โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
4. เมื่อพลังประวัติศาสตร์ ผสานด้วยวรรณศิลป์
“ประวัติศาสตร์ คือ บทสนทนาที่ไม่สิ้นสุดระหว่างอดีตกับปัจจุบัน”
(อมตะวาจาของ E.H Carr ในหนังสือ Classic ด้านประวัติศาสตร์ “What is History”)
ตัวละครของหวงอี้ มีเสน่ห์ตรงที่ว่า แม้จะเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ แต่กลับไม่น่าเบื่อเหมือนตัวตนที่ปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์ หวงอี้ได้ใช้ฝีมือเชิงวรรณศิลป์ขัดเกลาบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ให้มีสีสันอลังการ แต่ย่อมไม่ใช่สีสันแบบในตำนานหรือนิทานพื้นบ้าน แต่มีส่วนใกล้เคียงกับความเป็นมนุษย์ปุถุชน เพียงแต่เป็นปุถุชนที่มีรสชาติ ล้ำลึกกว่านั้นคือ ความเป็นมนุษย์ที่หวงอี้เลือกมากลับคล้ายคลึงกับมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่มนุษย์ในประวัติศาสตร์หลายพันปี
นี่จึงแสดงถึงความละเอียดอ่อนของหวงอี้ในการเลือกสรรวัตถุดิบ
ตัวละครของหวงอี้จึงมีส่วนผสมของหลายธาตุที่ยากจำแนก ผู้อ่านเพียงแต่ลิ้มรสชาติความกล่มกล่อมผ่านตัวหนังสือที่หวงอี้เรียงร้อยรจนา และขอเพียงรสชาติดีเยี่ยมยอด ผู้อ่านย่อมไม่ถามถึงกรรมวิธีให้มากความ
หวงอี้บิดเบือนประวัติศาสตร์บางส่วนที่ไม่สำคัญ เพื่อแลกกับจินตนาการความรู้และความสนุกสีสันที่ใส่เข้าไป แต่ขอเพียงภาพรวมใหญ่ยังถูกต้อง การแลกเปลี่ยน Trade off ครั้งนี้ย่อมคุ้มค่า ที่สำคัญ ขอเพียงทำให้ผู้อ่านสนใจได้ย่อมเกิดคุณค่ามหาศาลยิ่งกว่าความถูกต้องที่ขาดสีสันจนไม่มีใครสนใจนอกจากนักประวัติศาสตร์ คนอ่านทั้งหลายย่อมรู้ว่านิยายในน้ำเต้าของหวงอี้นั้นไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด หากติดอกติดใจในเรื่องใดเป็นพิเศษ ผู้อ่านย่อมเปี่ยมด้วยแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่จะค้นคว้าเพิ่มเติม ซึ่งหากดลบันดาลใจให้ผู้คนที่เกียจคร้านในยุคสมัยแห่งความเร่งรีบยินยอมทำได้ถึงเพียงนี้ย่อมถือว่าการบิดเบือนเช่นนี้คุ้มค่ายิ่งนัก หากเขียนแต่ความจริงทั้งหมดแล้ว ผู้อ่านรับรู้แล้วก็จบกัน ความรู้ย่อมสิ้นสุดแต่เพียงนี้ สู้ยอมบิดบางส่วนเพื่อให้เกิดความกระหายใคร่รู้ว่า ที่จริงจริงตรงไหน ที่เท็จเท็จตรงไหน ความรู้ย่อมส่งต่อได้อีกยาวไกล พลิกเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้เสพรับ”กลายเป็น “ผู้เสพรุก” ซึ่งรู้จักค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้การเสพนิยายมีคุณค่าสนุกสนานเพิ่มพูนยิ่งขึ้น
นี่คงเป็นอุดมคติของผู้เขียนทุกคน ที่ต้องการให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมค้นคว้าเพิ่มเติม ถกเถียงต่อยอดผลงานของตนอย่างไม่สิ้นสุด เพื่อให้ผลงานนั้นเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย
แท้จริงแล้ว “จิ๋นซีฮ่องเต้” มีชาติกำเนิดเยี่ยงใด ใช่เป็นลูกของหลี่ปู้เว่ย ลูกของเจ้ารัฐฉินองค์ก่อน หรือไม่ใช่ทั้งหมด แม้แต่นักประวัติศาสตร์ยังไม่อาจยุติ ความจริงยังดำมืด ท้าทายต่อจินตนาการไม่สิ้นสุด
หากไม่ใช่ “หวงอี้” เติมแต่งจินตนาการเข้าไปให้ “เซี่ยงเส้าหลง” เข้าไปสับเปลี่ยน “เด็กกำพร้า” คนหนึ่งให้กลายเป็น “ทายาท” ของเจ้ารัฐฉิน ซึ่งยังเป็นปริศนาคลุมเครืออยู่นั้น จะมีสักกี่คนที่สนใจใคร่รู้ชีวิตความเป็นอยู่ ความคิดอ่านของผู้คนในแต่ละรัฐ ในยุคสมัย “สงครามระหว่างรัฐ(จ้านกว๋อ)” อันลือลั่น “4 คุณชายเลียดก๊ก” มีบุคลิกและเรื่องราวระบือลือลั่นอย่างไร
กลยุทธ์ “เชื่อมแนวขวาง” ที่ต้องมาประทะกับ “ประสานแนวดิ่ง” มีผลสะเทือนต่อการต่อสู้แข่งขันและดุลอำนาจของรัฐฉินต่อรัฐอื่นเยี่ยงไร ยังไม่ต้องพูดถึง ภูมิปัญญา ปรัชญาร้อยสำนัก ความรู้ในศาสตร์สาขาต่างๆ ที่ตกทอดเป็นมรดกอันล้ำค่าของชาวจีน รวมถึง ความรู้ในเชิงจิตวิทยาบนความหวาดกลัวภัยสงครามจนต้องหาทางระบายผ่านการเสพสุขใช้ชีวิตเหลวแหลกของชนชั้นสูงในแต่ละรัฐ
หวงอี้กลับสอดแทรกเรื่องราวต่างๆเหล่านี้เข้าไปในนิยายได้อย่างสนุกสนานมีสาระ
หลี่ซื่อหมินมีภูมิปัญญาเยี่ยงไร มีทีมงานสำหรับบริหารปกครองประเทศอย่างไร คงเป็นที่รับรู้และยกย่องกันในตำราประวัติศาสตร์ แต่หวงอี้จะต้องบอกเล่ากับแฟนนักอ่านเยี่ยงไร แต่งเติมความโดดเด่นเลิศล้ำไปอย่างไร โดยที่ไม่บิดเบือนประวัติศาสตร์มากนัก แล้วยังต้องจะทำให้แฟนนักอ่านพึงพอใจ จนยินยอมอนุโลมให้หวงอี้หนุนส่งหลี่ซื่อหมินขึ้นครองบัลลังก์แทนที่จะเป็นโคว่จง พระเอกที่แฟนนักอ่านต่างส่งแรงใจเชียร์มาตั้งแต่ยังเป็นมังกรดินอยู่ที่เมืองหยางโจว หวงอี้ยังต้องเปลืองเรี่ยวแรงกับตัวละครอีกหลายตัว ซึ่งต้องเข้ามามีบทบาทและหนุนเสริมให้เรื่องราวเป็นไปตามประวัติศาสตร์ ขณะที่ต้องมีบทสรุปอย่างสวยงาม ไม่ทำให้แฟนนักอ่านผิดหวัง
ยุทธการเฝยสุ่ย ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด มีรายละเอียดของยุทธศาสตร์ยุทธวิธีและปฏิบัติการอย่างไร มีช่องว่างให้หวงอี้แต่งเติมได้มากแค่ไหน หลิวอวี้ควรจะมีส่วนช่วยเหลือต่อเหตุการณ์ครั้งนี้มากน้อยเพียงใด จึงจะไม่เสียทีที่เป็นพระเอก ทัวปากุยใช่มีวิสัยทัศน์ยาวไกลถึงขั้นปรับปรุงวัฒนธรรมชนเผ่าให้เป็นแบบชาวฮั่นเต็มตัวหรือไม่เพียงใด การย้ายเมืองหลวงมาที่นครลั่วหยางเป็นความคิดริเริ่มของทัวปากุย หรือเป็นของลูกหลานอีกหลายชั่วคน
ไม่ว่าความจริงในประวัติศาสตร์เป็นเช่นใด “จอมคนแผ่นดินเดือด” ได้ประสบความสำเร็จทั้งในฐานะนิยายที่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน และในภารกิจปลุกเร้าคืนชีพช่วยประวัติศาสตร์ยุคสมัยที่ไม่ค่อยมีคนสนใจจดจำ มีความซับซ้อนสับสน ให้กลายเป็นที่รับรู้สนใจของผู้คนจำนวนมาก ช่วยเชื่อมรอยต่อของยุคสามก๊กและราชวงศ์ถังได้อย่างสนิทแนบเนียน ไม่กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมอีกต่อไป
ความจริงแล้ว ตำราประวัติศาสตร์ที่แท้จริงนั้น จะไม่จบลงที่เพียง ใคร ทำอะไร ที่ไหน แต่ต้องมี “ทำไม” การวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่มา มีการเชื่อมโยงแต่ละเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทำไมคนนั้นต้องทำอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอย่างอื่น หวงอี้ได้แสดงถึงความคดเคี้ยวสลับซับซ้อน และยังเพิ่มความซับซ้อนผ่านจินตนาการที่แทรกเข้าไปในช่องวางที่ตำราประวัติศาสตร์ของสมัยนั้นเปิดช่องให้
ในยุคสมัยอันเร่งรีบเช่นนี้ จะมีสักกี่คนที่สนใจอ่านประวัติศาสตร์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการอ่านแบบวิเคราะห์ ไม่ใช่เพียงจำชื่อคน วันเดือนปีที่เหตุการณ์สำคัญ ดังนั้นนิยายของหวงอี้จะทำให้เห็นความคดเคี้ยวของประวัติศาสตร์ได้อย่างสนุกสนานน่าสนใจ เพราะการอ่านประวัติศาสตร์แบบซับซ้อนเต็มไปด้วยการวิเคราะห์ร้อยเรียงเชื่อมโยงนั้นยุ่งยากเกินไปสำหรับคนที่อ่านประวัติศาสตร์แบบ “ชื่อคน และ วันเดือนปี ” ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกที่ไม่เคยสนใจประวัติศาสตร์ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ
5. ตัวละครสะท้อนยุคสมัย ไม่ห่างไกลเกินเอื้อม
ตัวละครของกิมย้งมีความเป็นอมตะยืนยง เราจำได้ถึงบุคลิกสีสันยามเมื่อเอ่ยถึง ขณะที่ตัวละครของหวงอี้กลับไม่ค่อยเป็นที่จดจำนัก ทั้งที่โคว่จง เซี่ยงเส้าหลง หลิวอวี้ ต่างมีบุคลิกที่โดดเด่นสะท้านฟ้า ไม่แพ้ ก๊วยเจ๋ง เอี้ยก้วย เหล็งฮู้ชง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้ยินจากแฟนนักอ่านหลายปีที่ผ่านมา คือ ยกย่องในคุณธรรมของก๊วยเจ๋ง ชื่นชมในความรักของเอี้ยก้วย แอบอิจฉาการปล่อยวางของเหล็งฮู้ชง แต่ไม่มีใครเอ่ยถึงอย่างจริงจังว่า อยากเป็นแบบตัวละครที่ตนเองยกย่องเหล่านี้ ในทางตรงกันข้าม ผู้เขียนได้ยินผู้คนอยากเป็นแบบโคว่จง หลิวอวี้ ทัวปากุย เซี่ยงเส้าหลง เกิดแรงบันดาลใจที่จะคิดการใหญ่
ใช่หรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่รู้สึกยกย่องในสิ่งที่ตนเองมิอาจเป็นได้ ใช่หรือไม่ว่า ตัวละครของกิมย้ง แม้จะมีความลึกซึ้งไม่แบนราบ แต่ก็ยังมีลักษณะอุดมคติ ยากที่มนุษย์ผู้มากด้วยกิเลสตัณหาจะสามารถฝึกฝนตนเองให้เป็นเช่นนั้นได้ ใช่หรือไม่ว่า ตัวละครของหวงอี้มีลักษณะสมจริง มีรักโลภโกรธหลง มีสมหวังผิดหวัง มีนิสัยที่ซับซ้อนสับสน โลเลไม่แน่นอน ทำให้ผู้คนรู้สึกว่ามีส่วนคล้ายกับตนเอง ผุดบังเกิดแรงบันดาลใจและกำลังใจที่จะก้าวไปให้ถึงจุดหมายสู่งส่ง เช่นเดียวกับตัวละครที่ตนเองซาบซึ้งดื่มด่ำ แต่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ตัวละครของกิมย้งติดตราตรึงใจเพราะมีความเด่นชัดในบุคลิกภาพ “ก๊วยเจ๋ง” ซื่อสัตย์เปี่ยมคุณธรรม “เอี้ยก้วย” รักมั่นจริงจัง ประพฤติตามอารมณ์ ก่นประท้วงโลกหล้าที่ขัดขวางความรักบริสุทธิ์ “เหล็งฮู้ชง” ปล่อยวาง สนุกสนาน ไร้ตัวตน เวลาอ่านนิยายของกิมย้ง เราจะมองไปข้างนอก มองจากตัวเราเข้าไปในโลกของตัวละคร เราจะไม่มองย้อนกลับมาที่ตนเองมากนัก เพราะตัวละครมีช่องว่างความแตกต่างกับตัวตนของเราในระดับหนึ่ง
ความเด่นชัดในบุคลิกและนิสัยของตัวละครประกอบกับการมองไปข้างนอกของผู้อ่านเพื่อเข้าสู่โลกจินตนาการของนิยายกิมย้ง จึงทำให้เราสามารถจดจำตัวละครเหล่านี้ได้ดียิ่งนัก แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแสนนาน
ยังไม่นับรวมไปถึงการผูกเรื่องที่ลึกซึ้ง คำพูดที่คมคายละเอียดอ่อน ที่ช่วยขับเน้นให้ตัวละครของกิมย้งมีเสน่ห์ติตตราตรึงใจ น่าจดจำประทับใจไม่รู้ลืม
ทั้งหมดบ่งบอกอัจฉริยภาพของกิมย้งโดยแท้
ตัวละครของหวงอี้ ไม่มีความเด่นชัดในบุคลิกภาพและอุปนิสัยเช่นเดียวกับกิมย้ง มีเพียงการ “เน้นหนัก” ของอุปนิสัยด้านใดด้านหนึ่งให้โดดเด่นกว่าด้านอื่นเท่านั้น เช่น “โคว่จง” รักสนุกชมชอบสีสันของชาวโลก ตื่นเต้นกับการใช้ความสามารถเพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่ แต่ในบางด้านกลับมีนิสัยร่วมกับ “ฉีจื่อหลิง” สหายรัก ซึ่งมีความคิดปล่อยวางจากโลกหล้าอันสับสน ต้องการเพียงเสพรับชีวิตอันแสนเบิกบานไร้กังวลกับคนรักและมิตรสหายในสถานที่อันเงียบสงบ ไม่สนใจแก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด “หลิวอวี้” เปี่ยมด้วยจิตปณิธานใหญ่ แต่หลายครั้งมีความใจอ่อนเมตตา จนเกือบเสียการใหญ่ รวมถึงเรื่องราวความรักที่ไม่อาจปล่อยวาง
ตัวละครของหวงอี้จึงคล้ายกับคนธรรมดา ที่ไม่มีลักษณะสุดขั้ว ด้านเดียว ทุกคนมีนิสัยและอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายซ้อนทับกับนิสัยของคนอื่น ความแตกต่างระหว่างคนจึงอยู่ที่การให้น้ำหนักกับเรื่องใดมากกว่ากัน ดังนั้น เมื่อเราอ่านนิยายของหวงอี้ เริ่มต้นเราอาจมีความสุขเพลิดเพลินไปกับการผจญภัยของตัวละคร แต่เมื่อถึงจุดที่เกิดความรู้สึกร่วมกับเนื้อหาในระดับหนึ่ง เราย่อมเกิดความรู้สึกว่ามีบางด้านที่คล้ายคลึงตัวเรา จนอดที่จะมองกลับเข้ามาในตัวเองมิได้ เมื่ออ่านต่อไป เราจะไม่สามารถแยกตัวละครเหล่านี้ออกจากความเป็นตัวเรา นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้เราไม่อาจจดจำตัวละครของหวงอี้ได้ชัดเจนนัก นี่ยังไม่นับชั้นเชิงวรรณศิลป์ที่ท่านหวงอี้ของเรายังไม่อาจทัดเทียมท่านกิมย้ง
แต่สิ่งนี้ได้รับการชดเชย จากความรู้สึกดีที่ผู้อ่านมีให้กับตัวละครของหวงอี้ เพราะพวกเขาไม่สูงส่งจนเกินไขว่คว้าเหมือนตัวละครของกิมย้ง ตัวละครของหวงอี้มีชีวิตเลือดเนื้อ ความผิดพลาด ผิดหวัง ไม่แตกต่างจากผู้คนทั่วไปในโลกความจริงอันโหดร้ายขาดความมั่นคงแน่นอน ดังนั้นจึงทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกผูกพันรักใคร่ เพราะมีส่วนคล้ายกับตัวเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเอาใจช่วยเชียร์และรู้สึกผิดหวังสุขสมร่วมกับตัวละคร
การเขียนตัวละครที่ลึกซึ้งไม่แบนราบ แต่มีความเด่นชัดในอุปนิสัย แบบที่กิมย้งนิยมใช้ และการเขียนสไตล์หวงอี้ ที่เน้นความสมจริงของตัวละคร แต่ละคนมีนิสัยที่หลากหลายปะปน แต่เน้นหนักในจุดที่แตกต่างกัน ทั้ง 2 วิธีการ มีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งคู่ ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบประเมินความสูงต่ำได้ชัดเจน ประเด็นสำคัญ จึงน่าจะอยู่ที่ว่า เมื่อยึดมั่นในแนวทางใดแล้ว ควรจะพัฒนาฝีมือทำให้แนวทางการเขียนนั้นบรรลุถึงจุดสุดยอด ซึ่งทั้งสองท่านได้พิสูจน์ตนเองแล้วว่าเป็นยอดคนกำลังภายในขนานแท้ ไม่แปลกปลอม
