ใครมีความรู้สุดยอด คนนั้นคือผู้ชนะ

December 18, 2007

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : Siam Intelligence Unit

ผมมาคิดคำนวณไปมา ค้นพบว่า พวกเราอัดความรู้มากเกินไป ผู้ฟังกลับได้ประโยชน์น้อย

ทางที่ดีกว่า คือ น้อย แต่มีคุณภาพ ให้ลงรายละเอียดเป็นรูปธรรม ขยายความที่เราเคยพูดไปตั้งแต่ครั้งแรก เพื่อให้ผู้ฟังมองเห็นรายละเอียด สามารถเข้าใจหลักวิชาอย่างลึกซึ้ง และสามารถประยุกต์ใช้ได้ในโลกความจริง

ความรู้ในเรื่อง “ความสมดุลระหว่างเนื้อหาที่สื่อสารออกไปกับความรับรู้ของผู้ฟัง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด” เป็นอีกความรู้หนึ่งที่ทุกคนควรต้องมี โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำ

ความรู้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตมีมากมาย แต่ความรู้ที่พวกเราสามารถมองเห็นผลประโยชน์ได้อย่างชัดเจน คือ ความรู้ในการลงทุน

ยิ่งรู้ละเอียด เรายิ่งได้เปรียบ แต่ต้องไม่ใช่ความรู้ทั่วไป ซึ่งรู้มากเกินไปกลับไร้ประโยชน์ หรืออาจส่งร้ายตามมาอย่างคาดไม่ถึง สิ่งที่ต้องรู้ให้ละเอียดที่สุด คือ ความรู้ในส่วนเสี้ยวสำคัญ

หุ้นแต่ละตัวมีรายละเอียดปลีกย่อยที่สลับซับซ้อน แต่จะมีรายละเอียดที่สำคัญเพียงไม่กี่อย่าง

1. พื้นฐานหุ้น
ตัวเลขการทำกำไรในอดีต มีความสำคัญ แต่หากเราให้ความสำคัญมากไป อาจหลงประเด็น หรือถึงกลับขาดทุนไปเลย เพราะหุ้นต้องมองอนาคต ทุกคนเล่นหุ้นเพื่อต้องการให้หุ้นขึ้นไปหลังจากที่ซื้อ จึงเป็นเรื่องในอนาคต การนำอดีตมาตัดสินจึงไม่ถูกต้อง คนที่เขายอมซื้อราคาสูงกว่าเรา เพราะเขาคิดว่า อนาคตจะมีคนมาซื้อต่อจากเขาในราคาที่สูงกว่า เป็นทอดๆไป ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้คนต้องการจะซื้อที่ราคาสูงขึ้น คือ กำไรของกิจการ

แต่โลกความจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น บางครั้งหุ้น 1 ตัว มีทั้งปัจจัยลบและบวก รอคอยอยู่ในอนาคต เราควรให้ความสำคัญกับปัจจัยใดมากกว่ากัน บางทีตลาดเลือกเล่นปัจจัยสำคัญน้อยก่อน แล้วค่อยเล่นปัจจัยสำคัญมาก บางครั้งลงก่อนแล้วขึ้น บางครั้งชึ้นก่อนแล้วลง และบางทีก็ขึ้นอยู่กับตลาดโดยรวมด้วย

2. แนวโน้มตลาด
เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก เป็นสนามปราบเซียน คนเก่งแค่ไหน ไม่พ้นต้องทำนายผิด อย่างไรก็ตาม มีหุ้นบางตัวไม่เคลื่อนไหวตามตลาด ขึ้นลงตามความต้องการของตัวเอง ในขณะที่บางตัว ชอบขึ้นลงสวนทางกับตลาดโดยรวม เราต้องพยายามฝึกฝนสังเกตสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ดี เพราะอาจจะเป็นประโยชน์ในการเลือกเล่นหุ้น ตามสถานการณ์และแนวโน้มตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

3. พฤติกรรมในอดีต
ผมไม่อยากใช้คำว่า “เทคนิค” เพราะผมมีความรู้ด้านนี้น้อยมาก แต่อยากใช้ในความหมายว่า ลักษณะนิสัยเฉพาะของหุ้น เช่น ซื้อเช้าขายบ่าย ขายบ่ายซื้อเช้า เวลาหุ้นลงจะดีดกลับเป็นระยะ เวลาหุ้นลงปล่อยให้ลงมากๆ เก็บของแล้วค่อยไล่ราคาทีเดียว จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ขอตั้งข้อสังเกตว่า หุ้นมักมีพฤติกรรมซ้ำๆ น่าจะคล้ายกับนิสัยคน บางทีอาจเพราะสะท้อนนิสัยของคนดูแลหุ้น อย่างไรก็ตาม หุ้นย่อมมีเวลาเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ต้องสังเกตด้วยว่า “พื้นฐาน” ได้เปลี่ยนไปหรือเปล่า จึงทำให้หุ้นเปลี่ยน

การสังเกตพฤติกรรมในอดีต ย่อมช่วยในการตัดสินใจซื้อขายหุ้น แต่อย่าไปยึดติดจนงมงาย

เมื่อพูดถึงความรู้ที่จำเป็นแล้ว ผมขอยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม ดังต่อไปนี้

สำหรับตลาดหุ้นไทย ผมมองว่าหุ้นใหญ่น่าเล่นกว่า อาจเพราะตลาดของเราขาดสภาพคล่อง ยิ่งเป็นหุ้นเล็กยิ่งย่ำแย่ การซื้อขายต้องพึ่งพารายใหญ่เพียงรายเดียว ขณะที่หุ้นใหญ่ จะมีผู้เล่นมาช่วยเล่นหลายคน บางทีไม่ต้องรอเก็บของนาน สามารถเล่นรอบใหม่ได้ ทำให้ผู้เล่นรายย่อยอย่างพวกเรา มีทางเลือกมากขึ้น

ผมมาสังเกตว่า ที่หุ้นเล็กมีรอบให้เล่นน้อยกว่า เพราะจำนวนหุ้นให้ซื้อขายมีน้อย สมมติเจ้ามือทุบหุ้นลงมา แล้วต้องการรับคืน เขาต้องใช้เวลาเก็บนาน เพราะผู้เล่นมีน้อย บางคนอาจไม่ยอมขาย เจ้ามือจึงเก็บหุ้นได้ช้า เมื่อเก็บได้ไม่มากพอ จึงต้องเก็บต่อ ไม่สามารถลากได้

ที่สำคัญ มีคนอยากมาดูแลน้อย เพราะต้นทุนด้านเวลาในการดูแลเท่ากับหุ้นใหญ่ แต่กำไรที่ได้กลับน้อยกว่า

แต่หากพูดถึงการเติบโต หุ้นใหญ่ คงสู้หุ้นเล็กไม่ได้ เพราะหุ้นใหญ่โตมาพอควรแล้ว แต่สำหรับนักลงทุนใจร้อนอย่างพวกเรา อาจพอใจกำไร 5-10 % แต่เล่นได้หลายรอบมากกว่า กำไรทีเดียว 50 % แต่ต้องรอ 2-3 ปี

พฤติกรรมที่ดูแลราคาหุ้นอย่างดีในอดีตของหุ้นใหญ่ ทำให้คนนิยมเล่น พอคนนิยมเล่น ยิ่งทำให้การดูแลราคาหุ้นทำได้ดีขึ้นอีก ดังนั้นจึงกลายเป็นอดีตกำหนดอนาคต อย่างไรก็ดี เราอย่าวางใจต้องตรวจสอบพื้นฐาน และพฤติกรรมเป็นระยะ เพราะบางทีอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง จนเราไม่อาจใช้ความเคยชินเดิม ไปตัดสินได้

หุ้นใหญ่

LH เป็นหุ้นพื้นฐานดี ที่สำคัญ พฤติกรรมในอดีต แสดงให้เห็นแนวโน้มที่ดี คือ เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงมามากพอแล้ว จะมีการดีดกลับขึ้นไปของราคาเป็นระยะๆ จึงมีรอบให้นักลงทุนเข้าเล่นอย่างสม่ำเสมอ บางไตรมาส งบกำไรไม่ดี แต่คนยังเชื่อว่า “แข็งแกร่ง” เวลาแนวโน้มตลาดกลับตัวขึ้น จึงสามารถดีดตัวกลับอย่างรวดเร็ว เป็น Leading Indicator ของตลาด อย่างไรก็ตาม บางครั้งไม่ยอมดีดกลับ ตามที่นักลงทุนคาดหมายไว้ จึงทำให้หุ้นนี้กลายเป็นหุ้นปราบเซียน แต่สำหรับการลงทุนระยะกลางน่าจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดี เพราะน่าจะดีดกลับไปที่ 7.5-9 บาท รุ่นน้องผมคนหนึ่งใช้ Rule of Thumb ระบุว่า ลงมาตำกว่า 7 บาท รับได้

หุ้นใหญ่ ย่อมได้เปรียบ สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ลงทุนทำโครงการใหม่ ได้ง่ายกว่า เพราะมีเงินสดในมือมาก มีฐานลูกค้าในมือเพียบ และที่สำคัญ สามารถจ้างผู้บริหารเก่งๆ ด้วยเงินเดือนสูงๆได้ เพราะมีการประหยัดต่อขนาด

ไม่ใช่หุ้นเล็กจะไม่ดี ไม่น่าลงทุนไปเสียทั้งหมด เพียงแต่เรามีข้อมูลเชิงลึกน้อยมาก บางทีผู้บริหารเก่งกาจแต่กลับไม่มีธรรมาภิบาล นักลงทุนจึงไม่ควรเข้าไปเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารบริษัทขนาดเล็ก ยังมีความน่าเห็นใจ เพราะต้นทุนด้านเวลาและความเหนื่อยยากในการทำธุรกิจของเขาสูง ขณะที่หุ้นใหญ่ ทำเท่ากัน ใช้เวลาเท่ากัน แต่ได้กำไรมากกว่า ที่สำคัญ หุ้นใหญ่สร้าง Brand ที่ดีแล้วคุ้มค่า ลูกค้าชอบ นักลงทุนชอบ สำหรับหุ้นเล็กนั้นไม่มีแรงจูงใจให้ทำเช่นนั้น การดูแลราคาหุ้นจึงไม่ดีเท่าหุ้นใหญ่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงธรรมาภิบาล

หุ้นใหญ่อีกตัวที่น่าจับตามองคือ การบินไทย

THAI พื้นฐานอาจไม่ดีมากนัก เพราะโครงสร้างการบริหารมีปัญหา แต่เทียบขนาด และลักษณะการผูกขาดแล้ว นับว่าน่าสนใจ และด้วยประสบการณ์อันยาวนาน ทำให้มีความชำนาญในการทำธุรกิจมากกว่ารายเล็กรายน้อย ดังนั้น แม้จะมีปัญหาเรื่องการบริหารซึ่งมีความขัดแย้งและผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย แต่ราคาที่ลงมาต่ำพอสมควร จนมีP/B ประมาณ 1 จึงน่าเข้าไปลงทุนซื้อหา
ที่น่าแปลก คือ ในแง่พฤติกรรมในอดีตนั้น จะพบว่า ที่ระดับราคาแถวนี้ มีเด้งกลับให้นักลงทุนเล่นรอบได้อย่างสม่ำเสมอ

หุ้นระดับกลาง

MCOT มีข่าวไม่ดีเรื่องการปรับเปลี่ยนสัญญาสัมปทาน นักลงทุนจึงเกิดความกังวล ราคาหุ้นจึงลดต่ำลงมาอย่างน่าใจหาย แต่พอตกลงมาถึงระดับหนึ่ง จะเริ่มไม่ยอมลง และมีการดีดกลับเป็นระยะ สุดท้ายจึงมีบทวิเคราะห์ของบางสำนัก ออกมาให้ความเห็นว่า นักลงทุนกังวลมากเกินไป และราคาได้รับข่าวร้ายมาพอสมควรแล้ว ขณะที่ข่าวดีกำลังตามมา คือ ผลประกอบการในไตรมาสหน้าน่าจะฟื้นตัว ประกอบกับมีเงินสดในมือมาก สามารถจ่ายปันผล 0.55 บาทได้อย่างสบาย
ราคาหุ้นจึงดีดตัวกลับขึ้นมา ให้นักลงทุนทั้งหลายได้ชื่นใจ

SPALI เป็นหุ้นพื้นฐานดีอีกตัวหนึ่ง แต่พฤติกรรมราคาในอดีต ไม่ค่อยดึงดูดใจ เพราะมีความเคลื่อนไหวน้อย มีรอบและช่องว่างให้เล่นไม่มากนัก พอแนวโน้มตลาดเป็นขาลง หุ้นตัวนี้กลับชิงลงก่อนเพื่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อลงมาจนถึงจุดหนึ่ง จะมีความเหนียวแน่นมาก ตลาดลงหนัก แต่หุ้นตัวนี้กลับไม่ยอมลง อย่างไรก็ตาม เวลาดีดกลับจะช้ากว่าตลาดเช่นกัน บางวันต้องรอให้นักลงทุนเทขายเรียบร้อยก่อน ค่อยไล่ราคาขึ้นตอนสิ้นวันหรือใกล้ปิดตลาด บางวันซื้อขายในราคาเดียวทั้งวัน อย่างน่าเบื่อหน่าย

แต่เมื่อพิจารณาปันผล อนาคตที่ดีของกิจการ ยอดขาย และราคาในระยะกลางที่มีโอกาสดีดกลับ 10% ขึ้นไป จึงเป็นหุ้นที่น่าลงทุน สำหรับนักลงทุนที่ไม่ชอบเสี่ยง ถ้าเทียบกับ LH ที่ผันผวนมากกว่า

MAJOR การซื้อขายอาจขาดสภาพคล่องไปบ้าง แต่เจ้ามือดูแลหุ้นได้ดี เพียงแต่ว่าต้องใจเย็นกว่าหุ้นลากเก่ง แบบ LH หรือ หุ้นหลักทรัพย์ทั่วไป หุ้นตัวนี้มักขายตอนเช้า และซื้อกลับตอนเย็น สำหรับ นักลงทุนระยะกลางและยาวหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นที่น่าจะเข้าไปลงทุน เพราะกิจการมีอนาคตที่สดใส เจ้าของมีความชำนาญด้านการหาทำเลซึ่งเป็นที่นิยม มีคนมาเช่าพื้นที่เต็ม ทำกำไรให้บริษัทอย่างเป็นกอบเป็นกำ นอกจากนี้ยังจัดทำ Property Fund เพื่อลดความเสี่ยงของบริษัท เพิ่มเงินสดเพื่อขยายธุรกิจออกไปให้มีความแตกต่างหลากหลาย

สำหรับหุ้นในกลุ่มหลักทรัพย์นั้น สมัยก่อนผมไม่ค่อยสนใจลงทุน เพราะ P/E และ P/B สูง แต่เราไม่ควรพิจารณาซื้อขายหุ้นกลุ่มนี้ โดยใช้มุมมองเช่นนี้ แต่ต้องวิเคราะห์สภาพตลาดประกอบด้วย ถ้าตลาดขาขึ้นและ Volume เข้ามามาก เราอาจ Follow Buy ตามแนวโน้มตลาด แต่เราต้องมั่นใจว่า ตลาดขึ้นจริง เพราะบางทีขึ้นหลอก เราเข้าไปก็อาจติดหุ้นในราคาที่สูง อย่างไรก็ตาม หากรอให้มั่นใจแล้วค่อยซื้อ ราคามักขึ้นไปจนสูงอย่างรวดเร็ว เพราะหุ้นกลุ่มนี้มีความฉับไวต่อการปรับตัวของตลาดค่อนข้างมาก หากตามไม่ทันจะซื้อได้ในราคาที่สูง อย่างไรก็ตาม ถ้ามั่นใจว่าตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อแน่นอน ย่อมไม่มีปัญหา แต่ที่น่าเศร้าคือ นักลงทุนมักกล้าซื้อ เมื่อราคาหุ้นถึงจุดสูงสุดของรอบนั้น หรือเกือบสุดแล้ว ทำให้เจ็บตัวเจ็บช้ำเป็นทิวแถว

ก่อนหน้านี้ ผมชอบ Phatra แต่ช่วงนี้พฤติกรรมหุ้นไม่ค่อยดี อาจเพราะมีข่าวร้ายบางประการซ่อนอยู่ แต่ตัวที่แข็งแกร่งมาก คือ ASP และ KGI โดยตัวแรกไม่รู้มีข่าวดีอะไร แต่ตัวหลังนั้น เนื่องจากเป็นรายใหญ่ในการดูแล ETF ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ จึงอาจมองว่าเป็นโอกาสและอนาคตที่สดใส ที่สำคัญ รุ่นน้องผมอยู่ในหลักทรัพย์นี้ เขามักเล่าให้ฟังว่ามีผลิตภัณฑ์มากมาย จึงน่าสนใจว่า หุ้นตัวนี้น่าจะมีความสามารถในการทำกำไรดี มีความหลากหลายของแหล่งรายได้ ทำให้มีความเสี่ยงต่ำ แต่ที่น่ากังวลคือ งบกำไรมักออกมาไม่สวยหรูนัก ไม่แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุใด บางทีอาจเกี่ยวกับเรื่องธรรมาภิบาล แต่นักลงทุนระยะสั้น คงไม่ต้องสนใจมากนัก

Comments

Got something to say?