Practical Report จาก “ม.ให้อะไร?” ถึง “กูเป็นนักศึกษา” ถึง “มหา’ลัย มหาหลอก”

โดย พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

กลางเดือนมิถุนายนหลายๆสถาบันการศึกษาคงเปิดภาคการศึกษาเป็นที่เรียบร้อย
ท่ามกลางบรรยากาศ เพลงเชียร์ การซ้อมลีดฯ ล่ารายชื่อรุ่นพี่ในสมุดเซ็นชื่อ เพื่อนใหม่ ฯลฯ

เราลองเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า…….มหาวิทยาลัยให้อะไร? ทำไมเราถึงเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย?
เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยคนหนึ่งบอกว่า หลังจากเรียนจบแล้วเขาจะเรียนต่อปริญญาโททันที โดยให้เหตุผลว่า

“คิดดูนะถ้าเราเรียนจบปริญญาตรี อย่างดีก็ได้เงินเดือน 15,000 บาท ต้องไปเป็นลูกน้องเขาเอาอกเอาใจเจ้านายสารพัด ให้มันโขกสับ แต่ถ้าเราเรียนโท ลงทุนสักสองแสน พอจบมาก็อาจจะได้เงินเดือน 20,000 บาท แค่สองปีเราก็คุ้มทุนแล้ว แถมได้เป็นเจ้าคนนายคนด้วย ทีนี้ล่ะเราจะได้ใช้ไอพวกเด็กจบใหม่บ้าง”

ผมไม่เก่งคณิตศาสตร์ และมันเป็นสมการที่คนโง่เลขอย่างผมไม่ทีทางคิดออก

แต่สิ่งที่ผมคิดออกเรากำลังมองว่า “ใบปริญญา” คือ “วีซ่า” สำหรับการเลื่อนชั้นไปสู่การเป็นอภิสิทธิ์ชน

นักศึกษาต่างหลั่งไหลเข้าคิวขอยื่นพิจารณาวีซ่า แต่ละคนกำลังรออนุมัติจากมหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้สิ่งที่ทำให้เขา “ก้าวหน้า”จากชีวิตที่เป็นอยู่

ไม่ได้สอนให้เรียน
แข่งขันอย่างคลั่งบ้า
ไม่ได้สอนคิดบ้าว่าเป็นคนเหนือคน
จบเห็นแก่ตนแต่งงานสืบพันธุ์แล้วตาย


ไม่ได้สอนให้โกงให้กลอกกลิ้ง
ไม่ได้สอนว่าเป็นเทวดา
ไม่ได้สอนให้จบออกมา
เหยียดหยามประชาชน


ไม่ได้ให้ปัญญาเอาไว้คดโกงสังคม
มหา’ลัยสอนไว้ให้เรา
เป็นข้าประชาชน


เพลง “ม.ให้อะไร?” โดย พงษ์สิทธิ์ คำภีร์

ในชีวิตนักศึกษาปีหนึ่ง “เฟรชชี่” เรากำลังเริ่มแข่งขันเพื่อตัวเอง เพื่อนำความรู้ความสามารถไปพัฒนาสังคม หรือเรากำลังจะใช้ข้อได้เปรียบตรงนี้ไปเหยียบหัวคนอื่นเพื่อให้ตัวเองสูงขึ้น

จะมีใครไหมที่หลุดจาก “วัฎสังสาร”แห่งนี้?

กูเป็นนิสิต นักศึกษา
วาสนาสูงส่งสโมสร
ย่ำค่ำนี่จะย่ำไปงานบอลล์
เสพ เสน่ห์เกสรสุมาลี


กูเป็นนิสิตนักศึกษา
พริ้ง สง่างามผงาดเพียงราชสีห์
มันสมองของสยามธานี
ค่ำนี้กูจะนาบให้ หนำใจ


กูเป็นนิสิตนักศึกษา
เจ้าขี้ข้ารู้จักกู หรือไหม
หัวเข็มขัด กลัดกระดุม ปุ่มเน็คไทร์
หลีกไปหลีกไปอย่ากีดทาง


กู เป็นนิสิตนักศึกษา
มหาวิทยาลัยอันกว้างขวาง
ศึกษา สรรพรสมิเว้นวาง
เมืองกว้างช้างหลายสบายดี


กูเป็นนิสิต นักศึกษา
เดินเหินดูสง่ามีราศี
ย่ำค่ำกูจะย่ำทั้งราตรี
กรุง ศรีอยุธยามาราธอน


เฮ้ย กูเป็นนิสิตนักศึกษา
มี สติปัญญาเยี่ยมสิงขร
ให้พระอินทร์เอาพระขรรค์มาบั่นรอน
อเมริกา มาสอนกูเชี่ยวชาญ


กูเป็นนิสิตนักศึกษา
หรูหรา แหลมหลักอัครฐาน
พรุ่งนี้ก็ต้องไปร่วมงาน
สังสรรค์ในระดับปริญญา


ได้ โปรดฟังกูเถิดสักนิด
กูเป็นนิสิตนักศึกษา
เงียบ โว้ย-ฟังกู–ปรัชญา
กูอยู่มหาวิทยาลัย…


…กูอยู่มหาวิทยาลัย
รู้ ไหม เห็นไหม ดีไหม
อีกไม่นานเราก็ต่างจะตายไป
กอบโกยใส่ตัวเองเสีย ก่อนเอย

“กูเป็นนิสิตนักศึกษา” บทกวี โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ ปี 2512

เด็กมัธยมปลายทั้งหลายผู้ใฝ่หาสิ่งที่เดียวกัน ทั้งลูกผู้ลากมากดี ลูกตาสีตาสา หรือนักเรียนทุนกู้ยืมการศึกษา ต่างต้องการเข้าสู่ “มหาวิทยาลัยปิด” อันโอ่โถง เพื่อเป็นบันไดดาวให้เราก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ตลอดเวลา4ปีในช่วงมหาวิทยาลัย ต่างคนต่างแข่งขัน จนบางทีเรามองข้ามความเป็นคนของคนด้วยกัน เหยียบบ่าคนที่อ่อนแอกว่าเพื่อที่จะไปยืนในจุดที่สูงที่สุด

โดยที่หลังจากจบการศึกษาทุกคนต่างวิ่งเข้าสู่ระบบโรงงาน ที่พร้อมจะดูใบเกรดและเกียรตินิยมที่สวยหรู ดูมีค่าไม่ต่างจากใบการันตีพันธุ์ม้าชั้นเลิศหรือใบประกันพันธุ์ของสุนัขสายประกวด

แต่ก็มีหลายผู้ ที่พ่ายแพ้ในสงครามการแย่งชิงพื้นที่ในการผลักดันตัวเองให้สูงขึ้น

หลายคนโชคดี ที่ยังมีกิจการในครอบครัวรองรับ เรียนจบเพียงเพื่อเป็นเกียรติและเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล

แต่หลายคนไม่…. ครอบครัวต้องขายทรัพย์สินมาเพื่อส่งเสียบุตรหลานให้ได้รับการศึกษา หรือเป็นนักเรียนทุนกู้ยืมการศึกษา หลายคนพ่ายชะตาระเห็จระเหินกลับไปที่บ้าน เอาใบปริญญาไปฝาก และพบว่าที่นั่นไม่เหลืออะไรที่เป็นของครอบครัว

สิ่งที่จะเป็น “ลิฟท์”ให้กับการเลื่อนฐานะทางสังคม บางทีอาจไม่ได้ชี้วัดว่า คุณเก่งแค่ไหน? แต่อยู่ที่ว่าคุณเป็นใคร?

หรือตามภาษานักธุรกิจ แบบไทยๆมีคำหรูๆว่า “Know How ไม่สำคัญเท่า Know Who” ในระบอบสังคมที่การอุปถัมภ์กึ่งผูกขาดแบบไทย บางทีพื้นที่ก็เปิดให้เพียงคนบางคน

ใครกำลังหลอกใคร?

ระบบการศึกษากำลังหลอกเรา?

ผู้ใหญ่ที่วางนโยบายการศึกษากำลังหลอกเรา?

หรือว่าเรา….กำลังหลอกตัวเอง?

ลองกลับไปถามตัวเองว่า “ม.ให้อะไร?” ตอนเป็นเด็กเฟรชชี่ปีหนึ่ง

แล้วจะได้ไม่ต้องร้อง “มหาลัย มหาหลอก….” ในวันสุดท้ายที่ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย

มหาลัย มหาหลอก
เด็กชายบ้านนอก เด็กหญิงบ้านนา
รํ่า เรียนรู้ในวิชา
แต่จบออกมายังไม่มีงานทํา
ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน
ออก เดินเดินเดินยํ่าสมัครงาน
สอบเท่าใดยังสอบไม่ผ่าน
มันหัวปานกลาง เขาเอาแต่หัวดีๆ
มีความรู้สู้เขาไม่ได้
เส้นเล็กเส้นใหญ่เส้นก๋วยจั๊บ ไม่มี
นามสกุลไม่สง่าราศี
เป็นลูกตามีเป็นแค่หลานยายมา


เพลง: มหา’ลัย โดย คาราบาว

  • จบแล้วจะทำงานเยอะ

    จริง เบื่อตัวเองขึ้นมา คงพยายามทำอะไรเยอะๆ ไม่แอบหลับระหว่างทำงาน

  • zneb

    โดนใจมากๆ เห็นด้วยหมดเลย (แต่อย่าว่ากันนะ เผอิญผมชอบดูและไปถ่ายรูปสาวๆงานบอล ไปมา 7 ปีแล้ว ^__^)

    ตอนนี้ ม. ผมว่ามันหาจิตวิญญาณรับใช้สังคมยากไปทุกทีแล้ว พวกอาจารย์เหรอ วิ่งหาสื่อกับแอบเลือกข้างทางการเมืองกันทั้งนั้น หาเงิน หาตำแหน่ง กันซะเยอะ

    แถมเด็กสมัยนี้อู้ฟู่กันมาก ผมถามเด็กป.ตรีเลยนะ จ่ายค่ายมือถือเท่าไร โหแม่เจ้า เดือนละ 7000 เกือบเท่าเงินเดือนผมเลย เดี๋ยวนี้ถือ BB กันเป็นแถบ

    แต่ที่เห็นแล้วสดลก็คือ ช่วงบ้านเมืองลุกเป็นไฟ มันยังซ้อมเพลงเชียร์ ตีกลองซ้อมสันทนาการอยู่เลย ไอ้พวกรุ่นพี่มันยังมาเคียวเข็ญ มาดุเด็กให้ซ้อมเพลงเชียร์ก่อนถึงเปิดเทอมที่จะมีห้องเชียร์เลย เห็นแล้วอนาถใจมากๆ มีความรู้สึกว่า มัน isolate ตัวเองออกจากสังคมไปเลย

    กิจกรรมไร้สาระ หาเงิน แถมไม่รู้ร้อนรู้หนาว คือ สภาพที่ผมเห็น

  • พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

    คุณ zneb ครับงานบอลล์ในกลอนของสุจิตต์ ไม่ได้หมายความถึงงานบอลประเพณีครับ เพราะผมก็มีส่วนไปช่วยเหมือนกันในการแปลอักษรสะท้อนภาพสังคม แต่หมายถึงงานแกรนด์บอลล์รูมหรูหรา ในยุคสายลม แสงแดด เต้นลีลาศกันไปวันๆครับ :)

  • ผู้ผ่านมา

    ไม่้ต้องรอไปเฟะถึงวันเข้ามหาตะ)ลัย หรอก เอาวันเรียนจบชั้นอนุบาล โรงเรียนเอกชนหลายแห่งทั้งในเมืองและชานเมือง มันยังให้เด็กๆ ใส่ชุดครุยโชว์กันแล้วเลย ยัดค่านิยมบิดเบี้ยวตั้งแ่ต่ฟันน้ำนมยังไม่หมดกันขนาดนี้ ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วล่คุณ

  • นคร

    พ่อแม่มีผลมากๆ

    คนรุ่นพ่อแม่ในเจเนเรชั่นที่ร่ำรวยมาได้แบบไร้อุดมการณ์จากสมัยฟองสบู่ ก็ย่อมเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นว่าวิธีไหนคือทางลัดไปสู่ความสำเร็จ

    ต่างจากสมัยสามสิบสี่สิบปีก่อน ที่นักศึกษาโตมาจากพ่อแม่ที่ผ่านสงครามโลกมา สำนึกต่อชาติในการเลี้ยงดูมันผิดกันมาก

  • เหลืองแดง

    ในฐานะศิษย์เก่าลูกแม่โดม จิตวิญญาน ของประชาธิปไตย ศิษย์ปัจจุบัน คงเหือดแห้งหายไปหมดแล้วมั้งครับ ไม่รู้ว่าเค้ารู้จักท่านปรีดี หรือไม่ บรรยากาศมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว สมัยผมเรียนแต่งตัวยังงัยก็ได้เข้าเรียน(ขอให้สุภาพ) ไม่ว่า บร ตึกโดม แต่ตั้งแต่มีชนชั้นสูงมาเรียน มันก็เปลี่ยนไปหมด

  • s

    ทุกสังคมในโลกนี้ มีปัญหาสังคมที่คล้ายคลึงกัน ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย

    สังคมมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมดแบบที่บทความพูดถึงคะ นักศึกษาดีๆ ครูบาอาจารย์ดีๆ ที่มีสำนึกต่อสังคมก็มีมากมาย

    เพียงแต่เราจะช่วยกันทำให้ “คนมีจิตสำนึกดีและมีคุณภาพ” ในสังคมมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนสังคมให้ไปในทิศทางที่ดีได้อย่างไร

    ดิฉันขอเสนอแนะด้วยความเคารพว่า… ผู้เขียนบทความน่าจะเสนอแนะวิธีแก้ปัญหา มากกว่าเพียงแค่นำเสนอปัญหาแบบประชดประชันสังคมเพียงอย่างเดียวนะคะ :)

  • พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

    จริงๆบทความนี้มีส่วนในการะกระตุ้นawareness เป้นหลักครับ คือผมให้โจทย์ทุกคนที่อ่าน ที่เป็นเด้กมหาวิทยาลัยย้อนกลับไปถามตัวเอง ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีคำตอบของตัวเองที่ไม่ได้เป้นสูตรสำเร็จ ซึ่งผมสะท้อนว่าการใช้ชีวิตแบบสูตรสำเร็จอาจไม่ใช่คำตอบของทุกๆคนครับ :) ยินดีสำหรับความคิดเห็นครับ