Practical Report โต้ ว.วชิรเมธี กรณีให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘วู๊ดดีัเกิดมาคุย’

โดย อติเทพ ไชยสิทธิ์ นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

โดยปกตินั้นผู้เขียนไม่ได้ติดตามรายการทางโทรทัศน์ หากแต่มีโอกาสได้เห็นเรื่องนี้ เนื่องจากมิตรท่านหนึ่งได้นำข้อความมาให้ดู เป็นบทสัมภาษณ์ระหว่างคุณวู๊ดดี้ และ ว.วชิรเมธี ในรายการ ‘วู๊ดดี้เกิดมาคุย’ ขอให้ผู้อ่าน ลองอ่านอย่างละเอียด เพื่อจะได้ช่วยกันคิด ช่วยกันตั้งคำถามเกี่ยวกับเหตุและผลของศาสนาจารย์ผู้นี้ ว่าถูกต้องหรือไม่อย่างไร, ผู้เขียนขอยกข้อความมาเพียงส่วนหนึ่ง เฉพาะส่วนที่ส่งผลให้ต้องเขียนบทความนี้;

 


…………………………………..

 
วู้ดดี้ : พระบางองค์นั่งสมาธิแล้วสามารถที่จะลอยได้ หรือมนุษย์เราสามารถที่จะลอยได้ ถ้าเกิดเรานั่งสมาธิขั้นสูงๆ แล้วมันมีจริงมั้ย
ว.วชิรเมธี : ในทัศนะพระอาจารย์นี่เป็นเรื่องธรรมดามาก
 


เทปรายการวู๊ดดี้เกิดมาคุยตอนสัมภาษณ์ ว. วชิรเมธี ดูเทปที่เหลือทั้งหมดได้ที่ เทป 2/4, เทป 3/4, เทป 4/4; บทสัมภาษณ์ที่ถูกอ้างถึงในบทความมีการตัดออกจากเทปทั้ง 4 เทป แต่วู๊ดดี้ได้นำมาออกรายการในภายหลัง อ่านการถอดเทปทั้งหมดได้ที่นี่

 
วู้ดดี้ : การลอยตัวนี่เหรอ
ว.วชิรเมธี : เป็นเรื่องธรรมดาที่สุดและเป็นเรื่องที่ในแวดวงปฏิบัติแทบไม่พูดถึงเพราะว่ามันไม่มีราคาที่จะให้พูดถึง
 
วู้ดดี้ : แต่อาจารย์เชื่อว่ามี
ว.วชิรเมธี : มันเป็นเรื่องธรรมดา ทำไมเราจะทำไม่ได้ มนุษย์สมัยก่อนเขาไม่ได้เดินทางโดยเครื่องบินนะ เขาเหาะเหินเดินหาวเพราะจิตเขาวิวัฒนาการสูงสุด เขาไม่ต้องใช้วัตถุมารองรับกายเลยนะ
 
วู้ดดี้ : จริงเหรอฮะ
ว.วชิรเมธี : เขาเหาะไปเลย ไปไหนมาไหนเขาเหาะไป พุทธจิตมันมีอำนาจขนาดนั้น ใช่มั้ย
 
วู้ดดี้ : แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์มันเป็นไปไม่ได้
ว.วชิรเมธี : แล้วคุณคิดว่าวิทยาศาสตร์เป็นใครล่ะ พอวิทยาศาสตร์บอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ใช่มั้ย วิทยาศาสตร์มันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ
 
วู้ดดี้ : แต่มันไม่มีข้อพิสูจน์นี่ครับพระอาจารย์ มันไม่มีข้อพิสูจน์ เราไม่เคยเห็นใครในอดีตที่สามารถเหาะได้
ว.วชิรเมธี : สิ่งที่ยังไม่ได้พิสูจน์เราสรุปว่ามันไม่มีได้มั้ย
วู้ดดี้ : ไม่ได้
ว.วชิรเมธี : ใช่ เพราะฉะนั้นอย่างมงายในวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง
 
วู้ดดี้ : ผมเคยได้ยินว่าอย่างมงายในไสยศาสตร์ แต่วันนี้ท่านบอกว่าอย่างมงายในวิทยาศาสตร์
ว.วชิรเมธี : ก็มีแต่คนไทยบางคนเท่านั้นแหละที่พูดว่าถ้าพุทธอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แล้วมันจะต่ำต้อย จึงไปพยายามเอาวิทยาศาสตร์มาอธิบายพุทธศาสนาเสียใหญ่โต บางทียิ่งทำยิ่งฉุดพุทธศาสนาให้ต่ำลง เพราะวิทยาศาสตร์เพิ่งเกิดเมื่อวานนี้ ในขณะที่พุทธศาสนาเกิดมาแล้วตลอดเวลา อยู่ในโลกนี้ไม่เคยไปไหน
 
(เน้นข้อความโดยผู้เขียน)


…………………………………..

 
ส่วนที่เน้นข้อความเป็นส่วนที่ผู้เขียนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเมื่อได้ลองค้นในอินเทอร์เน็ท ว่าผู้คนทั่วไปให้ผลตอบรับกับการสัมภาษณ์นั้นอย่างไร ก็มีความคิดเห็นหลายอันที่พยายามจะบอกว่า สิ่งที่ ว.วชิรเมธีกล่าวถึงคือ “การถอดจิต” หรือการใช้ “กายละเอียด” ไม่ใช่การเหาะไปด้วย “กายเนื้อ” แต่ถ้าได้อ่านส่วนที่เน้นข้อความหนาดีๆ ก็จะเห็นว่าพิธีกรได้ถามซ้ำอีกครั้งหนึ่งด้วยว่า “ลอยตัวนี่เหรอ?” ซึ่งมันก็แน่ชัดแล้วว่าหมายถึงการที่กายหยาบ หรือร่างกายนี่ลอยขึ้นได้? ไม่ใช่การถอดจิตอะไรนั่นที่พยายามจะเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อทำให้คำตอบของว. วชิรเมธีดูเข้าท่ามากขึ้น นอกจากนี้ตัวว.วชิรเมธีเองก็ยังเสริมเข้าไปอีกว่า “คนในสมัยก่อนสามารถเหาะเหินเดินหาวได้ หากว่าจิตวิวัฒนาการสูงสุด”
 
ผู้เขียนไม่มีปัญหา และยอมรับได้ “ระดับหนึ่ง” เกี่ยวกับการกล่าวอ้างถึงสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ ว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับเรื่องมนุษย์ต่างดาว หรือสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา หากมีใครถามว่าผู้เขียนคิดว่ามีหรือไม่ คำตอบก็เช่นเดียวกันคือ “เป็นไปได้” เพราะวิทยาศาสตร์อยู่บนฐานของความ “เป็นไปได้” และความ “น่าจะเป็น” เราไม่มี “ความจริงสูงสุด” หรือ “ปรมัตสัจจะ (Absolute truth)” เรามีเพียง “ความถูกต้องเชิงสัมพัทธ์” คือความถูกต้องบนเงื่อนไข หรือกฎเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมันแตกต่างตรงที่ศาสนานั้น ถือเอาว่า “ความรู้ของตน” สิ่งที่ตน “สั่งสอน” คือ “ความจริงอันสูงสุด” หรือ “ปรมัตสัจจะ (Absolute truth)” หากแต่อะไรที่ขัดกับความจริงสูงสุดนี้ ล้วนเป็นความเข้าใจ “เป็นความรู้ที่ผิด!” (มิจฉาทิฐิ)

ผู้เขียนตอบย้ำอีกครั้งว่า “เป็นไปได้” ที่มนุษย์จะสามารถเหาะเหินเดินหาว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า สมมติฐานเกี่ยวกับเรื่อง “มนุษย์เหาะเหินเดินหาว” ทุกอันจะมีความเป็นไปได้ เนื่องจากมันสามารถใช้หลัก “เหตุผลแบบย้อนแย้ง” ด้วยข้อมูลของตัวสมมติฐานนั้นเองมาหักล้าง หากว่าสมมติฐานนั้นมีข้อบกพร่อง และสิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ วิทยาศาสตร์บอกเสมอว่า สิ่งที่คุณคิดมีโอกาสถูกนะ แต่ศาสนาไม่เคยให้โอกาสให้คุณได้ “ถูก” เลย หากว่าความคิดนั้นขัดแย้งกับหลักศาสนา!

นั่นหมายความว่า วิทยาศาสตร์จะบอกแก่คุณว่า …”เป็นไปได้นะที่มนุษย์จะเหาะเหินเดินหาวด้วย วิธีการวิธีใดวิธีหนึ่ง“…แต่ศาสนาจะบอกแก่คุณว่า …”มนุษย์เหาะได้นะ หากฝึกจิตถึงระดับหนึ่งแล้ว”…

นี่คือความแตกต่างที่ต้องเข้าใจให้ชัด!

สิ่งที่ ว. วชิรเมธีผิดพลาดอย่างมากในทางการให้เหตุผล แต่อาจจะเป็นเรื่องที่รับได้และน่าสรรเสริญในโลกศาสนา คือการใช้หลักเหตุผลที่ว่า “ถ้าวิทยาศาสตร์พิสูจน์เรื่องมนุษย์เหาะไม่ได้แล้ว มนุษย์เหาะได้จริงๆ” ส่วนนี้ผู้เขียนก็ไม่ทราบว่าจะเถียงเขาได้อย่างไร เนื่องจากศาสนาก็บอกอยู่แล้วว่าสิ่งที่เขาสั่งสอนเป็นความจริงสูงสุด! แต่สิ่งที่ผมพอจะทราบก็คือ หลักฐานอื่นใดของการเหาะได้ในมนุษย์ของศาสนาพุทธที่พอจะเชื่อถือได้ “ไม่มีเลย” ยกเว้นกับการเล่นคำในทำนอง “วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ ดังนั้นความคิดของฉันจึงเป็นจริงเสมอ” ขอให้สังเกตเถิดว่าชาวพุทธหลายๆส่วน ที่โต้แย้งเรื่องนี้ จะให้เหตุผลในทำนองนี้ทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นอาการอย่างหนึ่งของโรคที่ผู้เขียนขนานนามว่า “ความสามารถในการให้เหตุผลบกพร่อง”

สำหรับคำกล่าวของว.วชิรเมธีที่ว่า “วิทยาศาสตร์เพิ่งเกิดเมื่อวานนี้ ในขณะที่พุทธศาสนาเกิดมาแล้วตลอดเวลา อยู่ในโลกนี้ไม่เคยไปไหน” ช่างคล้ายคลึงกับสิ่งที่นักบวชคาร์เมอเลโญในเรื่อง ‘เทวากับซาตาน’ กล่าวว่า “Science and religion are not enemies! There are simply some things that science is just too young to understand.” (วิทยาศาสตร์และศาสนามิใช่ศัตรูกัน หากทว่าวิทยาศาสตร์นั้นเพียงอ่อนเยาว์เกินกว่าจะเข้าใจ) คำกล่าวนี้ล้วนเป็นเครื่องสะท้อนทัศนคติ “ความจริงของฉันสูงสุด” ได้อย่างชัดแจ้งทีเดียว ในแต่ละศาสนาต่างก็มี “อภิมหาตำนาน” หรือ “อภิมหาวาทกรรม” อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น เพื่อปรับให้ตนเองอยู่รอดได้ในโลกปัจจุบัน ที่คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามอย่างวิทยาศาสตร์ ศาสนาพุทธเองก็มีวาทกรรมที่เชื่อว่า “พระพุทธเจ้ารู้ทุกอย่างในจักรวาล และรู้ทุกอย่างมาก่อนแล้วโดยเฉพาะเรื่องที่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันกำลังสนใจกัน” พูดง่ายๆว่า “พระพุทธเจ้ารู้หมดแล้ว” วาทกรรมพวกนี้ถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือหลายต่อหลายเล่ม และถูกใจต่อ “ชนชั้นกลางทั่วไป” อย่างยิ่ง ปัญหาของเรื่องนี้ คือการพูดข้อมูลข้างเดียว หรือไม่ก็ขาดความรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง นอกไปจากนี้ในรายที่โยงพุทธศาสนาว่าเหนือกว่าวิทยาศาสตร์ ก็ยังมีความเข้าใจผิดพลาดทำให้กลายเป็นการบิดเบือนทั้งวิทยาศาสตร์และศาสนา ไปพร้อมๆกัน สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องก็คือ ความรู้หลายๆ อย่างที่กล่าวอ้างกันว่า “พระพุทธเจ้ารู้หมดแล้ว” นั้น เป็นสิ่งที่มีแนวคิดมาก่อน หรือร่วมสมัยกับพุทธกาลอยู่แล้วทั้งสิ้น คือมีการสั่งสอน พูดคุย ถกเถียง นำเสนออยู่อย่างธรรมดามากๆ ผู้เขียนจึงต้องขอฝากในที่นี้ว่าการค้นคว้าหาความรู้ที่ถูกต้องเป็นเรื่อง สำคัญ และขาดไม่ได้

ท้ายนี้ผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อมีคนอ่าน อาจจะมีพวกที่มาแสดงความคิดเห็นในทำนอง “คุณเคยเห็นอิเล็กตรอนไหม อะตอมเคยเห็นไหม อากาศเคยเห็นไหม แล้วคุณเชื่อได้อย่างไร” จะต้องขอตอบให้ชัดและง่ายๆว่าวิทยาศาสตร์ คือ “การใช้ข้อจำกัดของอายตนะทั้ง 5 เพื่อหาความจริง” (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) ซึ่งคำว่ารูปไม่ได้แปลว่า “ต้องมองเห็น” แต่แปลว่า “สามารถวัดได้” แม้ว่าบางอย่างเช่นอะตอมเราจะเห็นได้แล้ว แต่ก็มีหลายอย่างที่เราไม่ได้เห็นโดยตรง แต่เราเห็นเพียงสมบัติ หรือข้อมูลบางอย่างที่สามารถ “วัดได้” “พิสูจน์ได้” นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นสิ่งยืนยันถึงความมีอยู่จริง หรือดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านั้น

ท้ายที่สุดขอฝากคำกล่าวของสมณโคดมแห่งศากยบุตร ไว้เตือนใจศาสนิกทั้งหลายด้วยว่า
 

….” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! คนเหล่าอื่นอาจกล่าวติเตียนเรา ติเตียนพระธรรม หรือติเตียนพระสงฆ์ ท่านทั้งหลายไม่พึงผูกอาฆาต ขุนเคืองไม่พอใจในบุคคลเหล่านั้น
 
เพราะถ้าท่านทั้งหลายโกรธเคืองหรือไม่พอใจในบุคคลที่กล่าวติเตียนเรา ติเตียนพระธรรม หรือติเตียนพระสงฆ์นั้น อันตรายเพราะความโกรธเคืองนั้น ก็จะพึงเป็นของท่านทั้งหลายเอง
 
ถ้าท่านทั้งหลายโกรธเคือง หรือไม่ใส่ใจในบุคคลที่กล่าวติเตียนเรา ติเตียนพระธรรม หรือติเตียนพระสงฆ์ จะรู้ได้ละหรือว่า คำกล่าวของคนเหล่าอื่นนั้น เป็นคำกล่าวที่ดี หรือไม่ดี?
 
…”ไม่ทราบพระเจ้าข้า”…
 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ท่านทั้งหลาย พึงชี้แจงเรื่องที่ไม่เป็นจริง ให้เห็นว่าไม่เป็นจริง ในข้อที่คนเหล่าอื่นกล่าวติเตียนเรา ติเตียนพระธรรม หรือติเตียนพระสงฆ์ให้เขาเห็นว่า ข้อนั้นไม่จริง ข้อนั้นไม่แท้ ข้อนั้นไม่มีในพวกเราข้อนั้นไม่ปรากฎในพวกเรา ดังนี้”…..
 
พรหมชาลสูตร 9/3

  • http://thchaisitdhi.wordpress.com Atitheb Chaiyasitdhi

    ผมไม่ขอร่วมสังเกต ในเรื่อง วิทย์ถึงก่อน พุทธถึงก่อนอะไร เพราะวิทยาศาสตร์กับพุทธมีจุดประสงค์แตกต่างกัน วิทยาศาสตร์ไม่ได้สนใจว่าทำอย่างไรจะไม่ตาย เราสนใจอธิบายคำถามของเราเท่านั้น

    แต่ขอคุยเรื่องพระกลายเป็นธาตุแล้วกัน จริงๆ ในฐานะที่คุณน่าจะเป็นคนที่สนใจเรื่องทำนองนี้อยู่แล้วอาจจะช่วยผมได้ ด้วยการลองทำสถิติง่ายๆมาว่า พระแต่ละรูปที่เรียกว่าเกจิอาจารย์นั้น เอาทั้งแบบกลายเป็นธาตุ ไม่กลายเป็นธาตุ มีวิธีการเผาศพอย่างไร ส่งมาทางอีเมล์ผมก็น่าจะได้ :) แล้วค่อยคุยกัน

    สำหรับเรื่องเกริ่นๆ มีนักวิทยาศาสตร์เผาขยะให้กลายเป็นผลึกเซรามิคได้นะครับ ลองค้นดู

  • SC MU Student คนนึง

    เอ่อ เรื่องความคิดเห็นอะไรๆ เราไม่ขอยุ่งเกี่ยวละกัน
    เราถือว่าทุกคนมีสิทธิ์ในการแสดงความเห็น มันเป็นสิทธิ เสรีภาพของทุกคนอยู่แล้ว
    แต่ช่วยนึกถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบ และ “เคารพสิทธิ” ของคนอื่นด้วย(ว่าคนอื่นก็ออกความเห็นได้เช่นกัน)
    อย่างแรกคุณไม่ควรดูถูกว่า คนที่รู้น้อยกว่า หรือคิดไม่เหมือนคุณนั้นโง่
    เพราะไม่มีใครรู้ทุกเรื่องมาตั้งแต่เกิดหรอก ทุกคนต้องเคยผ่านการไม่รู้ก่อนที่จะรู้ทั้งนั้น
    ถ้าคิดว่ามันไม่ดี และควรจะปรับปรุง ก็ควรชี้แจงว่ามันเป็นอย่างไร ไม่ใช่สักแต่ว่า แล้วไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้น
    (คนที่สักแต่ปากว่า แล้วไม่ทำอะไรให้มันดีขึ้น ประเทศไทยมีเยอะแล้ว และไม่ต้องการเพิ่ม)

    อีกอย่างคือบอกตามตรง เราไม่พอใจที่ใช้คำว่า “นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล” ต่อท้ายชื่อ
    เพราะ….

    นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล มีชั้นปีละประมาณ 200 คน
    ทั้งคณะ(นับเฉพาะป.ตรี) ก็จะมีประมาณ 800 – 900 คน
    ลองคิดดูเล่นๆ นายอติเทพ เรียนอยู่ชั้นปีที่สอง มีโอกาสมากที่สุดที่จะรู้จักคนได้ ไม่เกิน 1100 คนแน่นอน(นับเฉพาะป.ตรี)
    แล้วเราถามว่า การที่คุณใช้คำลงท้ายว่า “นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล” นั้น
    แน่นอน มันอาจจะเป็นแค่การบอกให้คนอื่นทราบว่า คุณมีสถานะอะไรทางสังคม
    แต่มันอาจทำให้คนส่วนหนึ่ง(ที่คุณอาจจะเรียนว่าพวกปัญญาอ่อน)มองว่า คุณลงชื่อมาแบบนี้
    คงมีคนที่เป็น “นักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล” จำนวนมาก ที่เห็นด้วย และรับรู้
    (อย่างน้อยที่สุดก็ควรเป็นพวกสนว. ซึ่งไม่ทราบว่ารู้กันหรือเปล่าว่าคุณมาทำอะไรแบบนี้)
    เราถามจริงๆ คุณรู้จักคนในคณะสักประมาณกี่คน?
    แล้วมีกี่คนในคณะที่รู้จักคุณ?
    แล้วคุณคิดว่ามีกี่คนที่เห็นด้วยกับความคิดคุณ?

    เราเชื่อว่าคนฉลาดอย่างคุณน่าจะพอรู้มาบ้างว่า ประเด็นเรื่องศาสนา และการเมืองนั้นเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมาก
    เพราะฉะนั้น จะทำอะไร ช่วยมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำด้วย
    อย่าสักแต่ว่า “กุเก่ง กุรู้ กุจะทำ กุไม่สนใคร” โลกนี้เราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว

    คุณมีหัวเข็มขัดของมหาลัยใช่มั้ย ลองหยิบมาดูสักนิดซิ
    ที่ตรามหาลัยเขียนว่าอย่างไร “อัตตานัง อุปปะมัง กะเร” ใช่หรือเปล่า(ขอโทษจริงๆที่พิมพ์บาลีไม่ได้)
    รู้ใช่มั้ยว่าข้อความนี้แปลว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”

    เราดีใจ ที่มีนักศึกษาที่ยังสนใจเรื่องราวรอบตัว ออกมาแสดงความคิดเห็น
    เพราะมีนักศึกษาจำนวนมากที่โดนสื่อล้างสมอง ตามกระแสแบบไม่มีหัวคิด
    แต่ขอความกรุณาว่า นึกถึงใจคนอื่นบ้าง
    มีนักศึกษา รวมไปถึงอาจารย์ ในบุคลากรเกินกว่า 90 % ที่นับถือศาสนาพุทธ
    คุณไม่พอใจที่ท่านว.ออกมาพูดถึงวิทยาศาสตร์แบบนี้
    แต่คุณเคยคิดบ้างไหมว่า มันก็ต้องมีคนที่ไม่พอใจคุณเช่นกันที่ออกมาพูดถึงศาสนาแบบนี้
    (คุณอาจจะบอกว่าเป็นการถกทางวิชาการอะไรนั่น เอ่อ โทดที พอดีไม่รู้จักอ่ะ)
    (อ่อ กรุณาอย่าแปลตรรกะว่า คนที่นับถือศาสนาพุทธเกินกว่า 90 % ของคณะจะไม่พอใจคุณนะ เราไม่ได้หมายความอย่างนั้น แค่บอกให้ทราบว่ามีคนที่นับถือศาสนาพุทธเกินกว่า 90 % ของคณะ และมีโอกาสที่พวกเค้าบางส่วนจะไม่พอใจที่คุณกล่าวถึงความเชื่อของคนอื่นแบบนี้ แม้จะเป็นเพียงการโต้เถียงแบบวิชาการตามที่คุณเรียก)

    ข้อความนี้มีจุดประสงค์เพียงแค่อยากจะบอกว่า
    การเอาชื่อคณะ สถาบัน ไปเกี่ยวข้อง คุณควรนึกถึงคนอื่นบ้าง(ไม่จำเป็นว่าคนทั้งคณะจะต้องคิดเหมือนคุณ)
    “เอาใจเขา มาใส่ใจเรา” และ
    “ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ แต่ก็ต้องเคารพในสิทธิ เสรีภาพของคนอื่นด้วย”

    สวัสดี

  • Iterator

    ตั้งแต่มีโลกใบนี้ คนเรามีศาสนา ที่เกิดและสูญหายไปแล้วเท่าไหร่

    บูชา ไฟ บูชา หิน น้ำ ผีป่า พระอาทิตย์ ต้นไม้

    โมเดลของโลกนี้โลกหน้า เราก็มีมาหลายแบบหลายอย่าง

    ที่ที่มีความสุขบรมสุข กับที่ที่มีความทุกบรมทุก มีในมนุษย์เกือบทุกกลุ่มเผ่าพันธ์
    ในรูปแบบที่ต่าง ๆ กันไป

    เทียบกับสัตว์ การที่มนุษย์มีลอจิกสูง มันเป็นเหมือนกับดักบางอย่าง สัตว์นั้นมักมีปัญญาทำได้แค่
    การตอบสนองต่อสัญชาติญาณ ต่าง ๆ เช่นหิว หาอาหาร ล่า กินอิ่ม พัก เป็นสัดผสมพันธ์

    สัตว์มันตั้งคำถามเรื่องทำไมได้น้อยและไม่ซับซ้อน

    มนุษย์ก็จนแต้มกับคำถามทำไม ที่เกิดกับชีวิตและช่วงชีวิต ไม่กล้าคิดว่าหากลอจิกเอนจินที่ทำงานอยู่ดับไป คือยังไง นึกไม่ออก ก็เลยคิดถึงการมีโลกหน้า และชีวิตอมตะแบบหนึ่ง
    การคิดว่าตายแล้วดับ มันน่ากลัวเกินไป

    แนวคิดพุทธมัน universal จริงหรือ เปรต (ผมก็ไม่รู้ว่าแนวคิดเหล่านี้เป็นพุทธแท้ไหม) มี เอสกิโมเป็นเปรตไหม หรือมี ชนเผ่าในแอฟริกาเป็นเปรตไหม หรือฝรั่ง

    ฝรั่งที่ผิดลูกเมียเค้า ต้องมาปีนต้นงิ้วกับคนไทยหรือไม่

    ฝรั่งเค้าขึ้นสวรรค์จะไปขึ้นสวรรค์ไทย ชั้นที่มีอิ่มทิพย์หรือไม่

    ผมก็ไม่ได้ต่างจากพวกคุณ ถูกอบรบปลูกฝังมา แต่ผมไม่หยุดจะสงสัยนี่แหละ
    มันเลยมีคำถามแปลกๆออกมา ผมก็เริ่มคิดๆ ถ้าผมไปเกิดที่อื่น ผมจะคิดแบบนี้ไหม

    ผมไม่ได้ว่าใครโ่ง่หรือฉลาด แ่ต่ผมต้องการคำตอบให้ตัวเอง ใครกรุณาให้คำตอบดีดีจาก
    แง่มุมของคุณได้บ้างไหมครับ

  • เงาะป่า

    ผมว่าเจ้าของเรื่องคงต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วล่ะครับ ว่าสิ่งที่ท่าน ว.วชิรเมธี พูดนั้นเป็นความจริงเพียงใด การที่คุณมาถามใครต่อใครในนี้คงไม่มีคำตอบหรือความเห็นดีๆให้คุณได้หรอกครับ (มัวมาหลงอยู่ตรงนี้ทำไม?) เพราะสิ่งที่คุณต้องการคำตอบนั้น ผู้ที่จะตอบได้เขาก็คงไม่ตอบ (เพราะผู้ที่ตอบได้คงไม่มาอยู่ตรงนี้) และคงไม่รู้จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร และยิ่งการที่คุณไม่ได้นับถือพุทธ ผมว่าเท่านี้คุณก็จบแล้วนะ เพราะผมว่าคุณไม่ได้อยากรู้หรอกว่าใครเหาะใครเหินได้ และไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่คุณกำลังเอาศาสนาที่คุณเชื่อและนับถือ เอามาสู้กับคำสอนของศาสนาพุทธหรือศาสนาอื่นที่คุณนึกเอาเองว่ามีแต่เรื่องของปาฏิหาริย์เท่านั้น
    เอาแบบนี้นะครับผมว่าคุณลองคิดนอกกรอบดูสักครั้งว่าทำไมชาวพุทธ ถึงเคารพศาสนาอื่นได้ง่ายๆ เช่น เจอรูปปั้นพระเยซู รูปพระอัลเลาะห์ ก็ก้มกราบด้วยความศรัทธาได้โดยไม่ติดใจสงสัยอะไร เพราะว่าศาสนาพุทธ “เปิดรับ” ความต่างทั้งหลายได้อย่างไม่มีอุปสรรคหรืออคติมาขวางกั้น ผมแนะนำให้คุณผ่อนคลายอคติที่ขวางกั้นใจคุณให้ออกไปบ้างนะครับ จะได้ไม่เครียดกับมันมากนัก อย่าแบกโลกทั้งใบเอาไว้เลยครับ
    การที่คุณ “ด่า” (ต้องขอใช้คำนี้นะครับ) คนอื่นว่าปัญญาอ่อน และสรุปอะไรตามใจคุณเอง เช่น เรื่องความถูกใจของคนชั้นกลาง ผมรู้สึกได้ทันทีว่าคุณไม่ยอมรับความต่าง ไม่เปิดใจเท่าที่ควร และเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่รู้จริง เพราะถ้าคุณยังมีความโกรธกับเรื่องเพียงเท่านี้ ชาติภพนี้หรือชาติภพต่อไปก็คงยากแสนเข็ญที่คุณจะพบกับสิ่งที่คุณต้องการคำตอบ ผมอยากบอกว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบนั้น มันซ่อนอยู่ในจิตใจของคุณเองนั่นแหละ ถ้าคุณ “เงียบ” และ “นิ่ง” พอคุณก็จะเห็น แต่ถ้าคุณยังเป็นแบบนี้ คุณไม่มีวันเห็นไม่มีวันรู้ กลายเป็นคนไร้ค่าที่คอยแต่จะจับผิดคนอื่นเรื่อยไป และผู้ที่คุณกำลังจับผิด ถ้าเทียบกับคุณแล้วคงไม่ต้องให้ใครมาบอกนะ ถามตัวคุณเองก็รู้ว่าใครมีคุณค่าต่อสังคมมากกว่ากัน (ความคิดที่เฉียบแหลม กับความคิดที่มีแต่อคติ เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าใครไร้ค่า) ทุกอย่างอยู่ที่ “จิต” สงสัยอะไรก็ดูเอาที่จิต หัดนั่งสมาธิให้ถึงก็จะรู้เอง แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้น เอาแค่นั่งสมาธิเพื่อข่มจิตใจตัวเองไม่ให้ว่าร้ายผู้อื่นก็น่าจะเพียงพอแล้ว

    “วิทยาศาสตร์ก็คือธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือวิทยาศาสตร์ คนไม่รู้จริงชอบเอามาแยกกันว่าต้องพิสูจน์ให้ได้ทางวิทยาศาสตร์จึงจะเชื่อถือใช้การได้ แต่พุทธศาสนาบอกว่าไม่ต้องมาเชื่อฉัน แต่ให้พิสูจน์เอาเองได้ตามสบาย และรู้แล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องไปบอกป่าวประกาศให้คนอื่นรับรู้ เพราะถึงบอกไปคนไม่เชื่อไม่ปฏิบัติก็หาว่างมงาย”

    ลืมบอกไปครับว่า เรื่องที่คุณๆเถียงกันน่ะ กายทิพย์แน่นอนครับ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในสมัยอดีต (สมัยที่บ้านเมืองผู้คนยังบริสุทธิ์ เกิดสภาวะธรรมกันง่ายมาก พระอรหันต์เต็มไปหมด) เพราะฉะนั้นในป่าคอนกรีต ผู้คนแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ด่ากัน ฆ่ากัน ได้ง่ายๆแบบนี้ คงไม่มีใครเหาะได้แล้วล่ะครับ

    สุดท้ายนี้ ทำไมผมจึงเชื่อในพระพุทธศาสนา เรื่องเหาะเหินเดินอากาศน่ะเหรอ ผมพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แบบที่คุณบอกไม่ได้หรอกว่าทำไมจึงเชื่อ แต่คุณคงไม่ค้านหรอกนะถ้าผมจะบอกว่า ผมเชื่อเพราะผมเคยนับถือสิ่งเหล่านี้มาแล้วตั้งไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ สิ่งเหล่านี้มันจึงซึมซาบเข้ามาอยู่ในจิตใจโดยไม่ต้องมีใครมาสั่งสอนให้เชื่อ ส่วนคุณผมไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไรมาก่อน แล้วก็ไม่ต้องมาสงสารผมนะที่เชื่ออะไรโดยไม่มีหลักวิทยาศาสตร์ แต่ขอให้สงสารตัวเองให้มากๆ ที่ไม่มีหลักอะไรให้ยึดเลยสักอย่างเดียว นอกจากความคิดของตัวเอง

  • Oda Nobunaga

    คุณ Atitheb Chaiyasitdhi ผมอ่านที่เถียงๆ กันเเล้ว ความเห็นผิดยังมีเยอะนะ
    (คุณก็อาจคิดในใจว่า ผมเห็นถูกหรอ 55+ ถ้าคิดเเบบนั้นก็คุยกันได้)

    อย่างไอน์สไตน์ที่ว่าตนไม่มีศาสนา เมื่อได้ศึกษาเเล้วยังยอมรับเลยว่าเป็นของจริง
    คราวนี้เข้าประเด็นที่ว่าเรื่องเหาะได้ ไม่ได้เนี่ยมันพิสูจน์ได้นะครับ เเละพระพุทธเจ้าได้สอนวิธีพิสูจน์ไว้เเล้ว เเต่มันอาจจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยเวลาไม่กี่เดือน บางคนอาจใช้เป้นปี (เเต่เรื่องนี้อย่างที่มีคนบอกมันไม่ใช่เเก่นที่สำคัญอะไร)

    เเล้วการที่เหาะได้ ไม่ใช่เเค่กายละเอียด เเต่จะกล่าวว่าเป็นกายหยาบด้วย ในประวัติเอาจากพระไตรปิฎกจริงๆ ยังมีตอนหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าได้ไปเเก้ทิฐิของพรหมด้วยกายหยาบ เเละตอนที่ไปโปรดพุทธมารดาเป้นเวลาสามเดือนอีกเช่นเดียวกัน

    คุณลองไปดูนะ จิตมันมีอำนาจมากกว่าวัตถุ เสียอีก หากจิตคุณเข้าถึงความบริสุทธิ์โดยเเท้เเล้ว

  • เวช บุญเอก

    ความจริงในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ชัดเจนว่ามีมนุษย์ที่เหาะได้ ที่ โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า :๑๘
    …..ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะเหาะขึ้นไปปลด
    บาตรของเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ คนทั้งหลายได้ทราบข่าวว่า ‘‘พระคุณเจ้าปิณโฑล-
    ภารทวาชะปลดบาตรของเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์ลงมาแล้ว’ จึงพากันส่งเสียงอึกทึก
    กึกก้อง พากันติดตามท่านพระปิณโฑลภารทวาชะไป นี่คือเสียงอึกทึกกึกก้องนั้น
    พระพุทธเจ้าข้า”….
    เราไม่สามารถหาสิ่งมาพิสูจน์ได้อย่าบอกว่าไม่มี

  • เวช บุญเอก

    และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า จักรวาลมีหลายมิติ ๑๑ มิติ หรือ ๒๖ มิติ เป็นมิติที่เกิดมาช่วงบิ๊กแบงจากนั้นก็ม้วนตัวซ่อนเหลือแค่ ๓ มิติ + ๑ มิติของเวลาเป็น ๔ มิติ ตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ Time- Space ครับ..การทดลองที่เซิร์น(CERN) จะช่วยตอบปริศนานี้ได้ครับถ้าไม่เสีย

  • ak47

    “เพราะวิทยาศาสตร์เพิ่งเกิดเมื่อวานนี้ ในขณะที่พุทธศาสนาเกิดมาแล้วตลอดเวลา อยู่ในโลกนี้ไม่เคยไปไหน”

    ท่านไม่ได้หหมายถึงศาสนาพุทธ แต่ท่านหมายถึง “ความจริง” คือทุกอย่างตกอยู่ใต้กฏของไตรลักษณ์ (จริงรายละเีิอียดมีมาก) การเกิดดับมีอยู่ตลอดเวลา (เวลาที่ว่าก็ไม่ใช่เวลาตามความรู้สึกของคนเรา)

    ไม่มีอะไรมากผมเห็นคนเชื่อวิทยาศาสตร์แบบงมงายมามาก หรือแม้แต่คนหลงในศาสนาจนเดินผิดทางมามากก็เช่นกัน…

    ทิ้งท้าย:
    เคยได้ยินคนบอกว่า มีพระท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ธรรมะทั้งหลายที่ออกมาจากพระอรหันต์ เมื่อปุถุชนได้ฟังจะเป็นสัทธรรมปฏิรูปเสมอ” คือฟังแล้วก็คิดให้ตายยังไงก็ไม่เข้าใจอย่างถูกต้อง…

    ของพวกนี้อยู่เหนือความคิดและคำพูด… ตราบใดที่ยังผสมไปด้วย ความคิดที่ได้มาจากการประะสบการณ์การสัมผัสกับโลกแคบๆ และการจินตนาการเอาเอง ที่รับได้แค่ทางทวารทั้ง 5 คุณก็อยู่ในกรงขังความคิดเหล่านั้นวันยังค่ำ

  • Huang Ming

    ผมว่าคุณข้างบนอ่ะงมงาย ที่เราเถียงกันก็คืออะไรคือความจริง แต่คุณเล่นสรุปว่าพุทธคือความจริง คริสต์ก็บอกว่าพระเจ้าคือความจริง นักวิทยาศาสตร์ก็บอกวิทยาศาสตร์คือความจริง แล้วอะไรคือความจริงกันแน่?

  • Ak47

    ผมยอมรับว่าผมงมงายครับ ผมเรียนจบทางด้านวิทยาศาสตร์มา ผมก็เชื่อที่ฝรั่งเค้าสอน..ผมก็งมงายตามฝรั่ง ตอนนี้ผมกำลังทดลองตามแนวพุทธ ผมก็กำลังงมงายแบบพุทธ… อย่างน้อยผมก็เห็นผลดีในการงมงายอยู่

    อะไรคือความจริงผมก็ได้แสดงเหตุผลไปแล้ว ซึ่งยอมรับว่าผมแสดงไปด้วยความที่เคยได้ยินได้ฟังมาเท่านั้น การพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติยังน้อย

    ส่วนคุณ Huang Ming อยากรู้มาลองปฏิบัติธรรมดูสิครับ ช่วยๆกันพิสูจน์นะ :)

  • ก้อง

    ตอนเด็กผมไปนั่งสมาธิกับพ่อที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งชานเมืองสุรินทร์ ตอนนี้น่าจะเป็นวัดแล้ว หลังพระท่านทำวัตรเย็นจะมีกิจกรรมปิดไฟศาลาฯ แล้วนั่งสมาธิกับญาติโยมกันเป็นประจำ
    พระท่านเก่งขนาดที่ว่าเวลาเรานั่งสมาธิอยู่ ในใจเราวอกแวกไปนู่นไปนี่ ท่านก็จะเตือน ขนาดหนังตาหางคิ้วกระตุกตอนหลับตาอยู่ท่านยังรู้ ท่านก็ทักดังๆ จนผมอึ้ง เลิกหลับตา อายคนอื่นเค้า แบบไม่อยากจะเชื่อว่า “เฮ่ย จริงอ่ะ รู้ได้ไงหว่า มืดก็มืด”

    จากนั้นมา ใครจะว่าอะไรที่มาในแนวทางที่ไม่ค่อยเชื่อในพระพุทธ ลบหลู่พระธรรม ดูหมิ่นพระสงฆ์ตามข่าวฉาวทางหน้าหนังสือพิมพ์หรือในโทรทัศน์ ฯลฯ ผมคงต้องขออนุญาตพูดคำว่า “ช่างแ่ง!!!”

    จากที่กล่าวมา ผมตั้งใจจะบอกว่าผมเชื่อเรื่องการเหาะได้ด้วยกายหยาบนี่แหละครับ

    ผมเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดครับ ไม่ใช่แค่เกิดมาครั้งเดียวจบ ตายไปก็ขึ้นไปหาเทวดา ไปอยู่กับเทวดา ไปให้เทวดาพิพากษา …มะมะมะมะม่ายช่ายครับ…ม่ายช่าย… เห็นพระท่านว่า เป็นเทวดาชั้น 4 (ดุสิต) หรือชั้น 5 (นิมมานรดี) นี่เองครับ

    อย่าเครียดนะครับ แลกเปลี่ยนความคิดกัน เปิดใจให้กัน ทำใจให้กว้าง และเคารพทุกความคิด

    เพราะทุกคนมีสิทธิ์จะคิดกันได้

  • ตือโป้ยก่าย

    เจตนาของความครับ ไม่ใช่คำพูดตามความ

    ประเด็นไม่ใช่ เหาะได้หรือไม่ พิสูจน์ได้หรือไม่ เช่น การที่พระพุทธเจ้าทรงก้าวเดินธรรมดา ในขนะที่ องคุลีมาร วิ่งตามแต่กลับไม่ทัน นั้น เราจะพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างไรครับ

    ประเด็นตามเจตนานั้นผมเข้าใจว่า สิ่งที่หลายคนนั้นคิดว่าเป็นไม่ได้นั้น มันไม่ได้หมายความจะเกิดขึ้นไม่ได้ และทุกสิ่งอย่างในโลกนี้ ไม่ได้ประกอบขึ้นจากรูปกายที่เห็นหรือจับต้องได้อย่างเดียว ฉะนั้นบางอย่างจึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่เราก็รับรู้และยอมรับว่ามี

    ง่ายๆ รัก โลภ โกรธ หลง เราจะใช้วิทยาศาสต์พิสูจน์อย่างไร กับข้อสรุปว่ามันมี

    ผมว่าท่านก็ไม่ได้กล่าวผิดแต่อย่างใด ว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง

    ขอโทษครับ ผมไม่เคยบวช เคยเรียนวิทย์ก็แค่ฉาบฉวย ผมแค่พูดถึงสิ่งที่ผมรับรู้ และตีความ

  • ใช้จิตใจที่ดีในการรับฟัง ไม่ใช่จ้องที่ต้องการจะสร้างประเด็น

    เปิดใจรับฟังหน่อย คุณคงจะเข้าใจในบทความที่ท่าน ว.วชิรเมธี ได้อธิบาย อย่างเพิ่งมาจับคำพูดใดคำพูดหนึ่งแล้วมาตั้งประเด็น มันเป็นเหมือนการจับผิดมากกว่า คุณไม่ได้ต้องการที่จะทำความเข้าใจกับคำที่ท่านได้สอนเลย
    แล้วตัวอย่างเช่น องค์คุลีมารวิ่งตามแต่ พระพุทธเจ้าเดิน ทำไมวิ่งตามไม่ทันละ คุณคงได้เรียนเรื่องนี้มาบ้างนะ ผมว่าคุณไปหาคำอธิบายเรืองวิ่งตามไม่ทันมาดีกว่า ซึ่งเรื่องนี้เกิดมานานแล้วและปัจจุบันยังสอนกันอยู่เลย มีเรื่องมากมายที่วิทยาศาสตร์ยังให้คำตอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งจะสรุป

  • no name

    เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องความเชื่อ ความศรัทธาของแต่ละบุคคลแล้วแต่วิจารณญานก้เเหมือนกับที่คุณเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้แล้วทำไมคุณไม่ลองพิสูจน์ดูหล่ะถึง
    แม้ว่าจะไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ลองนั่งสมาธิแบบธรรมดาดูสิเผื่อว่าบางทีท่านอาจจะไม่ต้องเอาความคิดออกมาวนอยู่ในอ่างอย่างนี้หรอก
    คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่ามันจะเป็นจริงไปได้อย่างไร

  • เด็ก ม.5

    55+ อ่านคนมีความรู้คุยกัน..

    สนุกดีค่ะ มีรสชาติ ถึงแม้จะไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร
    แต่หนูก็รู้สึกว่า

    ทุกๆ คำถามมันมีคำตอบเสมอค่ะ
    แค่เหตุผลมันไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง ^^

    bey..

  • เด็ก ม.5

    ขออีกนิดนึง..ที่หนูเข้ามาที่นี่

    ก็เพราะว่าหนูทำรายงานเรื่องนี้อยู่ค่ะ

    ขอขอบคุณทุกๆ comment เลยนะคะ

    ที่แต่ละคนต่างก็มีเหตุผลของกันและกัน

    คำพูดของพวกคุณมีคุณค่ากับหนูมากค่ะ

    ทำรายงานเสร็จสักที..

    ฝันดีนะคะ..จุ๊บๆๆ

  • อติเทพ ไชยสิทธิ์

    ถึง SC MU Student

    “…เราดีใจ ที่มีนักศึกษาที่ยังสนใจเรื่องราวรอบตัว ออกมาแสดงความคิดเห็น
    เพราะมีนักศึกษาจำนวนมากที่โดนสื่อล้างสมอง ตามกระแสแบบไม่มีหัวคิด
    แต่ขอความกรุณาว่า นึกถึงใจคนอื่นบ้าง
    มีนักศึกษา รวมไปถึงอาจารย์ ในบุคลากรเกินกว่า 90 % ที่นับถือศาสนาพุทธ
    คุณไม่พอใจที่ท่านว.ออกมาพูดถึงวิทยาศาสตร์แบบนี้
    แต่คุณเคยคิดบ้างไหมว่า มันก็ต้องมีคนที่ไม่พอใจคุณเช่นกันที่ออกมาพูดถึงศาสนาแบบนี้
    (คุณอาจจะบอกว่าเป็นการถกทางวิชาการอะไรนั่น เอ่อ โทดที พอดีไม่รู้จักอ่ะ)
    (อ่อ กรุณาอย่าแปลตรรกะว่า คนที่นับถือศาสนาพุทธเกินกว่า 90 % ของคณะจะไม่พอใจคุณนะ เราไม่ได้หมายความอย่างนั้น แค่บอกให้ทราบว่ามีคนที่นับถือศาสนาพุทธเกินกว่า 90 % ของคณะ และมีโอกาสที่พวกเค้าบางส่วนจะไม่พอใจที่คุณกล่าวถึงความเชื่อของคนอื่นแบบนี้ แม้จะเป็นเพียงการโต้เถียงแบบวิชาการตามที่คุณเรียก)…”

    ตามที่เขียนมา ผมเสียใจ ละอาย และรู้สึกขยะแขยง ที่อยู่ร่วมคณะเดียว มหาวิทยาลัยเดียวกับคุณมาก เพราะอุตส่าห์มีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย แต่กลับไม่รู้จัก “การถกเถียงทางวิชาการ”
    มีเรื่องที่สามารถคอมเมนท์ ความคิดเห็นของคุณได้อีกมาก ในแง่ “ไร้สาระ” “ไม่มีประเด็น” “โต้แย้งไม่ได้เรื่อง” จนอาจจะถึง “ปัญญาอ่อน” ได้ แต่คงเสียเวลาที่จะเขียนไป

    ตัวอย่างพื้นๆ อย่างเช่น เขียนมามากเรื่อง “อตฺตานํ อุปมํ กเร” แล้วก็เรื่องสิทธิเสรีภาพอะไรนั่น มาเพื่อห้ามไม่ให้ผมเขียนวิจารณ์ ว. วชิรเมธี แล้วคุณไม่คิดเหรอว่า ตัวเองมีสิทธิ์อะไรมาเขียนวิจารณ์ผม ถ้าใช้เหตุผลเดียวกัน?

  • http://- ธนกร มาณะวิท

    @SC MU Student คนนึง

    “จะทำอะไร ช่วยมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำด้วย”

    ยังมีหน้าไปว่าเขาว่าไม่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำได้อีก ทั้งที่เจ้าตัวเขากล้าลงชื่อจริงนามสกุลจริง ไม่ได้ใช้นามแฝงเหมือนคุณด้วยซ้ำ แถมตัวคุณเองก็อ้างชื่อสถาบันเหมือนกัน แต่ไม่กล้าลงชื่อจริงนามสกุลจริงเหมือนอติเทพ

    ใครกันแน่วะ ไร้ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำ

    อีกอย่าง “ต้องเคารพในสิทธิ เสรีภาพของคนอื่นด้วย”

    เพิ่งรู้ว่า อติเทพเที่ยวเอาปืนไปจ่อหัวคนอื่นบังคับให้เชื่อตามตัวเองว่ะ ชอบใช้กันเหลือเกินคำพูดสวยหรูกลวงๆแบบนี้

    ว่าแต่ตัวคุณเองเหอะ กล้าพอมั้ยที่จะต่อว่า คนที่ “ไม่เคารพในสิทธิเสรีภาพของคนอื่น” จริงๆ ไม่ต้องมาท้าผมด้วยนะ เพราะผมเป็นคนรักตัวกลัวตาย แต่ผมก็ไม่เคยเที่ยวกร่างไปใช้คำพูดแบบนี้ข่มขู่คนอื่น เพื่อไม่ให้แย้งความเห้นของผมหรอก

    โธ่เอ๊ย กะอีแค่ชื่อนามสกุลจริงของตัวเองยังไม่กล้าใช้ แต่เที่ยวทำมาเป็นกร่างใช้ประดยคกลวงๆแบบนี้ ถุย

  • http://- วิศวะ มหิดล

    พอเถอะ ทุกคนเอาเเต่เถียงกันไปมาแล้วมันจะจบหรือไม่….หือ ต่างคนต่างเอาทิฐฐิของตนเข้ามา
    เพราะคิดว่าตนเองถูกแล้ว… แต่รู้ไหมว่านี่เเหละเป็นตัวที่ทําให้้เกิดปัญหาที่ไม่รู้จบ และไม่สิ้นสุดนะ รวมถึงปัญหาที่มีการทะเลาะกัน ฆ่าฟันกันที่ลงข่าวอยู่ตลอดเวลา……..เอาอย่างนี้ผมอยากให้มันจบไปนะ … ปัญหาจะจบเมื่อทั้งสองฝ่ายหันมาใช้สติเป็นอันดับเเรก อย่างที่สองหันหน้าเข้าหากัน(แล้วจูบกัน เฮ้ย…ไม่ใช่) ให้คุยกันด้วยความเข้าใจกัน(ไม่ใช่เขียนด่ากัน) เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นคําที่ควรมองอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่สักแต่ว่าเข้าใจเฉยๆนะ ควรนํามาใช้ในชีวิตประจําวันด้วย…………แล้วตั่งใจทําหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และถูกต้อง(ในหลายความหมาย)ด้วยนะ…..สังคมและประเทศชาติจะเดินหน้าได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราทุกคนจะตั้งใจมากน้องเพียงใด ….

  • ณัฐวัฒน์

    ผมจำไม่ได้ว่าพุทธศาสนาเคยบอกว่าตัวเองเป็น “ความจริงสูงสุด” ตรงไหน (ศาสนาอื่นผมไม่ทราบรายละเอียดเพราะไม่ได้นับถือ) จำได้แต่ให้ยึดหลัก 10 ข้ออะไรซักอย่างที่บอกว่า อย่าเชื่อบลาๆๆ “แม้แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า”ก็ให้ปฏิบัติแล้วเห็นจริงก่อนแ้ล้วถึงจะเชื่อ และจำได้(ลางๆ) ว่าในพระไตรปิฎกก็มีวิธีปฏิบัติเพื่อให้บรรลุยังงั้นยังงี้ (จำได้ลางๆอีกทีว่าถ้าปฏิบัติอย่างตั้งใจจริงๆไม่เกิน 7 ปีก็สามารถบรรลุอรหันต์ได้) ถ้าคุณปฏิบัติตามในพระไตรปิฎกแล้ว ยังบิน? ไม่ได้ค่อยออกมา “พล่าม” ดีกว่าครับ คุณเองก็เรียนวิทยาศาสตร์ ก็น่าจะรู้ว่าก่อนจะสรุปอะไรต้องมีการพิสูจน์ก่อนไม่ใช่หรอครับ?

  • วิทย์

    เห็นใจผู้เขียนที่พยายามตอบโต้คำพูดของนักบวชคนหนึ่ง…ที่พยายามยกตัวและความเชื่อของลัทธิตนมาเพื่อข่มวิทยาศาสตร์ ทั้งๆที่น้องอายุไม่มากและเหตุผลที่ตอบโต้ก็ดูอ่อนหัดไปหน่อย…ผิดกับนักวิทยาศาตร์ที่แก่ๆทั้งหลายที่มีความรู้ความสามารถแต่กลับไร้ความกล้า…ปล่อยให้นักบวชอวดเก่งพูดจาเพ้อเจ้อ

    ในมุมมองของผมผมคิดว่านักบวชคนนี้เป็นคนโง่เขลาและสติปัญยาน้อยอาศัยพูดเก่งหลอกคนไปวันๆเท่านั้นเพราะ
    1. เขาเชื่อในสิ่งที่ไม่เห็นจริง
    2. พุดเรื่องเหาะ และโทรจิตได้หน้าตาเฉยทั้งที่ตัวเองต้องนั่งเครื่องบิน และโทรศัพ
    ที่นักวิทยาศาสตร์คิดค้นมา

    ผมในธานะนักวิทย์คนหนึ่งชอบในความกล้าของน้อง

  • วิทย์

    มีคนบอกว่าวิทย์มักคิดตามฟรั่งแต่ศาสนาพุทธก็ไม่ได้เกิดในเมืองไทยน่ะอย่าลืม….นำของนอกมาเหมือนกัน

  • อติเทพ ไชยสิทธิ์

    ถึง ณัฐวัฒน์

    สิ่งที่คุณเขียนมานั่นแหละที่ยืนยันความมีอยู่จริงของ ความจริงสูงสุด
    จริงๆ ผมไม่มีเวลามาเสียให้มาก เพราะเขียนไปหลายที่เยอะแล้ว
    แต่มีคำถามง่ายๆ ทิ้งไว้ให้คิด และถ้าตอบได้ก็ควรจะตอบ

    ถ้ามีคนนั่งสมาธิ แล้วบอกว่าเห็นอัลเลาะห์ คุณจะบอกว่าเขามี ‘ความคิดทีผิด’ ไหม?
    คุณจะพิสูจน์ยังไงว่าการนั่งสมาธิเห็นอัลเลาะห์ไม่ใช่ศาสนาพุทธ คุณก็ต้องเอา
    พระไตรปิฏกมาจับไม่ใช่เหรอ นั่นแหละเรียกว่า ความจริงสูงสุด คือการผูกขาดความจริง
    คุณไม่เปิดโอกาสให้ผลการตรวจสอบถูกนำมาใช้เป็นความจริงสัมพัทธ์

  • นันทพร อินทเนตร

    ดิฉันไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นดอกเตอร์ จบปริญญาทั่วๆไป แต่ปฏิบัติตามที่ท่านว.สอนแล้วพบความสุขพบสิ่งที่ค้นหาในชีวิต อยากรู้…พวกคุณเถียงกันทำไม กล่าวหาท่านเสียๆหายๆทำไม อยากได้คำตอบก็เข้าวัดซิ หาคำตอบซะ นักวิทยาศาสตร์ทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ เสียเวลามานั่งอวดภูมิถากถางคนอื่นกันทำไม จะได้รู้ว่าท่านว.พูดผิดหรือถูก ไม่อย่างนั้น…คุณก็เป็นแค่คนโง่อวดฉลาดเท่านั้นเอง

  • จบฟิสิกส์

    แปลกเหมือนกันนะ ฟังท่าน ว. พูด จากเทปเดียวกัน แต่ผมกับคุณ ตีความกัน คนละเรื่อง
    คุณตีความของท่าน มาเป็นตรรกะของคุณว่า “ถ้าวิทยาศาสตร์ พิสูจน์เรื่องมนุษย์เหาะไม่ได้แล้ว มนุษย์เหาะได้จริงๆ”
    แต่ผมกลับตีความในสิ่งที่ท่าน ว พูด. ว่า “ถ้าวิทยาศาสตร์ พิสูจน์เรื่องมนุษย์เหาะไม่ได้แล้ว ไม่ได้แปลว่า มนุษย์เหาะไม่ได้จริงๆ”
    และผมก็เชื่อว่า ท่าน ว หมายความถึงตามที่ผมคิด จริงๆ พระพุทธองค์ไม่เคยสอนให้ คนมาเชื่อโดยไม่สงสัย
    แต่พระองค์ต้องการให้สงสัย และพิสูจน์ความสงสัยนั้น(โดยการปฏิบัติด้วยตนเอง) จนเกิดปัญญาในที่สุด
    ไม่แปลกเลยที่ คุณจะสงสัยในสิ่งที่ ท่าน ว. พูด แต่ถ้าคุณอยากพิสูจน์ความสงสัยนั้น (แทนที่จะมาตั้งกระทู้กล่าวหาท่าน)
    คุณก็ลองฝึก กรรมฐานดู มีข้อแม้ว่า ต้องฝึกจนตอบข้อสงสัยของคุณให้ได้ แล้วถึงวันนั้น คุณก็จะเกิดปัญญา เอง
    และคุณจะเข้าใจว่า ทำไมการเหาะได้ ถึงไร้ราคา ที่จะพูดถึงมัน