Practical Report มาเลเซียหลังประท้วงใหญ่ Bersih 2.0 จะเกิดอะไรต่อไป?

ในมาเลเซียเป็นที่ทราบกันดีว่ามีนโยบายเอาใช้คนเชื้อชาติมลายู ซึ่งเป็นเชื้อชาติคนกลุ่มใหญ่ในประเทศ หรือที่เรียกกันว่า “ภูมิบุตร” นโยบายส่วนใหญ่เป็นการให้โควต้ากับคนเชื้อชาติมลายูในการเข้าศึกษา หรือทำงาน หรือการให้ส่วนลดอสังหาริมทรัพย์ และการให้สิทธิในการเป็นสมาชิกกองทุนเลี้ยงชีพ เป็นต้น ซึ่งนโยบายเหล่านี้ถูกประกาศใช้ตั้งแต่ปี 1981 ในโครงการ “นโยบายเศรษฐกิจใหม่มาเลเซีย” (The Malaysian New Economic Policy หรือ NEP) ซึ่งนอกจากจะมีเป้าหมายในการเพิ่มสิทธิพิเศษให้กับคนภูมิบุตร ก็ยังประกอบไปด้วยนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจหลายประการด้วยกัน โดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ตน อับดุล ราซัก แม้ว่านโยบายนี้จะถูกยกเลิกและแทนที่โดย นโยบายการพัฒนาประเทศ (National Developement Policy หรือ NDP) ในปี 1991

รูปการชุมนุมประท้วงเรียกร้องการเลือกตั้งที่เป็นธรรม Bersih 2.0 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2011 ในมาเลเซีย (ภาพนี้ใช้สัญญาอนุญาตสิทธิ์แบบ CC), ที่มา : http://www.flickr.com/photos/yuhi321/5936857116/

NEP ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเพิ่มสัดส่วนของส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจ 30% ให้กับคนภูมิบุตร โดยสัดส่วนเดิมระหว่างภูมิบุตร : คนเชื้อชาติอื่นในมาเลเซีย และคนต่างชาติ ในอัตรา 2.4% : 33% : 63% เป็น 30% : 40% : 30% แต่ในความเป็นจริงนโยบายนี้มิได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ สัดส่วนของส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจคนภูมิบุตร เพิ่มขึ้นจาก 2.4% ในปี 1970 เป็น 19.3% ในปี 1990 และลดลงมาเป็น 18.7% ในปี 2004 แต่ในขณะเดียวกันรายได้ประชาชาติต่อหัวของประชากรทั้งหมดก็เพิ่มขึ้นจาก 1,142 ริงกิต ในปี 1970 มาเป็น 12,102 ริงกิต ในปี 1997 ด้วยเช่นกัน ในขณะที่สัดส่วนคนยากจนลดจาก 52% ในปี 1970 เหลือเพียง 5% ในปี 2004

คนมาเลเซียที่ไม่ใช่ภูมิบุตร อย่างคนเชื้อสายจีน ยอมรับ NEP อย่างจำใจ เพราะอย่างน้อยดีกว่าปัญหาการถูกคุกคามจากคนมุสลิมเหมือนในอินโดนีเซีย  คนเชื้อสายจีนจึงนิยมทำงานในภาคธุรกิจมากกว่าการทำงานภาครัฐ เนื่องจากมีความเข้มงวดของนโยบายภูมิบุตรน้อยกว่า

ภาพการกระจายตัวของประชากรเชื้อสายจีน เทียบกับประชากรเชื้อสายมลายู ในมาเลเซีย โดยทั่วไปประชากรมาเลเซียประกอบด้วยเชื้อชาติมลายู (ภูมิบุตร) 67.4%, เชื้อสายจีน 24.6%, เชื้อสายอินเดีย 7.3% และอื่น ๆ 0.7%, ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/Demographics_of_Malaysia:

ด้วยความที่เศรษฐกิจมาเลเซียเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ภูมิบุตรจะถูกโจมตีจากคนเชื้อชาติอื่นในมาเลเซียอย่างรุนแรงว่าเป็นนโยบายที่ลดคนที่ไม่ใช่ภูมิบุตรลงเป็นพลเมืองชั้นสอง แต่มาเลเซียก็ยังดำรงความเป็นเอกภาพเอาไว้ได้ กระนั้นในระยะหลังก็ปรากฎว่าพรรคอัมโนซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล เรียกร้องให้นำ NEP กลับมาใช้ในมาเลเซียใหม่ในช่วงปี 2005 แต่ในอีกด้านหนึ่งความไม่พอใจเกี่ยวกับนโยบายภูมิบุตรก็สั่งสมตัวมากขึ้น พรรคความเคลื่อนไหวมวลชนมาเลเซีย (The Malaysian People’s Movement Party หรือในภาษามลายู Parti Gerakan Rakyat Malaysia หรือ Gerakan) ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในแนวร่วมแห่งชาติ (National Front หรือในภาษามลายู Barisan Nasional หรือ BN) พ่ายแพ้การเลือกตั้งรัฐปีนังให้กับพรรคกิจประชาธิปไตย (Democratic Action Party หรือ DAP) ทำให้นาย ลิ้มกวนเอ็ง เลขาธิการพรรค และบุตรชายหัวหน้าพรรค ลิ้มกิตเสียง ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐปีนัง ในปี 2008 ได้ประกาศว่านับแต่นี้ต่อไปปีนังจะปลอดจากนโยบาย NEP

 

ความนิยมของอัมโนและ BN เริ่มตก

ภายหลังจากยุคผู้นำแกร่งอย่างมหาธีร์ โมฮัมหมัด กระแสความไม่พอใจการบริหารประเทศของ BN และพรรคอัมโนเริ่มตั้งเค้า นอกเหนือจากปัญหาการก่อการประท้วงของชาวอินเดียในมาเลเซียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2008 แล้ว ผลการเลือกตั้งที่ตามมาในวันที่ 8 มีนาคม 2008 BN ได้รับคะแนนลดลง 58 ที่นั่ง มีที่นั่งในสภา 140 ที่นั่ง

ในขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือพันธมิตรประชาชน (หรือในภาษามลายู Pakatan Rakyat หรือ PR) ซึ่งประกอบไปด้วยพรรค DAP, พรรค PAS และ พรรคยุติธรรมประชาชน (Parti Keadilan Rakyat หรือ PKR) ที่นำโดย ดาโต๊ะ เสรี อันวาร์ อิบรอฮิม ได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น 61 ที่นั่ง ทำให้มีที่นั่งในสภาเป็น 82 ที่นั่ง ก็ยิ่งแสดงถึงการเสื่อมความนิยมของพรรคอัมโนและแกนพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง BN

ผลการเลือกตั้งมาเลเซียเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2008, ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/File:Malaysia_Parlimen_2008.PNG

 

แนวร่วม BN ประกอบไปด้วยพรรคหลักสามพรรค พรรคอัมโน (ตัวแทนเชื้อชาติมลายู), พรรคสมาคมจีนในมาเลเซีย (Malaysian Chinese Association หรือ MCA) และพรรคสภาอินเดียในมาเลเซีย (Malaysian Indian Congress หรือ MIC) นอกจากนี้ยังประกอบด้วยพรรคเล็ก ๆ อีก 10 พรรค รวมถึงพรรค Gerakan และพรรคการเมืองท้องถิ่นใน ซาบาห์ และ ซาราวัก อีกด้วย



การเดินขบวนประท้วงของคนเชื้อชาติอินเดียในมาเลเซีย


BN ถือเป็นตัวแทนขั้วอำนาจที่มีที่มาจากเชื้อชาติ และท้องถิ่นมาเลเซียในเกาะบอร์เนียว ต้องนับเป็นตัวแทนอำนาจของประชากรมาเลเซียได้สอดคล้องกับตัวแทนเชื้อชาติในมาเลเซีย พรรคอัมโนซึ่งเป็นแกนนำใน BN จะพยายามประนีประนอมกับพรรคการเมืองใหญ่คือ MCA และ MIC รวมถึงพรรคการเมืองท้องถิ่นจากบอร์เนียว เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ ในขณะที่ก็คงอภิสิทธิ์เชิงนโยบายให้กับชนชาติมลายูเอาไว้ด้วย สภาพแบบนี้ทำให้ตามปกติแล้ว อัมโนมักจะไม่สนับสนุนนโยบายที่เน้นนิยมความเป็นเชื้อชาติมลายูหรือศาสนาอิสลามมากเกินไปนัก แต่ในระยะหลังเมื่อ BN เริ่มเสื่อมความนิยม จนแสดงออกให้เห็นในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองปีกนิยมเชื้อชาิติ-ศาสนา ภายในพรรคอัมโน เริ่มแสดงบทบาทกดดันแกนนำของพรรคอัมโนให้แสดงนโยบายต่อต้านคนเชื้อชาติอื่นที่ไม่ใช่คนมลายูมากขึ้น เริ่มมีการกล่าวถึงความพยายามเปลี่ยนให้คนมลายูเข้านับถือศาสนาคริสต์ในหนังสือพิมพ์  Utusan Malaysia ของอัมโนเอง และมีรายงานข่าวการเผาโบสถ์คริตส์ในมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง

แรงต่อต้านเหล่านี้ถูกโต้กลับทั้งจากการเดินขบวนของคนเชื้อชาติอินเดียในช่วงต้นปี 2008 และการแสดงออกอย่างแข็งกร้าวของพรรคกิจประชาธิปไตย (DAP) เช่นการประกาศเขตปลอดนโยบาย NEP ของนาย ลิมกวนเอ็ง เลขาธิการพรรค ไปจนถึงการที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน PR ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งเพิ่มมากขึ้น มาจนถึงการเดินขบวนเรียกร้องการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม (Bersih 2.0) ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ จำนวนคนนับได้ 1- 2 หมื่นคน จนทำให้ผู้เดินขบวนถูกจับกุมตัวไปถึง 1,600 คน ความพยายามเหล่านี้ต้องถือว่าเป็นความพยายามกดดันให้เกิดการพลิกขั้วทางการเมืองให้พรรคอัมโนหลุดจากอำนาจให้ได้



การเดินขบวน Bersih 2.0 ถือว่าหนักหน่วงสำหรับพื้นฐานอย่างมาเลเซีย


ในเวลาต่อมานาย โก๊ะซูคุน หัวหน้าพรรค Gerakan ซึ่งเป็นรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาลใน BN พยายามผ่อนแรงกดดันจากความเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยได้เสนอให้ BN รับข้อเสนอการปฏิรูปและจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเลือกตั้งซึ่งประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายต่าง ๆ จากรัฐสภาให้กับคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ ดาโต๊ะ เสรี นาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีจากพรรคอัมโน ก็ได้ตอบรับข้อเสนอการปฏิรูปการเลือกตั้งนี้ แต่ยังประกาศว่าการเลือกตั้งนั้นอาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เห็นผลการปฏิรูปการเลือกตั้ง คาดกันว่ามาเลเซียอาจมีการเลือกตั้งขึ้นในกลางปีหน้า แน่นอนว่าความพยายามเหล่านี้ย่อมถูกโจมตีจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงแกนนำของขบวนการ Bersih เองว่า เป็นลูกเล่นและการไม่จริงใจต่อการปฏิรูปการเลือกตั้ง

 

การเมืองในมาเลเซีย แผ่นดินเริ่มไหวแล้ว

ในความเป็นจริง ต้องบอกว่าขณะนี้การเมืองมาเลเซียไปไกลเกินกว่าการประนีประนอมใด ๆ ลึกลงไปเหนือปรากฎการณ์ พื้นผิวที่เห็นความขัดแย้งกันทางการเมืองนี้เราจะเห็นว่ามีความไม่ไว้วางใจในการเมืองของชนชั้นนำมาเลเซียอยู่


ทั้งนี้ผลสำรวจของ MERDEKA CENTER ได้ระบุว่าความไว้วางใจระหว่างคนเชื้อชาติต่าง ๆ ในมาเลเซียที่เคยมองว่า “จริงใจและเป็นมิตร” ลดลงไปจาก 54% ในปี 2006 เหลือเพียง 35% ในปัจจุบัน ในขณะที่มองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาตินั้นเป็นไปอย่าง “ผิวเผิน” เพิ่มขึ้นจาก 29% มาอยู่ในระดับ 44% ไม่ว่าปัญหาความไม่ไว้วางใจเหล่านี้มาจากปัญหาทางเศรษฐกิจหรือพื้นฐานทางด้านนโยบายภูมิบุตรก็ดี ความเชื่อมั่นของคนมาเลเซียที่เคยเชื่อว่ารัฐบาลกลางสามารถบริหารจัดการความแตกต่างทางเชื้อชาติให้มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ ภายใต้การนำของคนเชื้อชาติมลายูของอัมโนนั้น เริ่มถูกสั่นคลอนลงเสียแล้ว และการเมืองมาเลเซียกำลังเกิดการสั่นสะเทือนเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหยุดยั้งได้นี้

ผลการสำรวจความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติของประชากรภาคพื้นทวีปในมาเลเซียของ MERDEKA CENTER, ที่มา : http://www.merdeka.org/


Wikileaks แฉอัมโนมีแผนแบ่งแยกแล้วปกครองชาวจีนในมาเลเซีย

เอาเข้าจริงบรรดาแกนนำพรรคร่วมอย่างพรรค MCA ของคนเชื้อชาติจีนใน BN ก็ตระหนักความจริงข้อนี้ดี มาเลเซียอินไซเดอร์ ได้ตีพิมพ์เคเบิลของสถานทูตสหรัฐที่รั่วออกมาในวิกิลีกส์ ระบุว่า อึ้งทีเกียต รองหัวหน้าพรรค MCA เห็นด้วยกับคำพูดของ นายลีกวนยู รัฐบุรุษอาวุโสของสิงคโปร์ที่ชี้ว่า มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีแผนการแบ่งแยกแล้วปกครองคนจีนในทั้งสองประเทศ

ประชาคมคนจีนในมาเลเซียต่างก็พยายามกดดันแกนนำพรรค MCA ให้รับทราบว่านโยบายอย่างภูมิบุตรนั้นสร้างความไม่เ็ป็นธรรมในสังคมอย่างไร แต่บรรดาแกนนำพรรคก็เห็นว่าไม่ควรไปขัดแย้งกับแกนนำพรรคอัมโน สิ่งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุดก็คือนิ่งงันต่อความไม่พอใจนั้นเสีย กระนั้นอึ้งทีเกียต ก็ตระหนักถึงแรงกดดันนี้ดี ประชาคมชาวจีนที่ไม่พอใจพรรค MCA จะย้ายการสนับสนุนไปยังพรรค DAP และ PKR แทน เขาพยากรณ์ต่อทูตสหรัฐตามรายงานในเคเบิ้ลว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2008 (เคเบิลนี้รายงานก่อนปี 2008) จะปรากฎผลออกมาไม่เป็นคุณต่อพรรค MCA เองหรือแม้แต่พรรคอัมโน รวมถึงพรรคแกนนำอื่น ๆ ใน BN ซึ่งผลที่ปรากฎออกมาก็เป็นไปตามคำทำนาย

แต่โชคร้ายตามรายงานในเคเบิลก็ระบุว่า ประชาชนมาเลเซียที่ผิดหวังกับการนำของอัมโนและ BN ก็ยังหาตัวแทนของเขาที่มียุทธศาสตร์การนำที่ดีไม่ได้ แนวร่วมฝ่ายค้านอย่าง PR ที่เพิ่งรวมตัวภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2008 ก็ประกอบด้วยพรรคการเมืองที่ผิดแผกแตกต่างไปคนละแนวทาง พรรค DAP มีแนวทางชูคนเชื้อชาติจีน และไม่ประนีประนอมกับแนวทางแบบนิยมเชื้อชาติมลายูและศาสนาอิสลาม ในขณะที่พรรค PAS ซึ่งมีฐานเสียงหนาแน่นทางตอนเหนือของมาเลเซียนั้น เห็นได้ชัดว่ามีแนวทางนิยมศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัดยิ่งไปกว่าพรรคอัมโนเสียอีก ส่วนพรรค PKR ที่นำโดยอันวาร์นั้น น่าจะเรียกได้ว่าเป็นโครงสร้างแบบใหม่ที่ควรจะเป็นของอัมโน ที่นิยมความหลากหลายทางเชื้อชาติมากขึ้น

แต่ห้วงเวลาแบบนี้ในมาเลเซีย อะไรก็เกิดขึ้นได้ การเดินขบวนครั้งใหม่ Bersih 3.0 อาจเป็นไปได้ การเลือกตั้งครั้งใหม่อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด เพราะอัมโนมองว่าเป็นการชิงจังหวะได้เปรียบทางการเมือง แต่ผลการเลือกตั้งที่ออกมา หาก BN และ PR ยังมีความก้ำกึ่งไม่ลงตัวแบบนี้อยู่ ก็เป็นไปได้ว่าการเมืองในมาเลเซียจะยังอยู่บนเส้นทางที่ไม่ราบเรียบไปอีกนานทีเดียว.