Practical Report เข้าใจหัวอกคน “ประท้วงทรัมป์” หลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ

สรินณา อารีธรรมศิริกุล
sarinna.aree@gmail.com


แม้ว่าการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาจะจบลงกว่าสัปดาห์หนึ่งแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าควันหลงจากการเลือกตั้งจะยังคงตลบอบอวนอยู่

เริ่มจากการที่มีกลุ่มนักศึกษาออกมาเดินประท้วงต่อต้านทรัมป์ในมหาลัย จนขณะนี้ขยายตัวกลายเป็นการประท้วงไปทั่วประเทศ พวกเขาประท้วงอะไร ไม่ยอมรับการเลือกตั้งหรืออย่างไร ถึงออกมาประท้วง“ประธานาธิบดีทรัมป์”ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคมปีหน้า และพวกเขาคาดหวังอะไรจากการรวมตัวประท้วง

 

กังวล กลัว ผิดหวัง

 

การประท้วงนั้นเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่หลายคนตั้งคำถามว่าถูกต้องหรือไม่ในการออกมาประท้วงว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่ง หรือก่อนเห็นหน้าเห็นตาคณะรัฐมนตรีเสียอีก

 

ในความเห็นของผู้เขียน การออกมาประท้วงทรัมป์ ทำไมจะทำไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาออกมาเดินขบวนตะโกนโหวกเหวกโวยวาย (บางครั้งเกิดความรุนแรง ซึ่งไม่มีใครเห็นด้วย) คือปฎิกิริยาของการแสดงความผิดหวัง ความกังวล ความหวาดกลัว ว่านโยบายของทรัมป์จะส่งผลกระทบในทางลบต่ออนาคตของตนเอง ครอบครัว เพื่อน และสังคมรอบตัว เช่น นโยบายการส่งคนเข้าเมืองผิดกฎหมายกลับประเทศ ทำให้คนอเมริกันมากมาย โดยเฉพาะคนอเมริกันที่มีพ่อแม่เป็นผู้อพยพ เป็นกังวลว่าพ่อแม่ของตนจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศและจะทำให้ครอบครัวถูกพรากออกจากกัน

 

นโยบายการห้ามคนมุสลิมเข้าประเทศ คนอเมริกันมากมายไม่เห็นด้วยเพราะเห็นว่าเป็นการละเมิดหลักรัฐธรรมนูญอเมริกัน และจะทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่คนมุสลิมทั้งในและต่างประเทศ สุดท้ายจะสร้างความเกลียดชังแก่ประเทศสหรัฐฯมากขึ้นจนอาจนำไปสู่ความรุนแรงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นโยบายต่างประเทศที่ไม่เป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านและการโจมตีประเทศสมาชิกนาโตว่าเอาเปรียบสหรัฐฯ หลายคนเป็นกังวลว่าจะเป็นการทำลายมิตรภาพระหว่างประเทศและความรู้สึกของประชาชนในประเทศเหล่านั้น เป็นต้น พวกเขาจึงออกมาประท้วงเพื่อบอกว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายเหล่านี้

โดนัลด์ ทรัมป์

 

ยังมีเรื่องกฎหมายการแต่งงานเกย์ที่อาจถูกยกเลิก เรื่องนโยบายโลกร้อนที่ทรัมป์บอกว่าไม่เชื่อว่าโลกร้อนมีจริง เรื่องงบจากรัฐบาลที่อาจจะถูกตัดในการสนับสนุนองค์กร Planned Parenthood ที่ให้บริการสุขอนามัยแก่สตรีรายได้น้อย องค์กรนี้ให้บริการทำแท้งแก่สตรีด้วย ซึ่งพรรครีพับลิกันและทรัมป์ต้องการควบคุมการทำแท้งให้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย นอกจากนั้น ยังมีนโยบายอีกมากมายที่ทรัมป์เสนอสวนทางกับสิ่งที่ประเทศกำลังดำเนินอยู่ภายใต้นโยบายของรัฐบาลโอบามา สำหรับคนที่มีหัวอนุรักษ์นิยมอาจกำลังดีใจกับทิศทางใหม่ของประเทศ แต่สำหรับกลุ่มคนหัวก้าวหน้า การได้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวและน่ากังวล

สถานศึกษาทั้งระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างจัดให้มีที่ปรึกษาบริการพูดคุยพิเศษ การสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อช่วยนักเรียนที่มีความกังวลและกลัวภัยคุกคามที่เป็นผลจากการหาเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์ได้มีทางระบายออก นอกจากนั้น สถานศึกษายังพยายามสร้างสิ่งแวดล้อมทางการเรียนที่ปลอดภัยแก่นักเรียน และพยายามยับยั้งเหตุการณ์การเหยียดผิว เชื้อชาติ ศาสนา ที่ประดั่งเข้ามาหลังการเลือกตั้ง (ดูเหตุการณ์เหยียดผิวที่เกิดขึ้น[1])

การออกมาประท้วงยังเป็นการปฎิเสธคุณธรรมค่านิยมของทรัมป์ที่แตกต่างจากจุดยืนของตน ระหว่างการแคมเปญหาเสียงที่ผ่านมาทรัมป์พูดจา แสดงออก และเสนอนโยบายที่มีนัยยะเรื่องการเหยียดผิว เพศ เชื้อชาติ และศาสนาอยู่ไม่น้อย ผู้ประท้วงเหล่านี้มีความกังวลว่าประเทศสหรัฐฯจะถูกมองจากภายนอกว่าเป็นพวกเหยียดผิวไปด้วย เพราะแม้ว่าทรัมป์อาจจะชนะการเลือกตั้งเป็นตัวแทนทางการเมืองของคนอเมริกัน แต่สหรัฐอเมริกาก็ไม่ใช่มีหน้าตาเป็นทรัมป์

 

สังคมอเมริกันมีความหลากหลายและมากกว่าครึ่งหนึ่งของคนอเมริกันที่มีสิทธิ์โหวตก็มีจุดยืนที่แตกต่างจากทรัมป์ อย่าลืมว่าถ้านับผลโหวตต่อหัว (popular votes) คนอเมริกันโหวตให้คลินตันมากกว่าทรัมป์เสียอีก แต่ทรัมป์ชนะเพราะได้ electoral votes มากกว่า ปัจจัยข้างต้นเหล่านี้เป็นการบ่งบอกถึงความกลัวและความกังวลต่อนโยบายของทรัมป์ที่จะส่งผลกระทบต่ออนาตของตนเองและอนาคตของประเทศ แล้วทำไมเล่าพวกเขาถึงจะออกมาเดินขบวนเพื่อแสดงจุดยืนของตนเองไม่ได้

 

ส่วนความผิดหวัง เป็นความผิดหวังที่ไม่ใช่อยู่แค่ที่ประเด็นแพ้หรือชนะ แต่มันมีนัยยะสำคัญที่ลึกไปกว่านั้น ขอใช้คำตอบของนักศึกษาลูกครึ่งเอเชียอเมริกันคนหนึ่งที่พูดไว้ในห้องเรียน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นการสะท้อนความรู้สึกนี้ได้อย่างดีโดยเฉพาะจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ เขาบอกว่าชัยชนะของทรัมป์ทำให้เขารู้สึกผิดหวังกับประเทศนี้ เมื่อก่อนเคยคิดว่ากลุ่มคนเหยียดผิวเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยในอเมริกา แต่จากชัยชนะของทรัมป์ทำให้เขาต้องกลับไปคิดใหม่ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ เพราะคนอเมริกันเป็นสิบๆ ล้านคนออกมาโหวตให้ทรัมป์ แม้ไม่เห็นด้วยแต่ก็ยอมรับและทนได้กับสิ่งที่ทรัมป์พูดและกระทำต่อคนกลุ่มน้อยอื่นๆ ซึ่งผลการเลือกตั้งทำให้เขาผิดหวังและเศร้าเอามากๆ

 

ยอมรับผลการเลือกตั้ง

 

ถามต่อว่าการประท้วงหลังการเลือกตั้งเป็นการบ่งบอกถึงการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่ ผู้เขียนถามเพื่อนที่ไปเดินประท้วงว่าไปทำไม และยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่ เพื่อนคนนี้ชื่อเจน เครมเมอร์ (Jane Kramer) เธอเป็นศิลปินช่างภาพและเคยทำงานถ่ายภาพเชิงสารคดีให้กับองค์กรผู้ลี้ภัย เธอเขียนตอบกลับมาหาผู้เขียนทางอีเมลล์ว่า ที่เธอออกไปร่วมเดินขบวนด้วยเพราะต้องการให้กำลังใจกลุ่มผู้หญิง กลุ่มผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ กลุ่มLGBT ที่กำลังรู้สึกอ่อนไหวและหวั่นว่าจะถูกคุกคามจากประธานาธิบดีคนใหม่ และเธอคิดว่าระบบการเลือกตั้งสหรัฐฯควรเปลี่ยนเป็นระบบที่ตัดสินจากจำนวนคนโหวตทั่วประเทศ (Popular Votes) ไม่ใช่ตัดสินจากจำนวนตัวแทนของมลรัฐ  (Electoral Votes) แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเธอจะออกไปเดินขบวน เธอก็ยอมรับว่าทรัมป์ชนะและได้เป็น ‘ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง’ (President-Elect) เพื่อนของผู้เขียนอีกคนที่ผิดหวังมากๆ กับการเลือกตั้งก็ยอมรับผลการเลือกตั้ง และบอกว่าแม้จะเจ็บช้ำแต่ก็ต้องทนรับผลและเดินหน้าต่อไป

ผู้ประท้วงไม่ได้ต้องการล้มการเลือกตั้ง หรือไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่จุดประสงค์ของการออกไปเดินขบวน แต่การเดินขบวนเป็นการแสดงจุดยืนเรื่องค่านิยมและนโยบายที่เห็นแตกต่างไปจากประธานาธิบดีทรัมป์ แต่อย่างไรก็ดี อาจมีบางคนที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งก็ได้ สิ่งที่แต่ละคนคิดภายในจิตใจไม่มีใครรู้

ความคาดหวัง

 

คำถามต่อมาคือ ออกมาเดินขบวนแล้วได้อะไร เพราะถ้ายอมรับทรัมป์เป็นประธานาธิบดีและยอมรับผลการเลือกตั้ง จะออกมาเดินตามท้องถนนทำไม ถ้ายังจำกันได้ การเดินขบวน Occupy Wall Street (OWS) เพื่อต่อต้านตลาดหุ้นหรือกลุ่มทุนภาคการเงินที่เมืองนิวยอร์กหลายปีก่อน ถูกวิจารณ์จากหลายภาคส่วนรวมทั้งจากนักวิชาการเอง ว่าคงเป็นแค่ปรากฎการณ์ระยะสั้น เหมือนฮิปปี้มาเร็วไปเร็ว แต่สุดท้าย OWS ถูกตีความเป็น Social movement ในตำราเรียนไปแล้ว และปัจจุบันมีสำนักงาน และมีเครือข่ายกิจกรรมการเคลื่อนไหวในชุมชน เช่นการเดินขบวน Black Lives Matter ที่ประท้วงต่อต้านการเลือกปฎิบัติต่อคนผิวสีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นต้น

 

ฉะนั้น ถามว่าเดินขบวนตอนนี้แล้วได้อะไร ก็คงต้องตอบว่าไม่รู้ เพราะไม่มีใครรู้ว่าผลลัพธ์คืออะไร แต่ถ้าไม่ลอง ก็คงไม่มีวันรู้ ซึ่งในขณะนี้เริ่มมีรายงานแล้วว่ามีการจัดตั้งองค์กรที่ไม่เป็นทางการขึ้นตามประเด็นห่วงใยต่างๆ จากกลุ่มผู้ประท้วงในหลายๆ เมือง โดยมีการจัดประชุมเพื่อปรึกษาหาทางรับมือกับผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับจากนโยบายของทรัมป์ การเดินขบวนหลังการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะกลายเป็น social movement เหมือ OWS ก็ได้ หรืออาจจะออกมาให้รูปแบบของกลุ่ม Tea Party ที่คนหัวอนุรักษ์นิยมจัดตั้งขึ้นเพราะถูกกดดันจากนโยบายหัวก้าวหน้าของโอบามา ครั้งนี้ก็อาจจะเกิด Tea Party ในพรรคเดโมเดรตหรือพวกหัวก้าวหน้าที่ถูกกดดันจากนโยบายพรรครีพับลิกันก็ได้

 

ดังนั้น ให้เขาออกไปหาพื้นที่ที่เขาสามารถเปล่งเสียงได้ รวมตัวกันเพื่อสร้างแนวทางร่วมกัน และช่วยกันเช็คอำนาจรัฐไม่ดีกว่าหรือ ยังเป็นการสร้างประชาคมสังคมที่เข้มแข็งและสร้างอำนาจตรวจสอบรัฐด้วย โดยเฉพาะเมื่อกลไกทางการเมืองไม่อาจทำงานได้ตามที่คาดไว้ เพราะจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทั้งประธานาธิบดี เสียงส่วนใหญ่ทั้งในสภาผู้แทนฯและวุฒิสภาตกเป็นของพรรครีพับลิกันหมด ฉะนั้น ตอนนี้เสียงฝ่ายค้านนั้นมีpowerน้อยมาก การมีกลุ่มประชาสังคมที่เข้มแข็งน่าจะเป็นผลดีต่อสังคมในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะในสังคมที่มีหลากหลายทางชาติพันธุ์อย่างสังคมอเมริกัน

 

ทิ้งท้าย

เจนบอกว่า “ฉันกังวลเกี่ยวกับการแบ่งขั้วทางการเมืองในประเทศนี้และเศร้าที่อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง(Hate Crimes) มีเพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเปล่งเสียงออกมา ทำให้ฉันอยากมีส่วนร่วมในงานชุมชนมากขึ้นและยืนหยัดเพื่อกลุ่มคนและประเด็นที่ฉันเชื่อ!”

ตอนนี้เธอกำลังออกแบบหมวกกันหนาว โดยจะเขียนข้อความบนหมวกว่า Refugee Welcome แล้วจะเอาออกขายเพื่อหาเงินให้กับองค์กรผู้ลี้ภัยในรัฐมินนิโซตา ผลจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่การประท้วงที่พวกเราเห็น แต่มีปรากฎการณ์เชิงบวกแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยกันมากขึ้นในชุมชนด้วย

 

การที่ทรัมป์ตอบโต้ผู้เดินขบวนว่าเป็นพวกประท้วงมืออาชีพบ้าง หรือออกมาประท้วงแบบนี้ไม่ยุติธรรมบ้าง มันไม่ส่งผลดีและสร้างความสงบให้กลุ่มผู้ประท้วงเลย วันต่อมาทรัมป์ทวิตอีกครั้ง ชมผู้ประท้วงในทำนองที่ว่าผู้ประท้วงออกมาเดินขบวนเพราะต้องการแสดงความห่วงใยต่อประเทศชาติ แต่ก็ยังมีแหนบว่าออกมาประท้วงกันกลุ่มเล็กๆ

 

สำหรับผู้เขียน การเดินขบวนควรปล่อยให้เป็นกระบวนการตามธรรมชาติเพื่อให้พวกเขาหาพื้นที่ทางการเมืองที่สามารถแสดงจุดยืนที่แตกต่าง และสามารถสร้างกลุ่มก้อนเพื่อตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเป็นเสรี ส่วนว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ควรเริ่มกระบวนการคืนดีกับประชาชนฝ่ายตรงข้าม และให้ความมั่นใจแก่ประชาชนว่าเขาสามารถเป็นประธานาธิบดีของทุกคนได้ ไม่ใช่แค่ประธานาธิบดีของคนผิวขาว แต่เป็นประธานาธิบดีของทุกกลุ่มก้อนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ควรหามาตราการเก็บยักษ์จีนี่ที่ออกมาเหยียดผิว เพศ เชื้อชาติ และศาสนาที่เขาปลุกขึ้นมาในสังคมอเมริกันให้กลับลงขวดไปให้เร็วที่สุด

 

[1]  Make America White Again’ : Hate speech and crimes post-election