คาร์บอนเครดิต ธุรกิจลดโลกร้อน
July 30, 2008
โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม Siam Intelligence Unit
ปัจจุบัน ความกังวลในปัญหาภัยธรรมชาติได้เพิ่มระดับสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกเผชิญกับภัยพิบัติของธรรมชาติต่อเนื่องกันในช่วงเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เช่น พายุไซโคลนนาร์กิสถล่มประเทศพม่า และแผ่นดินไหวที่จีน ซึ่งทั้ง 2 เหตุการณ์มีผู้เสียชีวิตรวมกันมากกว่าหนึ่งแสนคน จำเลยหลักรายหนึ่งของ ภัยพิบัติธรรมชาติครั้งนี้ คือ “ปรากฏการณ์โลกร้อน” (Global Warming) นอกจากนี้ ในช่วง 2-3 เดือน ก่อนหน้านั้น ก็เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงไปทั่วทั้งโลก โดยจำเลยหลักที่ถูกกล่าวโทษคือ “ปรากฏการณ์ โลกร้อน” ในฐานะที่เป็นเหตุให้ลมฟ้าอากาศแปรปรวนและก่อให้เกิดภาวะน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุรูปแบบต่างๆ และส่งผลต่อเนื่องมาให้ผลผลิตข้าวและผลผลิตพืชผลการเกษตรอื่นๆแปรปรวนไปด้วย
ปรากฏการณ์โลกร้อนคืออะไร ในที่นี้ ผมอธิบายง่ายๆ โดยสรุปจาก wikipedia ภาคภาษาไทยว่า คือ ปรากฏการณ์การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศใกล้พื้นผิวโลกและน้ำในมหาสมุทรในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ของสหประชาชาติได้สรุปไว้ว่า “จากการสังเกตการณ์การเพิ่มอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ประมาณตั้งแต่ พ.ศ. 2490) ค่อนข้างแน่ชัดว่าเกิดจากการเพิ่มความเข้มของแก๊สเรือนกระจกที่เกิดขึ้นโดยกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นผลในรูปของปรากฏการณ์เรือนกระจก” ดังนั้น จำเลยที่แท้จริงคือกิจกรรมของมนุษย์นี่เอง โดยเฉพาะกิจกรรมการผลิตภาคอุตสาหกรรม
อันที่จริง ชุมชนโลกเริ่มตื่นตัวจากภาวะโลกร้อนดังกล่าวพอสมควรนับตั้งแต่ปี 2549 ที่อดีต รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย อัล กอร์ ได้เดินสายปาฐกถาเรื่องปรากฏการณ์ดังกล่าวและออกภาพยนต์สารคดีเรื่อง “An Inconvenient Truth” ให้ชุมชนโลกตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวจนกระทั่งนายอัล กอร์ และคณะกรรมการ IPCC ของสหประชาชาติได้รับรางวัลโนเบลร่วมกันในสาขาสันติภาพประจำปี 2550 จากการกระตุ้นให้ชุมชนโลกเห็นว่า ปรากฏการณ์โลกร้อนเป็นปัญหาร่วมกันของชุมชนโลก ซึ่งส่งผลให้ชุมชนโลกมีความตื่นตัวพอสมควร ดังเช่นในกรณีของประเทศไทย เราก็ได้เห็นโครงการของภาครัฐและเอกชนที่กระตุ้นให้มีการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก แต่นอกเหนือจากจิตสำนึกร่วมกันของชุมชนโลกในการลดภาวะโลกร้อนแล้ว ยังมีกลไกธุรกิจที่อาศัยแรงจูงใจทางผลตอบแทนของมนุษย์และหน่วยธุรกิจมาช่วยลดภาวะโลกร้อนเช่นกัน โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่ากลไกดังกล่าวนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะสามารถหาจุดสมดุลของผลดีและผลเสียจากกิจกรรมการผลิตภาคอุตสาหกรรม กลไกดังกล่าวมีชื่อว่า “คาร์บอนเครดิต”
คาร์บอนเครดิต คือการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยประเทศพัฒนาแล้วจะเป็นผู้ซื้อสิทธิ ส่วนประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นผู้ขายสิทธิ โดยคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นจากข้อตกลงพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งอยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีภาคีทั้งหมด 191 ประเทศ และมีผลบังคับใช้เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2548 โดยสาระสำคัญของพิธีสารเกียวโตคือประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตที่เป็นภาคีพิธีสารเกียวโต จำนวน 41 ประเทศ มีพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (อาทิ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ เป็นต้น)ระหว่างปี 2551-2555 ให้ได้ร้อยละ 5.2 จากปริมาณการปล่อยในปี 2533 ซึ่งหากไม่สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกตามปริมาณที่กำหนดจะต้องถูกปรับ โดยค่าปรับในกรณีของประเทศในกลุ่มสหภาพ ยุโรประหว่างปี 2551-2555 สูงถึง 100 ยูโร (ประมาณ 5,000 บาท) ต่อ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ถ้าประเทศพัฒนาแล้วไม่ต้องการถูกปรับจะต้องซื้อสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งในส่วนนี้จะขยายความในย่อหน้าถัดไปและในแผนภาพที่ 2 ทั้งนี้ ภายใต้พิธีสารเกียวโต ประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศผู้ขายคาร์บอนเครดิต ที่เป็นภาคีพิธีสารเกียวโต จำนวน 150 ประเทศ เช่นประเทศไทยไม่มีพันธกรณีให้ลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่สามารถช่วยประเทศพัฒนาแล้วลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่าน กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism หรือ CDM) (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ CDM ในแผนภาพที่ 1)

แผนภาพที่ 1
ประเทศพัฒนาแล้วสามารถเข้ามาดำเนินการร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาโดยการรับซื้อสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในปริมาณที่ประเทศพัฒนาแล้ว ปล่อยเกินกว่าข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต โดยสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศกำลังพัฒนาสามารถขายได้ต้องเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้หลังเข้าโครงการ CDM และผ่านการตรวจวัดแล้วซึ่งจะถูกเรียกว่า Certified Emission Reduction (CERs) หรืออีกนัยหนึ่งคือ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งมีหน่วยเป็นตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และซื้อขายกันในตลาดคาร์บอน (Carbon Market) โดยตลาดดังกล่าว ประกอบไปด้วยผู้ซื้อ คือประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งถูกกำหนดให้ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผู้ขายคือประเทศกำลังพัฒนา (ดูรายละเอียดกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในแผนภาพที่ 2)

แผนภาพที่ 2
ปัจจุบัน มูลค่าตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดโลกขยายตัวเร็วมากโดยในปี 2549 ขยายตัวถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2548 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์ สรอ.และขยายตัวเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์สรอ.ในปี 2549 สำหรับประเทศไทย ธุรกิจคาร์บอนเครดิตนับเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจโดยเฉพาะธุรกิจเอกชนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก เช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้า ธุรกิจโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง โรงงานน้ำตาล เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบัน ภาครัฐเริ่มมาสนับสนุนมากขึ้นโดยได้มีการจัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อรับรองโครงการ CDM และสนับสนุนการพัฒนาโครงการ สำหรับในส่วนของการลงทุนนั้น เอกชนมีทางเลือกในการลงทุนอย่างน้อย 2 รูปแบบ คือ 1) การลงทุนด้วยตนเอง กล่าวคือเอกชนไทยลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเอง 2) การร่วมทุน ซึ่งรูปแบบนี้เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย (SMEs) ที่มีเงินลงทุนต่ำและมีความรู้ในด้านนี้เล็กน้อย โดยรูปแบบการร่วมทุนมีหลายประเภท เช่นการร่วมทุนกับรัฐบาลประเทศในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว หรือร่วมทุนกับกองทุนที่เกิดจากการรวมตัวกันของรัฐบาลหรือกลุ่มทุนเอกชนในประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องการคาร์บอนเครดิต รวมทั้งการร่วมทุนกับบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Company:ESCO) อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการดำเนินงานสำหรับการเข้าร่วมโครงการ CDM ค่อนข้างสูง โดยอยู่ที่ประมาณ 4.5-6.5 ล้านบาท ในขณะที่ค่าใช้จ่ายลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ลดก๊าซเรือนกระจกอาจจะสูงกว่านี้มากส่งผลให้ภาคธุรกิจที่จะลงทุนด้วยตนเองต้องประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนด้วยความระมัดระวัง
การที่ค่าปรับสำหรับประเทศพัฒนาแล้วที่ไม่สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่กำหนดมีมูลค่าสูงมากถึงประมาณตันละ 5,000 บาทต่อตันคาร์บอนฯ เทียบกับราคาขายคาร์บอนเครดิตที่ประมาณ 854 บาท ต่อตันคาร์บอนฯ (ประเมินจากราคาขายคาร์บอนฯ ล่วงหน้าเฉลี่ยของปี 2551-2552 อยู่ที่ 17-17.35 ยูโรต่อ 1 ตันคาร์บอนฯ) ทำให้แนวโน้มราคาขายคาร์บอนเครดิตมีโอกาสจะปรับตัวสูงขึ้นไปกว่านี้ ซึ่งเป็นแรงจูงใจ ให้เอกชนและรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วแสวงหาความร่วมมือกับธุรกิจเอกชนไทยผ่านกลไก CDM มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นความเสี่ยงจากการดำเนินโครงการ CDM ที่ต้องจับตามองดังนี้ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในโครงการ CDM ความล่าช้าของหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลโครงการ ความผันผวนของราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิต มูลค่าการลงทุนในโครงการ CDM ที่สูงเนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ข้อตกลงใหม่ที่จะมาแทนพิธีสารเกียวโตอาจจะกำหนดให้ประเทศไทยต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วซึ่งจะส่งผลกระทบให้ประเทศไทยมีต้นทุนสูงในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพราะอาจจะต้องเป็นผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตในอนาคต
กล่าวโดยสรุป ธุรกิจคาร์บอนเครดิต เป็นกลไกที่ตอบสนองต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกผ่านกลไกที่มี แรงจูงใจด้วยผลตอบแทนทางการเงิน โดยเฉพาะกลไก CDM ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาให้มีความตื่นตัวในปัญหาภาวะโลกร้อนและส่งเสริมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในส่วนของภาคธุรกิจ การเข้าร่วมโครงการดังกล่าวไม่เพียงแต่จะได้ผลตอบแทนทางการเงินเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน Related story:
Comments
13 Responses to “คาร์บอนเครดิต ธุรกิจลดโลกร้อน”
Got something to say?








เจ๋งมากครับ ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องนี้ละเอียดๆเลย
ต่างประเทศตอนนี้กำลังตื่นตัวกันมากเรื่อง Carbon Credit
มีการนำมาผ่าน financial engineering เทรดกันเป็นล่ำเป็นสัน
ใครจะลงทุนด้านนี้บอกนะครับ เดี๋ยวหุ้นด้วย
ผมติดตามเรื่องนี้เหมือนกันครับ
ยังไม่ได้อ่านของคุณสุรศักดิ์ เห็นแต่หัวเรื่อง แต่มาเม้นต์ก่อนเลย
ผมว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากจริงๆ
ช่วงๆนี้ที่คนจะทำโรงไฟฟ้าชีวภาพและพวกพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงพลังงานบริสุทธิ์
ผมเห็นทางการเมืองก็จะมาเย้วๆ เอากะเค้าด้วย
แต่ไม่รู้ว่ามันจะมั่นคงแค่ไหนครับ
เรื่องแบบนี้ นโยบายของพี่เบิ้มในโลก มันเปลี่ยนเมื่อไหร่
พวกลงทุนทำโรงไฟฟ้าอาจจะมีเจ๊งได้ง่ายๆเลยนะ คุณสุรศักดิ์คิดว่าไง
ของแบบนี้มันจะยั่งยืนได้นานไหมครับ
ได้รับการเปิดหูเปิดตาครับ แต่พวกประเทศมหาอำนาจที่ไม่รับผิดชอบ และเห็นแก่ตัวอย่างอเมริกาจะเอาด้วยเหรอครับ
ธนาคารกสิกรไทย เค้าเรื่องก่อนธนาคารอื่นๆ ไปเรียบร้อยแล้ว Vision ของเค้าเจ๋งจิงๆจ๊ะ
ธนาคารกสิกรไทย เค้าเริ่มนโยบายการให้สินเชื่อประเภทนี้ก่อนธนาคารอื่นๆ ไปเรียบร้อยแล้ว Vision ของเค้าเจ๋งจิงๆจ๊ะ
คุณสุรศักดิ์ Update สุดๆ เลยค่ะ ขอชื่มชม
ผมมีคำถามเกี่ยวกับการประกันเงินฝากหนะครับ ผมทราบมาว่าประเทศไทยกำลังจะมีการปรับลดการรับประกันเงินฝากลงจากที่เคยรับประกันร้อยเปอร์เซ็น จนในที่สุดจะเหลือแค่ล้านเดียว อย่างนี้ไม่เป็นการเสี่ยงเกินไปสำหรับผู้ฝากเิงินเหรอครับ แล้วแบงค์เล็กจะไม่แย่เหรอครับ เพราะว่าแบงค์ใหญ่ย่อมมั่นคงกว่า คนก็แห่ไปแบงค์ใหญ่กันหมด แบงค์เล็กก็อาจจะต้องจูงใจด้วยการให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่า จึงมีต้นทุนสูงกว่า คุณสุรศักดิ์ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ ว่าทำไมเค้าถึงจะใช้นโยบายนี้ และมีผลดี ผลเสียยังไง
ผมไม่เชื่อว่าการซื้อขายดังกล่าวจะช่วยให้ลดภาวะโลกร้อนด้วยเหตุผลดังนี้ 1) ประเทศพัฒนาก็ยังไม่ลดการปล่อยก๊าซ co2 ต่อไปและมีโอกาสเพิ่มการปล่อยก๊าซนี้เพิ่มขึ้นเพราะว่าซื้อเครดิตมาทดแทนได้ 2 ) ต้องซื้อเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้วทำให้ต้นทุนกับกำไรจากการขายเครดิตอาจไม่คุ้ม และ 3) การกำหนดราคาซื้อจากประเทศผู้ซื้อและประเทศเหล่านี้กำลังสร้างการแข่งขันขึ้นเพื่อตัดราคากันเอง
จึงเสนอว่าทำไมเราไม่ยืนหยัดให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดก๊าซ co2 ตามข้อตกลงเท่านั้นเพราะประเทศเหล่านี้ทำลายบรรยากาศมากที่สุด ผลที่ได้คือมีการลด co2 ได้จริงและประการที่สองต้นทุนการผลิตสินค้าของเขาจะแพงขึ้นทำให้ประเทศกำลังพัฒนาแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้นซึ่งเป็นการโยกฐานการผลิตโดยอัตโนมัติและกระจายรายได้ดีขึ้น พรศิลป์
ยินดีต้อนรับ พี่พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นะครับ
รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่พี่เข้ามาตอบนะครับ
ส่วนเรื่องคาร์บอนเครดิตนั้น ผมก็คิดคล้ายๆพี่
แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้นคงทำได้ยาก
เพราะมหาอำนาจย่อมเป็นผู้กำหนดเกมส์
โดยเฉพาะประเทศเล็กๆอย่างไทย ย่อมมีอำนาจต่อรองไม่มากนัก
หากจะทำได้ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายต้องรวมตัวกันให้ได้ก่อน
สำหรับประเทศไทยนั้น ต้องพยายามรณรงค์ให้ใช้พลังงานสะอาด
แต่ข้อจำกัดคือ อาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าเมืองไทยพัฒนาตนเองจากยุทธศาสตร์ค่าแรงราคาถูก เป็นยุทธศาสตร์สินค้ามูลค่าเพิ่ม ปัญหาเรื่องต้นทุนคงไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก เพราะตลาดสินค้ามูลค่าเพิ่มแข่งขันกันที่คุณภาพมากกว่าราคา
ธุรกิจสิ่งทอธรรมดาคงต้องแข่งขันเพื่อให้ต้นทุนต่ำที่สุด
แต่สำหรับเสื้อผ้า Brand Name นั้นมี Margin กำไรสูง ดังนั้น ย่อมสามารถใช้เชื้อเพลิงสะอาดที่มีราคาสูงกว่าได้ และนำเครดิตชื่อเสียงในการรักษาสิ่งแวดล้อม ไปใช้โฆษณาสร้าง Brand ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะถ้าได้ดาราดังมาช่วยโปรโมต
สรุป คือ ในระดับโลกนั้น เราต้องอาศัยการรวมตัวกันของประเทศกำลังพัฒนา แต่ในระดับประเทศนั้น เราต้องยกระดับการผลิตสินค้า ทำให้สิ่งแวดล้อมได้รับการรบกวนน้อยที่สุด เพื่อลูกหลานของเรา
ขอบคุณพี่พรศิลป์อีกครั้ง ที่กรณามาให้กำลังใจพวกเราได้มีแรงใจทำงานกันต่อไปครับ
นี่แหละ … ข้อบกพร่องของทุนนิยม กลุ่มประเทศพัฒนาโดยเฉพาะอเมริกานั้นถ้าไม่เห็นโลงศพก็คงไม่หลังน้ำตา … กว่าพวกนี้จะเปลี่ยนแนวคิด โลกคงพัฒนา(เน่า)ไปจนไม่อาจย้อนกลับ … ฉะนั้น ทุกท่านควรเริ่มที่ตัวเอง(ช่วยตัวเอง) เล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ลำบาก ลดใช้พลังงาน และผลผลิตจากฟอสเซิล
… เคยเลี้ยงปลาหางนกยูงกันไหม … ในขั้นต้น อาหารมากมาย พื้นที่กว้างขวาง ปลาขยายพันธุ์รวดเร็ว สีสันสวยงาม ………….. เมื่ออาหารเริ่มจำกัด ตู้เริ่มคับแคบ การขยายพันธุ์ก็ช้าลง สีสันที่เคยสวยงามกลับเหี่ยวเฉา … แต่ ยังคงดำรงค์เผ่าพันธุ์ … ผมว่าเรากำลังจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตข้อจำกัดเดียวกับปลาในตู้ที่ว่านั่น และเช่นกันครับ ถ้าไม่ช่วยตัวเองก็อย่าหวังว่าจะมีใครช่วยท่านได้
โชคดีนิดนึง ตรงที่กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เริ่มได้รับความนิยมในช่วงนี้
หวังว่าจะช่วยยับยั้งการล่มสลายของระบบนิเวศโลก
ต่อไป สินค้าแนวสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็น Trend และขายดี 555
ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมุล ผมต้องการเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องนี้พอดี แล้วต้องการข้อมูลในทุกๆด้าน จะเป็นไปได้มั้ยครับถ้าผมอยกได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นในเชิงลึก กรุณาช่วยออกความเห็นและข้อมูลเพิ่มเติมด้วยครับเพื่อเป็นประโยชน์ทางวิชาการครับ จักขอบพระคุณอย่างสูง
รบกวนคุณ ปิยะศํกดิ์ มีสานุ ติดต่อที่ E-mail ผมครับที่
surasak.dhammo@gmail.com
ขอบคุณครับ