สงครามและสันติภาพ (War and Peace) : เพชรน้ำเอกที่แฟนคลับ SIU ไม่ควรพลาด

June 29, 2009

วรรณกรรมชุด War and Peace หรือ สงครามและสันติภาพ ผลงานของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งรัสเซียนาม ลีโอ ตอลสตอย (Leo Tolstoy) ถือเป็นงานวรรณกรรมคลาสสิกชิ้นเอกของโลกอีกชิ้นหนึ่งที่ได้รับการแปลเผย แพร่ไปทั่วโลก แปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2473 โดยนายทหารที่ไปเรียนในรัสเซียและแปลจากภาษารัสเซียโดยตรง แต่ฉบับนั้นเป็นฉบับที่แปลแบบตัดข้อความบางส่วนออกไป

สำหรับครั้งนี้นับว่าเป็นการแปลฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด และแปลจากหลากหลายสำนวนภาษาโดย วิภาดา กิตติโกวิท เป็นผู้แปลและถ่ายทอดวรรณกรรมสุดคลาสสิกนี้สู่สายตาคนไทย โดยเฉพาะผู้มีโอกาสได้อ่านงานชิ้นนี้ตั้งแต่พิมพ์ครั้งแรกและติดตามเรื่อยมา จนได้กลายมาเป็นผู้วาดภาพประกอบปกวรรณกรรมชุดนี้อย่าง เทพศิริ สุขโสภา เล่าว่า…

“ผมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือและเรียนเรื่องวรรณกรรมกับศิลปะ ในการเรียนศิลปะนั้น เราจะต้องรู้ว่าในแต่ละยุคคนเขียนรูปเขียนอะไร และขณะนั้นนักประพันธ์เขาประพันธ์เรื่องอะไร ฉะนั้นผมจะเรียนเรื่องที่ตอลสตอยเขียน ดอสโตเยฟสกีเขียน ไล่ยุคกันมาเลยจนถึงปัจจุบัน ฉะนั้นเรื่องสงครามสันติภาพจึงอยู่ในใจมาตลอด เฮมิงเวย์ บอกว่า ‘ถ้าฉันจะต้องสู้กับนักเขียนด้วยกันฉันไม่กลัว แต่ถ้าต้องสู้กับตอลสตอย ฉันต้องน็อคยกแรกแน่ๆ’ นั่นคือการให้เกียรติและยกย่องตอลสตอย

ผมได้อ่านเรื่องสั้นๆ มาก่อนจนได้มีโอกาสมาอ่านฉบับแปลโดย ‘หลวงยอดอาวุธ’ ผมอ่านแล้วรู้สึกจับใจมาก อะไรกันเขียนแบบนี้ได้อย่างไร ตัวละครแต่ละตัวมีชีวิตชีวาโลดแล่นไปมาเห็นจริงเห็นจังมาก อ่านแล้วรู้สึกประทับใจ พออ่านอยู่ก็คอยพลิกดูปก ตาแก่ที่หนวดเครารุงรังนี่นะเหรอเขียนตัวละครผู้หญิง-ผู้ชายที่โลดแล่นอยู่ ในวรรณกรรมเล่มนี้ แล้วตัวละครแต่ละตัวก็มีชีวิตชีวามาก อ่านแล้วมันรู้สึกรุกเร้า ตอนอ่านนั้นยังไม่รู้ว่าฉบับที่แปลนั้นมีการตัดทอนเนื้อหาบางส่วนออก เนื่องจากต้นฉบับเขาบรรยายอารมณ์ความรู้สึกยาวมาก เลยตัดออกไปบ้าง

จนกระทั่งอาจารย์วิภาดานำมาแปลครั้งนี้สะใจอย่างยิ่งเลยเพราะได้อ่านแบบ เต็มๆ แต่มันจะได้อารมณ์และความรู้สึกคนละแบบกัน ฉบับหลวงยอดอาวุธจะได้รสชาติของความเป็นทหาร ในการรบ ในสงคราม ในการเป็นทหารต้องพูดแบบกระชับ สั้นๆ อย่างทหารเล่า อีกอย่างหนึ่งคือได้กลิ่นของภาษาไทยแบบเก่าๆ อย่างเช่นประโยคว่า ‘โคมลอยๆ’ ซึ่งเดี๋ยวนี้อาจจะพูดว่า ‘เหลวไหลน่า’ คืออ่านฉบับนั้นแล้วจะได้อารมณ์และความรู้สึกแบบเก่าๆ”

ศิลปินรุ่นใหญ่เล่าอีกว่า “เมื่อผมจำเป็นต้องวาดภาพประกอบก็ต้องหาต้นฉบับภาพ ซึ่งหายากมาก ดูหนังที่ฮอลลีวู้ดนำมาสร้าง หนังของรัสเซียก็ดูและมีพิพิธภัณฑ์สงครามและสันติภาพ ผมได้ไปดูมาแล้ว แต่ว่าหาต้นฉบับภาพยากมากจริงๆ เพราะเวลาวาดภาพประกอบจะต้องนึกว่าพระเอกนางเอกหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อนึกภาพได้แล้วต้องคิดอีกว่าส่วนประกอบต่างๆ เช่น เสื้อผ้า เชื้อชาติ หรือของในยุคนั้นควรจะเป็นอย่างไร ผมเลยลดปัญหาของความละเอียดจุกจิกเหล่านั้นมานำเสนอด้วยภาพสงคราม มีการยิงกัน หรือใช้ปืนใหญ่ และทหารกลุ่มต่างๆ

ต้องทำให้ผู้อ่านได้กลิ่นของสงครามนั้น ได้เห็นภาพที่ชัดเจน และมีจุดพักสายตา เช่น ภาพทหารรัสเซียขี่ม้า ภาพตึกรามบ้านช่องในยุคนั้นเป็นอย่างไร แต่ไม่เขียนตัวละครพระเอกนางเอก กว่าจะเขียนออกมาแบบนี้ได้ต้องใช้เวลานานมาก แต่รู้สึกดีใจที่ได้รับใช้หนังสือดีๆ และอยากให้คนอ่านได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะเป็นหนังสือที่เยี่ยมเรื่องหนึ่ง เป็นสุดยอดวรรณกรรมและสุดยอดนิยายของโลก”

ด้านนักเขียนและนักอ่าน สันติสุข โสภณสิริ ที่ได้อ่านวรรณกรรมสำคัญๆ ของโลกมามาก และเป็นคนไทยจำนวนไม่มากนักที่ได้อ่านภาคภาษาอังกฤษจนจบ เขาเล่าถึงความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรมชุดนี้ในฐานะเป็นผู้เขียนคำนิยมว่า…

” ความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรมสุดคลาสสิกชุดนี้เป็นความคลาสสิกที่ไม่ถึงกับโบราณ มาก เพราะถ้าเป็นแบบโบราณจริงๆ จะต้องเป็นมหากาพย์อย่างของกรีกหรือโฮเมอร์ ทีนี้ในยุคต้นรัตนโกสินทร์เมื่อเทียบกับวรรณกรรมระดับโลกแล้ว ‘สงครามและสันติภาพ’ หรือ ‘War & Peace’ ถือเป็นวรรณกรรมที่เทียบเท่าได้กับวรรณกรรมคลาสสิกโบราณ ความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรมชุดนี้ คือสิ่งที่ตอลสตอยเขียนขึ้นมา ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แม้กระทั่งนวนิยาย สิ่งที่ท่านเขียนเป็นเรื่องสมมติ ฉากประวัติศาสตร์ต่างๆ อิงประวัติศาสตร์จริง แต่ตัวละครใช้ชื่อสมมติขึ้นมา เช่น ‘เจ้าชายอองเดร’ หรือ ‘เบซูฮอก’ ท่านคิดขึ้นมาเอง ซึ่งจริงๆ แล้วน่าจะเป็นนวนิยาย

แต่สิ่งที่ท่านต้องการเขียนคือเรื่องชีวิตจิตใจของมนุษย์ ความต้องการของมนุษย์ คือเขียนสิ่งที่เป็นความจริงของมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัย ความยิ่งใหญ่โดยปกติแล้วในการเขียนนวนิยายจะใช้ตัวละครไม่มากนักหรือถ้ามาก อาจจะทำให้บุคลิกของตัวละครเกิดการซ้ำกัน แต่สำหรับในเรื่องนี้แล้วท่านเขียนให้ตัวละครมีชีวิตโลดแล่นอยู่ได้ไม่ต่ำ กว่า 500 ชีวิต ตัวเด่นๆ มีเป็นร้อย แต่ทั้งหมดนี้ท่านต้องการเขียนถึง ‘ชีวิตจิตใจของมนุษย์’ ที่มีทั้งความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอิจฉาริษยา ทั้งหมดอยู่ในเรื่องนี้ เป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่ดี และถ้าย้อนประวัติถึง ‘ลีโอ ตอลสตอย’ ว่าทำไมถึงเขียนไปถึงคนชั้นสูง เพราะเรื่องวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ของท่านตอลสตอยจะเป็นเรื่องของชนชั้นสูงทั้ง นั้น

ทั้งที่ท่านเองเป็นคนที่ลงไปสัมผัสกับคนยากคนจนและถือว่าเป็นนัก สังคมนิยมที่ยิ่งใหญ่ ก่อนที่จะมีสังคมนิยมในยุคหลังๆ แล้วกลุ่มสังคมนิยมของท่านเป็นกลุ่มที่เน้นเรื่องสันติ และท่านเป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ถึงแม้จะไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัยมาก่อน ภูมิหลังของท่านสนใจในเรื่องของชีวิตมนุษย์นี้มาก คนชั้นสูงเขาจะมีกิเลสที่โลดแล่นมากกว่าชนธรรมดาสามัญ และท่านหยิบตัวละครแต่ละตัวมา ตัวละครเหล่านั้นเป็นชีวิตจริงๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นชื่อตัวละครที่ท่านแต่งขึ้นก็ตาม”

พร้อมทั้งเล่าถึงผู้เขียนอีกว่า “ในช่วงเวลาที่ตอลสตอยเขียนเป็นตอนที่ท่านมีความสุขเพราะเป็นช่วงฮันนีมูน เพิ่งมีชีวิตสมรส คือท่านเกิดในยุคสมัยรัชกาลที่ 3 แล้วเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ภายหลังต้องยอมรับว่าตอนมีอายุมากขึ้นท่านเขียนมุ่งไปทางเรื่องศาสนาค่อน ข้างมาก เพราะหลังจากฮันนีมูน 15 ปี ท่านค้นพบความจริงของชีวิตมากขึ้น ทัศนคติของท่านจึงเปลี่ยนไปมากและจะเขียนทุกอย่างลงไปในงานของท่าน รายละเอียดทุกรายละเอียดทำให้จินตนาภาพเห็นภาพนั้นๆ เหมือนถูกดึงเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย

ทั้งหมดนี้คือความยิ่งใหญ่ของนักประพันธ์ระดับนี้ ที่จะดึงให้เราเข้าไปอยู่ในงานของเขาและเมื่ออ่านจบ เราหลุดออกมา ชีวิตเราก็เปลี่ยน ความคิดเราก็เปลี่ยน มันไม่ได้เปลี่ยนเพราะเขา แต่เขาชวนเราไปสัมผัสกับบางสิ่งบางอย่างที่เราอาจจะไม่รู้จักตัวเราเอง ความชั่ว ความชัง ความริษยาในตัวเรามี แต่เราอาจจะยังไม่ค้นพบ แต่ตัวละครพวกนี้แหละที่สอน ซึ่งเรานึกไม่ถึง ผมอยากให้คุณมาลองลิ้มรส ลองอ่าน อย่างน้อยมีคนแปลให้และแปลจากหลายสำนวน รวมทั้งแปลจากภาษาจีนด้วย”

เรื่องนี้ตัวเอกคือ ‘เจ้าชายอังเดร’ เป็นเจ้าชายที่ห้าวหาญ แต่จบชีวิตเร็วเพราะคุณธรรมของนักรบสมัยก่อนคือต้องป้องกันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าเกิดสงครามขึ้นต้องพร้อมรบเสมอ

“สำหรับ พวกนักรบรัสเซียเขาออกไปรบแล้วเขาไม่ถืออาวุธ ถือแต่ธงชัยออกไปสู้ แล้วเขาถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ตายในสนามรบ แต่แล้วคนคนนี้ พอผ่านสงครามมามากๆ ไม่ได้ขี้ขลาดนะ แต่ไม่อยากรบแล้ว เมื่อก่อนเป็นคนที่ฝักใฝ่สงคราม สงครามเพื่อมาตุภูมิ แต่หลังจากนั้นเขารักสันติภาพ ผมดูฉากในหนังมันไม่ได้ซึ้งเลย ผมมาอ่านในหนังสือมันเหมือนกลับไปในหลักของพระพุทธศาสนาด้วย รู้สึกถึงความว่างเปล่าของชีวิตว่าอยู่ดีๆ มารบและมองดูในสนามรบมีแต่กลิ่นคาวเลือด แต่เหนือขึ้นไปจากตัวท่าน เมฆลอยขึ้นไปเอื่อยเฉื่อย มันอย่างกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนพิภพ เลยเห็นว่าจริงๆ แล้วเรามารบมาฆ่าฟันกันเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงหรืออะไรต่างๆ

นับแต่นั้นเขาไม่อยากที่จะรบอีก ต่อให้นโปเลียนมาเคาะประตูให้ออกมาดวลกันเขาก็ไม่ออก แต่ไม่ใช่เพราะความขี้ขลาด แต่เพราะท่านเป็นคนที่กล้าท่านเลยใฝ่สันติ บางทีคนอาจจะไปยึดติดอยู่กับฉากสงครามใหญ่ๆ ของนโปเลียน แต่จริงๆ แล้วสงครามและสันติภาพของคนเรามีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสิ่งที่ท่านต้องการเขียนคือสงครามเพื่อสันติภาพในชีวิตจริงของคน แม้กระทั่งอยู่ในปัจจุบัน เพียงแต่เอาสงครามมาเป็นฉากอิงประวัติศาสตร์และท่านเขียนได้สมจริงตรงที่ว่า เหตุการณ์มันเกิดขึ้นก่อนที่ท่านจะเกิดสัก 25 ปี และช่วงที่เขียนท่านอายุ 14 ปี ท่านเองก็เป็นคนชั้นสูง เลยสะท้อนจิตวิญญาณของคนชั้นสูงออกมาได้ครบถ้วน

ถ้าเขียนชีวิตของคนชาวไร่ชาวนามันคงไม่ครบเท่าไร แต่อย่าไปดูถูกเพราะเมื่อก่อนพวกหัวฝ่ายซ้ายเขามองว่าเขียนไปทำไมถึงพวกคน ชั้นสูง ไม่มีประโยชน์อะไร ต้องเขียนถึงคนรากหญ้า ซึ่งจริงๆ มันไม่ต่างกันหรอก ถ้าอ่านเรื่องนี้จะได้ความรู้ในด้านต่างๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในยุคนั้น”

ขณะที่ นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน กล่าวในฐานะนักอ่านตัวยงด้วยว่า “หนังสือชุดนี้เป็นวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ และงานเขียนของตอลสตอยเป็นงานเขียนที่ประณีตทุกเล่ม เป็นงานที่เขียนอย่างตัวเองเป็นนายของภาษาจริง บรรยายฉากที่อังเดรพบรักกับนาตาชา บรรยายได้งดงามชนิดที่ว่าเห็นภาพตามไปด้วยเลย นวนิยายเล่มนี้ถ้าเปรียบเทียบกับไททานิคแล้วไททานิคจะมีฉากเป็นเรื่องที่ เกิดขึ้นจริงทั้งหมด ส่วนตัวละครแจ๊คกับโรสเป็นตัวละครที่สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะจับความสนใจของ ผู้คนเข้าไปสู่เหตุการณ์ ความขัดแย้ง และเรื่องราวต่างๆ ในเรื่อง

ส่วนเรื่อง ‘สงครามและสันติภาพ’ ฉากเหตุการณ์ต่างๆ เป็นเรื่องจริง คือชื่อเรื่องสงครามและสันติภาพ แต่ฉากสงครามจริงๆ มีไม่ถึง 1 ใน 5 หรอก นอกนั้นเป็นฉากตัวละครทั้งสิ้นเลย ความรู้สึก จิตใจ ความคิด ปรัชญา ทุกอย่างยิ่งใหญ่มาก”

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
……………….

ความเห็น SIU

ทุกคนควรที่จะได้อ่าน War and Peace สักครั้งในชีวิต

Comments

4 Responses to “สงครามและสันติภาพ (War and Peace) : เพชรน้ำเอกที่แฟนคลับ SIU ไม่ควรพลาด”

  1. 1. บดินทร์ on June 29th, 2009 14:17

    อ่านมานามากแล้ว ครับ (ยังไม่จบเสียที)

    อยากให้ siu ช่วยเกาะติดข่าว
    พม่า สนใจ เป็น พธม. กับ เกาหลีเหนือ หน่อยครับ

    http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/19323/burma-north-korea-in-an-unholy-military-alliance

  2. 2. Siam Intelligence Unit » เกาหลีเหนือ ส่งนิวเคลียร์ให้พม่า? on July 1st, 2009 1:10

    [...] : ขอบคุณ คุณบดินทร์ ที่ช่วยแจ้งข่าวเรื่องนี… [...]

  3. 3. Tinuviel on July 1st, 2009 12:41

    เล็งมานานแล้ว แต่ไม่กล้าอ่านเสียที เล่มใหญ่มากๆ

    ซักวันหนึ่ง ฉันจะอ่าน ฉันจะอ่าน … ^^”

  4. 4. เจริญชัย on July 1st, 2009 20:41

    อ่านเถิดครับ
    แล้วจะรู้ว่า “ความงดงามระดับเทพ Sublime” เป็นอย่างไร

Got something to say?