานอยู่ในสถานะชนชั้นนักลงทุนด้วย ไม่ทราบว่าผมเข้าใจแบบจำลองถูกรึปล่าวครับ

  • Susansaraly

    ขอบคุณบทความดีๆครับ ถ้าดูตามแบบจำลองนี้และผมเข้าใจไม่ผิด ทางแก้ของแบบจำลองที่ 1 คือการมีระบบราชการที่เข้มแข็งพอจะคานอำนาจฝ่ายทุนการเมือง แต่หากเป็นแบบจำลองที่ 2 ที่ฝ่ายการเมืองต้องพึ่งพิงกลุ่มนายทุน มันจะไม่มีวิธีแก้ปัญหาเรื่องค่าแรงสำหรับชนชั้นแรงงานเลยใช่มั้ยครับ รัฐบาลตามแบบจำลองที่ 2 จะอยู่ได้โดยไม่มีแรงต้านจากชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นฐานคะแนนหลักก็ต่อเมื่อโครงสร้างประเทศได้ผันตัวให้ชนชั้นแรงงานอยู่ในสถานะชนชั้นนักลงทุนด้วย ไม่ทราบว่าผมเข้าใจแบบจำลองถูกรึปล่าวครับ

  • Susansaraly

    ขอบคุณบทความดีๆครับ ถ้าดูตามแบบจำลองนี้และผมเข้าใจไม่ผิด ทางแก้ของแบบจำลองที่ 1 คือการมีระบบราชการที่เข้มแข็งพอจะคานอำนาจฝ่ายทุนการเมือง แต่หากเป็นแบบจำลองที่ 2 ที่ฝ่ายการเมืองต้องพึ่งพิงกลุ่มนายทุน มันจะไม่มีวิธีแก้ปัญหาเรื่องค่าแรงสำหรับชนชั้นแรงงานเลยใช่มั้ยครับ รัฐบาลตามแบบจำลองที่ 2 จะอยู่ได้โดยไม่มีแรงต้านจากชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นฐานคะแนนหลักก็ต่อเมื่อโครงสร้างประเทศได้ผันตัวให้ชนชั้นแรงงานอยู่ในสถานะชนชั้นนักลงทุนด้วย ไม่ทราบว่าผมเข้าใจแบบจำลองถูกรึปล่าวครับ

  • Susansaraly

    ขอบคุณบทความดีๆครับ ถ้าดูตามแบบจำลองนี้และผมเข้าใจไม่ผิด ทางแก้ของแบบจำลองที่ 1 คือการมีระบบราชการที่เข้มแข็งพอจะคานอำนาจฝ่ายทุนการเมือง แต่หากเป็นแบบจำลองที่ 2 ที่ฝ่ายการเมืองต้องพึ่งพิงกลุ่มนายทุน มันจะไม่มีวิธีแก้ปัญหาเรื่องค่าแรงสำหรับชนชั้นแรงงานเลยใช่มั้ยครับ รัฐบาลตามแบบจำลองที่ 2 จะอยู่ได้โดยไม่มีแรงต้านจากชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นฐานคะแนนหลักก็ต่อเมื่อโครงสร้างประเทศได้ผันตัวให้ชนชั้นแรงงานอยู่ในสถานะชนชั้นนักลงทุนด้วย ไม่ทราบว่าผมเข้าใจแบบจำลองถูกรึปล่าวครับ

  • Susansaraly

    ขอบคุณบทความดีๆครับ ถ้าดูตามแบบจำลองนี้และผมเข้าใจไม่ผิด ทางแก้ของแบบจำลองที่ 1 คือการมีระบบราชการที่เข้มแข็งพอจะคานอำนาจฝ่ายทุนการเมือง แต่หากเป็นแบบจำลองที่ 2 ที่ฝ่ายการเมืองต้องพึ่งพิงกลุ่มนายทุน มันจะไม่มีวิธีแก้ปัญหาเรื่องค่าแรงสำหรับชนชั้นแรงงานเลยใช่มั้ยครับ รัฐบาลตามแบบจำลองที่ 2 จะอยู่ได้โดยไม่มีแรงต้านจากชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นฐานคะแนนหลักก็ต่อเมื่อโครงสร้างประเทศได้ผันตัวให้ชนชั้นแรงงานอยู่ในสถานะชนชั้นนักลงทุนด้วย ไม่ทราบว่าผมเข้าใจแบบจำลองถูกรึปล่าวครับ

  • Susansaraly

    ขอบคุณบทความดีๆครับ ถ้าดูตามแบบจำลองนี้และผมเข้าใจไม่ผิด ทางแก้ของแบบจำลองที่ 1 คือการมีระบบราชการที่เข้มแข็งพอจะคานอำนาจฝ่ายทุนการเมือง แต่หากเป็นแบบจำลองที่ 2 ที่ฝ่ายการเมืองต้องพึ่งพิงกลุ่มนายทุน มันจะไม่มีวิธีแก้ปัญหาเรื่องค่าแรงสำหรับชนชั้นแรงงานเลยใช่มั้ยครับ รัฐบาลตามแบบจำลองที่ 2 จะอยู่ได้โดยไม่มีแรงต้านจากชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นฐานคะแนนหลักก็ต่อเมื่อโครงสร้างประเทศได้ผันตัวให้ชนชั้นแรงงานอยู่ในสถานะชนชั้นนักลงทุนด้วย ไม่ทราบว่าผมเข้าใจแบบจำลองถูกรึปล่าวครับ

  • Susansaraly

    ขอบคุณบทความดีๆครับ ถ้าดูตามแบบจำลองนี้และผมเข้าใจไม่ผิด ทางแก้ของแบบจำลองที่ 1 คือการมีระบบราชการที่เข้มแข็งพอจะคานอำนาจฝ่ายทุนการเมือง แต่หากเป็นแบบจำลองที่ 2 ที่ฝ่ายการเมืองต้องพึ่งพิงกลุ่มนายทุน มันจะไม่มีวิธีแก้ปัญหาเรื่องค่าแรงสำหรับชนชั้นแรงงานเลยใช่มั้ยครับ รัฐบาลตามแบบจำลองที่ 2 จะอยู่ได้โดยไม่มีแรงต้านจากชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นฐานคะแนนหลักก็ต่อเมื่อโครงสร้างประเทศได้ผันตัวให้ชนชั้นแรงงานอยู่ในสถานะชนชั้นนักลงทุนด้วย ไม่ทราบว่าผมเข้าใจแบบจำลองถูกรึปล่าวครับ

  • Susansaraly

    ขอบคุณบทความดีๆครับ ถ้าดูตามแบบจำลองนี้และผมเข้าใจไม่ผิด ทางแก้ของแบบจำลองที่ 1 คือการมีระบบราชการที่เข้มแข็งพอจะคานอำนาจฝ่ายทุนการเมือง แต่หากเป็นแบบจำลองที่ 2 ที่ฝ่ายการเมืองต้องพึ่งพิงกลุ่มนายทุน มันจะไม่มีวิธีแก้ปัญหาเรื่องค่าแรงสำหรับชนชั้นแรงงานเลยใช่มั้ยครับ รัฐบาลตามแบบจำลองที่ 2 จะอยู่ได้โดยไม่มีแรงต้านจากชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นฐานคะแนนหลักก็ต่อเมื่อโครงสร้างประเทศได้ผันตัวให้ชนชั้นแรงงานอยู่ในสถานะชนชั้นนักลงทุนด้วย ไม่ทราบว่าผมเข้าใจแบบจำลองถูกรึปล่าวครับ

  • Bankngam

    ตอบคุณ Susansaraly ครับ.ตอบคำถามแรก: ทางแก้ของแบบจำลองแบบ 1 คือการสร้างระบบราชการขึ้นมาคานอำนาจหรือไม่?ผมคิดว่าหนทางดังกล่าวไม่ใช่หนทางเดียวที่สามารถทได้ครับ, สิ่งสำคัญที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นหากรัฐบาลใช้นโยบายประชานิยมจริงๆ คือ (หนึ่ง) ควรส่งเสริมให้องค์กรตรวจสอบรัฐบาลทำงานอย่างเข้มแข็ง เพื่อลดโอกาสที่รัฐบาลจะใช้อำนาจทางการเมืองโยกย้ายค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic rent) หรือกำไรจากการผูกขาดผ่านระบบสัมปทาน เป็นต้น ไปให้แก่พวกพ้องหรือวงศ์วานธุรกิจของตนเอง และ (สอง) ควรส่งเสริมความเข้มงวดทางการคลังประกอบการทำนโยบายประชานิยม กล่าวคือ จะประชานิยมแค่ไหน แต่หากมีกรอบการทำนโยบายการคลังภาพใหญ่กำกับอยู่ ประชานิยมที่ว่าก็จะไม่ส่งผลเลวร้ายกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจรุนแรงนัก ครับตอบคำถามสอง: รัฐบาลตามแบบจำลองที่ 2
    จะอยู่ได้โดยไม่มีแรงต้านจากชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นฐานคะแนนหลักก็ต่อเมื่อ
    โครงสร้างประเทศได้ผันตัวให้ชนชั้นแรงงานอยู่ในสถานะชนชั้นนักลงทุนด้วย, ใช่หรือไม่?

    ผมคิดว่าไม่ใช่เช่นเดียวกันครับ เพราะ ภายใต้แบบจำลองทางเลือกที่สองของรัฐบาลจะทำให้แรงงานถูกตรึงค่าจ้างเอาไว้ต่ำกว่า ค่าครองชีพที่สูงขึ้นตลอดเวลา (หรือ +-อยู่แถวอัตราการเติบโตของค่าครองชีพ) ทำให้แรงงานไม่เหลือเงินออม และแรงงานที่ไม่เหลือออมย่อมไม่สามารถจะผันตัวเองไปเป็นนักลงทุนไปได้ครับ. แบบจำลองที่สองจึงเป็นแบบจำลองที่รัฐบาลจะต้องเผชิญกับการต่อสู้กดดันจากกลุ่มแรงงานอย่างรุนแรงตามมา และหากเศรษฐฏิจเข้าสู่ภาวะถดถอยการเผชิญหาระหว่างกลุ่มรัฐ+นายทุน กับแรงงานจะยิ่งมีความแหลมคมมากยิ่งขึ้นครับ

    ตอบคำถามสาม: มันจะไม่มีวิธีแก้ปัญหาเรื่องค่าแรงสำหรับชนชั้นแรงงานเลยใช่มั้ยครับ?

    ผมคิดว่าในท้ายสุด หากรัฐบาลเลือกทางเลือกที่ 1 แรงงานคงได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมอยู่แล้วครับ ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพียงทว่าเมื่อได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมแล้ว แรงงานก็ควรที่จะใช้เงินออมจากรายได้ที่สูงขึ้นไปเพื่อการลงทุนบ้าง (แต่นโยบายประชานิยมจะต้องถูกทำอย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบการคลังที่รัดกุมดังที่ได้กล่าวไปแล้ว) ทว่าในกรณีที่รัฐบาลเลือกทางเดินแบบ2 คือกดค่าจ้างเข้าไว้ในระดับต่ำ แรงงานอาจจะต้องต่อสู้ทางการเมืองเพื่อให้ได้ กลไกการปรับค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมแบบอัตโนมัติขึ้นมา เช่น แทนที่จะออกมาเรียกร้องค่าจ้างให้ปรับขึ้นเป็นรายครั้ง (ซึ่งจะทบกับบรรยากาศการลงทุนอย่างมาก) ก็ใช้วิธีการเสนอ “สูตรการปรับค่าจ้าง” ซึ่งผูกติดอยู่กับดัชนีมหภาคต่างๆตามหลักวิชา เช่น เงินเฟ้อรวม (Holistic inflation), การเจิญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth), ค่าครองชีพในพื้นที่เฉาะ เป็นต้น เรียกว่าถ้าจะเรียกร้องแล้วก็ต้องเรียกร้องอะไรที่ส่งผลต่อค่าจ้างในระยะยาวมากกว่าเป็นกลยุทธ์ต่อสู้ระยะสั้น

  • Susansaraly

    ขอบคุณคุณ Bankngam ครับ ถ้าดูตามแบบจำลอง โครงสร้างเศรษฐกิจไทยตอนนี้ก็ควรดำเนินไปตามแบบจำลองที่ 1 ไป ปัญหาที่ผมสงสัยคือสังคมสามารถอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจตามแบบจำลองที่ 1 ไปได้นานเท่าใด เป็นอนันตกาล หรือมีข้อจำกัด

    ที่ถามเพราะผมคิดว่า มีความเป็นไปได้ว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งฝ่ายการเมืองจะเข้มแข็งมากๆจนกลไกของรัฐไม่สามารถควบคุมการถ่ายเทความมั่งคั่งของส่วนรวมไปยังภาคส่วนต่างๆอย่างเป็นธรรม 

    และอีกสถานการณ์หนึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าฝ่ายการเมืองถูกควบคุมไว้อย่างรัดกุม ความมั่งคั่งได้รับการถ่ายเทอย่างเป็นธรรม ชนชั้นแรงงานก้าวผ่านมาเป็นชนชั้นนักลงทุนมากขึ้นในสัดส่วนที่มีผลชี้ขาดต่อการเลือกฝ่ายการเมืองแล้ว 

    เมื่อเกิดสถานการณ์ทั้งสองแบบข้างต้น โครงสร้างเศรษฐกิจในแบบจำลองที่ 1 ยังจะเหมาะสมกว่าแบบจำลองที่ 2 อยู่รึปล่าวครับสุดท้าย วกกลับมาประเด็นปัญหาเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ในแง่ของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ควรขับเคลื่อนนโยบายให้เห็นภาพค่าแรงก้าวกระโดด หรือเพิ่มทีละน้อยแต่ถี่ (อาจถึงระดับไตรมาส) จะดีกว่ากันครับ 

    ปล. พ่อค้าแม่ค้าเมืองไทยค่อนข้างอ่อนไหวต่อการขึ้นค่าแรง ค่าจ้าง ราคาน้ำมัน ข้าวสาร เนื้อหมู เป็ด ไก่ ห่าน ปลา สบู่ ยาสีฟัน ยันยาหม่อง กันมากเกินไปรึปล่าวครับ ในทางเศรษฐศาสตร์มีวิธีไหนที่ลดทอนความอ่อนไหวของพ่อค้าแม่ขายบ้างครับ

  • Bankngam

    ขออภัยที่ตอบช้านะครับ พอดีช่วงนี้งานค่อนข้างชุกครับ, และขอขอบคุณคุณ Susansaraly ที่คิดตามบทความนี้ (คนเขียนนอนตาหลับแล้วครับ – ยังไม่รีบตายเอาแค่นอนก็พอนะครับ) 1. โครงสร้างสังคมคงเปลี่ยนครับและกลยุทธ์ของรัฐบาลที่ดีที่สุดก็คงจะเปลี่ยนไปด้วยเรื่องนี้จะให้แม่นยำอาจต้องคิดอีกทีครับว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไรบนเงื่อนไขแบบไหน2. เรื่องความอ่อนไหวของพ่อค้าแม่ค้า ต่อการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ, อันที่จริงมันผูกโดยงอยู่กับหลายเรื่องครับ conventional theorist อาจบอกว่าต้องไปดูโครงสร้างของการใช้แรงงานว่าเป็นแรงงานเข้มข้นแค่ไหน (Labor intensive ratio) พร้อมกับดูความยืดหยุ่นของราคา (Price elasticity) ประกอบกัน, ทว่าถ้าถามผม ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือฝ่ายนโยบายต้องศึกษาเรื่อง Expectation management ในการทำนโยบายมหภาคให้มากครับ นั่นจะเป้นตัวชี้ขาดว่าการปรับค่าจ้างจะส่งผลต่อราคามาก หรือเร็วแค่ไหน