โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
“ทนายที่ถือกระเป๋าเอกสารสามารถขโมยอะไรได้มากกว่าคนเป็นร้อยที่ถือปืน”จากเรื่อง The God Father ฉบับแปลภาษาไทย
อาชญากรรมทางความคิด บางครั้งก็อาจมีความร้ายแรงกว่าอาชญากรรมที่ใช้กำลังบังคับขู่เข็ญประทุษร้าย แต่เนื่องจาก การลักขโมยความคิดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีวัตถุให้จับต้องได้ ผู้คนจึงหลงเข้าใจผิดกันว่า “ความคิด” เป็นสิ่งที่ได้รับมาโดยไม่ต้องลงทุนลงแรง ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีราคาค่างวดนัก
นี่เป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่ “คนไทย” จะต้องใส่ใจ หากฝันถึงความก้าวหน้าของประเทศชาติ
ชาวนาไทยต้องถูกเอารัดเอาเปรียบ กรรมกรต้องถูกขูดรีดแรงงาน คนไทยส่วนใหญ่จึงอดกล่าวโทษไปที่นายทุนไทยมิได้ แต่สิ่งที่น้อยคนจะคำนึงถึงก็คือ การขูดรีดจากต่างชาติ ในนามของ “ทรัพย์สินทางปัญญา”
คนไทยส่วนใหญ่ย่อมปรารถนาให้ประเทศชาติมั่งคั่งร่ำรวย ทุกคนมีชีวิตที่ดีทัดเทียมกับประเทศเจริญแล้ว แต่คนไทยส่วนใหญ่กลับขาดแคลน “ความรู้ลึกซึ้ง” ที่จะเข้าใจว่า อุตสาหกรรมของชาวตะวันตกนั้นได้แปรเปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว โดยละทิ้งการผลิตสินค้าที่จับต้องได้ให้คนไทยและประเทศกำลังพัฒนาได้ผลิตกันอย่างเหน็ดเหนื่อย ขณะที่ชาวตะวันตกนั้นได้หันไปใส่ใจกับ “สินค้าทางปัญญา” ที่สามารถเรียกเงินจากผู้บริโภคได้มากกว่าสินค้าทางวัตถุ
ด้วยแรงปรารถนาที่อยากจะเห็น “คนไทย” มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ผมและเพื่อน จึงได้ร่วมกันก่อตั้งเว็บไซต์ SIU เพื่อเผยแพร่ “ความคิดลึกซึ้ง” ยกระดับให้คนไทยก้าวไปสู่ “ความมั่งคั่งใหม่” รวมถึงพยายามขยายแวดวงความคิดไปยังสื่อต่างๆอย่างหลากหลาย เพื่อความมุ่งหวังที่จะ “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้กับคนไทยทุกคน โดยไม่แบ่งแยกฐานะ
ล่าสุด ผมได้ออกหนังสือเล่มใหม่ “The Big Secret” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มคนที่เห็นคุณค่าของความคิดดีๆ เริ่มตั้งแต่ แฟนๆที่เคยติดอกติดใจกับรายการวิทยุ “เศรษฐศาสตร์ตลาดสด” ที่ช่วยฝึกฝนขัดเกลาแนวคิดเชิงกลยุทธ์ในการรับมือกับโลกาภิวัตน์ให้พี่น้องชาวไทยได้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม จนกระทั่งถึงแฟนๆจาก “มติชนสุดสัปดาห์” ที่ผมได้เคยเขียนบทความชิ้นเยี่ยมไปลงตีพิมพ์อย่างสม่ำเสมอ
สำหรับเนื้อหาที่ผู้คนเหล่านี้นิยมชื่นชมที่สุด ก็คือ Lesson 7 ซึ่งมีชื่ออันไพเราะว่า “Wisdom House โรงเรียนปัญญาแห่งศตวรรษที่ 21” ซึ่งผมก็อดแปลกใจมิได้ว่าทำไม “กระแสตอบรับ” จึงได้ดีเช่นนี้
โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองรุ่นใหม่ทั้งหลาย ต่างปรารถนาเรียกร้องให้ผมและSIU เปิดโรงเรียน “จอมคน” ที่ชื่อ Wisdom House นี้ขึ้นมา พวกคุณพ่อคุณแม่ที่ชาญฉลาดเหล่านี้ต่างบอกว่ารู้สึกผิดหวังกับระบบการศึกษาของไทย ที่สอนให้ให้ท่องจำเพื่อออกมาเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ปราศจากความหวัง โดยไม่เคยบ่มเพาะให้นักเรียนรู้จักคิดสร้างสรรค์ รู้จักวิธีคิดเชิงกลยุทธ์ ผู้ปกครองที่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลทั้งหลายนี้ ยังบอกว่ายินดีที่จะสนับสนุน Wisdom House ไม่ว่าจะเก็บค่าเล่าเรียนแพงแค่ไหน พวกเขาก็ยินดีที่จะจ่าย เพื่อลงทุน “อนาคต”ให้กับลูกหลานของเขา
เมื่อใช้สายตาแบบนักธุรกิจ ผมก็รู้สึกปลาบปลื้มยินดี นั่งคิดคำนวณไปมาว่ามีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 8 หลัก แต่กระนั้น “จิตสำนึกเพื่อสังคม” ได้กระตุ้นเตือนผมว่า “อย่าทำมาหากิน บนความไม่รู้ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” ผมจึงต้องตอบปฏิเสธแรงศรัทธาเหล่านี้ด้วยความเสียดาย
แน่นอนว่า ผมมั่นใจว่า SIU มีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้าง Wisdom House ที่เลอเลิศ และสามารถบ่มเพาะสร้างสรรค์ “จอมคน” ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศชาติไปสู่ยุคสมัยอันเจริญรุ่งเรือง แต่เนื่องจากผมเคยเห็นบทเรียนจาก “สถานศึกษา” จำนวนมาก ที่ใช้หลักการตลาดและการโฆษณาเกินจริงมาหลอกลวง “ผู้ปกครอง” ที่รักลูกประหนึ่งดวงใจ จนกระทั่งขาดสติพิจารณาความจริงอย่างถ่องแท้ จึงต้องตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านี้ ดังนั้น ผมและSIU จึงอยากจะให้กาลเวลาบ่มเพาะตัวเรา จนกระทั่งมั่นใจอย่างล้นเหลือว่า “Wisdom House” คู่ควรที่จะเป็น “โรงเรียนในดวงใจ” ที่ผู้ปกครองทั่วราชอาณาจักรจะฝากชีวิตและความหวังของลูกหลานไว้ในมือเรา
อย่างไรก็ตาม ในสังคมย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนที่ลงทุนลงแรงและคนที่ฉวยโอกาส ผมจึงได้เห็น Wisdom House ถูกนำไปใช้อย่างโดดเด่น ในร้านหนังสือชื่อดังย่านสยามสแควร์ แน่นอนว่า ผมไม่อยากกล่าวโทษใครให้ได้รับความเสียหาย ที่สำคัญ Wisdom House ที่ถูกนำไปอ้างอิงนี้ ยังไม่ได้นำไปใช้ในรูปของ “สถานศึกษา” แต่กระนั้นก็ยังมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “ความรู้” ซึ่งผมเป็นกังวลว่าอาจจะทำให้คนเข้าใจผิดได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ SIU ที่เป็น “ต้นฉบับ” ความคิดเรื่องนี้ ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของระบบการศึกษาที่ดีเลิศของ Wisdom House จนกระทั่งมีคนปรารถนาจะเข้าเรียนอย่างล้นหลาม
ในฐานะคนเล็กๆ ที่อยากเห็นสังคมไทยเติบโตและเข้มแข็ง ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่มีคนให้ความสนใจกับ Wisdom House จนถึงขั้นนำไปตั้งเป็นชื่อบริษัทของตน และผมก็ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่คิดมูลค่า เนื่องจากต้องการสนับสนุนแนวคิดดีๆให้ได้รับการเผยแพร่ในวงกว้าง
สิ่งที่ผมกังวลก็คือ Wisdom House ที่โด่งดังติดตลาดนี้อาจจะมีคนนำไปใช้เป็นชื่อสถานศึกษาในอนาคต หรือแม้กระทั่งทำธุรกิจเกี่ยวกับความรู้ โดยคิดว่ามี “ลูกค้า” จำนวนหนึ่งที่ชื่นชมในแนวคิดที่ลึกซึ้งนี้ โดยนักธุรกิจเหล่านั้นอาจจะไม่ได้เข้าใจถึงแก่นแท้แห่งความคิดของ Wisdom Houseอย่างถ่องแท้ จนกระทั่งอาจนำไปสู่การประยุกต์ใช้ที่ผิดพลาดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในที่สุด ผลร้ายก็ย่อมตกอยู่กับ “เยาวชนไทย” ที่จะเป็น “ผู้ชี้นำ” อนาคตของประเทศชาติต่อไปในวันข้างหน้า
ดังนั้น Wisdom House จึงต้องเกิดจากการลงทุนบ่มเพาะภูมิปัญญาสร้างสรรค์อย่างลึกซึ้งจริงจัง มิเช่นนั้นจะกลายเป็น “ชื่อเสียง” ที่ถูกใช้กันอย่างเกลื่อนกลาด จนในที่สุด คนไทยก็จะขาดความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาของตนเอง และเลิกที่จะผลิตความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นสินทรัพย์สำคัญในการยกระดับพัฒนาการของประเทศชาติ สุดท้าย คนไทยก็จะต้องกลับไป “ภูมิใจ” ในภูมิปัญญาตะวันตก เหมือนดังที่เคยเป็นมาหลายร้อยปี
ถึงเวลาหรือยัง ที่คนไทยจะหันมา “ขบคิดใคร่ครวญ” ถึงการลงทุนลงแรงทางปัญญา ไม่ปล่อยให้ชะตาชีวิตของตนเองตกอยู่ใต้การชี้นำจากชาติตะวันตก ไม่ตกอยู่ใต้แอกบ่าของ “การรับจ้างผลิต” ที่ขาดไร้ซึ่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ และการที่จะบ่มเพาะ “ความคิดสร้างสรรค์” ให้กับคนไทยได้ใช้ต่อสู้ในยุคโลกาภิวัตน์อันโหดร้ายนั้น คนไทยจะต้องร่วมมือกันสร้าง Wisdom House ที่เลิศล้ำ ซึ่งสามารถสนับสนุนให้คนไทยได้พัฒนาภูมิปัญญาอันสูงส่งและเดินได้ด้วยขาของตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาและยืมจมูกคนอื่นหายใจอีกต่อไป
…………………..
ติดต่อสอบถามเรื่อง Wisdom House
หากพี่น้องท่านใด สนใจเรื่อง Wisdom House สามารถติดต่อมาได้ที่ 085-839-2718 และหากปรารถนาจะทราบว่า Wisdom House จะเปิดทำการเมื่อใด ก็สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์นี้ หรือโทรมาสอบถามที่เบอร์โทรศัพท์ที่ไ้ด้ให้ไว้ข้างต้น
สำหรับ นักธุรกิจท่านใดที่สนใจจะได้รัำบคำปรึกษาและรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่าแนวคิด Wisdom House ที่ได้นำเสนอในรายการวิทยุเศรษฐศาสตร์ตลาดสด ในเว็บไซต์ SIU และในหนังสือ The Big Secret สามารถติดต่อมาได้เช่นกัน
ผมยินดีให้คำแนะนำ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
