หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 อันมีผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคต้องออกยกชุด และรอการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่
คำถามที่ตามมาทันทีในใจของทุกคนก็คือ “ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่?”

แต่ก่อนที่จะถึงกระบวนการลงคะแนน SIU ขอนำเสนอ “ตัวเลือกที่เป็นไปได้” (รวมถึงตัวเลือกที่อาจเป็นไปได้ยาก แต่บางคนอาจฝันให้เป็น) เพื่อพิจารณาดูว่ามีใครบ้างที่เหมาะจะเป็น “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 8″
ความเป็นไปได้แบบที่หนึ่ง: อภิสิทธิ์ รีเทิร์น
ตัวนายอภิสิทธิ์เองยังมีโอกาสกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง เพราะไม่ได้ลั่นวาจาไว้แบบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคที่ประกาศลาออกในวันเดียวกัน ว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคอีก และเมื่อพิจารณาถึงตัวบุคคลระดับแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังถือว่านายอภิสิทธิ์เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งภายในพรรค
หมายเลข 1: อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อายุ: 47 ปี (เกิด 2507)
จุดแข็งของนายอภิสิทธิ์คือสถานภาพทางสังคมที่โดดเด่น หน้าตาหล่อเหลา คารมคมคาย ประสบการณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีหมาดๆ และภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์สุจริต ภายในพรรคก็ได้รับการยอมรับจากสมาชิกของพรรคให้เป็นหัวหน้าพรรคมาแล้วครั้งหนึ่ง ภายนอกพรรคก็มีแฟนคลับและฐานเสียงจำนวนมากที่ยังต้องการให้ “อภิสิทธิ์เป็นนายกอีกครั้ง”
แต่การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ 2 ปีครึ่งก็มีบาดแผลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ “ดีแต่พูด”, ขาดความเป็นผู้นำ ไม่กล้าตัดสินใจในหลายเรื่อง, ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก, กรณีการปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์, ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพรรคร่วมรัฐบาล และคำพูดหลายๆ อย่างที่นายอภิสิทธิ์เคยพูดไว้ตอนเป็นฝ่ายค้าน แต่เมื่อได้เป็นนายกรัฐมนตรีกลับไม่ได้ทำอย่างที่พูด
ถ้านายอภิสิทธิ์ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ต่างอะไรจากสถานภาพในปัจจุบันนัก คือไม่แย่กว่าเดิมแน่ แต่ก็คงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเช่นกัน ตอนนี้ยังมีความเป็นไปได้อยู่พอสมควรว่า นายอภิสิทธิ์อาจจะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกสมัย ตามอายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้
ตำแหน่งปัจจุบัน
- นายกรัฐมนตรี
- รักษาการณ์หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ผลงานในอดีต
- หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่เจ็ด
- รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รัฐบาลชวน 2)
ความเป็นไปได้แบบที่สอง: หัวหน้าพรรคคนใหม่
ความเป็นไปได้แบบที่สองคือดัน “รองหัวหน้าพรรค” ในปัจจุบันขึ้นมารับตำแหน่ง “หัวหน้าพรรค” ซึ่งมีข้อดีว่ารู้งานภายในพรรคอยู่แล้ว มีชื่อเสียงในสังคม แถมรองหัวหน้าพรรคหลายคนก็ยังมีอายุไม่เยอะ (40 ปลายๆ ถึง 50 กลางๆ) ย่อมมีไอเดียใหม่ๆ แนวทางการทำงานใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนให้พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับมือกับยุคสมัยใหม่ที่กำลังจะมาถึงได้ (ตามที่ SIU ได้เสนอไว้ในจดหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์)
ตัวเลือกอื่นที่พอเป็นไปได้ในกรณีนี้ได้แก่ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ, นิพนธ์ พร้อมพันธุ์, ชำนิ ศักดิเศรษฐ์, ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ แต่ SIU เชื่อว่าโอกาสน้อยเมื่อเทียบกับรองหัวหน้าพรรค 3 คนที่เราคัดเลือกมา

หมายเลข 2: กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคู่บุญของนายอภิสิทธิ์ และเป็นศิษย์เก่าที่อีตัน-อ๊อกซฟอร์ดมาด้วยกัน สถานทางสังคมของกรณ์ถือว่าไม่เป็นรองอภิสิทธิ์แม้แต่น้อย (ถึงแม้จะโดดเด่นในสื่อไม่เท่า) แถมยังมีประสบการณ์ทำงานภาคเอกชนด้านการเงินที่โดดเด่นมากเป็นฐาน
กรณ์ ถือว่ามีอาวุโสไม่น้อยในพรรค มีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ไม่มีฐานเสียงหรือกลุ่มก้อนทางการเมืองสนับสนุนชัดเจนเท่าไรนัก ปฏิสัมพันธ์กับ ส.ส. ในพรรค และผู้สนับสนุนในพื้นที่ (โดยเฉพาะนอกเขต กทม.) ยังขาดอยู่มาก
จุดอ่อนของกรณ์ที่จะยังไม่มีผลในช่วงคัดเลือกหัวหน้าพรรค แต่จะมีผลแน่ถ้ากรณ์ได้เป็นหัวหน้าพรรคและต้องรบรากับฝ่ายตรงข้าม ก็คือ “ทาง” ทางการเมืองของกรณ์ที่ยังไม่เข้มแข็งเท่ากับอภิสิทธิ์ กรณ์ยังมีปัญหา “หลุด” บ่อยครั้งเมื่อต้องให้ความเห็นในทางการเมือง ซึ่งกรณีที่ชัดเจนที่สุดคือ “วาทกรรมไพร่-อำมาตย์” กับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของกรณ์ติดลบไปไม่น้อย
ประสบการณ์ในการบริหารนโยบายด้านการคลังของกรณ์ก็ยังถือว่าไม่โดดเด่น คือมีพื้นหลังดี ความรู้เพียงพอ มีผลงานหลายอย่าง แต่คนทั่วไปยังไม่รู้สึกว่า “ประเทศไทยเศรษฐกิจดี” อย่างชัดเจนในช่วงเวลาที่กรณ์นั่งเก้าอี้ รมว. คลัง
ในภาพรวมแล้ว กรณ์สามารถเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนถัดไปได้ แต่อาจจะอยู่ได้ไม่นานถ้าเทียบกับสมัยของอภิสิทธิ์ หรือ ชวน
อายุ: 47 ปี (เกิด 2507)
ตำแหน่งปัจจุบัน
- รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ผลงานในอดีต
- ประธานประจำประเทศไทย บริษัทเจพี มอร์แกน ประเทศไทย
- กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์เจเอฟ ธนาคม จำกัด

หมายเลข 3: อภิรักษ์ โกษะโยธิน
อภิรักษ์ โกษะโยธิน ถือเป็นนักการเมืองภาพลักษณ์ดีอีกคนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับความเชื่อถือจากคน กทม. มาก จนได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครถึง 2 สมัย และถึงแม้สมัยที่สองจะลาออกด้วยคดีรถดับเพลิง แต่ภาพลักษณ์ของนายอภิรักษ์ในสายตาคนทั่วไปยังดูสะอาดไม่โกงกินอยู่
จุดแข็งของนายอภิรักษ์ นอกจากจะเป็นคนรุ่นใหม่ในพรรคแล้ว ยังมีประสบการณ์บริหารงานภาคเอกชนอย่างโชกโชน ส่วนจุดอ่อนจะคล้ายกับกรณีของกรณ์ คือไม่มีฐานบารมีในพรรคมากนัก เนื่องจากอยู่ในก๊วนเดียวกับนายอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่ซื้อใจลูกพรรคคนอื่นเทียบเท่ากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยทำหน้าที่นี้
อภิรักษ์สามารถดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคได้เช่นกัน แต่โอกาสอาจจะน้อยกว่าตัวเก็งคนอื่นๆ เพราะอ่อนอาวุโส และบารมีภายในพรรคที่สุด ถึงแม้จะมีเสียงสนับสนุนจากภายนอกพรรคค่อนข้างเยอะก็ตาม
อย่างไรก็ตาม นายอภิรักษ์ยังมีอนาคตทางการเมืองอีกยาวไกล และอาจจะได้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ในสมัยต่อๆ ไป
อายุ: 50 ปี (เกิด 2504)
ตำแหน่งปัจจุบัน
- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์
ผลงานในอดีต
- ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2 สมัย
- รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
- ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
- กรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม บริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ จำกัด
- ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)
- กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟริโต-เลย์ ประเทศไทย

หมายเลข 4: จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์
จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ เป็นลูกหม้อพรรคประชาธิปัตย์มายาวนาน ได้รับการยอมรับภายในพรรค และมีผลงานการบริหารในฐานะรัฐมนตรีหลายกระทรวง
“คาแรกเตอร์” ของจุรินทร์เป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งไปพร้อมกัน ภาพลักษณ์ของจุรินทร์ดูเรียบๆ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่ก็ขาดความโดดเด่นในฐานะผู้นำพรรคในทางกลับกัน
มีความเป็นไปได้ที่จุรินทร์ซึ่งอาวุโสที่สุดในกลุ่มรองหัวหน้าพรรค 3 คนที่เป็นรุ่นใหม่ อาจจะได้รับบทเป็น “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ในช่วงเปลี่ยนผ่านรุ่นไปสักพักหนึ่ง ในรูปแบบเดียวกับที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เคยได้รับบทบาทนี้มาก่อน
อายุ: 55 ปี (เกิด 2499)
ตำแหน่งปัจจุบัน:
- รองหัวหน้าพรรค
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ผลงานในอดีต
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1)
- รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รัฐบาลชวน 2)
- รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รัฐบาลชวน 1)
- รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รัฐบาลชวน 1)
- โฆษกพรรคประชาธิปัตย์
ความเป็นไปได้แบบที่สาม: อดีตหัวหน้าพรรคกลับมาชั่วคราว
รูปแบบที่เป็นไปได้อีกทางคือ “อัญเชิญ” อดีตหัวหน้าพรรคที่มีบารมี ได้รับการยอมรับทั้งข้างในและข้างนอกพรรค เข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้งหนึ่งเป็นเวลา 1-2 ปี ก่อนจะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคอีกครั้งเป็นคนรุ่นถัดไป
จุดอ่อนของแนวทางนี้คืออดีตหัวหน้าพรรคมีอายุค่อนข้างเยอะ อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานในช่วงที่ต้อง “รื้อ-ลุย-สะสาง”

หมายเลข 5: ชวน หลีกภัย
ไม่มีข้อกังขาใดๆ สำหรับอดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเวลาอันยาวนานกว่าสิบปี ประสบการณ์ ผลงาน บารมี ของชวน เป็นผลให้เขามีชื่อติดโผ “นายกรัฐมนตรี” อยู่เสมอๆ ในยามที่พรรคประชาธิปัตย์พบกับวิกฤตศรัทธาหลายต่อหลายครั้ง แถมปัจจุบันเขายังมีบทบาทภายในพรรคอยู่มาก ดังจะเห็นได้จากครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องตอบคำถามเรื่อง “แก้รัฐธรรมนูญ” ต่อพรรคร่วม คนที่ฟันธงว่า “ไม่แก้” คือชวน ไม่ใช่อภิสิทธิ์
ปัญหาสำคัญข้อเดียวของชวนต่อการดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง เป็นเรื่อง “อายุ” เพราะปัจจุบันชวนมีอายุ 73 ปีแล้ว
ดังนั้น SIU เชื่อว่าถึงแม้ชวนจะกลับมากู้วิกฤตของพรรค ก็คงเป็นการชั่วคราวเพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และชวนคงเลือกที่จะมอบภาระให้คนรุ่นใหม่มากกว่า เว้นเสียแต่ว่าลูกพรรคจะมองไม่เห็นใครแล้วจริงๆ
อายุ: 73 ปี (เกิด 2481)
ตำแหน่งปัจจุบัน
- ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์
ผลงานในอดีต
- นายกรัฐมนตรี 2 สมัย
- หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่หก
หมายเลข 6: บัญญัติ บรรทัดฐาน
บัญญัติ อดีตหัวหน้าพรรคที่นำพาพรรคประชาธิปัตย์ต่อสู้กับ “สึนามิทักษิณ” ในการเลือกตั้งปี 2548 และแสดงความรับผิดชอบอย่างลูกผู้ชาย โดยลาออกเมื่อพรรคแพ้การเลือกตั้ง
บัญญัติ ก็เป็นอดีตหัวหน้าพรรคที่ยังมีบารมีในพรรคมาก และถือเป็น “สายตรง” ของชวน หลีกภัย
จุดอ่อนของบัญญัติอยู่ที่ความโดดเด่นและชื่อชั้นที่อาจจะไม่เท่ากับชวน แต่ก็ชดเชยด้วยอายุที่อ่อนกว่าเล็กน้อย
รูปแบบการรีเทิร์นของบัญญัติน่าจะคล้ายกับชวน คือเป็นหัวหน้าพรรคชั่วคราว แก้วิกฤตในพรรคให้อยู่ตัวก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคอีกครั้งหนึ่ง
อายุ: 69 ปี (เกิด 2485)
ตำแหน่งปัจจุบัน
- กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์
ผลงานในอดีต
- หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่เจ็ด
- รองนายกรัฐมนตรี
- ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
ความเป็นไปได้แบบที่สี่: หัวหน้าพรรคอิมพอร์ต
ในการเลือกตั้ง 2554 ที่ผ่านมา เราก็ได้ยินเสียงเรียกร้องเล็กๆ จาก พรรคคนกีฬาของ “บิ๊กหอย” ให้นายศุภชัย พาณิชย์ภักดิ์ กลับมาเมืองไทยเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี
แนวทางนี้ก็ถือว่าเป็นไปได้ในระยะยาว เพราะตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับการยอมรับจากระดับโลก ย่อมจะมาแข่งขันกับพรรคเพื่อไทยที่มีชื่อเสียงด้านความเป็น “อินเตอร์” ได้สูสีมากขึ้น อีกตัวเลือกที่เป็นไปได้ (แม้จะมีโอกาสต่ำกว่านายศุภชัยมาก) คือนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตลูกหม้อพรรคประชาธิปัตย์อีกคนที่ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนในปัจจุบัน

หมายเลข 7: ศุภชัย พานิชย์ภักดิ์
ศุภชัย เป็นมือเศรษฐกิจคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลชวนทั้งสองครั้ง แต่ยังรักษาภาพลักษณ์ที่ดีไว้ได้ (ต่างจากนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รมว. คลังช่วงเวลาเดียวกัน ที่โดนโจมตีเรื่อง “กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ”)
จุดที่โดดเด่นที่สุดของนายศุภชัยคือการออกไปเติบโตในระดับโลก โดยเขาเป็นผู้อำนวยการองค์การค้าโลก (WTO) ระหว่าง พ.ศ. 2543-2546 เมื่อหมดวาระแล้ว ก็ย้ายมาเป็นเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 ปัจจุบันอยู่ในวาระที่สอง (วาระละ 4 ปี หมดวาระในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556)
SIU ประเมินว่านายศุภชัยอาจกลับมาเล่นการเมืองในประเทศอีกครั้ง แต่คงเป็นหลังจากเขาครบวาระที่ UNCTAD แล้ว ถ้านายศุภชัยตั้งใจจะมาจริง พรรคประชาธิปัตย์คงจะใช้แนวทาง “หัวหน้าพรรคชั่วคราว” ไปก่อนเพื่อรอนายศุภชัย “หัวหน้าพรรคตัวจริง” กลับมา
ปัญหาอีกจุดหนึ่งของนายศุภชัยคืออายุที่เริ่มเยอะแล้ว (65 ปีในปีนี้ ถ้าจะเป็นหัวหน้าพรรคหลังหมดงานที่ UNCTAD ก็ต้องรอถึงอายุ 67 ปี) ยังมีความกังขาอยู่ว่านายศุภชัยจะเป็นหัวหน้าพรรคได้นานแค่ไหน
อายุ: 65 ปี (เกิด 2489)
ตำแหน่งในปัจจุบัน
- เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD)
- สมาชิกสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์
ผลงานในอดีต
- ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) พ.ศ. 2543-2546
- รองนายกรัฐมนตรี (รัฐบาลชวน 1 และรัฐบาลชวน 2)
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รัฐบาลชวน 2)
