Practical Report กยอ. บอก “กระทรวงน้ำ” เอาไม่อยู่ เสนอตั้งองค์การมหาชน-ออก พ.ร.บ. จัดการน้ำทั้งระบบ

ดร.โกร่ง เผย กยอ. มอบหมาย “วิษณุ เครืองาม” ร่าง พ.ร.ฎ. จัดตั้ง “องค์การมหาชน” ดูแลด้านภัยพิบัติของประเทศเป็นการเร่งด่วน และในระยะยาวจะออก พ.ร.บ. ให้อำนาจเต็มอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ยังจะขยายวงเงินของ “กองทุนประกันภัย” จาก 5 หมื่นล้านบาทเป็น 1 แสนล้านบาท

ด้านวิษณุ เครืองาม หนึ่งในกรรมการ กยอ. ให้สัมภาษณ์ว่าในสมัยรัฐบาลทักษิณเคยคิดจะตั้งกระทรวงน้ำแต่ไม่ได้ทำ ส่วนคราวนี้ควรเป็น “องค์การมหาชน” เพื่อความคล่องตัวและปราศจากการเมืองแทรกแซง ให้ทำงานเชิงวิชาการ มีอำนาจตัดสินใจและประสานงาน

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ร่วมแถลงข่าวแต่งตั้ง กยอ. (ภาพจากทำเนียบรัฐบาล)

‘ดร.โกร่ง’ เผยแผนเก็บข้อมูลน้ำ-ซ้อมใหญ่เตือนภัยเดือนสิงหาคม

นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธ ศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องกลยุทธ์การบริหารจัดการแหล่งน้ำของไทย จัดโดยสมาคมไทยญี่ปุ่น ร่วมกับหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ

ขณะเดียวกันในระยะสั้น ต้องมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเตือนภัยให้เสร็จทันภายในปีนี้ ต้องมีการสำรวจคู คลอง หนองบึง ให้ข้อมูลถูกต้องทั้งความกว้างและระดับความลึก เพราะที่ผ่านมาคูคลองในกทม.และปริมณฑล ระบุว่ากว้าง 20 เมตร วัดจริงกว้างแค่ 10-12 เมตรเท่านั้น การวางแผนตัดสินใจจึงผิดหมด และหลังปรับข้อมูลให้ทันสมัย จะต้องมีพิธีซ้อมใหญ่ นำข้อมูลที่ถูกต้องมาป้อนในแบบจำลองในคอมพิวเตอร์เพื่อจะได้รู้ระดับน้ำ สามารถเช็กเครื่องมือ อุปกรณ์ การสั่งการ ว่ามีความพร้อมหรือไม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับปากที่จะจัดให้มีการซ้อมใหญ่แล้ว คาดว่าในเดือน ส.ค.นี้

นอกจากนี้ กยอ.ได้มอบหมายให้ นายวิษณุ เครืองาม หนึ่งในคณะกรรมการ กยอ. ร่างพ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การบริหารภัยพิบัติชาติ มีการบริหารงานในรูปแบบองค์การมหาชน เบื้องต้นมีนายกฯ เป็นประธาน

จาก ข่าวสด

‘วิษณุ’ เผยแผนขั้นแรกตั้ง “องค์การมหาชน” เป็นตัวกลางประสานงานก่อน

นายวิษณุ เครืองาม หนึ่งในกรรมการ กยอ. ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการตั้งองค์การมหาชนกับกรุงเทพธุรกิจ มีใจความสำคัญดังนี้

“ความจริงเมื่อ 10 ปีที่แล้วในช่วงการปฏิรูประบบราชการ เราเคยมีความคิดที่จะมีกระทรวงน้ำ เพื่อนำหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำทั้งหมดมาอยู่รวมกัน แต่เอาเข้าจริงมันก็ทำได้ไม่เท่าไร เพราะบางกระทรวงก็อยากเอาภารกิจไว้ในในกิจการของกระทรวงตัวเอง ในเวลานั้นจึงมีความเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะตั้งกระทรวงน้ำ เรื่องนี้จึงต้องพับไป”

ในเวลานี้เมื่อมีการเสนอให้มีการฟื้นกระทรวงน้ำขึ้นมาใหม่ ในเชิงนโยบายหากจะมีกระทรวงที่ 21 ขึ้นมาดูแลเรื่องน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำแล้งน้ำท่วม หรือว่าน้ำจืดหรือน้ำเค็ม คงไม่มีอะไรขัดข้องที่จะให้มีกระทรวงนี้ขึ้นมาจัดการน้ำภาวะปกติ เหมือนกับการจัดการปัญหาของ 20 กระทรวงที่มีอยู่

แต่วันนี้ปัญหาเฉพาะหน้าคือเรากำลังพูดถึงเรื่องอุทกภัย ซึ่งเป็นวิกฤติ เวลาเกิดวิกฤติ กระทรวงน้ำก็เอาไม่อยู่ เพราะฉะนั้นจึงมีความคิดอีกแบบหนึ่งว่า นอกเหนือไปจากกระทรวงน้ำแล้ว จะต้องคิดถึงองค์กรขึ้นมาเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติต่างๆและการบริหารจัดการน้ำรวมทั้งระบบ รวมไปถึงการแก้ปัญหาข้อขัดข้องทางกฎหมายที่มีอยู่จำนวนมาก เพราะวันนี้ใครจะทำฟลัดเวย์ ก็จะต้องไปทำประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ซึ่งแค่นี้ก็ติดแล้ว

นอกจากนี้หากเราคิดว่าจะลงทุนแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ แต่ไม่มีเงิน แล้วจะไปร่วมทุนกับเอกชน โดยรัฐให้ที่ดินแก่เอกชน แล้วเอกชนออกเงินก่อสร้าง ก็จะติดพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพราะโครงการใดที่มีวงเงินลงทุนเกิน 1 พันล้าน จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ถึงตรงนี้ 1 ปีคงไม่มีทางจะสร้างอะไรได้ หรือแม้แต่รัฐบาลจะก่อสร้างฟลัดเวย์ 60-70 กิโลเมตร แต่เมื่อผ่านท้องถิ่นไหนก็จะมีปัญหาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม และอำนาจขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือเทศบาลเหล่านั้นทำให้ติดปัญหาของท้องถิ่นอีก รวมไปถึงการขุดลอกคูคลองก็จะมีปัญหาอีก

ดังนั้นจึงคิดว่าอาจจะต้องมีองค์กรหนึ่งขึ้นมาเพื่อเป็นองค์กรพิเศษ ซึ่งเท่าที่ได้มีการหารือกันมีความเห็นว่า การจัดตั้งองคต์กรในระยะแรกสามารถจัดตั้งได้เร็ว ด้วยการออกเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อจัดตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาอีกองค์การหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานกับกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อจัดการกับวิกฤติการณ์ โดยเฉพาะวิกฤติน้ำ ถ้าทำได้แค่นี้มันก็จะมีอำนาจรัฐขึ้นมาในการประสานกับอบจ. อบต.เทศบาล หรือกรุงเทพมหานครฯ (กทม.) ปัญหาการเปิดปิดประตูน้ำมันอาจจะเบาลง หรือหมดไปได้

ระยะยาวออก พ.ร.บ. ให้อำนาจเต็ม

แต่ความที่เป็นองค์การมหาชน ก็สามารถจัดการปัญหาได้เพียงระดับหนึ่ง คงจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดไม่ได้ เพราะจะไปเวณคืนที่ดินเพื่อ มาทำฟลัดเวย์ คงทำไม่ได้ หรือจะไปลบล้างอำนาจตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ต่างๆก็ไม่ได้ จึงต้องคิดไปถึงอีกระยะหนึ่ง ระยะที่ 2 ที่จะต้องออกพ.ร.บ.ให้มีอำนาจเท่ากับพ.ร.บ.ที่มีอยู่ทั้งหลาย ที่ให้อำนาจในการขุดลอกคูคลอง เอาอำนาจของท้องถิ่นมาใช้ในเวลาเกิดวิกฤติ

อย่างไรก็ตามคำว่า”วิกฤติ” ไม่ใช่บอกว่าเป็นก็เป็น แต่เหมือนกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน ที่ปกติกระทรวงต่างๆจะมีอำนาจของตัวเอง แต่เมื่อประกาศภาวะฉุกเฉินหน่วยงานที่ตั้งขึ้นสามารถใช้อำนาจของกระทรวงต่างๆได้ทันที จึงคิดว่าองค์การที่บริหารจัดการเรื่องน้ำควรมีอำนาจเช่นนี้ เช่น อาจจะมีอำนาจในการเวณคืนที่ดิน อำนาจในการจัดการผังเมือง กำหนดให้สร้างหรือไม่ให้สร้างอะไรในพื้นที่นั้นๆ เพราะมันจะขวางลำน้ำ รวมทั้งอำนาจในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกีดขวางลำน้ำ

“ขณะที่บางเรื่องอาจไม่ถึงกับต้องลงไปจัดการเอง เพียงแต่ประสานให้หน่วยงานนั้นๆใช้อำนาจของหน่วยงานที่มีอยู่ หรือบางเรื่องที่มีปัญหาหนักขึ้น องค์กรนี้ก็อาจจะสั่งให้หน่วยงานต่างๆทำ เมื่อเห็นว่าหน่วยงานต่างๆแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ผล สั่งไปแล้วไม่ทำอะไร องค์การนี้อาจจะมีอำนาจพิเศษดึงอำนาจของหน่วยงานนั้นๆมาดำเนินการเอง เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย ก็ส่งคืนกลับไปสู่ภาวะปกติ”

โครงสร้างองค์กรมหาชนเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ จะเหมือนกับองค์การมหาชนธรรมดาที่มีอยู่ 20 กว่าองค์การ ที่จะมี กรรมการ ประธานกรรมการ ผู้อำนวยการ ซึ่งอำนาจไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่เมื่อพัฒนาไปเป็นระยะที่ 2 ซึ่งจะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ องค์กรนี้ก็จะมีอำนาจเยอะขึ้น จึงคิดว่าต้องเป็นองค์กรที่สังกัดผ่ายบริหาร แต่เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระมากที่สุด คนที่จะเข้ามาบริหารจัดการ จะต้องมีวิธีการสรรหาเข้ามา โดยกำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามเอาไว้ เพื่อไม่ให้การเมืองเข้ามาวุ่นวายเพราะต้องทำงานแบบวิชาการ และต้องตัดสินใจเด็ดขาด รวมทั้งไม่ต้องเกรงผลกระทบในทางการเมือง

โดยสรุปการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการน้ำจะมี 2 ระยะ คือระยะเฉพาะหน้า คือการจัดตั้งองค์การมหาชน ขึ้นมาเพื่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินเร่งด่วน เฉพาะหน้า โดยการออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกได้เร็วไม่เสียเวลามากนัก เพราะไม่ต้องเข้าสภา แต่มีอำนาจไม่เต็ม

อีกระยะหนึ่งคือออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งต้องผ่านสภา 2 สภา องค์กรนี้จะมีอำนาจเต็ม และบริหารจัดการน้ำได้อย่างเต็มที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบของการบริหารจัดการภัยธรรมชาติของแต่ละประเทศ โดยพยายามทำให้เข้ากับสังคมไทยมากที่สุด เพราะระบบราชการของไทยไม่เหมือนกับที่อื่น เมื่อเราตั้งองค์กดรใหม่ขึ้นมาแล้วมันก็ยังอยู่ในระบบราการ

อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้จาก กรุงเทพธุรกิจ