2551 สู่ฐานเศรษฐกิจในประเทศ
February 23, 2008
โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม : Siam Intelligence Unit
ปี 2551 อาจจะเป็นปีที่เป็นการเริ่มต้นในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาสู่ภาวะความสมดุลมากขึ้น ภาวะความสมดุลที่ว่านี้ คือ การลดบทบาทของภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยเฉพาะ “ภาคการค้าระหว่างประเทศ” และเพิ่มบทบาทของภาคเศรษฐกิจในประเทศให้มากขึ้น
การที่เศรษฐกิจไทยต้องกลับมาสู่ความสมดุล โดยเน้นฐานเศรษฐกิจในประเทศนั้น เพราะว่าสถานการณ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และความจำเป็นของเศรษฐกิจในประเทศที่เป็นตัวกำหนดให้ประเทศไทยต้องพึ่งพิงภาคการค้าระหว่างประเทศนั้นเปลี่ยนแปลงไป และการพึ่งพิงภาคการค้าระหว่างประเทศในระดับสูงนั้นจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเดินอยู่บนความเสี่ยงซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงรวมทั้งเผชิญกับความผันผวนจากเศรษฐกิจภายนอกประเทศที่ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องผันผวนตาม ในกรณีของประเทศไทย รายได้จากภาคการค้าระหว่างประเทศหรือการส่งออกต่อรายได้ประชาชาติ (GDP) ในปี 2549 อยู่ที่ 74 % ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากการส่งออกของไทยต่อ GDP ถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่สูงและถือว่าเปิดรับต่อความผันผวนจากเศรษฐกิจระหว่างประเทศค่อนข้างมาก
ความจำเป็นที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นอธิบายด้วยเหตุผลสองประการ กล่าวคือ
ประการแรก การที่ประเทศไทยมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกต่อ GDP ในระดับสูงนั้น มาจากความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งหารายได้ในรูปของเงินตราระหว่างประเทศมาชำระหนี้ต่างประเทศในช่วงวิกฤติ 2540 ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนรายได้จากการส่งออกต่อ GDP ของไทยในปี 2539 อยู่ที่ 39% และปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา แม้ว่าประเทศไทยจะมียุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกมาตั้งแต่ ปี 2527 แล้วก็ตาม
นอกจากการหารายได้เงินตราต่างประเทศมาชำระหนี้ต่างประเทศแล้ว ยังต้องเร่งหารายได้ในรูปของเงินตราระหว่างประเทศมาเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลงอย่างมากในปี 2540 อันเกิดจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้เป็นทุนรอนในการต่อสู้กับนักเก็งกำไรโดยไม่พิจารณาปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย อันที่จริงควรระบุด้วยว่า อุปนิสัยของธนาคารแห่งประเทศไทยในการชอบต่อสู้กับนักเก็งกำไรไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นก่อน 2 กรกฎาคม 2540 หรือ 18 ธันวาคม 2549 การเสพติดอุปนิสัยชอบเอาชนะนักเก็งกำไรของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยไม่พิจารณาปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง
ในปัจจุบันหนี้ต่างประเทศต่อ GDP ของไทยปรับลดลงมากจากปี 2542 ที่เคยสูงถึง 73 % โดยในปี 2549 ลดลงอยู่ที่ 33 % (ใกล้เคียงกับปี 2524) และทุนสำรองของไทยในปัจจุบันสูงถึง 94 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่าเป็นจำนวนเงินทุนสำรองที่สูงที่สุด (ตัวเลข ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551) ในขณะที่เมื่อเทียบกับปี 2540 ซึ่งอยู่ที่ 27 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นความจำเป็นในด้านการหารายได้ระหว่างประเทศเพื่อการชำระหนี้ต่างประเทศและเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศนั้น ในขณะนี้ถือว่าไม่จำเป็นแล้ว
ประการที่สอง คือสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงไปกล่าวคือ เศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) และเศรษฐกิจของประเทศในทวีปยุโรป และญี่ปุ่นกำลังชะลอตัวลงตาม (Slowdown) ผนวกกับค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯกำลังอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเท่ากับว่า ผู้ส่งออกของไทยต้องเผชิญกับ ผลทางรายได้ (Income Effects) และผลทางราคา (Price Effects) ที่กระทบต่อการส่งออก ผลทางรายได้หมายถึงการที่รายได้ของผู้บริโภคในที่นี้คือรายได้ของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการบริโภคสินค้าต้องลดลง ในขณะที่ผลทางราคาหมายถึงการที่ราคาสินค้าส่งออกของไทยมีราคาสูงโดยเปรียบเทียบเนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นการที่ราคาสินค้าส่งออกของไทยสูงขึ้นจะส่งผลให้ความต้องการบริโภคสินค้าส่งออกของไทยลดลง ข้อสังเกตเฉพาะประเทศไทยคือการที่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการอ่อนค่าลงมากของค่าเงินสหรัฐเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท โดยการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯในปี 2534 และ 2544 ค่าเงินของสหรัฐฯเมื่อเทียบกับเงินบาทแข็งค่าขึ้น 4.1 % และ 5.4 % ตามลำดับ แม้ว่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯในช่วงเวลาดังกล่าวจะหดตัวอยู่ที่ -1.4 % และ -6.3 % ตามลำดับ อีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่าภาวะเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยในอดีต (ปี 2534 และ 2544) ผู้ส่งออกไทยเผชิญเฉพาะผลทางรายได้ แต่ในการถดถอยทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ครั้งนี้ ผู้ส่งออกไทยเผชิญทั้งผลทางรายได้และผลทางราคา ดังนั้นการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปีนี้และปีหน้าอาจจะลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
สถานการณ์ของภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศหลักๆของโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง และไม่มีความจำเป็นอีกแล้วที่ประเทศไทยต้องหารายได้เงินตราต่างประเทศในระดับที่สูงเหมือนเช่นหลังปี 2540 จึงควรที่ภาคการเมืองและผู้บริหารนโยบายสาธารณะด้านเศรษฐกิจมหภาคต้องทบทวนความสำคัญของภาคส่งออกและภาคเศรษฐกิจในประเทศให้สมดุลและสอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะที่ผ่านมานโยบายเศรษฐกิจมหภาคมุ่งเน้นการรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งออกดังจะเห็นได้จากการกดค่าเงินบาทให้อ่อนค่าเกินความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นจำนวนมหาศาลและความพยายามมุ่งเอาชนะนักเก็งกำไรของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งต้องลงทุนไปกับการใช้มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า ซึ่งผลที่สุดแล้ว ค่าเงินบาทของไทยเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศอื่นๆในแถบเอเชียซึ่งไม่ได้ใช้มาตรการที่เข้มงวดเช่นประเทศไทย ในขณะที่กระแสการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นการปรับตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งไม่มีทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไปฝืนได้ และในภาวะปัจจุบันที่ราคาน้ำมันโลกถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้นตาม การให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจในประเทศโดยการให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเพื่อลดราคาน้ำมันและการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) และการกระตุ้นการบริโภคในประเทศและการลงทุนของเอกชนในประเทศจะเป็นทางออกเดียวที่ลดความผันผวนจากภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ นอกจากนี้ การเร่งการลงทุนในประเทศจะมีส่วนนำเข้าสินค้าทุน ซึ่งมีส่วนช่วยให้ค่าเงินบาทมีความสมดุลมากขึ้น และไม่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าไปกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทย
Comments
8 Responses to “2551 สู่ฐานเศรษฐกิจในประเทศ”
Got something to say?




สวัสดีครับ คุณสุรศักดิ์และคุณเจริญชัย
ผมยุ่งๆช่วงนี้ แต่ก็ติดตามรายการจากwebsiteตลอด แม้อาจจะไม่เกาะติดแต่ก็ไม่เคยพลาดสักตอนครับ
ผมถูกใจตอนสุดท้ายเรื่องหุ้นมากเลย
ผมเห็นด้วยกับคุณสองคนว่า หุ้นนั้นเป็นสนามกลยุทธ์ที่สามารถใช้ความสามารถในเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ โดยที่เราสามารถแพ้ได้หลายครั้ง โดยไม่บาดเจ็บมาก
(ไม่เหมือนทำธุรกิจเองซึ่งอาจจะไม่เปิดโอกาสให้แพ้มากเท่าหุ้น ในความคิดของผมนะ)
ผมชอบฟังข้อมูลพวกนี้มากเลยครับ แม้โดยส่วนตัวจะไม่ได้เข้าไปทดสอบความสามารถกับตลาดหุ้นได้ในช่วงนี้(เพราะติดหุ้นอยู่ตัวและไม่สามารถขายได้เพราะแม่จะด่าเอาครับ:(
คุณสองคน คนหนึ่งก็เน้นทางปัจจัยภายนอก คนหนึ่งก็เน้นจากปัจจัยภายใน
ผมฟังดูก็สนุกไปด้วย แม้บางอย่างผมก็อาจจะคิดต่างบ้างแต่มันก็ปกติอยู่แล้ว เพราะเป็นปกติที่เราก็ควรคิดต่างกันบ้างใช่ไหมครับ
โดยส่วนตัว ผมค่อนข้างชอบแนวความคิดของคุณเจริญชัยมาก และผมก็อยากให้ทุกคนคิดเหมือนคุณเจริญชัยที่มักจะมองอะไรในแง่บวก และพยายามไม่มีอัตตา แต่เผอิญคนส่วนใหญ่ไม่ได้มองโลกในแง่มุมที่ดีขนาดนั้น ซึ่งบางครั้งแม้ผมจะชอบแต่บางทีก็จะละเลยบ้าง
แต่ส่วนตัวก็พยายามใช้หลักการคิดแบบคุณในการคิดเรื่องทำมาค้าขายครับ
คุณสุรศักดิ์เอง ก็เหมาะมากเลยกับการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก ผมเองบางทีไม่ได้ตามข่าวก็อาศัยฟังจากคุณสุรศักดิ์ ก็ได้คิดต่อเอง ซึ่งผมมองว่ามีประโยชน์มากๆสำหรับเหล่านักธุรกิจรุ่นใหม่รวมถึงบรรดาsmeทั้งหลาย ควรต้องตามภาวะของมหภาค แม้เรื่องใกล้ตัวจะควรให้ความสำคัญมากกว่า แต่การฟังคุณสุรศักดิ์ ก็ทำให้เห็นภาพรวมชัดเจนขึ้นมากมาย
นอกเรื่องนิดหนึ่ง โดยส่วนตัวผมขำมากที่แฟนคุณสุรศักดิ์บอกว่าไม่ชอบที่แจกเบอร์ในรายการมากไป เค้าคงกลัวคุณเป็นคนสาธารณะมากไป ซึ่งเป็นปกติของผู้หญิงที่ค่อนข้างวิตกจริตเรื่องนี้ อันนี้ถ้าผมเป็นแฟนคุณเจริญชัยก็อาจจะไม่พอใจเหมือนกันครับ คุณเจริญชัยควรต้องระวังเรื่องนี้ไว้ด้วย
ผมฟังตอนที่คุณสองคนวิเคราะห์เรื่อง วรรณกรรมและภาพยนต์ ก็จะมีคิดต่างกันค่อนข้างเยอะโดยส่วนตัวคิดว่าประโยชน์อาจจะมีไม่มาก แต่เน้นไปทางบันเทิงมากกว่า แต่ที่เห็นด้วยคือ อย่าไปสนใจกลยุทธในวรรณกรรมหรือจากประวัติศาสตร์มากนักเพราะการยึดติดน่าจะเหมือนเป็นหลุมศพของนักกลยุทธ อันนี้ผมเห็นด้วยเลย
สำหรับสามก๊ก ผมว่ามันก็บันเทิงดีครับ แต่ในแง่ของการนำไปใช้ ผมว่าวรรณกรรมส่วนมากก็เหมาะแก่คนที่ชอบการศึกษาพร้อมเสพความบันเทิงไปด้วย ดีแต่ต้องประยุกต์ให้เป็น
อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัว คิดว่าสามก๊ก หรือจะ จอมคนแผ่นดินเดือด จะเป็น สงครามเมืองทรอย หรือ รามเกียรต์ มันก็มีแง่มุมให้ศึกษาทั้งนั้น เพียงแต่จะหยิบมาเพียวๆก็คงไม่ได้ ต้องนำมาคิดประยุกต์ในการใช้จริงด้วย ซึ่งคุณทั้งสองก็พยายามจะบอกเรื่องนี้แก่ผู้ชมรายการ ซึ่งผมว่ามันคือสาระสำคัญเลย
เป็นกำลังใจให้ต่อครับ
ปล แต่หลังๆไม่มีช่วง แนะนำหนังสือดีๆมาpreview และสรุปสาระสำคัญ เลย อยากให้มีสอดแทรกบ้างนะครับ และที่คุณเจริญชัยแนะนำหนังสือให้ผม ผมกำลังหามาอ่านอยู่ครับ ขอบคุณมากเลยครับ
สวัสดีครับ ตอนล่าสุดสองอาทิตย์ที่ผ่านมาสนุกดีครับ ส่วนกลยุทธต่างๆ ก็จริงครับ ต้องเเล้วเเต่สถานการณ์ เออทางรายการลีมพูดถึงบทความของ ดร นิเวศน์ นะครับ เรี่อง คนรวยกับคนชั้นกลาง ผมอ่านเเล้วผมว่าน่าสนใจดี หากเอามาถกกันในรายการก็น่าจะเป็นประโยชน์ครับ ผมคิดว่า ยังไงบทความนี้ก็ตีพิมพ์ออกมาเเล้วเอามาคุยกันเพี่อหาข้อดีเเล้วนำไปใช้ต่อคงไม่เสียมารยาทอะไร
บทความนั้นดีมากครับ คุณ Mai ต้องขออภัยที่เราลืมไปสนิทเลย
ขอบคุณที่ช่วยชี้แนะครับ
สำหรับ คุณ nut นั้นต้องขอบคุณมากเลยครับ
ถือเป็นคำวิจารณ์ที่ดีมาก
คำชมของคนทั่วไป มักเป็นนามธรรม เช่น จัดได้ดี เนื้อหาเยี่ยม
แต่ของคุณนัทนั้นมีรูปธรรมชัดเจน ชอบตรงไหน เห็นด้วยอย่างไร
ละเอียดลึกซึ้งมาก
จึงทำให้พวกเรารู้สึกซาบซึ้ง และมีแรงใจมากมายในการทำงานสร้างสรรค์ต่อไป
ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจครับ
ขอบคุณคำแนะนำของ คุณ nut และ คุณ mai ครับ
คำวิจารณ์ของคุณ nut มีประโยชน์มากครับ และผมเชื่อว่าต้องประสานจุดเด่น
ทั้งวิเคราะห์ภายนอก (ภาพรวม/มหภาค) และภายในประเทศ(ภาพย่อย/จุลภาค)
แล้วนำมิติเวลามาเป็นตัวกำหนดจังหวะในการเดิน แต่คงจะเป็นเรื่องยากที่จะหาคนที่จะ
รู้ลึกซึ้งทั้ง 2 ด้าน ดังนั้น ผมและคุณเจริญชัย เราจึงเสริมซึ่งกันและกัน ผู้ฟังน่าจะได้รับ
ประโยชน์จากมุมมองของพวกเราทั้งสองคนในด้านการทำความเข้าใจสถานการณ์ที่
ทั้งเหมือนและแตกต่าง และที่สำคัญคือการกำหนดจังหวะในการปฏิบัติการ
และเป้าหมาย อาทิ เรื่องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อกำหนดห้วงยามเหมาะสมใน
การลงมือเข้าซื้อ/ขาย กับหลักทรัพย์ตัวใด แน่นอนต้องมีแผนสำรองไว้ด้วย คือถ้าไม่
เป็นไปตามนั้นแผนสำรองในการรับมือความเสี่ยงคืออะไร cutloss ที่ราคาเท่าใด
นี่เป็นไปตามพิชัยสงครามซุนวูและพิชัยสงครามจีนโดยแท้ เพราะเราใช้ถึงกลยุทธที่ 36
ha ha ha
แน่นอนครับ เราจะขยายมิติการวิเคราะห์ของพวกเราให้ไปครอบคลุมถึงเรื่องอื่นๆนอกเหนือ
จากเรื่องหุ้น ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธธุรกิจ ส่วนเรื่องการเมือง เราคงไม่พยายามไปประยุกต์
และวิเคราะห์มาก เดี๋ยวคุณเจริญชัยจะว่าเอาครับ ha ha ha
คราวหน้าผมและคุณเจริญชัยจะหยิบบทความของ ดร.นิเวศน์เรื่องคนรวยกับคนชั้นกลาง
มาวิเคราะห์ บทความนี้ลึกซึ้งมากสำหรับมนุษย์ในโลกียะอย่างพวกเราครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณคุณสุรศักดิ์มากครับ สำหรับน้ำใจในข้อมูลที่ส่งมาให้
ผมมักจะได้ยินคุณสุรศักดิ์พูดถึงบทวิเคราะห์ของ โกบอลแซก หรืออะไรสักอย่างอะครับที่เป็น บริษัทเดียวที่ไม่เจอวิกฤติ subprime อยากทราบว่าชื่อของบริษัทนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษครับ
ขออภัยที่พูดไม่ชัดครับ
บทวิเคราะห์ที่ผมพูดถึงคือบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ซึ่งโดยส่วนตัว ผมถือว่าเป็นบทวิเคราะห์ที่มีมาตรฐานสูงมาก และที่สำคัญชี้นำตลาดโลกได้ครับ
บริษัทนี้มีอิทธิพลทางการเงินและนโยบายการเมืองด้านเศรษฐกิจในสหรัฐฯค่อนข้างมาก รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ คนปัจจุบัน นายเฮนรี พอลสัน เคยเป็น CEO ของบริษัทนี้ก่อนมาเป็นรัฐมนตรี ในขณะที่ CEO ของ JP Morgan คนปัจจุบันที่มาแก้ปํญหา Subpirme เคยทำงานที่นี้มาก่อน
บริษัทนี้มีอิทธิพลมหาศาลในภาคการเงินระหว่างประเทศของโลก
งานวิเคราะห์ลำดับต้นๆที่จะชี้ว่าน้ำมันไปที่ราคา 100 ดอลลาร์ สหรัฐฯ มาจากบริษัทนี้ครับ
ช่วยวิเคราะห์หาแนวทางที่รัฐบาลจะทำให้สภาพหนี้สาธารณะอยู่ในสัดส่วนที่ดีขึ้นและสามารถรักษาเสถียรภาพทางเศษฐกิจของประเทศได้ ปีงบประมาณ 2551
ช่วยวิเคราะห์บทบาทของนโยบายการคลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปีงบประมาณ 2551 ด้วยครับ