Practical Report Windows 8 คำตอบของไมโครซอฟท์ต่อโลกของ “แท็บเล็ต”

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ได้เผยรายละเอียดของระบบปฏิบัติการ Windows 8 ที่งานสัมมนา BUILD 2011 ของบริษัทเอง หลังจากที่เคยพรีวิว Windows 8 เบื้องต้นพอเป็นน้ำจิ้มมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน

ระบบปฏิบัติการที่แบกรับความคาดหวัง

Windows 8 ถือเป็นระบบปฏิบัติการที่มีความสำคัญยิ่งต่อไมโครซอฟท์ และอนาคตของ “คอมพิวเตอร์” และ “พีซี” ในภาพรวม

ในประวัติศาสตร์ของคอมพิวเตอร์ ยุคสมัยแห่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) เริ่มต้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 80s และไมโครซอฟท์-อินเทลคือผู้ชนะในศึกครั้งนั้น เอาชนะคู่แข่งมากหน้าหลายตาไม่ว่าจะเป็นแอปเปิลหรือไอบีเอ็มที่มาก่อน และส่งผลให้ไมโครซอฟท์เป็นราชันย์แห่งโลกไอทีแบบเบ็ดเสร็จมาเป็นเวลา 30 ปีจนถึงปัจจุบัน

วิสัยทัศน์ของบิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ต่อโลกเทคโนโลยีตลอด 30 ปีผ่านมาคือ a computer on every desk and in every home หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่กลายเป็นอุปกรณ์ประจำบ้าน (และใช้ระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์) ซึ่งกาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่า ฝันของบิล เกตส์ เป็นจริง

a computer on every desk and in every home

แต่ช่วงเวลาไม่กี่ปีให้หลัง การเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ ๆ ทำให้พรมแดนของคำว่า “คอมพิวเตอร์” ขยายจากนิยามดั้งเดิมของพีซีไปมาก คอมพิวเตอร์กลายไปอยู่ในทุกๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ ทีวี ห้องนั่งเล่น เครื่องอ่านอีบุ๊ก ฯลฯ (อ่านรายละเอียดในบทความ หนึ่งในผู้สร้าง IBM PC พูดถึงจุดจบของยุคพีซี และอนาคตของคอมพิวเตอร์)

การเปิดตัว Windows 7 เมื่อปี 2009 ทำยอดขายได้ถล่มทลายจริง และคู่แข่งอย่างแอปเปิลและลินุกซ์ไม่สามารถชิงส่วนแบ่งตลาดได้มากนัก  (ซึ่งก็ไม่เคยทำได้เลยตลอดช่วงอายุของ Windows) แต่พรมแดนของ Windows 7 ก็ยังจำกัดแค่ “พีซี”

Windows เจอแรงกดดันจากอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ ที่ไม่ใช่พีซีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น iPod/iPhone/iPad จากแอปเปิล, เครื่องเล่นเกม PlayStation ของโซนี่, สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตสารพัดยี่ห้อ จนทำให้อิทธิพลของไมโครซอฟท์ในอุตสาหกรรมไอทีโลกเริ่มเสื่อมถอยลง (อ่านรายละเอียดในบทความ เมื่ออาณาจักร “วินเทล” ถึงเวลาเสื่อมถอย)

ดังนั้น Windows 8 ในฐานะ “ราชันย์แห่งโลกคอมพิวเตอร์” จึงต้องแบกรับความคาดหวังอย่างสูง ที่จะต้องตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมและบริบทใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็ต้องรับสืบทอดภารกิจจาก Windows รุ่นก่อนๆ ที่ทำงานเป็นกลจักรสำคัญของ “พีซี” หลายร้อยหลายพันล้านเครื่องทั่วโลก ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา

โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

Windows 8 นำพาวินโดวส์สู่โลกใหม่

Steven Sinofsky ประธานฝ่ายวินโดวส์ของไมโครซอฟท์ และผู้รับผิดชอบสูงสุดของการพัฒนา Windows 8 อธิบายว่า “โจทย์หลัก” ของไมโครซอฟท์ครั้งนี้คือคำว่า “Reimagine Windows” หรือการเปิดทางพาวินโดวส์ไปสู่ทิศทางใหม่ๆ อุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ ซึ่งในที่นี้ก็คืออุปกรณ์พกพาที่เป็นจอสัมผัสอย่างแท็บเล็ตพีซีนั่นเอง

แต่ในขณะเดียวกัน Windows 8 ก็จะต้องไม่ทิ้งพีซีแบบดั้งเดิมที่ยังใช้กันอยู่แพร่หลาย โดยจะไม่ยอมให้คุณสมบัติจากฝั่งแท็บเล็ตพีซี มาลดความสำคัญของงานด้านพีซีลงไป (Sinofsky ใช้คำว่า “No Compromise” ซึ่งแปลได้ว่าต้องไม่ด้อยลงในทั้งสองด้าน)

แอปเปิลเคยพยายามแก้โจทย์เดียวกันนี้มาก่อนไมโครซอฟท์ โดยเริ่มหลอมรวมระบบปฏิบัติการ Mac OS X ของฝั่งพีซี เข้ากับ iOS ของมือถือและแท็บเล็ตเข้าด้วยกัน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะธรรมชาติของอุปกรณ์ทั้งสองชนิดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นขนาด ความสามารถในการพกพาเคลื่อนย้าย และวิธีการป้อนข้อมูลที่ใช้เมาส์+คีย์บอร์ด/นิ้วสัมผัส

คำตอบของไมโครซอฟท์ต่อโจทย์เดียวกันนี้คือ สร้าง “โหมด” การทำงานสองอย่างที่แตกต่างกันไป แต่สามารถทำงานร่วมกันได้

ผลจากแนวคิดนี้ ทำให้ Windows 8 เลือกทำงานได้ในสองโหมด คือ

  • Classic ระบบปฏิบัติการพีซีแบบดั้งเดิม ที่ใช้แนวคิด “เดสก์ท็อปคอมพิวติ้ง” ที่คนทั้งโลกคุ้นเคย สั่งงานผ่านเมาส์และคีย์บอร์ด และการันตีรองรับโปรแกรมเดิมๆ ของ Windows 7 ทุกตัว 100%
  • Metro ระบบปฏิบัติการแบบใหม่ที่ใช้สำหรับจอสัมผัส โปรแกรมทำงานแบบเต็มหน้าจอ ยกเลิกแนวคิดแบบหน้าต่างของวินโดวส์ โปรแกรมเขียนใหม่ให้ใช้งานง่ายเหมาะกับนิ้ว ประหยัดพลังงาน และทำงานได้บนซีพียูแบบ ARM ที่นิยมใช้บนมือถือและแท็บเล็ตในปัจจุบัน

Metro ใช้แนวทางการออกแบบที่เรียกว่า “tile” (ตาราง) จากระบบปฏิบัติการมือถือ Windows Phone 7 ที่ออกเมื่อปี 2010 แต่ปรับให้เหมาะสมกับหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นของพีซีและแท็บเล็ต โดยมันจะกลายมาเป็นหน้าจอหลักของ Windows 8 ซึ่งแสดงข้อมูลสำคัญๆ ให้ผู้ใช้เห็นในหน้าแรก ไม่ว่าจะเป็นอีเมล ตารางนัดหมาย ปฏิทิน ข้อความ สภาพอากาศ ราคาหุ้น ฯลฯ

แนวทางการออกแบบลักษณะนี้ได้รับการยกย่องจากผู้ใช้และนักวิจารณ์ตั้งแต่ใช้ใน Windows Phone 7 และเมื่อมันถูกนำมาใช้ต่อใน Windows 8 มันก็ได้รับเสียงวิจารณ์ในทางที่ดีเช่นกัน ว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมแล้ว

Metro ออกแบบมาสำหรับจอสัมผัส ตัวโปรแกรมหรือ “แอพ” มีขนาดเบา โหลดได้เร็ว ใช้ง่ายไม่ซับซ้อน และประหยัดพลังงานไม่เปลืองแบตเตอรี่

แต่เมื่อผู้ใช้ต้องการทำงานในโหมดเดสก์ท็อปแบบเดิมๆ ที่คุ้นเคย ต้องการสั่งงานด้วยเมาส์และคีย์บอร์ดที่ต้องการความแม่นยำสูง ก็สามารถกดปุ่ม Desktop (ด้านขวาล่างในภาพ) Windows 8 ก็จะกลับเข้าสู่หน้าจอเดิมๆ ของ Windows 7 (รายละเอียดอาจต่างออกไปเล็กน้อย)  ทันที เสียบเมาส์และคีย์บอร์ดเข้าไปก็สามารถใช้งานได้เลย

ที่สำคัญไมโครซอฟท์ยืนยันว่าโปรแกรมเดิมๆ ทุกตัวไม่ว่าจะเป็น Photoshop, iTunes หรือ Microsoft Office จะสามารถทำงานบน Windows 8 ได้อย่างไม่มีปัญหา

วิดีโอสาธิตการทำงานของ Windows 8

อนาคตของพีซี… ที่หลอมรวมเข้ากับแท็บเล็ต

แนวทางการออกแบบ No Compromise ของไมโครซอฟท์ ที่เลือกให้ Windows 8 มีโหมดการทำงานสองแบบ ทำให้เราเห็น “อนาคตของพีซี”  ที่หลอมรวมกับแท็บเล็ตได้ชัดเจนขึ้นมาก โดย “โน้ตบุ๊ก” จะหลอมรวมกลายเป็นอุปกรณ์เดียวกับ “แท็บเล็ต” โดยจอบนของโน้ตบุ๊กจะรองรับการสัมผัสด้วยนิ้ว และสามารถถอดแยกเฉพาะส่วนของจอภาพมาใช้งานได้

เมื่อผู้ใช้ต้องการแค่อ่านบทความ ตอบอีเมล ดูหนัง เล่นเน็ต ฯลฯ งานที่ใช้ “บริโภค” ข้อมูลเพียงอย่างเดียว ก็สามารถแยกเฉพาะจอไปใช้งานแบบเดียวกับ iPad ในปัจจุบันได้ ใช้งานโปรแกรมที่ออกแบบมาสำหรับจอสัมผัสได้โดยง่าย

แต่เมื่อต้องการทำงาน “สร้าง” ข้อมูลเมื่อไร ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์งาน พิมพ์ข้อความยาวๆ ทำสไลด์ ทำเอกสาร ตัดต่อรูปภาพ ตัดต่อวิดีโอ ฯลฯ ก็เพียงแค่เสียบ “จอภาพ” กลับเข้ากับฐานของโน้ตบุ๊กที่มีคีย์บอร์ด (และอาจจะมีเมาส์) อยู่แล้ว และโปรแกรมทุกอย่างที่ใช้กับพีซีในปัจจุบัน ก็จะพร้อมใช้ทันที

แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นัก มีหลายบริษัทพยายามนำเสนอเรื่องนี้มาก่อนแล้ว ตัวอย่างเช่น Eee Pad Transformer แท็บเล็ตลูกผสมที่วางขายในบ้านเราแล้ว (ไมโครซอฟท์และบิล เกตส์ เองก็เคยทำมาเป็นรายแรกๆ ด้วยซ้ำ ผ่าน “โน้ตบุ๊กจอหมุนได้และใช้ปากกา” แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก)

Eee Pad Transformer

Eee Pad Transformer แท็บเล็ตแอนดรอยด์ที่รวมร่างกับคีย์บอร์ดได้

แต่ปัญหาของแท็บเล็ตลูกผสมเหล่านี้ ส่วนมากใช้ระบบปฏิบัติการ Android ของกูเกิล ซึ่งไม่มีรากเหง้าในโลกของพีซีแบบเดียวกับวินโดวส์ ทำให้การหลอมรวมการทำงานของทั้งสองโหมด ไม่เกิดขึ้นจริงจังนัก คีย์บอร์ดที่เพิ่มเข้ามาเป็นเพียงแค่เครื่องมือช่วยพิมพ์ข้อความได้สะดวกขึ้นเท่านั้น มันไม่สามารถดึง “พลังของพีซี” ที่สะสมมาสามสิบปี มาใช้กับโลกของแท็บเล็ตได้

แต่กรณีของไมโครซอฟท์นั้นต่างออกไป เพราะไมโครซอฟท์มีมรดกของ “พีซี” ที่ทิ้งไม่ได้อยู่ และไมโครซอฟท์ก็นำพลังของมันมาเปลี่ยนเป็นจุดขายให้กับ Windows 8 ได้อย่างงดงาม

นอกจาก Windows 8 จะทำงานได้ทั้งสองโหมดสลับกันแล้ว ไมโครซอฟท์ยังออกแบบให้ “ข้อมูล” ของส่วนจอบนและฐานล่างใช้ร่วมกันได้ตลอดเวลา ดังนั้นสมมติว่าอ่านเว็บด้วยโหมด Metro เมื่อเสียบเข้ากับฐานและทำงานในโหมด Desktop หน้าเว็บเดิมนั้นจะยังอยู่ที่เดิม แต่เปลี่ยนการแสดงผลมาเป็นหน้าจอแบบ Desktop แทนให้อัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องย้ายข้อมูลใดๆ เลย

Windows 8 Notebook

ผู้บริหารของไมโครซอฟท์ โชว์โน้ตบุ๊ก Windows 8

นอกจากนี้เรายังคาดการณ์ได้อีกว่า ต่อให้ “โน้ตบุ๊กแบบเดิมๆ” ที่ไม่สามารถถอดชิ้นส่วนมาเป็นแท็บเล็ตได้ ก็จะมีหน้าจอสัมผัสมาเป็นมาตรฐานในอนาคต ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีโน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์จอสัมผัสวางขายในตลาดแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลายมากนัก

หนทางเบื้องหน้าของ Windows 8

ไมโครซอฟท์ยังไม่บอกว่า Windows 8 จะวางขายอย่างเป็นทางการเมื่อไร แต่นักวิเคราะห์คาดกันว่าจะเป็น 1 ปีนับจากนี้ หรือช่วงกลาง-ปลายปี 2012

Windows 8 มีจุดเด่นเหนือคู่แข่งอื่นๆ ตรงที่ใช้โปรแกรมจาก Windows รุ่นก่อนๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ในขณะเดียวกันก็รองรับโปรแกรมใหม่ๆ ที่ออกแบบมาสำหรับจอสัมผัสและอุปกรณ์พกพา

หน้าจอล็อคของ Windows 8

หน้าจอล็อคของ Windows 8 ที่นำแนวคิดมาจากมือถือ

ปัญหาเบื้องหน้าที่ไมโครซอฟท์ต้องเผชิญ คือ การสร้างโปรแกรมแบบใหม่ๆ สำหรับโหมด Metro ของ Windows 8 ซึ่งปัจจุบันยังถือว่ามีจำนวนเป็นศูนย์ ซึ่งยังห่างไกลเมื่อเทียบกับโปรแกรม “หลักแสน” บน iPad และ “หลักพัน” ของ Android

ไมโครซอฟท์จึงชิงเปิดตัว Windows 8 รุ่นทดสอบก่อน และเปิดโอกาสให้นักพัฒนาโปรแกรมทดลองสร้างโปรแกรมแบบ Metro ให้คุ้นมือ โดยมีเวลาให้ฝึกซ้อมประมาณหนึ่งปี นับตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ Windows 8 วางขาย ด้วยฐานนักพัฒนาโปรแกรมจำนวนมหาศาลของไมโครซอฟท์ ย่อมจะปิดช่องว่างเรื่องจำนวนโปรแกรมได้พอสมควร (ไมโครซอฟท์ออกมาพูดชัดแล้วว่าจะทำ Microsoft Office รุ่น Metro ด้วย ซึ่งถือเป็นโปรแกรมที่มีน้ำหนักมากในการพิจารณาให้คนหันมาใช้ Windows 8)

นอกจากเรื่องจำนวนของซอฟต์แวร์แล้ว ไมโครซอฟท์ยังต้องใส่ใจเรื่อง “ฮาร์ดแวร์” ของ Windows 8 ที่ถึงแม้จะมีความหลากหลายสูง แต่อาจจะด้อยกว่าฮาร์ดแวร์ของแอปเปิลที่เน้นเรื่องความเข้ากันได้ของฮาร์ดแวร์-ซอฟต์แวร์ (เนื่องจากผู้ผลิตเป็นบริษัทเดียวกัน) ทำให้ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลใช้ง่าย ดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ประสิทธิภาพดี และแบตเตอรี่อยู่ได้นานเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

สุดท้าย ไมโครซอฟท์จะต้องพยายามประสาน Windows 8 เข้ากับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนตระกูล Windows Phone ที่ยังไม่ติดตลาดนัก, เครื่องเล่นเกม Xbox 360 ที่ไปได้ดีในตลาดห้องนั่งเล่น, และบริการออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Bing-Windows Live-Xbox Live ที่สามารถนำมาใช้กับ Windows 8 ได้ด้วย

การขยับตัวของยักษ์ใหญ่รอบนี้ลงตัวมาก ถึงแม้ไมโครซอฟท์จะยังต้องพัฒนา Windows 8 อีกมากก่อนวางขายจริง แต่คู่แข่งอย่างแอปเปิลและกูเกิลมีเหนื่อยแน่นอนเมื่อ Windows 8 วางขาย ระยะเวลาประมาณ 1 ปีที่มีผลิตภัณฑ์ออกนำอยู่นี้ ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

  • Nattaporn Chatmarairut

    ตลาดมันเปลี่ยนไปแล้ว

  • http://surin108.com ดอกธูป

    Apps บน android มีแค่หลักพันเองเหรอ, พิมพ์ผิดหรือเปล่า ?

  • Anonymous

    ถ้านับเฉพาะ Tablet ที่เป็น Honeycomb อาจแค่หลักร้อยด้วยซ้ำครับ

  • Anonymous

    วิเคราะห์ได้เยี่ยมมากครับ เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมไมโครซอฟท์ต้องรีบเข็น Windows 8 มาให้ดูก่อน

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=100001892127648 Poppi Mobil

    ทำหลายอย่างได้ค่อนข้างลงตัว