Practical Report ว่าด้วย “อารยธรรมเด็กแวนซ์” กับการ stereotype ของชนชั้นกลาง

โดย พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

สีสันของวันสงกรานต์อย่างหนึ่งก็คือ กลุ่มชายหญิงที่โยกย้ายไปตามจังหวะเสียงเพลงที่ถูกกระหน่ำจากตู้ลำโพงขนาดมหึมา ด้วยลีลาเร้าใจของเพลงแด๊นซ์ร่วมสมัย หลายคนขนานนามพวกเขาว่า “เด็กแวนซ์”

คำๆ นี้เริ่มเป็นที่รู้จักมาเมื่อ 2-3 ปีก่อน ที่มาของคำมาจากเสียงของรถมอเตอร์ไซค์อันเป็นยานพาหนะของกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนี้ ที่มีเสียงดัง “แว้นนนนนนนนน”ออกมาจากท่อไอเสีย พวกเขาเหล่านี้มักจะถูกจับกลุ่มกับผู้หญิงวัยรุ่นที่จะเรียกว่า “เด็กสะก๊อย”

ในช่วงสงกรานต์ หลายคนออกมาบ่นผ่าน status ของ Facebook ด้วยอารมณ์ที่อาจมองได้ว่า “เหยียด” เด็กแว๊นซ์ บ้างก็ค่อนขอดถึงลีลาการเต้นที่ปล่อยใจไปตามเสียงเพลง บ้างก็เหยียดหยามสไตล์การแต่งตัวหรืออัตลักษณ์ส่วนบุคคลที่เป็นเอกลักษณ์ของคนกลุ่มนี้ เช่น ใส่ยีนส์ขาเดฟ แว่นดำ เสื้อสีแสบๆ ย้อมผมทอง ที่แยกย่อยไปกว่านั้นก็คือ การมองไลฟ์สไตล์พวกเขาแบบเบ็ดเสร็จตามที่สื่อมักจะผลิตซ้ำความเชื่อ เช่น การแข่งรถเพื่อแลกเปลี่ยนคู่นอน

songkran

วัยรุ่นที่เล่นสนุกสุดเหวี่ยงในช่วงสงกรานต์ อาจได้รับคำนิยาม "เด็กแวนซ์" จากบางส่วนในสังคม (ภาพจาก Flickr โดย nogoodreason)

การแสดงความคิดเห็นแบบเหยียดหยามแบบนี้เป็นทัศนคติที่ค่อนข้างน่ากลัว เพราะมันคือการมองแบบ “เลือกจัดกลุ่ม” ให้เสร็จสรรพแล้วว่าคนเหล่านี้นั้นเป็นคนประเภทไหน หรือการจัดประเภทแบบพวกเขาพวกเรา

และที่แย่ก็คือการเลือกจัดกลุ่มแบบเหมารวมนั้นถูกพัฒนาให้กลายเป็น “เครื่องมือทางชนชั้น” ที่น่าสนใจ คำว่า “เด็กแวนซ์” กลายเป็นคำด่าเมื่อมีเพื่อนหรือบุคคลรู้จักทำตัวไม่เข้าท่า เช่น “วันนี้มึงแต่งตัวแวนซ์มาก” หรือ “ลีลาท่าเต้นนี่แวนซ์กระจาย”

คำว่า “แวนซ์” มีความหมายที่เลื่อนไหลกลายเป็นแสลงคำด่า เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับคำว่า “เสี่ยว” หรือ “ลาว” มาก่อนหน้านี้ หรือการนำการพูดไม่ชัดของชนกลุ่มน้อยอย่าง “กะเหรี่ยง” มาล้อเลียนเป็นเรื่องสนุกสนาน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นทัศนคติแบบเดียวกันที่น่ากลัวไม่น้อย

เพื่อนหลายคนถึงกลับเลิกฟังเพลงของวง So Cool หรือวง Clash เพราะพวกวงเหล่านี้กลายเป็นไอดอลของเด็กแวนซ์ ทั้งที่สมัยก่อนก็เคยกอดคอฟังเพลงเหล่านี้มาด้วยกัน เหตุการณ์แบบคล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นในช่วงที่เพลงป๊อปวัยใสแบบ “บับเบิ้ลกัม” ของค่ายอาร์เอสกำลังดังก็จะมีกลุ่มคนต่อต้าน หรือ ปัจจุบันกับกระแสเหยียด “ติ่งหูเกาหลี” ที่เอาไว้แขวะกลุ่มนักเรียนมัธยมที่คลั่งไคล้ศิลปินเกาหลีอย่างเต็มขั้น

สื่อมวลชนก็มีหน้าที่ผลิตซ้ำคำพูดดังกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์ในแง่ลบกับสังคม “เด็กแวนซ์” คือคนกลุ่มแรกที่มักจะถูกโยนความผิดให้เสมอในรายการเล่าข่าวยามเช้า เช่น เกิดเรื่องการทำแท้งเถื่อน การค้ายาเสพย์ติด โดยที่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบคำพูด โดยสรุปเหตุผลสุดท้ายของทุกเรื่องราวว่า “ก็เพราะมันเป็นเด็กแวนซ์”

กรอบของศีลธรรมมักจะถูกนำมาใช้เพื่อบอกว่าคนเหล่านี้ขาด “สามัญสำนึก” ซึ่งก็ต้องตั้งคำถามกลับไปว่า “มาตรฐานทางศีลธรรม” นั้นใครเป็นผู้กำหนด? และมาตรฐานทางศีลธรรมนั้นมีหน้าที่เพื่อสร้างมาตรฐานทางสังคม หรือเพื่อเหยียดคนกลุ่มหนึ่งให้ต่ำและทำให้ตัวเองรู้สึกสูงส่งทางศีลธรรมกันแน่ (โดยเฉพาะทัศนคติของชนชั้นกลาง)

การเขียนบทความนี้ไม่ได้ต้องการมุ่งเปลี่ยนทัศนคติจากขาวเป็นดำ หรือเพื่อเชิดชูคุณค่าของเด็กแวนซ์ว่าเป็นต้นแบบที่สังคมควรจะดำเนินตาม เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม เช่น การแข่งรถบนทางหลวง หรือ การยกพวกตีกัน ก็สมควรต้องเป็นถูกลงโทษไปตามหลักนิติรัฐที่กำหนดไว้

เพียงแต่อยากให้มองกลุ่มคนเหล่านี้ว่ามีคุณค่ามนุษย์เทียบเท่ากับ “กลุ่มคนเสื้อแพง” หรือ “กลุ่มพวกเอาพารากอนกูคืนมา” ก็เพียงเท่านั้น (น่าแปลกใจไม่เห็นมีใครไปเหยียดกันว่า “อี๋ เด็กทองหล่อ!!” หรือ “ว้าย!!เด็กสยาม” เหมือนกลายเป็นว่าการเป็นเด็กสยามหรือเด็กเมืองจะกลายเป็นชนชั้นขั้นสูงสุดของสังคมวัยรุ่นไทย โดยเด็กแวนซ์ถูกทำให้เป็นฐานล่างสุดของสังคมลำดับขั้น) ภาพเหล่านี้ยิ่งขยายสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมชนชั้นให้ชัดเจนมากขึ้น

ถ้าสังคมมองเขาเพียงว่าเป็น “แค่” เด็กแวนซ์ เขาก็จะเป็นแค่เด็กแวนซ์ แต่ถ้าสังคมมองเขาเป็นคนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่ดำรงด้วยความหลากหลาย และไม่ถูกฉาบด้วยมายาคติที่สูงส่งกับศีลธรรมจอมปลอม (ที่ถูกฉาบไว้ให้เราไม่เห็นความเท่าเทียมที่มีอยู่จริงในสังคมอุปถัมภ์) เขาก็จะเป็นเพื่อนร่วมสังคมแบบหนึ่งของเรา

อยากให้ลองคิดว่า เราเองปลดปล่อยอารมณ์ให้สนุกเท่าพวกเขาได้ไหม? เราไม่เป็นทาสของศีลธรรมและความดัดจริตว่าตนเองเหนือกว่าคนพวกนี้หรือไม่? ถ้าหากเขาไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับเราอย่าไปเหยียดเขาเลย ถือว่าเป็นสีสัน อย่ากระแดะกันให้มาก ประเทศเป็นแบบนี้ก็เพราะมัวแต่นั่งเหยียดกันนี่ล่ะ!!

(เพื่อนชาวต่างชาติบอกว่า ถ้าในประเทศของเขาเราไปเรียกคนอื่นว่า ไอดำ ไออ้วน ไอแขก หรือไอเตี้ย ป่านนี้คงกลายเป็นเรื่องใหญ่โตถึงขั้นลงไม้ลงมือหรือโดนแรงกดดันทางสังคมไปแล้วโทษฐานที่เป็นพวกเหยียดผิว หรือเหยียดอารยธรรม)

สิ่งสำคัญก็คือเราจะเลือกสังคมที่เราอยู่แบบไหน เราจะอยู่ในสังคมที่มีอารยธรรมหลากหลายแต่ทุกคนอยู่ภายใต้มาตรฐานทางกฏหมายเดียวกัน หรือ สังคมที่เราพยายามจะหล่อหลอม (และพยายามทำให้เชื่อว่า) สังคมมี “มาตรฐานทางศีลธรรม”เดียวกัน เพื่อนำมาปกปิดมาตรฐานทางสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ?

  • Bee

    เฮ้อ อ่านจบแล้วเหนื่อยมาก กับบทความแบบนี้
    ผู้เขียนหลงไปกับความถูก ผิด ที่ตัวเองตั้งบรรทัดฐาณไว้ตีความความคิดเห็นของคนอื่นมากไป แบบตีกรอบไว้เลย
    ว่าการแสดงความเห็นในทางลบต่อผู้อื่น เป็นการแบ่งแยกชนชั้นสังคม อยากขอใช้สุภาษิต ขี่ช้างไล่จับตั้กแตน นะคะ
    ปัญหานี้ คุณต้องยอมรับการว่า มาจาก พฤติกรรม ไม่ใช่ ฐานะ
    ไม่ใช่เด็กสยาม หรือ คนเดิน พารากอนทุกคน เป็นชนชั้นสูง ถ้าคนเหล่านั้นมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ก็ไม่มีใครยกย่องหรอกคะ
    ว่า ไม่เป็นไร เพราะเป็นคนที่เดินอยู่ในพารากอน หรือ สยาม
    คนทุกคน มี ดีชั่วอยู่ในตัวทุกคน
    สิ่งเดียวที่แยกแยะ ชนชั้นของคน คือ คนดี กับ คนไม่ดี
    คงไม่ต้องสาธยายมั้งคะ ว่าการกระทำแบบใดที่ แยกแยะ คนดี ออกจาก คนไม่ดี

    ประเด็นของเด็กแว้นส์ และสก๊อย ที่ทำให้เด่นชัดออกมาจากผู้คนอื่นๆ คือ สิ่งนี้ละคะ
    เพราะอย่างที่บอก ไม่ใช่ว่าฐานะ ของเด็กเหล่านี้จะจนนะคะ บางคนฐานะดีกว่าเราหลายๆคนอีกครั้ง
    ทำไม ไม่ไปเดิน สยาม หรือ พารากอนละ ไม่ใครห้ามได้นะคะ
    แต่เพราะ ค่านิยม รสนิยม การใช้ชีวิตของเขา ไม่ใช่ไงคะ

    คนเรามันก็มีการ แบ่งพรรค แบ่งพวก อยู่แล้ว อย่าปฏิเสธเลย
    คนเราชอบอะไรเหมือนๆกัน สนใจสิ่งเดียวกัน ก็รวมตัวกัน เป็น community ขึ้นมา
    เป็นปกติอยู่แล้ว ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต
    แต่ สิ่งที่พวก แว้นส์ และ สก๊อยส์ เขารวมตวักันทำ มันรบกวนชีวิตคนอื่นเขา
    ก๊นี้ละคะ ปัญหา

  • it’s me

    เราเข้าใจคุณพิเชษฐ์แบบเต็มหัวใจเลยค่ะ
    อาจะเพราะเราเรียนมาด้านสื่อกับสังคมด้วย

    เราก็เเค่มองว่า ทุกคนบนโลกเป็นเเค่ unit หนึ่ง
    มีคุณค่าในตัวเอง ขึ้นอยุ่กับว่าจะมากน้อยแค่ไหน
    แต่ถ้าถามว่าใครเปนคนให้ค่า ว่าคุณจะมีหรือไม่มีคุณค่า
    ก็คือบรรทัดฐานของสังคมที่ขีดกรอบไว้นั่นแหละ

    แล้วบรรทัดฐานนั้น ก็ถูกกำหนดจากผู้มีอำนาจ ซึ่งอาจจะเป็นสื่อหรือบลาๆๆ
    ที่ใส่ข้อมูลผลิตซ้ำฝังหัวเราเข้าไป ว่ามันต้องเปนอย่างนั้นอย่างนี้

    ก็แค่อยากให้มองเค้าเป็นแค่ unit หนึ่งที่เท่าเทียมกับเรา มีสิทธิในโลกนี้เหมือนเราทุกอย่าง

    เพียงแต่ว่าเค้าอาจมีความผิดที่กระทำไม่เหมาะสม (ซึ่งก็เปนเรื่องที่ต้องจัดการกันต่อไป)

    แต่ก็อย่าเหยียดกันนักเลย เพราะเราๆทุกคนกับพวกเค้ามันก็แค่มนุษย์คนหนึ่งเหมือนกันนั่นแหละ

    ไม่รุ้ว่าเราจะเข้าใจตรงกับคุณพิเชษฐรึเปล่า
    แต่เราชื่นชมคุณ กับการแสดงความคิดแบบมองจากนอกกรอบนะคะ ^ ^

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    บางคนก็ตลกดีนะฮะ ในขณะที่วิจารณ์ว่าคนเขียนโยนทุกเรื่องให้เป็นชนชั้นว่าเหมารวม ตีความความคิดเห็นคนอื่น ก็ไป label คนเขียนว่าเป็นเสื้อแดง และ label ว่าคนที่พูดเรื่องชนชั้นเป็นเสื้อแดง – นี่แหละครับประเด็นของบทความนี้

    ผมยังงงอยู่เลยว่าประเด็นมันยาวมาถึงเรื่องความเดือดร้อนกันยังไง เพราะว่าผู้เขียนก็ไม่ได้บอกว่า “ห้ามด่าเวลาพวกเขาทำคนอื่นเดือดร้อน เพราะว่าเขาถูก stereotype อยู่นะ เราต้องเห็นใจเขาให้มากๆ” นี่ครับ จริงอยู่ว่าพฤติกรรมส่วนใหญ่ที่เราพบเห็นนั้นเขาสร้างความเดือดร้อน ขี่รถเสียงดัง ทะเลาะวิวาท บ้างก็เลยเถิดไปถึงก่ออาชญากรรม (ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่ามีจริง)

    ประเด็นก็คือแล้วอย่างไร พวกเขายังเป็นมนุษย์อยู่ไม่ใช่หรือ มนุษย์ที่มีดีเลวชั่วแตกต่างคละเคล้ากันไป

    หลายความเห็นระบุฟาดฟันลงไปว่าแวนซ์และสก๊อยคือคนไม่ดีแบบทั้งสิ้นทั้งปวง นี่ไงครับคือการ stereotype ที่ไม่ได้จำกัดแค่สิ่งที่พวกเขาทำจริงๆ ตอนนี้มันเกิดขึ้นโดยแค่ปราดตามองรสนิยมบางอย่าง (สีผม กิจกรรม สถานที่ที่พวกเขาเลือกจะ hangout) ลองอ่านกระทู้จากพันทิปห้องสยามที่คุณพิเชฐแปะไว้ก็ได้ครับ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าลักษณะการเหยียดและ stereotype นั้นเกิดขึ้นอย่างไร

    ถ้าการแบ่งแยกระหว่าง “พวกเรา” และ “พวกแวนซ์สก๊อย” มันเกิดขึ้นหลังพฤติกรรมอย่างแท้จริง บทความนี้จึงจะไร้ความหมายครับ

  • Phoenix

    ผมว่ามันก็เกิดขึ้นหลังพฤติกรรมนะครับ เพราะถ้าแค่เดินสวนกันคงไม่มีใครไปด่าแว๊นหรอกจริงไหม?

    มันต้องบิดรถเสียงดัง รบกวนคนอื่น ดัดแปลงรถให้มันผิดกฏหมาย รวมกลุ่มตะโกนโวยวานไปตามบนถนน

    เขาถึงจะเรียกว่าแว๊นครับ ไม่มีใครหรอกเจอหน้ากันแล้วไปตัดสินว่าคนนั้นคนนี้แว๊น

  • http://iamruj.blogspot.com/ iamruj

    ผมเห็นด้วยกับ คุณ Phoenix นะ บริบทของพฤติกรรมเป็นตัวสร้างทัศนคติของภาพลักษณ์ให้ปรากฏน่ะครับ
    ไอ้คุณลักษณะ ขาเด๊ฟ แว่นดำ มันเป็นมายาคติ หลังจากการรับรู้พฤติการต่อเนื่องของการซิ่ง การรวมกลุ่มท้าทายความรู้สึกของคนรอบข้าง (วัยรุ่น…ผมว่ามีพฤติกรรมส่วนตัว และต่อต้านได้ทุกคน เพียงแค่การแสดงออกแบบไหน)

    ถ้าเห็น คนมีภาพลักษณ์ดังกล่าว…แล้วยิ้มให้เรา ไม่มีใครมองด้านลบ เพราะพฤติกรรมบางอย่างมันทำลายกำแพงความรู้สึกนั้นไป

    แต่ที่เรารู้สึกลบ เพราะพฤติกรรมบางอย่าง มันสร้างกำแพงนั้นขึ้นมา

    ผมยอมรับว่ารู้สึกไม่ดีต่อคำว่า “แว๊น” จากภาพปรากฏของการรวมกลุ่มซิ่งเบิ้ลรถเสียงลอดท่อตอนตีสาม การวิ่งแข่งรถสวนทาง อันนี้เป็นรูปธรรมความเสี่ยงที่มีผลต่อชีวิตคนอื่น…ที่ชัดเจน

    ส่วนผมไม่รู้สึกต่อต้านคำว่าแว๊นจากพฤติกรรมแข่งรถแลกคู่นอน หรือมั่วยา เพราะผมไม่เห็น…

    ผมว่าหลายคนตัดสินด้วยปรากฏการณ์จริงครับ…และสิ่งที่น้อง ๆ เค้าแสดงออกมาก็เป็นตัวสร้างภาษา จากวัฒนธรรมนิยมของเขาเอง…และผมว่าหลายคนพร้อมเข้าใจพวกเขา เพียงแต่ไม่มั่นใจว่าพวกเขาไว้ใจ และพร้อมที่จะเข้าใจคนอื่นหรือป่าว

    มันเป็นชีวิตหลากหลาย ที่น่าตามดูชมต่อไป…

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    เห็นด้วยนะครับคุณ Phoenix แต่ตอนนี้นอกจากเรื่องการมองเหยียดรสนิยมภายนอก (“เดี๋ยวบริจาคอุทัยทิพย์ให้ก็ได้ แล้วไปเล่นกันที่อื่น” อันนี้จากกระทู้ขอคืนพื้นที่สีลมนะครับ ชัดเจน) เวลาเจอพวกไม่มีมารยาท เล่นลวนลาม ในสงกรานต์สักที่ ก็เกิดการเหมารวมแล้วว่าเป็นแวนซ์ เจอเล่นแบบเสนอตัว หรือแก้ผ้า ก็เหมาแล้วว่าเป็นสก๊อย ทั้งที่จริงๆ อาจไม่ใช่ก็ได้ – มันเลยไม่ได้เป็นการตัดสินที่พฤติกรรมแบบเพียวๆ แล้วน่ะสิครับ

  • Warong

    ผมไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันครับว่าพี่ๆ พร้อมจะให้โอกาสแล้ว อยู่ที่น้องๆ เค้าจะเปิดใจจริงหรือไม่ เพราะคิดว่าอคติระหว่างพี่ๆ น้องๆ มันแรงเอาการทีเดียวครับ

    อย่างลองดูกระทู้เก่าๆ ใน pantip นี้ดูครับ ความเห็นส่วนมากไปถึงขั้นสนับสนุนการฆ่าและเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงต่อน้องๆ เอาเลย ซึ่งมันไปไกลเกินกว่าการไม่พอใจต่อพฤติกรรมไปแล้วไม่ใช่หรือครับ?

    http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8481394/A8481394.html

    http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8472635/A8472635.html

    บทความนี้อาจจะมีปัญหาอยู้บ้าง แต่อย่างน้อยก็บอกว่าอคตินี้มีอยู่นะ ซึ่งผมว่าก็น่าสนใจอยู่นะครับ น่าจะทำความเข้าใจอคติตัวนี้กันสักนิด เพราะผมว่าช่วงหลังๆ นี้สังคมไทยเต็มด้วยอคติและใช้วิธีหลอกตัวเองมากเกินไปน่ะครับ

  • xxx

    ผม label แล้วไงครับ แล้วจริงมั้ยล่ะครับ ที่พวกนี้ปัญหาทุกอย่างสามารถเอามาเขียนเป็นเรื่องชนชั้นหลอกด่าชนชั้นกลางได้อย่างมหัศจรรย์ อย่างคุณผมก้ label ว่าเป็นพวกเล่นเวปฟ้า ไม่เอามาตรา xxx สนับสนุนเสื้อแดง ผม label คุณถูกมั้ยล่ะครับ ก็เหมือนกับพวกคุณที่ label ชนชั้นกลางแล้วมาหลอกด่าโดยอาศัยบทความ ตลอดนั้นล่ะครับ จริงมั้ยล่ะ

    แล้วก็พ่อแม่ที่มีเงินซื้อมอไซด์คันล่ะหลายหมื่นให้ลูก ก็น่าจะเรียกว่าชนชั้นกลางได้แล้วด้วยซ้ำ ซึ่งประเด็นนี้ไม่มีใครตอบผมซักคนเดียว

  • วจนภาษา

    ลองมองอีกด้าน ทุกอย่างเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ที่เราทุกคนมีส่วนกันคนละนิดคนละหน่อย ค่อยๆ สะสมให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ทั้งหมดคือภาพสะท้อนสังคมไทย ที่นับวันยิ่งขาดการประนีประนอม การเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ คนวิจารณ์ก็วิจารณ์กันไป คนมีหน้าที่แก้ไขนอกจากครูบาอาจารย์แล้ว สำคัญที่สุดคือคนในครอบครัว ก็ควรช่วยกันคนละไม้คนละมือ การด่า การสาดคำพูดรุนแรงใส่กันก็เหมือนสาดแป้ง สาดน้ำแข็งใส่กันในวันสงกรานต์แหละ ยิ่งทำให้อารมณ์ปะทุ โกรธ เกลียด เป็นทุกข์ ไม่ก่อประโยชน์แก่ใคร หรือฝ่ายใดเลย

  • xso

    ไม่อยากใช้ภาษาแปลกๆ ให้คนอ่านงง นะ สั้นๆง่ายๆ
    คุณพิเชฐครับ ถ้าเค้าไม่ก่อให้เกิดความรำคาณ
    ไม่สร้างความเดือนร้อนในการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่ไม่สวมหมวกกันน๊อค
    อีกทั้งขับได้หวาดเสี่ยว บวกด้วยความมึนเมา ในเทศกาลสงกรานต์
    คุณคิดว่าใครจะมาบ่นให้เสียอารมณ์
    และเด็กสยาม หรือ คนเสื้อแพง หรือกลุ่มเด็กทองหล่อ
    ผมกลับมองว่า คุณเองนั้นแหละที่มองให้มันแบ่งแยกเสียเอง

  • LadyKillers

    ไม่ได้อยากจะเหยียดหยามเพื่อให้ตัวเองดูสูงส่ง
    แต่พฤติกรรมของคนพวกนี้ เหมือนcopy cat
    กันเลยค่ะ

    เราไม่ได้เอ่ยถึงการแต่งตัว หรือหน้าตา สีผิวดำๆ
    เราหมายถึง การทำตัวเป็นอันธพาล ต่อยตี รีดไถ
    ขี่มอไซด์เสียงแปร๋นๆ คือง่ายๆ ถ่อยสถุล ดีๆนี่เอง

  • พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

    ผมแวะเข้ามาอ่านเรื่อยๆครับ คงไม่มีอะไรตอบเพิ่มเติมเพราะได้ตอบในสิ่งที่คิดไว้ไปแล้ว ตอนนี้มองในเรื่องของเจตนารมณ์ของการผลิตผลงานขึ้นมามากกว่าครับ การสร้างพื้นที่เพื่อให้คนเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งสำคัญ ตอนนี้มีคนเข้ามาแลกเปลี่ยนจำนวนมาก เราไม่ใช่เจ้าของเรื่องแล้ว มันเป็นของสาธารณะเป็นประเด็นสาธารณะ มันเป็นของทุกคนที่เข้ามาถกเถียง เหมือนหนังล่ะครับ ผู้กำกับตายแล้วตั้งแต่หนังมันถ่ายทำและตัดต่อเสร็จ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของคนดู มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้วเมื่อเกิดการถกเถียงจะเกิดความรู้ใหม่ๆและเรียนรู้กระบวนการ Critical Thinking ซึ่งเป้นเรื่องที่ดีในสังคมไทย ขอบคุณมากครับที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยน ตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลเพื่อผลิตบทความชิ้นต่อไปอยู่ครับ อยากบอกว่าทุกคอมเมนต์ผมอ่านหมดนะครับไม่ว่าติหรือชม ^^

  • SO:)

    หากจะบอกว่าเป็นการจัดกลุ่ม มันคงมีมานานแล้ว แต่ละประเทศต่างก็มี
    ปกติมนุษย์เรามักจะไม่ยอมรับความเห็นอืิ่่นๆที่ขัดกับตน ถึงแม้จะยอมรับได้ก็มีส่วนใดส่วนหนึ่งที่ขัดๆกับความรู้สึกอยู่ดี

    พูดถึงเรื่องสิทธิความเป็นมนุษย์ ก็มนุษย์อีกนั้นแหละที่ไปตัดสิน โดยใช้หลักเกณฑ์ของตนเอง หากแต่ความน่ากลัวคือ การรวมกันใช้ แล้วมาชี้วัด ว่าคนที่แตกต่างมันไม่ใช่คนเป็นสิ่งอื่นอะไรที่เลวร้ายมาก…

    บทเรียนราคาแพงเราสามารถเห็นได้ หรา ในประวัติศาสตร์ 9 ตุลาคม 2519

    แม้เวลาจะผ่านมานานแล้วแต่ความแตกแยกทางความคิดก็ยังเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อยๆ . . เรากำลังย้อนรอยอยู่หรือเปล่า ???

  • ปุ๊กกู่

    ผมว่าประเด็นอยู่ที่สังคมคือการอยู่ร่วมกันด้วยความร่วมมือกันครับ

    และสิ่งที่จะขัดขวางการร่วมมือกันที่ร้ายแรงที่สุดก็คือความขัดแย้งระหว่างตัวตนของผู้คน
    หากลำพังเพียงตัวตน(ไม่ว่าจะถูกตีตราหรือจัดประเภทด้วยวิธีการไหน)คือ’ปัญหา’แล้ว
    ความร่วมมือในการแก้ไขก็ยากที่จะเกิด เพราะ ตัวตน มักจะถูกมองว่ามีตัวมีตนเปลี่ยน
    แปลงไม่ได้หรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก แค่ “มัน” ดำรงอยู่ ก็เป็นปัญหากับเราแล้วยอม
    ไม่ได้ต้องกำจัด ต้องกดข่ม

    ในแง่ของกฎหมายนั้นไม่มีอะไรเข้าใจยากเลย หากเราจะมองว่ามันคือความร่วมมือระหว่าง
    ผู้คนที่ยอมเสียสละผลประโยชน์บางส่วนเพื่อผลประโยชน์ที่ได้จากกฎกติกาเช่นความปลอดภัย
    ผมว่าเรื่องนี้ผ่าน

    แต่ที่ดูจะเป็นปัญหาก็คือ การพยายามจะปฏิเสธ วัตถุ เช่น ตัวตนที่ถูกตีตรา ในแบบจำลอง
    หนึ่งที่มองสังคมแบ่งแยกเป็นกลุ่มๆด้วยการจัดประเภทบางแบบรวมถึง “ชนชั้น” ด้วยการ
    อ้างถึง วัตถุนั้นๆในแบบจำลองนั้นๆ เพราะแบบจำลองดังกล่าวย่อมถูกสร้างมาเพื่อความสม
    จริงสอดคล้องในตัวเอง วัตถุ ดังกล่าวที่เรารับรู้ว่ามี เช่น เด็กแว้น สก๊อย ติ่งเกาหลี
    วัตถุเหล่านี้ดำรงอยู่ภายใต้แบบจำลองที่ยืนยันว่ามันดำรงอยู่ เราไม่สามารถปฏิเสธมันได้หาก
    เรายังคงรับรู้การดำรงอยู่ของวัตถุนั้นๆ เพราะนั่นคือการ “อ้างถึง” แบบจำลองที่รองรับมัน

    ทีนี้แล้วบทความนี้คืออะไร? ผมมองว่ามันเป็นความพยายามสร้างแบบจำลองใหม่ที่ไม่ได้
    พูดถึง วัตถุเดิมๆ ไม่ได้พูดถึง เด็กแว้น สก๊อย ติ่งเกาหลี ในแบบจำลองเดิมหากแต่พูด
    ถึงวัตถุคนละชิ้นที่ใช้ชื่อเหมือนกัน เป็นการเสนอ มุมมองทางเลือกที่มีต่อความเป็นจริง
    หรือเสนอความสมจริงทางเลือกที่ใช้อธิบายสังคม และผมก็คิดว่าหากท่านทั้งหลายรวมถึง
    เจ้าของบทความเอง ยังไม่สามารถแยกแยะความหลากหลายอันนี้ได้ ก็จะยังคงติดอยู่ใน
    กรอบของแบบจำลองเดิมๆที่เป็นเรื่องของชนชั้น การแบ่งแยกทางอัตลักษณ์ และความ
    ขัดแย้งที่’จัดการ’ได้ยากด้วยความร่วมมือกัน

    ดังนั้นผมจึงมองว่าบทความนี้ยังล้มเหลวในการสร้างแบบจำลองใหม่ เมื่อได้พูดถึงความ
    เหลื่อมล้ำ และ ชนชั้น เพราะเป็นการอ้างถึงแบบจำลองเดิมๆที่ยืนยันความแบ่งแยก
    ดังกล่าว สถานการณ์นี้เปิดให้ผู้ร่วมสนทนายืนยันแต่สิ่งเดิมๆที่ยังไม่อาจข้ามพ้นไปใน
    หัวข้อกระแสหลักที่เป็นเรื่องของการตีตรามนุษย์ ทั้งที่ข้อถกเถียงง่ายๆอย่าง สมมติ
    ว่าคุณแต่งตัวแบบ”พวกเขา”เที่ยวเล่นกับพวกเขา คุณจะเป็น”พวกเขา”หรือไม่ หรือ
    สมมติว่าพวกเขาในอีกเวลาหนึ่ง เป็นปัจเจกที่มีหน้ามีตามีสถานะทางสังคมเป็นเจ้าของ
    กิจการเป็นเครือข่ายธุรกิจใหญ่โต เขาจะเป็น “อะไร?” หรือ “ใคร?”

    การละเล่นทางความคิดเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นกับการสร้างแบบจำลองใหม่ๆ การเข้าถึง
    เข้าหาใหม่ๆ ที่เป็นทางเลือก ปราศจาก “ทางเลือก” เหล่านี้ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะ
    ต้องถกเถียงกัน เพราะความจริงมีแบบเดียว ความดีงามมีแบบเดียว แล้วความคิดก็ควร
    มีแบบเดียวแบบอื่นผิดหมด

    ผ่านทัศนคติที่เป็นเหมือนแบบจำลองที่เราใช้มองความจริงเหล่านี้ เรากำลังยืนยัน
    วัตถุ บางชิ้นอยู่ในฐานะ ‘ความจริง’ และเมื่อเป็นความจริงเราจึงเลิกที่จะคิดถึง
    ทางเลือกอื่นๆที่กลายเป็น ‘ไม่จริง’

    พูดง่ายๆนะ ถ้าในความคิดยังเป็น ‘พวกเขา’ อยู่ กรอบของการจัดกลุ่มแบบเดิม
    ก็ยังคงอยู่ และผมก็ไม่ได้เสนอว่า ‘พวกเขาจริงๆแล้วก็คือพวกเรา’ นะ นั่นก็เป็น
    มุมมองทางเลือกนึง ผมแค่จะบอกว่า มันมีวิธีข้ามพ้น บทสนทนาเหล่านี้ที่พูดเรื่อง
    เดิมๆอยู่

  • Mixkaze

    อยากแว๊นแล้วอะ 555

  • ผ่านมาเจอ

    “แว้น” ไม่ใช่คำที่เอาไว้เรียกเพื่อเหยียดชนชั้น แต่เอาไว้เรียกกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมอันน่ารังเกียจ เบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งไม่ได้จำกัดเลยว่าเค้าอยู่ในชนชั้นไหน อายุเท่าไหร่ (บางคนก็แก่เกินจะเรียกว่าเด็กแว้นแล้ว) พฤติกรรมอย่างว่าก็อาทิเช่น
    - หนังสือไม่เรียน งานก็ไม่ทำ เกาะพ่อแม่กิน มอไซก็เงินคนอื่น ทั้งๆ ที่พวกนี้อยู่ในวัยทำงาน/เตรียมทำงาน เป็นกำลังพัฒนาประเทศ
    - ตั้งแก๊งซิ่งมอไซกวนเมือง กวนหู ปิดถนนที่สร้างจากภาษีประชาชนคนอื่นแข่งรถ (ใครไม่ยอมหลบก็ทำร้าย ข่มขู่กรรโชก ถ้าผู้หญิงก็ลากไปข่มขืนข้างทาง ตัวอย่างก็ local road แถวสามเสนไงคะ แก๊งนี้ก็ลูกคนมีสีแถวค่ายตรงนั้นทั้งนั้น)
    - ซิ่งไปซิ่งมา มอไซคว่ำบาดเจ็บก็เข้าโรงพยาบาลด้วยบัตรทอง เปลืองภาษี เปลืองเตียงคนอื่นเค้าค่ะ
    - ก่ออาชญากรรมสารพัดรูปแบบ ปล้นจี้ ค้ายา ลักขโมย (ก็งานไม่ทำแล้วจะเอาตังค์ที่ไหนแต่งรถ เลี้ยงหญิงล่ะ)
    - หากสก๊อยพลาดท่ามีลูกขึ้นมา…จะมีสักกี่คนเชียวที่จะเลี้ยงลูกให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพได้ ที่เคยเห็นมากะตาอายุซัก 14-15 แต่ท้องโย้มาละ เด็กที่เกิดมามีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นปัญหาสังคมเหมือนพ่อแม่

    พวกนี้เป็นเรื่องคุณภาพคน ปัญหาสังคมนะคะ ไม่ใช่เรื่องชนชั้นสักหน่อย ถึงเป็นลูกเศรษฐีแต่วันๆ ไม่ทำประโยชน์อะไร แถมสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น เค้าก็เรียกขยะสังคมเหมือนกันค่ะ แต่ละชนชั้นก็มีทั้งดีทั้งเลวปนกันแหละค่ะ

    ชื่นชมนะคะที่พยายามเขียนเรื่องชนชั้นทางสังคม เพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวทุกคนแต่ไม่ค่อยมีใครกล้าวิพากวิจารณ์ น่าจะยกตัวอย่างอื่นที่ไม่ใช่ “แว้น” มาเป็นต้นเรื่องนะคะ เพราะกรณีนี้เหตุ(พฤติกรรม)มาก่อนผล(ชื่อเรียกและความรู้สึก)ค่ะ

  • Problem …

    ต้องขอโทษก่อนนะครับ คือพอจะเข้าใจประเด็นของบทความว่าพูดถึงอะไร มีสาระที่น่าสนใจและมีข้อคิดที่ดี
    แต่ทว่า ประเด็นของบทความนั้นกล่าวอ้างอิงประเด็นเพียงเรื่องเดียว นั่นก็คือ เรื่องของการดูถูกเหยียดหยาม และการตั้งพรรคแบ่งพวก ซึ่งจะทำให้รายละเอียดของบทความกล่าวถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นสำหรับประเด็นนั้น ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของบทความ จะทำให้คนในสังคมคิดในอีกมุมหนึ่ง มองอีกมุมหนึ่ง ถือว่า เ ป็ น สิ่ ง ดี ค รั บ ทำให้คนได้มองเพิ่มขึ้นอีกมุมหนึ่ง

    แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว สาระและข้อเรียกร้องของบทความคล้ายคลึงจะเป็นแนวความคิดแบบ อุ ด ม ค ติ( ท า ง ศี ล ธ ร ร ม ) ซึ่งแน่นอนว่า สังคมมีความซับซ้อน ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมมันไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเดียว เด็กแวนซ์ – สก๊อย แน่นอนว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แล้วสังคมก็ต้องมีพรรคมีพวก คนทุกคนมีเพื่อน มีครอบครัว มนุษย์มักจะชอบอยู่กับคนที่มีบางสิ่งบางอย่างคล้ายคลึงกัน เช่น เพศ นิสัย รสนิยม รูปแบบการดำเนินชีวิต หรืออีกมากมาย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกิดกลุ่มคน เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีการรวมกลุ่มเพื่อความอยู่รอด เช่นเดียวกับเด็กแว้น – สก๊อย ที่จะจับกลุ่มแล้วใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

    ดังนั้นประเด็นต่อมาก็คือ เ รื่ อ ง ข อ ง พ ฤ ติ ก ร ร ม แ ล ะ ก า ร แ ส ด ง อ อ ก ข อ ง ก ลุ่ ม ค น ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น น่าจะเกิดจากจุดนี้
    “ไม่”น่าจะเกิดจากความ ก ร ะ แ ด ะ และความต้องการตั้งแง่ในการเป็น “ชนชั้นที่สูงกว่าในสังคมของชนชั้นกลาง” แต่นั่นน่าจะเป็น reaction ของคนในสังคมมากกว่า เพราะพฤติกรรมที่กลุ่มคนแสดงออกมา ทำให้มนุษย์เกิดความพึงพอใจและไม่พึงพอใจ และแสดงท่าทีของการเข้ารวมกลุ่ม หรือปฏิเสธกลุ่มอย่างชัดเจน

    นี่น่าจะเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในสังคม และต้องหาทางแก้ไขปัญหาที่ “ต้นเหตุ” มากกว่าที่จะเรียกร้องให้มนุษย์อีกกลุ่มหนึ่ง ย อ ม รั บ อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถ้าทำได้เช่นนั้นจริง ปัญหาเช่นนี้ก็ไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นครับ

    ขอบคุณมากครับ

  • ANS

    แย่เนอะไม่ต้องมาแก้ตัวหรอกถ้าไม่เข้าใจจุดประสงค์ที่คนเค้าเกลียดเด็กแว๊นซ์
    พวกกลุ่มเอาพารากอนเอาเกาหลีคุณเคยเห็นเค้ายกพวกตีกับใครป่ะกินเหล้าแล้วมีเรื่องระรานคนอื่นหรือตีพวกเดียวกันเองป่ะหรือเคยเห็นเค้าสร้างความรำคาญทางโสตประสาทให้คนอื่นป่ะขอโทดนะผมมองแล้วแม้พวกนั้นจะไร้สาระแต่ก็มีประโยชน์กว่าเด็กแว็นซ์เยอะมากอ่ะ
    กลุ่มเด็กแว็นซ์ผมว่าเป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ไม่จำเป็นสำหรับสังคมไม่พัฒนาระบบนิเวศในสังคมและไม่สร้างความน่ารักให้สังคมเลยซักนิดเก่งแต่สร้างเรื่องเก่งแต่ติดยาเก่งแต่ตีกันลองดูคดีในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็เกิดจากไอ้พวกนี้ทั้งนั้นถ้าจะเข้าข้างก็ลองให้มันมาเปิดอู่แวนซ์อยู่ข้างๆบ้านเหมือนผมดูดิวันๆไม่ทำมาหากินไรอ่ะขอเงินพ่อแม่หรือปล้นหรือทำงานมาเพื่อแต่งท่อทำเบาะทุเรศว่

  • คนผ่านทาง

    ผมคิดว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ครับ

  • tatar

    อ่านจนจบ และสรุปได้ว่า….ดีชั่ว อยู่ที่ตัวทำ

  • คันตรงหน้า

    กว้างดีนะ เขียนดีมากเลย ชอบๆ
    ก็เพราะสังคมไทยโดนปลูกฝังความเป็นชนชั้นอยู่ตลอดเวลามานมนานแล้วนิ
    แล้วยิ่งไอการดูถูกเหยียดหยามเนี่ย มีให้เห็นทุกวันหลังข่าว
    ผู้เจริญแล้วทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และการศึกษาอย่างประเทศไทย ย่อมรู้กันดี ^^

  • หนุ่ม

    นึกถึงข่าวผู้เสียชีวิตถูกรถชนระหว่างขับมอเตอร์ไซค์ไปซื้อนมให้ลูก
    ในหลายๆความคิดเห็นต่อข่าวนั้นคือเขาเป็นเด็กแว้น ตายเสียได้ก็ดี

    ทั้งที่ข้อมูลการเสียชีวิตยังไม่กระจ่าง แต่คนจำนวนหนึ่งก็ชิงประณามเขาเสียแล้วว่าไม่มีคุณค่าที่จะอยู่ต่อไป
    โดยไม่คิดที่จะพิจารณาข้อมูลต่อไป

    เขาอาจจะเลิกพฤติกรรมเดิมๆแล้วตั้งใจดูแลลูก ไม่มีความหมายสำหรับความเห็นเหล่านั้น
    เพราะเราตัดสินว่าเขาดีหรือไม่ ไม่ใช่จากการกระทำของเขา แต่จากเขาเป็นกลุ่มใคร

  • สั้นๆ

    ประเด็นคือ ถ้าหากคุณไม่ไป label เด็กบ้านนอก ที่มีลักษณะเหมือนกับ”เด็กแว๊นซ์” (ผิวคล้ำ ปากดำ หรือจากการแต่งตัว ฯลฯ) ที่ “เดินผ่านไปผ่านมา” ว่าเป็น “พวกที่ชอบก่อกวน” คุณก็ไม่น่าจะใช่คนที่ผู้เขียนต้องการจะย้ำเตือนความคิดหรอกครับ

  • hhh

    เข้าใจ บทความพยายามสร้างให้เกิดความเท่าเทียมในสังคม  แต่ยังไง การกระทำในด้านลบต่างๆที่ผมเห็นเคยสัมผัส มันก็เด็กเเว็นอีกตามเคย  คุณบอกว่าไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหนถ้าไม่ทำความเดือนร้อนให้สังคม ก้ไม่ควรไปเหยียด เด็กแว็นนี้มันตัวทำความเดือนร้อน ตัวฉกรรจ์ เลยละ  ยิ่งถ้าสงกรานต์ด้วยแล้วเป็นวันของพวกมัน เอาเป็นว่าผมสรุปความคิดเห็นจากใจ ผมจะเหยียดเฉพาะพวกที่ทำความเดือนร้อนให้สังคมและตัวผมด้วย แต่ก็เข้าใจ ที่กลุุ่มคนพวกนั้น ที่เป็นนั้น หลัก ๆเกิดจากสภาพแวดล้อม และสถาบันครอบครัว เราต้องยอมรับความจริง แต่ผมก็เกียด อยู่ดี