Practical Report 2559: ประเทศไทยจะเดินไปทางไหนดี?

เมื่อ 1 ปีที่แล้ว วันขึ้นปีใหม่ 2558 ทาง SIU ได้เผยแพร่บทบรรณาธิการ ประเทศที่ไร้ความหวัง สรุปสภาพการณ์ของประเทศไทยในปี 2557 และคาดการณ์อนาคตของปี 2558

เวลาผ่านมา 1 ปี เมื่อมองย้อนกลับไป เราพบว่าสภาพการณ์ของประเทศไทยในปี 2558 นั้นเลวร้ายกว่าที่เราคาดการณ์ไว้มาก ความอึมครึมอึดอัดเกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของประเทศ เราเห็นความเสื่อมถอยในแทบทุกมิติ ตั้งแต่เรื่องใหญ่ของการเมืองระดับชาติ ไปจนถึงเรื่องที่ดูเหมือนจะเล็กอย่างฝาท่อระบายน้ำ กทม. ก็ยังเกิดปัญหา น่าจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าประเทศไทยมีปัญหาในระดับฐานรากจริงๆ

ประเทศที่ไร้ความหวังในปี 2558 ดูจะยิ่งไร้ความหวังเข้าไปอีกในปี 2559

ภาพจาก Facebook อุทยานราชภักดิ์

ภาพจาก Facebook อุทยานราชภักดิ์

แต่อย่าเพิกเฉยกับความสิ้นหวังเหล่านี้เลย ความหวังยังมีอยู่เสมอสำหรับคนที่ดิ้นรนสู่อนาคต และอยากเห็นประเทศไทยดีกว่าเดิม

SIU คิดว่าปี 2559 เป็นโอกาสอันเหมาะสมที่คนไทยควรพูดคุยและถกเถียงว่า “ประเทศไทยควรเดินไปทางไหนดี”

ถ้าเรามองภาพกว้างของประเทศไทยทั้งในอดีตและอนาคต เราคงเห็นภาพว่าประเทศไทยในยุคหลังการฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 กำลังเดินมาถึงทางตันอีกครั้ง ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อจะสามารถก้าวเดินต่อไปได้

“สถานการณ์พิเศษ” ของประเทศไทยภายใต้ คสช. อาจเปรียบเสมือนการกดหยุด (Pause) ระเบิดเวลาไว้ชั่วคราว แต่ถ้ารากเหง้าของปัญหายังไม่ถูกแก้ไข ระเบิดเวลาก็ยังนับถอยหลังต่อไปได้อยู่ดี

ระหว่างนี้เราควรใช้เวลาซึ่งเป็นทรัพยากรอันมีค่ายิ่ง มาร่วมถกเถียงกันว่าประเทศไทยในยุคหลัง คสช. ควรจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

สิ่งที่ควรถกเถียงครอบคลุมทุกเรื่องของประเทศไทย ที่เราล้วนรับทราบอยู่แก่ใจว่าการขับเคลื่อนประเทศแบบเดิมๆ นั้นไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว

  • ในแง่การเมือง เราควรมองถึงสถาปัตยกรรมทางการเมืองในอนาคตระยะยาว ที่ไม่จำกัดแค่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่ เราควรตั้งคำถามไปถึงโมเดลการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ว่าตกลงแล้วท้องถิ่นควรมีสิทธิจัดสรรทรัพยากรของตัวเองอย่างไรบ้าง รูปแบบรัฐเดี่ยวของประเทศไทยที่รวบอำนาจทุกอย่างเข้าสู่ส่วนกลาง ยังเป็นแนวทางที่เวิร์คอยู่หรือไม่ในศตวรรษเบื้องหน้า
  • ในแง่เศรษฐกิจ เราต้องตั้งคำถามว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจแบบเดิมที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกยังไปต่อได้อีกหรือ ในเมื่อประเทศเกิดใหม่ที่ต้นทุนถูกกว่า และสามารถ “รับจ้างผลิต” สินค้าได้แบบเดียวกันเริ่มมาแย่งตลาดของไทย ส่วนของภาคการเกษตรที่ยังต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศและราคาพืชผลจากตลาดโลก ก็แสดงปัญหาให้เห็นอย่างชัดเจน สุดท้ายแล้วคนไทยจะเลือกทำมาหากินอะไร นี่คือสิ่งที่ต้องตั้งคำถามอย่างหนักหน่วง
  • ในแง่สังคม วัฒนธรรมและค่านิยมแบบ “ไทยๆ” ที่สั่งสมสืบทอดกันมานานภายใต้วาทกรรม “ขนบธรรมเนียมอันดี” ต้องถูกตั้งคำถาม ว่าสิ่งใดบ้างกลับเป็นตัวฉุดรั้งประเทศไทยไม่ให้เดินหน้าต่อไปได้ ระบบการ “ให้คุณค่า” กับแต่ละสิ่งอย่างของเมืองไทย มีอะไรที่ผิดเพี้ยนไปและควรนำกลับมาตั้งหลักกันใหม่ ทุกแง่มุมของสังคมต้องถูกตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นสังคมภายในครอบครัว ภายในชุมชนท้องถิ่น ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างศาสนา การศึกษา การเลือกประกอบอาชีพ
  • ในแง่การต่างประเทศ เมื่อประเทศเข้าสู่ยุคแห่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่ยังไม่มีใครเข้าใจกันถ่องแท้นักว่ามันคืออะไร เราต้องมาทบทวนที่ทางว่าตกลงแล้ว ประเทศไทยมีสถานะอย่างไรในอาเซียน และมีสถานะอย่างไรในระบบโลกยุคใหม่ที่มีความเป็นพลวัตรอย่างยิ่งยวด

แน่นอนการพูดคุยและถกเถียงเรื่องใหญ่ๆ เหล่านี้ต้องใช้เวลา มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถพูดคุยและหาข้อยุติได้ในชั่วข้ามคืน แต่ต้องให้เวลาสังคมได้ขบคิดข้อเสนอรูปแบบต่างๆ ตกผลึกหาแนวทางที่เป็นไปได้และทุกฝ่ายยอมรับได้เหมือนกัน

เราก็ได้แต่หวังว่า การถกเถียงเหล่านี้จะอยู่บนเหตุผล ตรรกะ และข้อมูล ซึ่งดูเหมือนเป็นสิ่งที่หายไปจากประเทศไทยมาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว