Practical Report เมื่ออาณาจักร “วินเทล” ถึงเวลาเสื่อมถอย

โลกคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ที่มี “พีซี” เป็นศูนย์กลาง อาจถึงเวลาต้องปิดฉากลงแล้ว และก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่อุปกรณ์แบบใหม่ๆ นานาชนิดเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ประวัติศาสตร์ไอทีในยุค “พีซี” เริ่มขึ้นเมื่อปี 1981 เมื่อไอบีเอ็ม ยักษ์ใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์สมัยนั้น บุกตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลด้วย “พีซี” ที่ใช้ชิปจากอินเทล และระบบปฎิบัติการจากไมโครซอฟท์ แม้ว่าหลังจากนั้นไอบีเอ็มจะพ่ายศึกจนต้องถอนตัวออกจากวงการพีซีอย่างถาวร แต่มรดกที่สร้างไว้ก็ถูกนำมาขยายผลโดยไมโครซอฟท์และอินเทล จน “พีซี” ขยายตัวจากคอมพิวเตอร์ราคาแพงในองค์กร มาสู่ “บ้านทุกบ้าน” ตามวิสัยทัศน์ที่บิล เกตส์ เคยวาดฝันเอาไว้

อุตสาหกรรมพีซีไม่มีผู้ผลิตรายหนึ่งรายใดที่เป็นแกนหลัก ตลาดเต็มไปด้วยพีซีหลากหลายยี่ห้อ ทั้งค่ายสหรัฐอย่างเอชพีและเดลล์ หรือค่ายเอเชียอย่างเอเซอร์และเลอโนโว แต่ผู้ผลิตทุกรายจะต้องพึ่งพาชิปจากอินเทล และระบบปฏิบัติการวินโดวส์ของไมโครซอฟท์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็สร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้กับบริษัททั้งสอง และบรรดานักสื่อสารมวลชนได้ตั้งชื่อให้พันธมิตรนี้ว่า “วินเทล” (Wintel มาจาก Windows และ Intel)

บิล เกตส์ และแอนดี้ โกรฟ อดีตซีอีโอของไมโครซอฟท์และอินเทล สองเสาหลักผู้สถาปนาจักรวรรดิ “วินเทล”
ภาพจาก Academy of Achievement

จักรวรรดิ “วินเทล” ดำเนินมาอย่างราบรื่นเป็นเวลาประมาณ 30 ปี ขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 90s หลังการเปิดตัวชิป “เพนเทียม” ของอินเทล และระบบปฏิบัติการ “วินโดวส์ 95″ ของไมโครซอฟท์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายของทศวรรษ 2000s เราก็เริ่มเห็น “อิทธิพลที่ลดลง” ของจักรวรรดิวินเทลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ปัจจัยสำคัญไม่ได้เกิดมาจากความเสื่อมถอยภายในอินเทลและไมโครซอฟท์ แต่เกิดจาก “เทคโนโลยีทดแทน” (disruptive technology) ที่ทำให้ “พีซี” ลดความสำคัญลง ไม่ได้เป็น “คอมพิวเตอร์” อย่างเดียวที่มนุษยชาติรู้จักอีกต่อไป

ในทศวรรษ 2000s เราพบเจออุปกรณ์ “คอมพิวเตอร์” ในรูปแบบใหม่ๆ มากมาย เช่น เครื่องเล่นเพลงพกพา สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต สมาร์ททีวี เครื่องเล่นเกมที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้  และเครื่องอ่านอีบุ๊ก ซึ่งเปิดศักยภาพการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในพื้นที่ใหม่ๆ บนเงื่อนไขที่ต่างออกไปจากเดิม

นอกจากนี้การที่ “คอมพิวเตอร์” เหล่านี้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา ทำให้ตัวอุปกรณ์ไม่จำเป็นต้องมีพลังประมวลผลที่สูงนัก และงานเฉพาะทางหลายอย่างสามารถทำได้จากอุปกรณ์เฉพาะทางโดยตรง โดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นศูนย์กลาง (เช่น การท่องเว็บหรือการอ่านอีเมล) ทำให้ความจำเป็นที่จะต้องใช้ “พีซีที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการวินโดวส์” เต็มรูปแบบเพื่อทำงานแบบเดียวกัน มีน้อยลงตามไปด้วย

อุปกรณ์สารพัดแบบเหล่านี้ไม่ได้ใช้หน่วยประมวลผลจากอินเทล เพราะมีข้อจำกัดเรื่องพลังงาน แต่ใช้ชิปที่ออกแบบโดยบริษัท ARM ในอังกฤษ ARM ไม่ได้ผลิตชิปเอง แต่ทำหน้าที่เป็นคนออกแบบพิมพ์เขียวให้บริษัทอื่นๆ เช่น ซัมซุง หรือ Texas Instrument เป็นคนนำไปผลิตขายจริง

การที่อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ใช้ซีพียูจากอินเทล จึงไม่สามารถใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ได้ ที่ว่างตรงนี้จึงถูกฉกฉวยโดยผู้ผลิตรายอื่นๆ เช่น แอปเปิล กูเกิล โนเกีย และ RIM ซึ่งออกแบบระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ มีขนาดเล็กกะทัดรัดเหมาะกับอุปกรณ์แบบใหม่ๆ แต่ก็ยังสามารถใช้ทดแทนวินโดวส์ได้ในหลายๆ กรณี

ฝ่ายอินเทลนั้นพยายามพัฒนาชิป Atom ที่ราคาถูกและประหยัดพลังงานมาแข่ง แต่ด้วยรากฐานของอินเทลเดิมที่สร้างชิปสำหรับพีซีขนาดใหญ่ จึงยังไม่สามารถเทียบชั้นกับ ARM ในด้านการประหยัดพลังงานได้ ปัจจุบัน Atom มีใช้ในพีซีขนาดเล็กเช่น เน็ตบุ๊ก หรือ สมาร์ททีวีบางรุ่น แต่สำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่กำลังร้อนแรง ก็ยังเป็นตลาดของ ARM แทบจะสมบูรณ์

แม้ว่าบัลลังก์ของไมโครซอฟท์ในตลาดพีซีจะยังมั่นคงแข็งแรงเช่นเดียวกับช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แต่ไมโครซอฟท์กลับปรับตัวตามได้ช้าในตลาดอุปกรณ์ชนิดใหม่ๆ ที่ไม่ใช่พีซี ผลิตภัณฑ์โทรศัพท์ Windows Mobile ของไมโครซอฟท์ล้มเหลว จนต้องสร้าง Windows Phone ขึ้นมาทดแทน แต่ย่อมต้องใช้เวลาสร้างโมเมนตัมทางการตลาด ส่วน Windows 7 รุ่นล่าสุดก็ไม่เหมาะกับแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ มากนัก

ก่อนหน้านี้พันธมิตร “วินเทล” แบ่งหน้าที่ทำงานประสานกัน อินเทลดูฮาร์ดแวร์ ในขณะที่ไมโครซอฟท์คุมซอฟต์แวร์ แต่ภัยคุกคามจากฝูงอุปกรณ์ที่ไม่ใช่พีซี ทำให้ความสัมพันธ์อันแนบแน่นของไมโครซอฟท์และอินเทลเริ่มมีปัญหา เพราะทั้งสองฝ่ายต่างหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองไม่เคยมี และนั่นกลับทำให้ตลาดเริ่มซ้อนทับกัน

อินเทลเคยร่วมกับโนเกียผลักดันระบบปฏิบัติการลินุกซ์บนอุปกรณ์พกพาที่ใช้ชิปของตัวเอง ภายใต้ชื่อ MeeGo (เดิมชื่อ Maemo และ Moblin) แม้จะยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก แต่ก็แสดงให้เห็นว่าอินเทลเริ่มกระจายความเสี่ยงออกจากไมโครซอฟท์ที่ไม่ทำระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพาที่ประสบความสำเร็จได้

สตีฟ บัลเมอร์ ซีอีโอของไมโครซอฟท์ ขณะประกาศว่าวินโดวส์รุ่นหน้าจะรองรับชิปในระบบ ARM

ล่าสุดที่งาน CES 2011 ไมโครซอฟท์ประกาศแผนการครั้งสำคัญว่า จะขยายระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่เดิมทำงานได้เฉพาะบนชิปของอินเทลเท่านั้น มาสู่ชิปตระกูล ARM ด้วย เราสามารถนับการประกาศครั้งนี้เป็น “จุดเปลี่ยน” ของประวัติศาสตร์ไอทีได้ว่า “จักรวรรดิวินเทล” ความร่วมมือธุรกิจที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าประสบผลสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ก้าวเข้าสู่ “ขาลง” แล้ว

“จักรวรรดิวินเทล” ยังคงอยู่ไม่หายไปไหนในอนาคตอันใกล้ และยังไม่ล่มสลายง่ายๆ ตราบเท่าที่ผู้ใช้หลายพันล้านคนทั่วโลกยังต้องใช้พีซี เพียงแต่มันอาจจะ “ไม่สำคัญเท่าเดิม” อีกต่อไป

ข้อมูลบางส่วนจาก Wall Street Journal