เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ชั้นนำของตะวันตกสามฉบับ อันได้แก่ “เดอะ นิวยอร์คไทมส์” ของสหรัฐอเมริกา, “เดอะการ์เดียน” ของอังกฤษ และ “แดร์ สปีเกล” ของเยอรมนี ต่างพากันตีพิมพ์เอกสารที่มีนัยยะสำคัญทางประวัติศาสตร์ “บันทึกสงครามอัฟกัน” (The Afghan War Diary หรือบางคนก็เรียกว่า The Wars Logs) ซึ่งเป็นเอกสารที่ประกอบไปด้วยบันทึกจำนวนกว่า 91,731 ชุด ครอบคลุมห้วงเวลาตั้งแต่ มกราคม 2547 จนถึงธันวาคม 2552 เอกสารเหล่านี้ถูกเผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์วิกิลีกส์ แหล่งเผยแพร่เอกสารลับจาก แหล่งข่าวไม่เปิดเผย (whistle-blowers)

วิกิลีกส์ตัดสินใจเผยแพร่เอกสารออกมาสู่สาธารณะจำนวน 75,000 ชุด (พวกเขาทำการตกลงกับหนังสือพิมพ์ทั้งสามฉบับให้จัดทำสกู้ปข่าวชิ้นนี้ในวันเดียวกัน) ((หมายเหตุ : เราไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ wikileaks ได้ เพราะถูก ban จาก ICT โปรดใช้ mirror.wikileaks.info แทน เราเดาว่าเหตุผลที่ถูก ban จาก ICT คงเป็นเพราะมีเอกสารที่อ่อนไหวถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์))
สายลับสองหน้า อดีตผอ.หน่วยข่าวกรองปากีสถาน?
เอกสารชุดนี้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจหลายเรื่อง อาทิเช่น ความเกี่ยวข้องของหน่วยข่าวกรองปากีสถาน หรือ Inter-Services Intelligence (ISI) กับกลุ่มตาลีบัน ในด้านเปิดเผยพวกเขาร่วมมือกับสหรัฐฯ ต่อต้านกลุ่มตาลีบันและอัลกออิดะห์ แต่ในทางปิดพวกเขาร่วมมือกับตาลีบัน ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และบางครั้งถึงกับมีส่วนร่วมในการลอบสังหารผู้นำอัฟกานิสถาน
ในรายงานชุดนี้ยังได้ระบุชื่อ พลโท ฮามิด กูล อดีตผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองปากีสถาน เอาไว้หลายแห่งว่ามีความเกี่ยวข้องกับภารกิจลับร่วมกับกลุ่มตาลีบัน

ฮามิด กูล และผองเพื่อนจากซีไอเอ ภาพถ่ายเมื่อครั้งยังหวานชื่นร่วมกันรบกับโซเวียต; ฮามิด กูล (อดีต ผอ. หน่วยข่าวกรองปากีสถาน) ซ้ายสุด, ถัดมาเป็น วิลเลียม เว็บเสตอร์ อดีตผอ.ซีไอเอ, แคลร์ จอร์จ ผู้ช่วยผอ.ซีไอเอ, มิลท์ แบร์เดน ผู้พันประจำหน่วยข่าวกรองปากีสถาน และเจ้าหน้าที่อาวุโสซีไอเอ ตามลำดับ ภาพนี้ถ่ายหน้าค่ายฝึกกลุ่มมูจาฮิดีน ในเขตชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน ในช่วงปี 2530 ที่มา – Rawa News : The U.S. and the Afghan Tragedy
ในเอกสารของวิกิลีกส์ระบุว่า พล.ท. กูล เข้าพบกับฝ่ายกองกำลังตาลีบันในช่วงเดือนมกราคมปีที่แล้ว ทันทีหลังจากที่ ผู้นำอัลไกดาสัญชาติปากีสถาน โอซามา อัล-กินี เสียชีวิตจากการจู่โจมด้วย โดรน (ยานบินไร้คนขับ) ของสหรัฐอเมริกา ในรายงานยังระบุด้วยว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการแสดงความเสียใจกับข่าวการเสียชีวิตของ ซามาราอี และหารือถึงการเดินแผนในภารกิจสุดท้ายของซามาราอี ในการนำอุปกรณ์ระเบิดติดพาหนะแบบพลีชีพลำเลียงผ่านช่องแคบคาห์น แต่รายงานจากนิวยอร์คไทมส์ ก็ไม่ได้ระบุว่าแผนดังกล่าวได้ถูกปฏิบัติการขึ้นหรือไม่
แน่นอนว่า พล.ท. กูล ปฏิเสธเรื่องความร่วมมือของเขากับตาลีบัน ว่าเป็นนิยายน้ำเน่าของซีไอเอเพื่อทำการโจมตีเขา แต่อย่างไรก็ตามในเอกสารชุดนี้หลุดชื่อ สายลับชาวอัฟกานิสถานหลายรายที่ทำงานร่วมกับกองกำลังสหรัฐฯ ออกมาด้วย นั่นไม่เพียงแต่ทำให้ โรเบิร์ต เกตส์ รมว.กลาโหมของสหรัฐต้องเครียดจนเพิ่มผมหงอกบนศีรษะอีกหลายเส้น เขาบอกว่าอยู่ที่ศาลจะตัดสินว่าการที่วิกิลีกส์ปล่อยให้เอกสารรั่วไหลจะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ แต่ตอนนี้ “พวกเขาทำผิดจริยธรรมที่ทำให้หลายคนต้องมีชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยง”
นั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่เกินเลยความเป็นจริงเท่าใดนัก เพราะตอนนี้กลุ่มตาลีบันบอกว่า พวกเขากำลังศึกษาเอกสารของวิกิลีกส์อยู่ และถ้ามันสอดคล้องกับข้อมูลข่าวกรองของพวกเขาเมื่อไหร่ล่ะก็ “เราจะตามล่าสายลับพวกนี้มาลงโทษ”
ปัญหาการคร่าชีวิตพลเรือนในสงคราม
อย่างไรก็ตามเอกสารชุดนี้ยังได้เผยข้อมูลที่น่าสนใจออกมาอีกหลายอย่าง เช่นการสังหารพลเรือนของกองทัพสหรัฐ วิกิลีกส์ได้ปล่อยวิดิโอคลิปการโจมตีทางอากาศในกรุงแบกแดดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 แสดงให้เห็นการที่นักข่าวพลเรือน 2 รายเสียชีวิต และเด็กอีก 2 คนบาดเจ็บจากการโจมตีดังกล่ว ในขณะที่มีผู้สูญเสียชีวิตไปทั้งสิ้น 18 ราย
>วิดิโอแสดงการสังหารพลเรือน ในการโจมตีทางอากาศ ที่เผยแพร่ออกมาทางวิกิลีกส์
มีข่าวว่า สิบตรี แบรดลีย์ แมนนิง วัย 23 ปี เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ด้านข่าวกรองของกองทัพสหรัฐ เป็นผู้ปล่อยภาพวิดีโอชุดนี้ และอาจรวมถึงเอกสาร “บันทึกสงครามอัฟกัน” ทั้งหมดรั่วไหลออกมาให้กับวิกิลีกส์ ขณะนี้เขากำลังถูกทหารพระธรรมนูญทำการสอบสวนความผิดและถูกควบคุมตัวโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาไว้ที่คุมขังในค่าย อาริฟจันในคูเวต ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเขาอาจได้รับโทษจำคุกถึง 52 ปี หากถูกสอบสวนและตัดสินว่ามีความผิดจริง
ยังกั๊กไฟล์ลับอีก
ด้าน จูเลียน อาสซานจ์ ตัวแทนจากวิกิลีกส์ (เจ้าของและผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ มีหลายคนทั้ง นักข่าว นักคณิตศาสตร์ และนักคอมพิวเตอร์เจ้าของบริษัทไฮเทค คนเหล่านี้มีที่อยู่ทั้งในสหรัฐ, ไต้หวัน, ยุโรป ออสเตรเลีย และ อาฟริกาใต้ แต่ต่างก็ไม่ระบุชื่อและตัวตน) บอกว่าเขาไม่สามารถบอกได้ว่า ใครเป็นผู้ให้เบาะแสข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ระบบของวิกิลีกส์ มีการทำลายหลักฐานต้นทางเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ส่งเบาะแสถูกตามรอยได้
นอกจากเอกสารทั้ง 75,000 ฉบับ วิกิลีกส์ยังมีการเผยแพร่ไฟล์ที่ชื่อว่า “insurance.aes256″ ลงในเว็บไซต์อีกด้วย แต่ไฟล์ฉบับนี้เป็นไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสแบบ AES-256 และถูกบีบอัดแบบ 7zip โดยมีขาดไฟล์ใหญ่ขนาด 1.4 กิกะไบต์ (นั่นคือมีขนาดใหญ่กว่าไฟล์ 75,000 ฉบับที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ราว 20 เท่า) จากการประเมินของนักเทคนิคด้านรหัสวิทยา ระบุว่าด้วยขนาดไฟล์ระดับนี้ การเจาะรหัสเพื่อเปิดไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสออกมานั้น แทบไม่มีทางเป็นไปได้ ไฟล์ฉบับนี้มีเลข checksum แบบ SHA1 เป็น “cce54d3a8af370213d23fcbfe8cddc8619a0734c” (เลข checksum เพื่อป้องกันการปลอมแปลงไฟล์ต้นฉบับ)
คาดกันว่าไฟล์ลับสุดยอดฉบับนี้จะบรรจุ ข้อมูลที่สำคัญอย่างยิ่งยวด และทางวิกิลีกส์กำลังตัดสินใจอยู่ว่าพวกเขาจะเผยแพร่มันออกไปดีหรือไม่ หากจะเผยแพร่พวกเขาเพียงแต่ปล่อย “รหัสกุญแจ” ออกมาเท่านั้น ซึ่งเราสามารถใช้รหัสกุญแจดังกล่าวถอดรหัสไฟล์เพื่อนำข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสไว้ ออกมาใช้งานต่อได้ทันที
นัยยะของสงครามอัฟกัน
นักวิเคราะห์หลายรายมองคล้ายๆ กันว่า ข้อมูลที่รั่วไหลออกมาจากวิกิลีกส์ ในแง่การข่าวกรองและยุทธศาสตร์การทหารแล้ว ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก เพราะมีการวิเคราะห์ไว้ตรงกันอยู่ก่อนแล้วว่า ปากีสถานจะร่วมมือกับตาลีบัน และสหรัฐฯ จะติดหล่มสงครามอัฟกันเหมือนๆกับที่เคยติดหล่มสงครามในเวียดนามมาก่อน (และเช่นเดียวกับที่โซเวียตต้องมาจมปลักกับสงครามอัฟกัน และต้องถอนตัวออกไปอย่างบอบช้ำ) SIU ก็เคยวิเคราะห์ในแง่มุมนี้มาก่อนแล้ว ดู “สุนทรพจน์ของโอบามาที่เวสต์ปอยท์ : ไม่ใช่แค่ชะตากรรมของอัฟกานิสถาน” (ตรงส่วน “ฤๅ สหรัฐอเมริกาจะติดหล่มในสงครามอัฟกานิสถาน เช่นเดียวกับสงครามเวียดนาม?”)
ข้อมูลจากวิกิลีกส์ เพียงแต่ยืนยันข้อมูลทางยุทธศาสตร์เท่านั้นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสงครามอัฟกันคืออะไร (หรือไม่ก็ข้อมูลสำคัญสุดๆ ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา)
ประเด็นคือ พวกตาลีบันประเมินไว้อยู่แล้วว่า สหรัฐจะไม่สามารถทำสงครามในอัฟกันอยู่ได้นาน และวันหนึ่งพวกเขาจะต้องถอนตัวออกไปแน่ พวกตาลีบัน (รวมถึงอัลกออิดะห์) ทำแต่เพียงอดทนรอ และรักษากำลังหลักเอาไว้ให้รอดพ้นจากสงคราม (และพวกเขาก็เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าจะรอดพ้นจากสงครามได้ด้วย)
ด้านปากีสถานเอง ด้วยความสัมพันธ์อันยาวนานกับกลุ่มตาลีบัน ตั้งแต่ครั้งสมัยสงครามเย็น ที่ร่วมกันต่อสู้กับโซเวียต พวกเขาจำเป็นต้องคงความสัมพันธ์อันดีต่อกันเอาไว้ และปากีสถานเองก็ประเมินว่าไม่ช้าก็เร็วสหรัฐฯ ก็จะต้องถอนตัวออกไปเช่นกัน การผูกสัมพันธ์กับพวกตาลีบัน ซึ่งเมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากสงครามอัฟกันไปแล้ว พวกเขาคงจะได้กลับไปครองอำนาจในอัฟกานิสถานอีกครั้ง (แทนที่จะวางตัวเป็นศัตรูด้วย) จึงถือเป็นยุทธวิธีที่ฉลาด ทำให้ด้านหนึ่งในทางเปิด ปากีสถานทำเป็นให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ตอบโต้กลุ่มตาลีบันและอัลกออิดะห์ อย่างเต็มที่ แต่ในทางปิด ปากีสถานก็ให้ความร่วมมืออย่างลับๆ กับตาลีบัน แถมยังให้ที่พักพิง (ดังจะเห็นได้จากแหล่งกบดานของตาลีบันจะอยู่แถบแนววาริสถานใต้) และยังมีการสนับสนุนทรัพยากรและยุทโธปกรณ์ให้อีกด้วย

>ภาพแผนที่ชาติพันธ์วรรณาในปากีสถานและอัฟกานิสถาน, ที่มา – Stratfor>
เอาเข้าจริงสหรัฐฯ ก็คงรู้ตัวอยู่แล้วว่า สงครามอัฟกันฯ กำลังเข้าใกล้สภาพสงครามเวียดนามเข้าไปทุกที โอกาสในการเอาชนะพวกตาลีบันทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งการกดดันปากีสถานมากเกินไปก็ไม่ใช่วิธีที่ฉลาด เพราะหากเสถียรภาพของปากีสถานสั่นคลอน จนกระทั่งทำให้ปากีสถานเกิดการแตกแยก เมื่อนั้นอินเดียจะผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเอเชียที่น่ากลัวทันที เรื่องนี้ลึกๆ แล้วสหรัฐฯ ไม่อาจจะยอมได้ ในขณะเดียวกันการปล่อยให้จีนเอื้อมมือมาแตะกับปากีสถานเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกันนั้น ก็เป็นอีกฉากทัศน์หนึ่งที่สหรัฐฯ ยังคงหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย
ในที่สุดแล้วสหรัฐฯ ก็คงปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างที่เป็นอยู่ คือหลับตาข้างหนึ่ง แล้วปล่อยให้ปากีสถานจับมือกับตาลีบัน และสร้างความสัมพันธ์กับชนเผ่าปัชทุนในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน (และแถบตอนใต้ของอัฟกานิสถาน) เพื่อเอาไว้คานอำนาจกับอินเดียต่อไป แต่แล้วด้วยเหตุผลอะไรสหรัฐฯ ถึงยังต้องทำสงครามอัฟกันที่ไม่มีวันชนะนี้ต่อไปเรื่อยๆด้วย (ดังจะเห็นจากนโยบายของโอบามาที่มีการเพิ่มกำลังทหารเข้าไปในอัฟกานิสถาน)
เรื่องนี้หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์อาจมีคำตอบ
สัญญาณถอนตัวจากสงคราม?
เพราะเมื่อปี 2510 “จิ้งจอกสงคราม” โรเบิร์ต แมคนามารา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้ตั้งหน่วยศึกษาบทเรียนสงครามเวียดนามขึ้นมา ไม่มีใครรู้อย่างชัดเจนว่า แมคนามารา จะตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาด้วยเหตุผลกลใด แต่ในวันที่ 13 มิถุนายน ปี 2514 หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ ตีพิมพ์เอกสารภายใต้การศึกษาสงครามเวียดนามดังกล่าว (ซึ่งถูกปล่อยให้หลุดรั่วออกมาโดยเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนี้คนหนึ่ง) ออกมาในชื่อ “Vietnam Archive: Pentagon Study Traces Three Decades of Growing US Involvement” หรือเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ “Pentagon Papers” ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันในหมู่สาธารณะชนของสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับสงครามเวียดนามกันอย่างกว้างขวาง
และนั่นนำไปสู่การถอนตัวออกจากสงครามเวียดนามในปี 2518 หรือในอีก 4 ปีต่อมา
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะพ่ายแพ้ต่อสงครามเย็น มันเป็นแต่เพียงการกำหนดวาระทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ใหม่ให้สอดคล้องต้องกับความเป็นจริงเท่านั้น
วิกิลีกส์จะนำไปสู่การถอนตัวจากสงครามอัฟกันของสหรัฐฯ หรือไม่ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป แต่โดยนัยยะทางภูมิรัฐศาสตร์การจัดระเบียบตะวันออกกลางสิ้นสุดลงแล้ว อัฟกานิสถานก็เปรียบเสมือนกับ “โครงไก่” ของ “โจโฉ” ไม่อาจหาประโยชน์อะไรได้อีก
ที่สำคัญมหาอำนาจใหม่อย่างจีน กำลังทวีแสนยานุภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ และการทหารขึ้นทุกวันอย่างน่าหวาดหวั่น.
เรียบเรียงจาก :
- Stratfor : WikiLeaks and the Afghan War
- The New York Times : The War Logs
- The New York Times : Pakistan Aids Insurgency in Afghanistan, Reports Assert
- The Economist : WikiLeaks on the war in Afghanistan : Son of a SAM
- Wikipedia : Afghan War Diary
- Wikipedia : Arrest of Bradley Manning
- Wikipedia : July 12, 2007 Baghdad airstrike
- Wikipedia : Pentagon Papers
- Channel 4 News : Taliban hunt Wikileaks outed Afghan informers
