Practical Report “ทรัมป์ชนะ” ได้อย่างไร สำรวจผล Exit Polls เบื้องต้น

สรินณา อารีธรรมศิริกุล
sarinna.aree@gmail.com
9 พฤศจิกายน 2559

trump-ii

เมื่อวานผู้เขียนตื่นมาแต่เช้าเพื่อรอดูการเลือกตั้งทั้งวัน พอหกโมงเย็นคูหาแรกปิดเพื่อนับคะแนน ความรู้ตื่นเต้นก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ มลรัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ ปิดคูหาต่างเวลากัน บ้างรัฐปิดหกโมง บ้างรัฐปิดสองทุ่ม หรือสามทุ่ม นอกจากนั้นด้วยเพราะประเทศนี้มีเนื้อที่กว้างใหญ่ สหรัฐอเมริกาจึงใช้เวลาต่างกัน จากฝั่งตะวันออก (นิวยอร์ก) ไปฝั่งตะวันตก (แคลิฟอร์เนีย)ห่างกันสามชั่วโมง ฉะนั้น การนับคะแนนของแต่ละรัฐก็จะเริ่มนับและเสร็จไม่พร้อมกัน รัฐทางฝั่งตะวันออกจะเริ่มนับก่อนและเสร็จก่อนรัฐทางฝั่งตะวันตก

แต่ด้วยที่การเลือกตั้งสหรัฐฯนับคะแนนโหวตด้วยคอมพิวเตอร์ จึงทำให้การนับคะแนนรู้ผลเร็ว เทคโนโลยีและฐานข้อมูลที่เพียบพร้อมทำให้สามารถคาดการณ์ได้ก่อนที่จะต้องนับคะแนนหมดทั้งประเทศ ทำให้ไม่กี่ชั่วโมงหลังปิดคูหาก็สามารถคาดเดาผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการได้ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดี

การลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น่าตื่นเต้นเหมือนสองครั้งก่อน แต่ตอนนับคะแนนเสียงนี่ซิกลับเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุด เพราะกลายเป็นว่าสิ่งที่โพลต่างๆ สรุปว่าคลินตันจะชนะแบบถล่มทลายในช่วงเดือนที่แล้วก็ไม่เป็นจริง หรือการคาดการณ์ว่าคลินตันจะชนะทรัมป์ไม่กี่จุดในช่วงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง ก็กลับผิดหมด

แต่ผลคือทรัมป์กลับได้รับคะแนนเสียงมากเกินความคาดหมาย โดยได้เสียง electorate vote มากกว่าคลินตัน (228 – 278) และทำให้ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 แม้ว่าคลินตันจะได้ยอดคะแนนโหวตทั้งประเทศ (Popular vote) มากกว่าทรัมป์กว่าสองแสนเสียงก็ตาม

เมื่อวานเช้าระหว่างรอดูการเลือกตั้ง ผู้เขียนดูสัมภาษณ์ของอาจารย์อเมริกันคนหนึ่งในช่อง FOX (สถานีข่าวหัวอนุรักษ์นิยม) บอกว่าในโมเดลการคาดการณ์การเลือกตั้งของเขา ยังไงทรัมป์ก็ชนะเพราะไม่มีการเลือกตั้งอเมริกาครั้งไหนที่พรรคเดียวกันจะชนะการเลือกตั้งสามฤดูรวด เพราะคนอเมริกันเบื่อพรรคการเมืองและต้องการความแปลกใหม่ แถมยังบอกว่ามั่นใจมากจนเอาเงิน $500 ไปลงพนันว่าทรัมป์จะชนะอีกด้วย พิธีกรสถานี FOX ที่สนับสนุนทรัมป์ทำเสียงไม่ค่อยอยากเชื่อคำทำนายของอาจารย์ท่านนี้ เพราะว่ามันช่างขัดแย้งกับสิ่งที่โพลทุกโพลสำรวจออกมา

แต่ก็อย่างที่ทุกคนทราบแล้ว ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 กลายเป็นปรากฎการณ์ช็อกโลกไม่ต่างไปจากปรากฎการณ์ Brexit (การลงประชามติของคนอังกฤษว่าจะออกจาก EU หรือไม่) เพราะผลโหวตกับผลสำรวจต่างกันอย่างชนิดที่เรียกว่าเหมือนดูหนังกันคนละม้วน

Exit Polls (มิติเดียว)

คำถามคือเกิดอะไรขึ้น ผล Exit Polls เริ่มออกมาแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ในช่วงที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้ ฉะนั้นขอสรุปตามข้อมูลตามที่มีแบบคราวๆ โดยที่ปัจจัยกลุ่มคนโหวตแบบหลายมิตินั้นยังต้องรอผล exit poll อัพเดทให้มากกว่านี้ ตอนนี้ผลออกมามีแค่มิติเดียว เช่นเพศ เชื้อชาติ อายุ ศาสนา ระดับการศึกษาว่าใครสนับสนุนทรัมป์หรือคลินตัน แต่ยังไม่มีข้อมูลผสมระหว่างสองหรือสามปัจจัยขึ้นไป เช่น ผู้หญิงการศึกษาสูงผิวขาว หรือ กลุ่มเยาวชนผิวดำเป็นต้น เราลองมาดูปัจจัยมิติเดียวก่อนว่ากลุ่มไหนโหวตกันอย่างไร เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อสี่ปีที่แล้วที่ทำให้ประธานาธิบดีโอบามาชนะรอมนีย์

  1. ปัจจัยเชื้อชาติ: (Race) คนผิวสีออกมาโหวตให้คลินตันน้อยกว่าโอบามาโดยเฉพาะคนละตินโนจากเดิมที่โหวตให้โอบามา 71% โหวตให้คลินตัน 65% คนเอเชียก็ลดฮวบจาก 73% เหลือ 65% และคนผิวดำก็เช่นกันโหวตให้โอบามา 93% ส่วนปีนี้โหวตให้คลินตัน 88% ส่วนอัตราส่วนที่คนผิวขาวออกมาโหวตให้กับทรัมป์มีพอๆ กันเมื่อการเลือกตั้งที่แล้ว
  2. ปัจจัยการศึกษา: กลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงกับกลุ่มที่มีการศึกษาระดับมัธยมหรือต่ำกว่า ส่วนใหญ่ลงคะแนนให้ทรัมป์ไม่ใช่คลินตัน ซึ่งเมื่อการเลือกตั้งสี่ปีที่แล้ว คนสองกลุ่มนี้โหวตให้โอบามามากกว่ารอมนีย์ตัวแทนพรรครีพับลิกันอย่างสำคัญ
  3. ปัจจัยอายุ: กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Millennial generation) ออกมาโหวตให้คลินตันน้อยกว่าโอบามาถึง 5% น่าจะเป็นเพราะว่าคนกลุ่มนี้ไม่ตื่นเต้นกับคลินตันที่ถือได้ว่าเป็นนักการเมืองแบบเก่า ไม่เหมือนโอบามาที่เสนอแคมเปญChange นอกจากนั้น อย่างที่รู้กันในช่วงการเลือกตั้ง Primaries ว่าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่นิยมเบอร์นี แซนเดอร์มากกว่าคลินตัน เมื่อคลินตันได้เป็นตัวแทนพรรค จึงอาจไม่กระตือรืนล้นมากนัก ขณะที่ทรัมป์รักษาฐานเสียงพรรครีพับลิกันในกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่เปลี่ยนเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว
  4. ปัจจัยเรื่องเพศ: ผู้หญิงโหวตให้ทรัมป์น้อยลง แต่ก็ไม่ได้โหวตให้คลินตันมากขึ้น ส่วนเพศชายกลับโหวตให้คลินตันน้อยลง แต่โหวตให้ทรัมป์มากขึ้นนิดหน่อย ทำให้เห็นว่าปัจจัยเรื่องเพศหญิงที่มีการคาดการณ์ว่าคลินตันอาจได้เปรียบกว่าทรัมป์นั้นอาจไม่จริง ผู้หญิงที่ไม่ชอบทรัมป์ดูจะไม่ได้เปลี่ยนไปโหวตให้คลินตันตามที่หลายคนหวังไว้ คำถามคือคะแนนโหวตของผู้หญิงหายไปไหน อาจเป็นไปได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ผู้หญิงโหวตให้พรรคที่สามมากขึ้นหรือออกไปโหวตน้อยลง
  5. ปัจจัยศาสนา: กลุ่มคนที่นับถือศาสนาคริสต์ลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์มากขึ้นโดยเฉพาะคนที่นับถือนิกายโรมันคาทอลิก ศาสนาเป็นปัจจัยที่ทำให้คลินตันได้คะแนนน้อยลง ซึ่งน่าจะมาจากสาเหตุเรื่องที่คลินตันสนับสนุนการทำแท้งที่ถูกกฎหมาย (ซึ่งมีการพูดถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจนในการระหว่างการดีเบตประธานาธิบดีที่ผ่านมา) สำหรับกลุ่มสตรีหัวก้าวหน้าแล้ว การให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ตัดสินใจที่จะทำแท้งหรือไม่ทำแท้ง ถือเป็นการรักษาสิทธิเสรีภาพของสตรีเองในการจัดการกับเรื่องสุขภาพร่างกายของตนเอง โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการทำผิดกฎหมาย แต่สำหรับสตรีที่นับถือศาสนาคริสต์และหัวอนุรักษ์นิยมนั้นไม่เห็นด้วย เพราะการทำแท้งคือการทำผิดศีลธรรมและหลักศาสนา

ส่วนกลุ่มLGBT โหวตให้คลินตันมากกว่าทรัมป์ และอยู่ในอัตราส่วนที่ไม่แตกต่างไปจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

มลรัฐไหนเปลี่ยนสี

เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว การโหวตที่เปลี่ยนไปของกลุ่มคนในExit Polls ทำให้มลรัฐที่เคยตกเป็นของพรรคเดโมเครต (สีฟ้า) เปลี่ยนเป็นสีแดง (พรรครีพับลิกัน – ดูภาพประกอบด้านล่าง) มลรัฐที่พลิกคือมลรัฐแกว่งหรือเรียกว่า Swing States ได้แก่ มิชิแกน โอไฮโอ วิสคอนซิน ฟลอลิดา เพนซิลเวเนีย และไอโอวา ซึ่งเปลี่ยนมาจากฟ้าเมื่อการเลือกตั้งที่แล้วมาเป็นสีแดงในการเลือกตั้งครั้งนี้ หมายความว่า ทรัมป์ได้รับคะแนนเสียงโหวตมากกว่าคลินตันในรัฐเหล่านี้ หรืออีกนัยหนึ่งคือคลินตันไม่สามารถคงความนิยมในกลุ่มปัจจัยด้านบนในมลรัฐเหล่านี้ได้

เช่น ในช่วงการนับคะแนน สื่อมวลชนไม่ยอมฟันธงให้รัฐมิชิแกนตกเป็นของทรัมป์ไปง่ายๆ เพราะมีเขต Wayne County ที่ยังนับคะแนนไม่จบ ด้วยเหตุผลที่ว่าเขตนี้มีประชากรผิวสีอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดและเป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครตที่ช่วยให้โอบามาชนะคะแนนในรัฐนี้มาแล้ว โดยหวังว่าคลินตันจะกลับมาตีตื้นทรัมป์ในการนับคะแนนช่วงหลัง แต่เมื่อนับคะแนนในเขตนี้ขึ้นมาแล้ว คลินตันก็ยังไม่สามารถตีตื้นขึ้นมาได้ ซึ่งการไม่ได้คะแนนโหวตจากคนผิวสีในระดับเดียวกับโอบามากลายเป็นปัจจัยที่ทำให้คลินตันแพ้ในรัฐมิชิแกนเป็นต้น

ดั่งเช่นการนับคะแนนในรัฐฟลอริดาที่มีการคาดการณ์ว่าคนละตินโนจะโหวตให้คลินตันในเขต Miami Dade County มากจนสามารถพลิกขึ้นมานับทรัมป์ แต่ในที่สุดก็ทำไม่ได้ หรืออาจมีปัจจัยอื่นๆ ผสมกันไปด้วยเช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อาจไม่ตื้นตัวเท่ากับการเลือกตั้งสองครั้งที่แล้ว หรือมีปัจจัยอื่นๆ อีกในระดับเขต ซึ่งพรรคเดโมแครตต้องลงไปดูตัวเลขรายละเอียดเพื่อวิเคราะห์ความพ่ายแพ้ของคลินตันในแต่ละรัฐว่ามาจากกลุ่มปัจจัยใด

แต่โดยรวมในระดับประเทศแล้ว ผล Exit Polls (แบบมิติเดียว) บอกได้ว่า คลินตันแพ้ทรัมป์เพราะได้คะแนนน้อยลงในกลุ่มคนผิวสี กลุ่มคนที่มีการศึกษาสูง กลุ่มคนที่มีการศึกษาระดับมัธยมหรือต่ำกว่า กลุ่มคนนับถือศาสนาคริสต์ และกลุ่มคนรุ่นใหม่ ส่วนปัจจัยผู้หญิงและกลุ่มLGBT ไม่ทำให้คลินตันมีความได้เปรียบมากไปกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

2012-election

2016-election