ผู้ใดใจนิ่ง ผู้นั้นครองแผ่นดิน

January 21, 2008

โดย “เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์” : Siam Intelligence Unit

ผู้คนในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับ ความฉลาดในการคิดคำนวณมากเกินไป ขณะที่ให้ความสำคัญกับ ศิลปะในการจัดการ โน้มน้าว และการควบคุมจิตใจของตนให้สงบนิ่ง น้อยเกินไป แต่บางคนก็กลับกัน อย่างไรก็ตาม ขอเพียงเรามีความเป็นเลิศสักทาง ย่อมประสบความสำเร็จได้ ที่น่าเศร้า คือ ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทย จะไม่เก่งสักทาง หรือเก่งทั้งสองทาง แต่ไม่เป็นเลิศ จึงน่าเป็นห่วงยิ่งนัก

Bill Gates เป็นตัวอย่างของคนประเภทแรก Buffet เป็นตัวอย่างของคนประเภทหลัง ซึ่งต่างประสบความสำเร็จทั้งคู่ แต่วันนี้เราเน้นไปที่ตัวอย่างหลัง

Buffet ไม่ติดตามราคาหุ้นแบบรายวัน มีจิตใจสงบนิ่ง ควบคุมชีวิตความเป็นอยู่ให้เรียบง่าย แต่มีความสุข บางคนอาจมองว่าชีวิตแบบนี้น่าเบื่อ อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องเหมือนเขาทั้งหมด เพียงนำตัวอย่างมาประยุกต์ใช้

Soros เน้นเรื่องใจสงบนิ่งมาก แต่กลับเป็นนักเก็งกำไรตัวยง ดังนั้น จึงไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการลงทุน หรือการไม่ติดตามราคาหุ้นแบบรายวัน แต่อยู่ที่การฝึกฝนจิตใจ

หานซิ่น แม่ทัพใหญ่คู่บารมีหลิวปัง/เล่าปัง (บรรพบุรุษของเล่าปี่) ผู้สถาปนาราชวงศ์ฮั่นอันยิ่งใหญ่ ในวัยเด็กยอมคลานรอดหว่างขานักเลงท้องถิ่น อาจด้วยความขี้ขลาด หรือไม่อยากนำพิมเสนไปแลกกับเกลือ ย่อมยากจะคาดเดา แต่สุดท้าย เขามีชีวิตรอดกลับมา เพื่อต่อสู้ในยุคแผ่นดินเดือด ใช้ความสามารถทางทหาร ช่วยเหลือหลิวปัง สานภารกิจยิ่งใหญ่รวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น

นี่อาจเป็นความฉลาดในการยอมอดกลั้นเรื่องเล็กน้อย เพื่อการณ์ใหญ่ในวันข้างหน้า

หลังจากนั้นเรื่องราวมีความผันผวนหลายประการในชีวิต จนเขาเกือบที่จะทรยศต่อหลิวปัง แต่ในที่สุด ได้มีวันเวลาที่ดี ในการฉลองชัยชนะของการรวบรวมแผ่นดินจีนเป็นปึกแผ่นร่วมกับพี่น้องร่วมอุดมการณ์และคนทั้งแผ่นดิน

แต่ใครจะทราบว่า คนชาญฉลาดด้านการทหารเยี่ยงนี้ จะขาดความเข้าใจทางการเมือง จางเหลียง ซึ่งเป็นขุนพลคู่ใจหลิวปัง และมีความดีความชอบไม่แพ้หานซิ่น กลับลาออกจากราชการ เพราะรู้ว่าหลิวปังเป็นคนขี้ระแวง ร่วมทุกข์ได้แต่ไม่อาจร่วมสุข

และแล้ววันหนึ่ง เรื่องราวก็เกิดขึ้น

หลิวปังซึ่งได้สถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้แล้ว ได้เอ่ยปากถามหานซิ่นว่า ถ้าให้นายทหารคนนี้บัญชาทัพ เขาจะคุมทหารได้กี่คน หานซิ่นตอบว่า 5 หมื่นคน แล้วคนนี้คุมได้เท่าไร หานซิ่นตอบว่า ไม่เกิน 2 แสนคน ฮ่องเต้จึงสงสัยอยากรู้ถามว่า สำหรับข้าจะคุมทหารได้สักกี่คน หานซิ่นตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ควรเกิน 1 แสนคน ฮ่องเต้จึงถามต่อไปอย่างสนใจว่า แล้วเจ้าสามารถคุมได้สักกี่คน “ยิ่งมากยิ่งดี” พอเผลอตอบไป หานซิ่นพึ่งสำนึกตัวได้ว่า ไม่ควรพูด แต่ยังมีปฏิภาณไหวพริบอยู่บ้าง จึงตอบว่า แต่ท่านคุมข้าได้ ดังนั้น จึงสามารถควบคุมทหารได้ไม่สิ้นสุดเหมือนกัน นี่คือปฏิภาณไหวพริบ แต่สายไปแล้ว ประโยคแรกที่ผิดพลาดขาดสติ ได้ฟังตรึงอยู่ในสายเลือดของหลิวปังแล้ว วาระสุดท้ายของหานซิ่นคงอยู่ไม่ไกล

รายละเอียดบางประการ อาจคลาดเคลื่อน แต่นั่นไม่สำคัญ ผมแค่ต้องการชี้ให้เห็นว่า แม้แต่คนที่ชาญฉลาดอย่างหานซิ่น ยังสามารถผิดพลาดได้ และความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยนำมาซึ่งชีวิต

แต่เราไม่จำเป็นต้องระมัดระวังขนาดนั้น ในยุคสมัยนี้ หากเราฝึกฝนตัวเองให้มีสติ จิตใจสงบนิ่ง เราจะมีความผิดพลาดจำกัด สามารถคิดอ่านได้ยาวไกล เพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการคิด เพื่อวางแผนการใหญ่ให้ชีวิต

แต่เพียงแค่รักษาจิตใจให้สงบนิ่งนั้น ยังไม่เพียงพอ มันจะกลายเป็นนิ่งอย่างกลวงเปล่า มันต้องผสมผสานด้วย ความรู้มูลค่าเพิ่ม ซึ่งได้กล่าวไปหลายครั้งแล้ว การศึกษาหาความรู้ ถ้าทำอย่างถูกต้อง จะช่วยสร้างความสงบนิ่งให้จิตใจ และจิตใจที่สงบนิ่ง ย่อมช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆได้กระจ่างชัด ปราศจากอคติ จึงนำมาซึ่ง “ความรู้” เป็นการหนุนเสริมพัฒนาซึ่งกันและกันได้ไม่สิ้นสุด

แต่สิ่งที่ยากคือ ศึกษาอย่างไรให้เกิดความรู้ที่นำไปสู่ความสงบนิ่งของจิตใจ ฝึกฝนจิตใจให้สงบนิ่งอย่างไร จึงนำไปสู่การมองเห็นความจริงและความรู้อย่างปราศจากอคติ

แนวทางหนึ่งที่ผมขอนำเสนอ คือ การแสวงหาความรู้ผ่านการฝึกฝนศิลปะประสานวง ซึ่งจะนำมาซึ่ง “ผลึกความรู้สุดยอด” และจิตใจสงบนิ่งเปิดกว้าง

ในอดีต ผมมีความเชื่อฝังลึกว่า การพูดคุยกับคนอื่น ย่อมได้เพียงความรู้ผิวเผิน ไม่อาจพูดคุยแบบลึกซึ้งได้ ถึงทำได้ย่อมเสียเวลามาก ไม่คุ้มค่าเท่าการอ่านหนังสือ มุมมองนี้ในระยะแรกอาจได้ประโยชน์มากกว่า ความเชื่อตรงข้ามที่เน้นแต่การพูดคุยถกเถียงกับผู้อื่น ไม่ยอมไปอ่านหนังสือเพื่อลงลึกถึงแก่นของเรื่องราว แต่ความสลับซับซ้อนของโลกนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ทั้งสองทางต่างผิดพลาด การพูดคุยเพื่อหาความรู้นั้น หากทำอย่างมีศิลปะ จะช่วยย่นเวลาในการอ่านหนังสือลงมากมาย แต่หากทำได้ไม่ดีนัก การอ่านหนังสือเพียงลำพังย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ศิลปะการสนทนาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ลึกซึ้งเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก แต่พอสรุปแก่นได้ คือ ต้องรวบรวมกลุ่มคนที่มีความรู้ยิ่งยวด เพราะหากมีวัตถุดิบที่ไม่ดีแล้ว ย่อมไม่อาจได้ผลผลิตที่ดีได้ และคนที่มีความรู้ยิ่งยวดเหล่านั้น จะต้องมีจิตใจที่เปิดกว้างด้วย เมื่อรวบรวมได้แล้ว เราต้องใช้ศิลปะในการประสานวง เพื่อทำให้ความคิดที่แลกเปลี่ยนกันนั้นเกิดความลื่นไหล เคลื่อนคล้อย สามารถสอดประสานกันอย่างถึงที่สุด จนเกิดพลังเพิ่มพูน สังเคราะห์เป็นความรู้สุดยอด จนทุกคนในวงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในที่สุด

นี่เป็นสิ่งที่พวกเราพยายามทำกันอยู่อย่างจริงจัง และเชื่อได้ว่าสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง

ศิลปะในการประสานวง ซึ่งอาจใช้ในวงประชุมหรือ การพูดคุยสนทนาทั่วไป ย่อมทำให้เกิดรสชาติที่งดงามเกินบรรยายนั้น บางครั้งคุณต้องใจนิ่ง เปิดโอกาสให้วงเลื่อนไหล บางครั้งอย่ายึดความจริงมากเกินไป เพราะการที่คุณไปขัดแย้งเขา อาจทำให้ความคิดดีๆของเขาสะดุดลง แต่ถ้าปล่อยให้เขาพูดมากเกินไปโดยไม่ขัดแย้ง อาจได้ความคิดที่ไม่เฉียบคมพอ ดังนั้น การขัดแย้ง ต้องทำในจังหวะพอดี ผมใช้คำว่า “อย่าขวางกระแส” ซึ่งหากเราทำได้ดี วงพูดคุยจะมีพลังมาก แม้คนในวงจะไม่เก่งมากนัก แต่เนื่องจากพลังของวง ความคิดที่กระจายอย่างทั่วถึง ถูกร้อยรัดขัดเกลาจากสมาชิกในกลุ่ม ย่อมทำให้เกิดความคิดมูลค่าเพิ่มจำนวนมากมาย

จากประสบการณ์ส่วนตัว ตอนแรกผมไม่ชอบวิธีการแบบนี้ โดยคิดไปเองว่า ถ้าผมขัดแย้งพวกเขาในทันที และใส่ความคิดของผมเข้าไปเสริมในจุดที่คนอื่นบกพร่อง จะช่วยให้ได้ความคิดที่ดีกว่า และเมื่อพูดคุยต่อไปย่อมเริ่มจากความคิดที่ดีมีประสิทธิภาพกว่าเดิม ถือเป็นการสร้างเส้นทางลัด ทำให้เสียเวลาลดน้อยลง แต่การคิดแบบเส้นตรงนี้ผิดพลาด เพราะโลกนี้เป็น Non linear สิ่งที่ดูเหมือนมีประสิทธิภาพ กลับขาดประสิทธิภาพ การยอมเสียบางสิ่งไปอย่างดูเหมือนโง่เขลา อาจได้บางสิ่งที่มีค่ามากกว่ามาทดแทนอย่างไม่คาดคิด การปล่อยให้เขาพูดจนจบ หรือมีจังหวะที่เหมาะสมแล้วเราค่อยแทรก ด้วยวิธีการที่มีศิลปะ นอกจากได้ความรู้ที่เหนือกว่าวิธีแบบแทรกแซงทันทีแล้ว ยังช่วยสร้างอารมณ์ความรู้สึกที่ดี ความสัมพันธ์ที่งามพร้อมอีกด้วย

ลองฝึกด้วยวิธีง่ายๆแบบนี้ อาจเป็นเรื่องไม่คุ้นเคยในตอนแรก เกิดความรู้สึกอึดอัดถึงความด้อยประสิทธิภาพ แต่ถ้ายอมเสียเวลาฝึกฝนได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว จะเกิดประโยชน์ต่อชีวิตอย่างมหาศาล ต้นทุนที่สูญเสียไปจากการฝึกฝนศิลปะนี้ อาจเทียบเท่ากับการอ่านหนังสือดี 10 เล่ม แต่หลังจากสร้างทักษะนี้ขึ้นมาแล้ว จะสามารถเก็บรับความรู้จากวงสนทนาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นำยอดความรู้มาต่อยอดในการสังเคราะห์หนังสือที่อ่านในครั้งต่อไป เมื่อทำเช่นนี้หลายๆครั้ง ย่อมพบว่าเกิดความก้าวหน้าในการแสวงหาความรู้อย่างใหญ่หลวง จนคุ้มค่ากว่าต้นทุนเวลาในการอ่านหนังสือ 10 เล่มที่เสียไป

การเล่นหุ้นต้องอาศัยจิตใจนิ่งสงบถึงที่สุด ไม่หวั่นไหวไปตามความผันผวนของตลาด แต่ย่อมไม่ควรดูถูกตลาด ทุกคนที่เข้ามาเล่นย่อมไม่ใช่คนโง่ และทุกคนย่อมแสวงหากำไร ไม่มีใครยอมขาดทุนโดยไม่มีเหตุผล ในบางครั้งการที่ตลาดปรับตัวลงย่อมมีความผิดปรกติบางอย่างเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่อารมณ์หวั่นวิตกของนักลงทุนอย่างเลื่อนลอยเสมอไป ดังนั้น บางครั้งเราอาจต้องยอมขายตามโดยยังไม่รู้สาเหตุ และอาจพบสาเหตุที่แท้จริงภายหลังจากเหตุการณ์สงบลง เพราะความสามารถในการเข้าถึงข่าวสารของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน แต่อย่างที่กล่าวไป แค่เพียงจิตใจที่นิ่งสงบย่อมไม่เพียงพอ “ความรู้มูลค่าเพิ่ม” มีส่วนช่วยในการทำให้ใจสงบนิ่งอย่างถูกต้องแท้จริง เพราะความสงบนิ่งขณะที่เล่นหุ้นปั่น นั้น อาจเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง เพราะหุ้นปั่น ไม่มีมูลค่ารองรับ ถ้าลงอาจต้องตัดใจขาย หรือหากพื้นฐานกิจการเกิดความเปลี่ยนแปลง เราย่อมต้องมีความรู้เพื่อช่วยในการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงอาศัยจิตใจที่สงบนิ่ง อย่างไรก็ตาม ถ้าเราถือหุ้นพื้นฐานดี ราคาเหมาะสมแล้ว เราต้องมั่นใจ ยกเว้นมีข่าวร้ายที่กระทบพื้นฐานกิจการ ไม่เช่นนั้น เราต้องใจนิ่ง เราต้องมั่นใจในของดีที่อยู่ในมือเรา นี่คือ การผสมผสานระหว่างความรู้กับความสงบนิ่งของจิตใจ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ชอบยกคติในพุทธศาสนาที่ว่า “สติเกิดปัญญาเกิด” ผมชอบมาก ฟังตั้งแต่สมัยเมืองไทยรายสัปดาห์ แต่ผมขอเสริมคุณสนธิว่า “ปัญญาเกิดสติเกิด” มันเป็นวิภาษวิธี หากใครสามารถทำสองอย่างนี้ให้หนุนเสริมกันอย่างถึงขีดสุด เขาย่อมประสบความสำเร็จในชีวิต

สุดท้ายขอปิดท้ายด้วยคำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคน ให้เข้าใจความจริงในอีกมุมหนึ่งว่า คนที่ประสบความสำเร็จ อาจไม่จำเป็นต้องเก่งเลิศเลอ แต่ต้องรู้จักวิธีมองหาของดี มองหาคนเก่ง และใช้ศิลปะในการบริหารจัดการ สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความจงรักภักดี สร้างระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ขุมกำลังของเราสามารถสร้างกิจการใหญ่ได้สำเร็จ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะมีได้ จำต้องฝึกฝน ต้องมีใจสงบนิ่ง และที่ละเลยไม่ได้คือ ต้องมีความรู้ อาจไม่ใช่ความรู้เฉพาะทาง แต่ก็เป็นความรู้เชิงบริหาร ความรู้ควบคุมจิตใจ ความรู้แบบองค์รวม

หลิวปัง หรือ ฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น เคยกล่าวไว้ว่า ” พูดถึงการวางแผน ข้าสู้ จางเหลียง มิได้ จางเหลียงนั่งวางแผนอยู่ในกองบัญชาการ แต่สามารถกำหนดชัยชนะไกลนับพันลี้ พูดถึงการปกครองประเทศชาติให้ร่มเย็นเป็นสุข ข้าสู้ เซียวเหอ มิได้ เซียวเหอ รู้จักเอาใจใส่ประชาราษฏร์ สนองเสบียงกรังไม่สิ้น พูดถึงการสู้รบ ข้าสู้ หานซิ่น มิได้ หานซิ่น สามารถนำทหารนับหมื่นออกสู้รบอย่างกล้าหาญ รบคราใด ชนะครานั้น บุคคลทั้งสามล้วนเป็นยอดคน แต่ข้าสามารถใช้งานคนทั้งสามได้ นี้คือเคล็ดลับในการได้บัลลังก์ของข้า”

ในครั้งหน้า เราจะมาพูดเรื่องที่ผมคิดว่า สำคัญที่สุด เท่าที่เราทำรายการมา 20 ครั้ง บางทีผมอาจพูดเรื่องนี้มาหลายรอบแล้ว แต่ผมยังรู้สึกว่า ต้องพูดอีก เพราะมันเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด ในการประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งผมได้ค้นคว้ามาตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ต่อไปผมพยายามพูดเรื่องนี้ให้น้อยลง เพราะผู้ฟังอาจเบื่อหน่ายได้ แต่ขอครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ที่จะทำการสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ ไม่เช่นนั้น ผมรู้สึกไม่สบายใจ ที่ไม่ได้มอบ “กุญแจสำคัญ” ในการดำรงชีวิต กำนัลให้ท่านผู้ฟัง ผมเชื่อว่า หากท่านประยุกต์ใช้มันอย่างจริงจังแล้ว ทุกท่านสามารถสำเร็จได้

“ในโลกหล้าไม่มีเรื่องใดยาก กลัวแต่ใจคน” สุภาษิตจีนโบราณ

Related story:
  • หมอพรทิพย์ย้อนเด็กจิ๋วอย่าร้อนตัว
  • ประธาน EDF เตือนยุโรปต้องการแผนสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน
  • สงครามไซเบอร์ ศึกชิงปธน. สหรัฐยังไม่สงบ เฟสบุ๊คผุดกลุ่ม ‘ถอดถอนโอบามา’
  • วิกฤติการเมืองไทย ติด 10 อันดับข่าวเด่นรอบปี โดยสำนักข่าวซินหัวของจีน
  • คำแถลงประกาศชัยชนะ ของบารัค โอบามา



  • Comments

    13 Responses to “ผู้ใดใจนิ่ง ผู้นั้นครองแผ่นดิน”

    1. 1. Dr. Surachai on January 22nd, 2008 23:39

      เป็นการเขียนที่ดี เหมาะสมกับภาวะช่วงนี้ ผมสนับสนุนให้ เขียนน่ะ

    2. 2. เจริญชัย on January 23rd, 2008 10:51

      ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ คุณหมอ ผมจะพยายามนำสิ่งดีๆมานำเสนอ ให้พี่น้องชาวไทยของเรา

    3. 3. Suwannee Wattananakorn on January 24th, 2008 20:51

      Positive Thingking
      การมองโลกในแง่ดีเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าคุณคิดจะตั้งเป้าหมายอะไรแล้ว คุณต้องมีความบ้าในเรื่องนั้นบ้าง
      enough
      I wish you enough sun to keep your attitude bright.

      I wish you enough rain to appreciate the sun more.

      I wish you enough happiness to keep your spirit alive.

      I wish you enough pain so that the smallest joys in life appear much bigger.

    4. 4. Anonymous on January 25th, 2008 18:01

      ขอบคุณครับ ชอบบทกวีนี้มากๆๆ

      ชอบ happiness ทำให้ spirit มีชีวิตชีวาจริง alive ธำรงอยู่

      ขอเพิ่มเติมว่า pain ทำให้เราได้เรียนรู้มากมาย ลุ่มลึก ทลายอัตตา เข้าถึงสัจจะยิ่งขึ้นทุกที ความสุขผุดบังเกิดยิ่งกว่าเดิม

      สำหรับ rain ทำให้หัวใจชุ่มชื่น ใจเย็นเฉียบ ตัดสินใจเฉียบคม

      บทกวีนี้ดียิ่ง

    5. 5. Suwannee Wattananakorn on January 25th, 2008 20:41

      มีเพลงอยู่เพลง หนึ่ง ไพเราะ มากๆ อยางแบ่งปัน แนะนำให้เปิด เป็น เพลง ตอนต้นรายการ นะค่ะ ลองฟ้งดู ไม่เคยได้ยิน ที่ไหน มาก่อน คือเพลง

      “Nine Million Bicycles” sung by: Katie Melua ที่ http://www.youtube.com/watch?v=QSzq0uTV2SQ
      ในหนังสือ สหกรณ์ เรื่อง ศ.ก. พอเพียง มีตอนหนึ่ง บอกไว้ว่า ความสุขที่สุดของคนเรา คือ การที่รู้ว่า ตัวเราเป็นที่รักของคน คนหนึ่ง จริงหรือเปล่าไม่รู้ ฟังดูเอาเอง

    6. 6. Suwannee Wattananakorn on January 25th, 2008 20:43
    7. 7. nutjubjub on January 28th, 2008 15:05

      ผมชอบตอนล่าสุดในตลาดสดนะครับ
      ยุทธศิลป์ในโลกธุรกิจ
      มีทั้งปรัชญารวมถึงข่าวสารและมุมมอง
      ชอบแบบนี้จังครับ
      แถมมีความบันเทิง ในการวิเคราะห์เรื่องอื่นอื่นๆด้วย เช่นเรื่องคุณอั้ม

      แต่นิดหนึ่ง โดยส่วนตัว คิดว่ารายการเน้นไปทางระยะกลางและยาว เป็นส่วนใหญ่
      และก็เน้น ระบบธุรกิจ ระดับกลางถึงระดับใหญ่
      ผมอยากให้มีแนวระยะสั้นและธุรกิจเล็กๆมาเสริมด้วยเป็นน้ำจิ้มบ้าง เป็นครั้งคราว
      อีกนิดหนึ่ง ใกล้ตรุษจีน อยากให้มีอั้งเปาหน่อยครับ
      เช่นฟันธง หุ้นบางตัวในช่วงนี้ เป็นต้น:)
      ถือเป็นของขวัญแก่ผู้ฟังรายการน่ะครับ :P

    8. 8. Sheradia on January 30th, 2008 8:07

      >> ในโลกหล้าไม่มีเรื่องใดยาก กลัวแต่ใจคน

      อืม ชอบคำคมนี้มากเลยแหะ เห็นบอกว่า เป้นสุภาษิตจีนโบราณ มันมีที่มาที่ไปไง คุณเจริญชัยทราบไหม ใครเป็นเจ้าของวลีี่นี้อ่ะ อยากรู้จังแหะ

      มีอีกเรื่องหนึ่ง นอกเรื่องนิดหนึ่ง อาจไม่เกี่ยวกับ entry ที่เขียนนี้เท่าไรนัก …

      ไม่รู้ว่า คุณเจริญชัย เคยได้อ่านงานบทกลอนของ Rudyard Kipling บ้างไหม เคยได้ยินบทกลอนที่ชื่อ If ไหม? มีคืนหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ ข้าพเ้จ้ารู้สึกแย่ ๆ กับชีวิตมาก นั่งอ่านบทกลอนชิ้นนี้ แล้วรู้สึกซาบบซึ้งมากมาย อยากเอามาให้คุณเจริยชัยได้อ่านด้วย …

      If you can keep your head when all about you
      Are losing theirs and blaming it on you,
      If you can trust yourself when all men doubt you,
      But make allowance for their doubting too;
      If you can wait and not be tired by waiting,
      Or being lied about, don’t deal in lies,
      Or being hated, don’t give way to hating,
      And yet don’t look too good, nor talk too wise:

      If you can dream - and not make dreams your master;
      If you can think - and not make thoughts your aim;
      If you can meet with Triumph and Disaster
      And treat those two impostors just the same;
      If you can bear to hear the truth you’ve spoken
      Twisted by knaves to make a trap for fools,
      Or watch the things you gave your life to, broken,
      And stoop and build ‘em up with worn-out tools:

      If you can make one heap of all your winnings
      And risk it on one turn of pitch-and-toss,
      And lose, and start again at your beginnings
      And never breathe a word about your loss;
      If you can force your heart and nerve and sinew
      To serve your turn long after they are gone,
      And so hold on when there is nothing in you
      Except the Will which says to them: ‘Hold on!’

      If you can talk with crowds and keep your virtue,
      ‘ Or walk with Kings - nor lose the common touch,
      if neither foes nor loving friends can hurt you,
      If all men count with you, but none too much;
      If you can fill the unforgiving minute
      With sixty seconds’ worth of distance run,
      Yours is the Earth and everything that’s in it,
      And - which is more - you’ll be a Man, my son!

    9. 9. เจริญชัย on January 30th, 2008 11:26

      เคยได้ยินครับ If ของ kipling กวีโนเบลยุคแรก
      “ในโลกหล้าฯ” ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนเอ่ย แต่น่าจะโบราณแล้ว
      แต่คำพูดนี้มาฮิตอีกทีสมัย “ประธานเหมา” ซึ่งก็สะท้อนถึงการต่อสู้ของชาวจีนในยุคนั้น
      โดยเฉพาะ The long March อันลือลั่น ด้วยวิริยภาพของประธานเหมาและมวลชนอันไพศาลในที่สุด “ประเทศจีนก็ได้ยืนขึ้นแล้ว” เมื่อปี 1949

      เมื่อวานได้เห็นหนังสือใหม่ของ Naipaul ผู้ได้รับ Nobel Prize 2001 คุณ Sheradia น่าจะไปลองหามาอ่านดูครับ น่าสนใจมาก

      http://www.amazon.com/Writers-People-Ways-Looking-Feeling/dp/0375407383/ref=pd_rhf_p_t_1

      เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ผมเคยไปฟังท่านปาฐกถาที่ จุฬาฯ ท่านบอกประมาณว่า “เริ่มตระหนักเข้าใกล้สัจธรรมบางอย่าง” ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็น “สัจธรรมบางอย่าง” ที่ท่านตกผลึกหรือไม่

      โชคดีทุกคนครับ

      สำหรับคุณนัท ถ้าหากต้องการคำปรึกษาส่วนตัวเกี่ยวกับธุรกิจเล็กๆ สามารถติดต่อมาได้เลยครับ เพราะธุรกิจนั้นต้องอิงบริบทพอสมควร ผมยินดีช่วยเหลือคุณนัทเต็มที่ครับ

    10. 10. Chana on April 2nd, 2008 18:33

      เขียนได้เยี่ยมครับ ลีลาการเขียนไม่แพ้การพูดในรายการเลย ผมเป็นแฟนประจำรายการพี่ทั้งสองมานานแล้ว บางทีก็โหลดไปฟังขณะนั่งรถเดินทางไกลไปด้วย ทำงานก็ฟังไปด้วย กระตุ้นความคิดได้ดี ชอบที่มักนำเอาประวัติศาสตร์จีนเข้ามาร่วมด้วย แตก็่อยากให้มีเรื่องราวของประวัติศาสตร์ไทยยกมาเป็นกรณีศึกษาบ้างครับ

    11. 11. lay on June 1st, 2008 14:01

      ผมว่ามันดีนะ มันเหมือนกับทุกอย่างต้องกลับมาที่ พื้นฐน หรือ จุดเริ่ม
      เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ รู้กันทุกคนแต่ทำได้ยาก
      ผมฟังรายการของพวกพี่ ทุกวันแต่ฟังอยู่ที่ ประเทศจีนครับรายการนี้
      ให้ความรู้แบบสอนมุมมอง ชอบครับ
      ทำรายการดีๆ ต่อไปนะครับ บ้านเรามีน้อยผมเหนื่อยที่จะต้องหามันหายากครับรายการที่ดี

    12. 12. Loadarai on December 10th, 2008 19:41

      ร่วมทุกข์ได้แต่ไม่อาจร่วมสุข โดนใจ

    13. 13. big on December 11th, 2008 11:53

      ขอบคุณมากครับ

      จริงๆแล้ว “หลิวปัง” ไม่ได้เป็นคนแย่ขนาดนั้น

      นิสัยของหลิวปัง น่าจะคล้ายคนธรรมดามากกว่า คือ รักโลภโกรธหลง

      แต่ที่เด่นกว่า คือ เด็ดขาด ตัดเป็นตัด ฆ่าเป็นฆ่า

      คนที่ฆ่าหานซิ่น คือ หลี่ฮองเฮา เมียเอกของหลิวปัง

      โดยมีหลิวปังรู้เห็นเป็นใจอย่างลับๆ

      เขาคงไม่อาจตัดใจฆ่าลูกน้องแสนดีคนนี้ได้ นั่นเอง

      แต่ก็อดระแวงไม่ได้

      ที่ปล่อยไว้นานขนาดนี้ ทั้งที่รู้ว่า หานซิ่น แอบซ่อนตัวลูกน้องของฉู่ป้าหวาง คู่แค้นเก่าของหลิวปังเอาไว้
      คงแสดงว่า “หลิวปัง” ต้องทั้งรักทั้งชัง

      ประโยคที่ว่า “ร่วมทุกข์ได้ ไม่อาจร่วมสุข” นั้น จริงๆ ผมยืมมาจาก ถ้อยคำของ “ฟ่านหลี่” ซึ่งมีถึงเพื่อนรัก ให้รีบถอนตัวจากการรับใช้ “โกวเจี้ยน” ซึ่งเคยตกยากถึงขนาดต้องไปเป็นคนเลี้ยงม้าของอ๋องต่างเมือง แต่สุดท้ายพลิกเกมกลับมาเป็นใหญ่ โค่นอ๋องคนนั้นได้สำเร็จ

      ขณะที่ “หลิวปัง” ไม่เคยย่ำแย่ขนาดนั้น

      แต่เห็นคำนี้เท่ห์ดี จึงหยิบยืมมาใช้

    Got something to say?