ร่วมรับใช้ชาติ โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
“ผมหวังว่าคุณจะจำได้ ในห้วงยามแห่งความสงสัยและความอึดอัดใจเหล่านั้น ไม่มีอะไรทีไร้เดียงสาเลยในแรงดลใจของคุณที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องการแค่การรับใช้ชาติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง-หนึ่งหมัดที่กระแทกหน้าความอยุติธรรม-เพื่อส่งแรงกระเพื่อมแห่งความหวังน้อยๆ…”
ประเทศไทยกำลังอยู่ในความสับสน ทุกคนรู้สึกปวดร้าว ในวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานและไร้ซึ่งความหวัง บางคนรู้สึกว่า ความขัดแย้งครั้งนี้จะนำไปสู่ “สิ่งที่ดีกว่า” ในอนาคตข้างหน้า แต่ในวันนี้ เราแทบไม่เห็นความหวังนั้น และหากว่าอนาคตจะดีกว่า ทำไมการมาถึงของวันอันสดใสนั้น…มันช่างยาวนานเหลือเกิน…
สิ่งที่ “ทุกคน” ทำในวันนี้ คือ การกล่าวโทษนักการเมือง พวกนี้มัวแต่กัดกัน และไม่เคยคิดสร้างสรรค์อะไรเพื่อประเทศชาติ ยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่ ทุกคนรู้สึกว่า เพราะปัญหาการเมือง จึงทำให้ชีวิตของพวกเขาย่ำแย่ลง ทุกคนโทษการปิดสนามบินที่ทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ทุกคนโทษเสื้อแดงที่ป่าเถื่อนและก่อความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ทุกคนมัวแต่ “เรียกร้อง” จากประเทศชาติ แต่ไม่เคยถามว่า “ตนเอง” ได้ทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง
ผมเองต้องคอยปลอบโยนเพื่อนฝูง และรวมถึง “ญาติผู้ใหญ่” ที่เคารพนับถือ ว่าวิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานครั้งนี้ จะนำพาไปสู่วันเวลาที่ดีกว่า ผมตอบไปด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา อย่างไรก็ตาม ด้วยการโหมกระหน่ำของคลื่นแห่งความหดหู่ที่ซัดสาดถาโถมมาจากทั่วทุกสารทิศ วันแล้ววันเล่า ในที่สุดก็ยังทำให้พลังเชื่อมั่นของคนเล็กๆคนหนึ่งอย่างผม ถึงกลับ “สั่นคลอน” ได้
ผมเกือบจะสิ้นสูญศรัทธาในบ้านเมืองนี้ ประเทศชาติที่เคยสงบสุขร่มเย็นมาช้านาน ทว่าบัดนี้กลับลุกเป็นไฟ ด้วยแรงอาฆาตพยาบาทไม่จบสิ้น แต่แล้ว “ถ้อยคำ” ดลใจของชายผู้หนึ่ง ได้จุดประกายความหวังที่ดับมอดไปแล้วของผมให้ลุกโชติช่วงขึ้นมา
“Change We can believe in”
ผมยอมรับโดยบริสุทธิ์ใจว่า “ไม่เคยมีความศรัทธารักชอบในนักการเมืองคนใด” แต่แล้วสุนทรพจน์บทหนึ่งของเขา “บารัค โอบามา” ที่ได้พูดไว้ก่อนที่จะได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 44 ของมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก เพียง 8 เดือน ก็ได้ทำให้ผม “จิตวิญญาณเบื้องลึก” ของผมเปลี่ยนแปลงไป
ผมตื้นตันใจกับสุนทรพจน์บทนี้อย่างลึกซึ้ง แม้มันจะเป็นเพียงสุนทรพจน์ที่แสดงต่อนักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จปริญญาตรี แต่ทุกถ้อยคำและประโยคอันลื่นไหล ไม่เคยค้นพบคำว่า “ท้อแท้ หรือ สิ้นหวัง” สุนทรพจน์นี้ “เรียกร้องและปลุกเร้า” ให้อเมริกันชนทุกคน “ลุกขึ้นสู้” สุนทรพจน์นี้ไม่ได้เรียกร้องให้ทุกคนเสียสละ ไม่ได้ประณามคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แต่สุนทรพจน์นี้กำลัง “กระซิบเบาๆ” กับจิตสำนึกใฝ่ดีของคนทุกคน
สุนทรพจน์นี้ อาจทำให้บางคนยิ่งรู้สึกหดหู่ ที่แม้อเมริกันชนจะต้องเจอวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เจอพายุที่ถาโถมนานัปการ แต่พวกเขายังมี “ประธานาธิบดี” ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ หากทว่า “เมืองไทย” ที่เผชิญวิกฤตเล็กน้อยกระจ้อยร่อยกว่า แต่กลับไม่มี “นักการเมือง” คนใดที่จะหวังพึ่งพาได้
อย่างไรก็ตาม หากเข้าใจสุนทรพจน์บทนี้ของ “โอบามา” อย่างลึกซึ้งแล้ว ความรู้สึกนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย แต่เรากลับรู้สึกว่า “อนาคตของตัวเราและประเทศชาติ” อยู่ในกำมือของเราทุกคน เราไม่ต้องหวังพึ่งนักการเมือง แต่นักการเมืองกลับต้องหวังพึ่งพาเรา เราทุกคนต้องทำตัวเป็นที่พึ่งที่ดีของประเทศชาติ
หลายปีที่ผ่านมา ผมได้สูญเสีย “ความเพ้อฝัน” ที่จะช่วยเหลือประเทศชาติไปสิ้น ทุกวันคืนและโมงยามนั้น ผมเฝ้าแต่คิดคำนึงถึงเพียงการสร้างความมั่งคั่งให้ตนเอง แล้วจึงค่อยเผื่อแผ่ให้คนรอบข้าง และส่วนที่เหลือจึงค่อยเจือจานไปยังเพื่อนร่วมโลก แต่ในห้วงโมงยามที่ผมสูดดม “สุนทรพจน์” อันจับใจของท่านประธานาธิบดีสหรัฐคนนี้ ผมกลับรู้สึกว่า “การรับใช้ชาติ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เราต้องเสียสละผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เป็นภารกิจที่เราทุกคนควรจะภาคภูมิใจ
ผมไม่รู้หรอกว่า “โอบามา” จะจริงใจแค่ไหนในคำพูดนั้น ผมไม่ปรารถนาจะทราบด้วยว่า “โอบามา” จะฝืนความต้องการของกลุ่มทุนและนักการเมืองเลวๆได้มากแค่ไหน แต่อย่างน้อยที่สุด สุนทรพจน์ของเขา ก็ได้ปลุกเร้า “จิตวิญญาณส่วนลึก” ของผมขึ้นมา ปลุกเร้าความรู้สึกของคนในยุคทุนนิยม ที่ความ “รักชาติ” และปรารถนาดีต่อผู้อื่นได้สูญหายไปสิ้นแล้ว ให้ลุกโชติช่วงสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง
เขาไม่ได้ขอร้องให้เราทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่คาดหวังให้เราทำในสิ่งที่เราทำได้ อาจเป็นการช่วยเหลือเพื่อนบ้านใกล้เคียง อาจเป็นการคิดค้นธุรกิจที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม หรืออาจเป็นการทำงานในองค์กรเพื่อสันติภาพ หรือเข้าไปสอนหนังสือในโรงเรียนเพื่อผลิตเยาวชนที่ดีออกมารับใช้ประเทศชาติ และแม้กระทั่งการส่งผักและผลไม้สดให้กับคนยากจนในละแวกบ้าน การรับใช้ชาติจึงเป็นเรื่องของการทำในสิ่งที่เราถนัดอยู่แล้ว และขยายดัดแปลงบางส่วนเพื่อให้เข้ากับผลประโยชน์ของประเทศชาติ
โอบามาเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้มอง “การเมือง” แยกขาดจากเศรษฐกิจ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม โอบามาเชื่อว่า ทุกคนสามารถรับใช้ชาติได้ ในทุกเรื่องที่กระทำ ในทำนองเดียวกัน คนไทยทุกคนควรจะเริ่มคิดได้แล้วว่า “เราจะรับใช้ชาติด้วยวิธีการใด” ดีกว่ามาพร่ำบ่นว่า “การเมืองทำให้ทุกอย่างพังพินาศ”
ในวันนี้ ผมไม่รู้ว่า “วิกฤตการเมืองไทย” จะยาวนานเท่าไร “วิกฤตการเมืองไทย” จะพัวพันให้ “เศรษฐกิจไทย” ที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ต้องทรุดโทรมลงไปเพียงใด ผมไม่รู้จริงๆว่า “แสงสว่าง ณ ปลายอุโมงค์” จะมาถึงในวันใด แต่ผมกลับมาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าอีกครั้ง ในคำกล่าวของ พลูทาร์ก นักประพันธ์กรีก ที่ว่า “สิ่งที่เราทำได้ภายในตัวเราเอง จะเปลี่ยนแปลงความจริงในโลกภายนอก”
ยังไม่สายเกินไป ที่คนไทยทุกคนจะร่วมกันเปลี่ยนแปลงความคิดในใจตนเอง จุดประกายความเชื่อมั่นในอนาคตของตนเองและประเทศชาติให้ลุกโชนสว่างไสว แม้ตัวเราอาจเปลี่ยนแปลงโลกได้เพียงเล็กน้อย แต่พลังไฟของเราที่ส่งต่อไปยังผู้อื่น และที่ผู้อื่นส่งต่อมาถึงเรา อาจจะสอดประสานร้อยเรียงกัน จนกลายเป็น “แสงสุริยันแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ที่สาดสว่างเจิดจ้า เพื่อลบรอยความมืดมิดออกไปจากผืนแผ่นดินไทย และเปิดเผยความงามอันอ่อนโยน ต่อมวลสายตาชนชาวโลกหลายพันล้านคน…อีกครั้งหนึ่ง
อเมริกันชนมอบโอกาสให้ “คนผิวสี” ที่ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ทางการเมืองคนหนึ่ง ได้ขึ้นมากุมชะตากรรมของประเทศที่ได้ชื่อว่า “มหาอำนาจ” อันดับหนึ่งของโลก จึงเป็นเครื่องชี้ว่า “คนอเมริกัน” กำลังโหยหา“ความเปลี่ยนแปลง”
แล้วทำไม “คนไทย” จึงไม่ยินยอมมอบมอบความไว้วางใจให้ตัวของเราเองในการที่จะสร้าง “ความเปลี่ยนแปลง” ให้ประเทศชาติของเรา ด้วยการร่วมรับใช้ประเทศชาติคนละไม้คนละมือ และเลิกพร่ำบ่นหรือกังวลว่า “การเมืองไทย” จะทำให้ประเทศชาติและตัวเราสูญเสียอะไรบ้าง
“ในห้วงยามที่เต็มไปด้วยการถากถางและความคลางแคลงใจ เราต้องการให้พวกคุณ ทำให้เรากลับมาเชื่อมั่นกันอีกครั้งหนึ่ง”
……………………………………………………….
คำขอบคุณ
ขอส่งความระลึกถึงไปยัง “คนชายขอบ” ที่ช่วยแปลสุนทรพจน์ที่กินใจยิ่งของท่านประธานาธิบดี “โอบามา” ออกมาเป็นหนังสือที่มีชื่อว่า “วิชาสุดท้าย 2” เพื่อให้คนไทยทุกคนได้เพ่งมองออกไปยังพลังสร้างสรรค์ที่ได้ลุกโชติช่วงอยู่ทั่วทุกมุมโลก จนอาจทำให้เลิกท้อแท้ และลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศนี้บ้าง
และที่จะลืมไปไม่ได้ คือ คุณหมอ วิจารณ์ พานิช ผู้บริหารอาวุโส ผู้ยอมรับกับผมจากใจจริงว่า สุนทรพจน์ที่ “โอบามา” ไปกล่าวไว้ที่ National Academy of Sciences ได้ทำให้ท่าน “ติดตราตรึงใจ” ตลอด 3 ชั่วโมงแห่งความรื่นรมย์นั้น ทั้งที่ท่านเป็นคนที่ไม่ปรารถนาจะเหลือแลโทรทัศน์แม้สักเศษเสี้ยววินาทีเดียว
