ความเสี่ยงจากภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2551
January 9, 2008
โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม : Siam Intelligence Unit
ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคมในปีที่แล้ว มีการเปลี่ยนแปลงการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2551 อย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะทัศนะจากบทวิเคราะห์ของหน่วยงานเอกชนด้านวิเคราะห์เศรษฐกิจในระดับชั้นนำของโลก กล่าวคือ แต่เดิมหน่วยงานเอกชนดังกล่าวส่วนใหญ่คาดว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มจะชะลอตัวนั้นจะไม่ส่งผลกระทบในระดับสูงต่อเศรษฐกิจในส่วนอื่นๆของโลกโดยเฉพาะเอเชีย มุมมองดังกล่าวนี้รู้จักในชื่อว่า “Decoupling” แต่ทว่า ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วเป็นต้นมา มุมมองดังกล่าวนี้ได้เปลี่ยนเป็นมุมมองที่เรียกว่า “Recoupling” ซึ่งมีความหมายว่า การตกต่ำของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยและส่งผลสะเทือนไปยังเศรษฐกิจโลกโดยรวม
การเปลี่ยนการคาดการณ์นั้นมีที่มาจากหลายสาเหตุ อาทิ วิกฤติสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำในสหรัฐฯ (Subprime) ได้ส่งผลสะเทือนต่อภาคเศรษฐกิจจริงของสหรัฐฯ ค่อนข้างมากและส่งผลสืบเนื่องไปยังตลาดการเงินทั่วโลกให้มีความเสี่ยงในระดับสูงที่จะเกิดปัญหาสภาวะสินเชื่อตึงตัว (Global Credit Crunch) ดังจะเห็นจากปฏิกริยาของธนาคารกลางชั้นนำทั่วโลกที่พยายามแทรกแซงตลาดการเงินอย่างต่อเนื่องโดยการอัดฉีดปริมาณเงินเข้าไปในระบบแก่สถาบันการเงินมาโดยตลอดตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วเป็นต้นมา นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ถีบตัวทะยานขึ้นไปในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยมีความเป็นไปได้อย่างสูงยิ่ง ทั้งนี้ ความเสี่ยงจากภาคต่างประเทศในปี 2551 สามารถแจกแจงได้ดังนี้
ประการที่ 1 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย อันเนื่องมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังจะเห็นจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น การจ้างงานซึ่งมีอัตราการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี รวมทั้งอัตราการว่างงานถีบตัวสูงขึ้นไปถึง 5 % เป็นอัตราสูงที่สุดในรอบ 2 ปี และตัวเลขดัชนีภาคการผลิต (ISM Manufacturing) ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และเป็นการลดลงที่ต่ำสุดตั้งแต่กลางปี 2546 เป็นต้นมา กล่าวได้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ ฯ ล่าสุด ได้ยืนยันถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯว่าเข้าสู่ภาวะถดถอยแน่นอนแล้ว ปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจจะขบคิดกันต่อคือ การรับมือของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และรัฐบาลสหรัฐ ฯ จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ให้ทุเลาลงอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผลเพียงใด
แม้ว่า ในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะลดความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม แต่ ณ ปัจจุบัน ขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐ ฯ ก็ยังมีสัดส่วนสูงถึงประมาณหนึ่งในสี่ของเศรษฐกิจโลก และยังเป็นชาติผู้นำเข้ารายสำคัญของโลกโดยนำเข้าประมาณหนึ่งในห้าของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น การถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อประเทศที่เหลือในโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพิงการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น การส่งออกไปยังสหรัฐฯ มียอดประมาณ 15 % ของการส่งออกทั้งหมด ในขณะที่ยังมีการส่งออกของไทยในรูปของ สินค้าขั้นกลางไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อแปรสภาพเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งไปยังสหรัฐฯ โดยในส่วนการส่งออกสินค้าขั้นกลางนี้ ยังไม่มีผู้ใดประเมินได้ว่า สินค้าขั้นกลางดังกล่าวของไทยที่ส่งไปยังประเทศอื่นๆเพื่อแปรสภาพเป็นสินค้าสำเร็จรูปและส่งไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่ม ASEAN ญี่ปุ่น ไต้หวัน และ จีน นั้นมีปริมาณเท่าใด เนื่องจากความซับซ้อนของเครือข่ายการผลิตโลก (Global Supply Chain) ที่แบ่งขั้นตอนการผลิตสินค้าออกเป็นส่วนๆและกระจายไปยังประเทศต่างๆ ทำให้ยากที่จะประเมินหาจำนวนการส่งออกสินค้าขั้นกลางของไทยในลักษณะนี้ได้
ประการที่ 2 ตลาดการเงินโลกอาจจะประสบความผันผวน อันเนื่องมาจาก ปัญหาวิกฤติสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำในสหรัฐฯ (Subprime) ซึ่งปัญหานี้ไม่เพียงแต่ส่งผลไปยังสถาบันการเงินสหรัฐฯ ที่ปล่อยกู้แก่ลูกหนี้ประเภทนี้อาจจะประสบปัญหาหนี้เสียหากแต่ปัญหาสำคัญที่กระทบต่อสถาบันการเงินทั้งในสหรัฐฯและนอกสหรัฐฯ คือปัญหาจาก การลงทุนในตราสารทางการเงินที่อิงกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ (Subprime) ซึ่งกำลังประสบปัญหาไม่สามารถระบุมูลค่าที่แท้จริงได้รวมทั้งการไม่ชำระหนี้ของลูกหนี้ซึ่งนำไปสู่การตัดจ่ายเงินลงทุน (Write-off) และปัญหาหนี้เสีย (Credit loss) ของสถาบันการเงินจำนวนมากทั่วโลก สำนักข่าว Bloomberg ได้ประเมินว่าเฉพาะในปีที่แล้ว ความสูญเสียจากปัญหา Subprime มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 1.31 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ปัจจุบัน ปัญหา Subprime ที่กระทบต่อภาคการเงินยังไม่มีแนวโน้มที่จะหยุด ทั้งนี้ องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ประเมินว่า ความเสียหายจากปัญหา Subprime อาจสูงถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ
ปัญหา Subprime ทั้งในด้านการตัดจ่ายเงินลงทุน (Write-off) และปัญหาหนี้เสีย (Credit loss) นำไปสู่การลดมูลค่าเงินทุนของสถาบันการเงินส่งผลให้เงินกองทุนลดลงและส่งผลต่อเนื่องไปยังความสามารถในการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินให้ลดลง ถ้าเงินกองทุนของสถาบันการเงินลดลงอย่างรวดเร็วและธนาคารกลางไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันและอัดฉีดปริมาณเงินที่มากพออาจจะนำไปสู่ภาวะสินเชื่อตึงตัวได้ (Credit Crunch) ดังที่กล่าวในข้างต้นว่าสถาบันการเงินที่พัวพันในปัญหา Subprime มิใช่มีเฉพาะแต่สถาบันการเงินของสหรัฐฯ เท่านั้นหากแต่มีสถาบันการเงินในประเทศอื่นๆที่ลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าว ถ้าขนาดของความเสียหายขยายตัวอย่างต่อเนื่องและธนาคารกลางประเทศต่างๆ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันและอัดฉีดปริมาณเงินที่มากพอ ผลก็คือ ปัญหา Subprime ในสหรัฐฯ จะนำไปสู่ภาวะสินเชื่อโลกตึงตัว (Global Credit Crunch)
ภาวะสินเชื่อโลกตึงตัว จะนำไปสู่ปัญหาความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ที่จะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้มีอัตราสูงขึ้นเพื่อสะท้อนปัญหาการขาดแคลนปริมาณเงิน รวมทั้งเพื่อให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง เรียกร้องให้อัตราดอกเบี้ยต้องลดลงเพื่อยับยั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะความถดถอยยังส่งผลโดยตรงให้ค่าเงินสหรัฐฯ ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้ปริมาณเงินที่ลงทุนในสหรัฐฯไหลออกไปลงทุนในประเทศอื่นๆที่แนวโน้มค่าเงินประเทศนั้นๆ (โดยมากเป็นประเทศในแถบ เอเชีย) แข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินสหรัฐฯ กล่าวได้ว่า ในปี 2551 ทั้งปัญหาสินเชื่อโลก ตึงตัว (Global Credit Crunch) การไหลเข้า-ออกของเงินทุนอาจจะสร้างความผันผวนให้กับอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ของประเทศในแถบเอเชีย โดยเฉพาะประเทศที่มีโครงสร้างทางการเงินที่ไม่แข็งแรงพอ
ประการสุดท้าย การกลับมาของยุคเงินเฟ้อสูง การที่ภาวะราคาน้ำมันโลกในไตรมาส สุดท้ายของปีที่ผ่านมา ทะยานขึ้นสูงเกือบเป็นประวัติการณ์และยังคงมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2550 ราคาน้ำมัน (WTI) ปรับสูงขึ้นไปถึง 52 % เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2549 ภาวะราคาน้ำมันที่ถีบตัวขึ้นไปในระดับสูงนี้อาจจะคงอยู่เป็นเวลานานและคงจะเป็นไปได้ยากที่จะเห็นราคาน้ำมันปรับลงไปต่ำกว่า 60 เหรียญต่อบาร์เรล เพราะราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นในครั้งนี้มาจากความตึงตัวด้านอุปทานน้ำมัน และการขยายตัวของอุปสงค์น้ำมันจากประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะจากประเทศจีนที่มีสัดส่วนถึงหนึ่งในสามของการขยายตัวของอุปสงค์น้ำมันโลก แม้ว่าในปี 2551 เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยและส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกปรับลดลง แต่ความตึงตัวจากอุปทานการผลิตน้ำมันและการขยายตัวของอุปสงค์จากประเทศอื่น จะส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป โดยกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (EIA) คาดว่าราคาน้ำมัน (WTI) เฉลี่ยในปี 2551 จะอยู่ที่ประมาณ 85 เหรียญต่อบาร์เรล
ภาวะราคาน้ำมันโลกทรงตัวในระดับสูงส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีสัดส่วนการบริโภคน้ำมันต่อระดับรายได้ประชาชาติ (GDP) ในระดับสูง และส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับสูงขึ้นและในที่สุดอัตราเงินเฟ้อต้องปรับสูงขึ้นไป ซึ่งการปรับสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเป็นการบั่นทอนอำนาจซื้อของผู้บริโภคในประเทศและถ้าภาวะอัตราเงินเฟ้อปรับสูงอย่างต่อเนื่องหรือทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานานจะส่งผลให้อุปสงค์รวมของประเทศปรับลดลงและนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
กล่าวโดยสรุป ปี 2551 เป็นปีที่ปัจจัยจากต่างประเทศที่เคยเป็นบวกต่อประเทศไทยในปีที่แล้วเช่นการขยายตัวของการส่งออกกลับมีแนวโน้มลดลงหรือเป็นปัจจัยลบ ในขณะที่ปัจจัยที่เป็นลบต่อประเทศไทย อาทิ ความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าและราคาน้ำมันกลับมีแนวโน้มเป็นลบมากกว่าเดิม แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤติ 2540 ที่ประเทศไทยเคยเผชิญมาเมื่อสิบปีที่แล้ว จะเห็นได้ว่าปัญหาที่ประเทศไทยกำลังจะเผชิญในปีนี้ ยังไม่เลวร้ายไปถึงระดับเดียวกับปี 2540 และปี 2541 ที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างรุนแรงอยู่ที่ – 1.4 % และ –11 % ตามลำดับ ผลกระทบมากที่สุดที่ประเทศไทยจะเผชิญในปีนี้คือ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราต่ำคือประมาณ 3-4 % เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวที่ควรจะเป็นในอัตรา 5-6 % แต่ที่สำคัญกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ คือเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน ซึ่งการว่างงานในปีนี้จะปรับเพิ่มสูงขึ้น และภาวะการครองชีพของประชาชนไทยจะประสบกับความลำบากเมื่อเทียบกับสองถึงสามปีที่ผ่านมา
Comments
7 Responses to “ความเสี่ยงจากภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2551”
Got something to say?




คือผมเป็นแฟนประจำในเศรษฐศาสตร์ตลาดสด
ก็จะติดตามจากเน็ตตลอด ผมว่ามีประโยชน์สำหรับผมนะ
เลยตามมาอ่านในเว๊ปนี้ด้วย
ขอเป็นกำลังใจให้ และอยากให้ดำรงค์อุดมการณ์แบบนี้ต่อไปครับ
ขอติชมนิดหนึ่ง
ช่วงหนึ่งผมเริ่มรู้สึกว่ามันด้อยลง
อาจจะเพราะเริ่มไปเกี่ยวกับการเมืองและสิ่งต่างๆที่เรา(ในระดับปัจเจก)ทำอะไรไม่ได้มาก
ผมเลยเริ่มฟังผ่านๆบ้าง เริ่มข้ามๆบ้าง
ผมจะเบื่อเสมอ ถ้าวงสนทนาไหนคุยกันในเรื่องที่แก้ไม่ได้
เช่น คุยเอาแต่ความสนุกในการคาดเดาสิงต่างๆและด่าฝ่ายตรงข้ามที่คิดต่าง(เช่นเรื่องการเมือง หรือเรื่องปรัชญา)
แต่คุณสองคนก็กลับมามีพลังอีกครั้ง
ช่วงที่ด้อยไปอาจจะเพราะคุณสองคนการเบื่อเรื่องการเมืองและสังคม
แต่อยากเป็นกำลังใจให้ที่ คุณสองคนจะพยายามแก้เรื่องพวกนี้
ผมจำที่คุณพูดได้ว่า ในระดับเล็กๆถ้าเราช่วยกัน ระดับใหญ่ๆมันน่าจะค่อยๆเปลี่ยนไป
เหมือนที่ผีเสือกระพือปีก (กระพือกันมากๆก็น่าจะก่อให้เกิดลมแห่งความหวังได้นะครับ
ผมจะชอบที่คุณสองคน เอาหนังสือมาแนะนำและเอาสาระสำคัญในนั้นมาคุย
ผมว่าได้ประโยชน์มากครับ
อยากให้คุณสองคนเป็นหัวเทียนที่คอยจุดระเบิดกำลังในเครื่องยนต์สังคมไทย ต่อไปครับ
ขอบคุณ คุณnutjubjub สำหรับคำแนะนำครับ
รายการของเราคงจะเดินในแนวทางนี้ คือให้ผู้ฟังรับประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
เท่าที่พวกเราจะทำได้ โดยเฉพาะความรู้เชิงกลยุทธที่ปฎิบัติได้ และที่สำคัญ
ข้อจำกัดของกลยุทธนั้นๆว่าอยู่ใด้บริบทใด เงื่อนไขใด
นี่คือเป้าหมายของรายการเราครับ
ผมขอบคุณ nutjubjub มากครับ ที่ช่วย Comment มา
ผมพยายามดำเนินแนวทางปัจเจกมาโดยตลอด
แต่เนื่องจากคุณสุรศักดิ์บางครั้ง ไม่อาจสามารถสลัดอิทธิพลของพวกปัญญาชนสาธารณะพวกนั้นได้ แม้ว่าตนเองจะก่นประณามพวกนี้ไปแล้วมากมายก็ตาม
ไม่ใช่เรื่องที่ควรตำหนิ เพราะมนุษย์ย่อมเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์
สิ่งสำคัญคือ เราจะสามารถสลัดแอกที่ล้าสมัย เพื่อก้าวสู่อนาคตได้หรือไม่
ผมดีใจมากที่คุณสุรศักดิ์ทำได้สำเร็จ ด้วยการปรับตัวที่รวดเร็ว (ยังมีปัญญาชนไทยอีกมาก ที่แม้จะปรับตัว แต่ช่างเชื่องช้ายิ่งนัก) หลังจากโดนผมยัดเยียดแนวคิดด้านบวกมาอย่างยาวนาน ประกอบกับมองเห็นความจริงจากความไร้น้ำยาของการคิดแบบคลื่นลูกที่สอง
และมาปิดท้ายด้วยคำยกย่องจากแฟนรายการ ซึ่งชอบรายการของเราเพราะ
ความเป็นคลื่นลูกที่สาม ความเป็นนักกลยุทธ์ และความมีอิสรภาพ
ด้วยความรักและเกรงใจเพื่อน ผมจึงต้องปล่อยให้ลองจัดในรูปแบบการเมืองมวลชนสักพัก
และมันก็ได้ผล คุณ nutjubjub ติชมเข้ามา
ทำให้คุณสุรศักดิ์ปลาบปลื้มมาก และพร้อมจะรับมติปัจเจกสร้างสรรค์เข้ามาอีกครั้ง
ตอนนี้ แนวทางของผมและคุณสุรศักดิ์พ้องกันโดยสมบูรณ์แล้ว
รับรองว่ารายการในครั้งต่อๆไปจะเข้มข้นสมใจคุณ nutjubjub แน่นอนครับ
ขอบคุณแฟนรายการทุกท่าน และขอบคุณคุณกานต์ ยืนยง ที่ทำให้เรามีเวปดีๆแบบนี้ไว้ต้อนรับความคิดเห็นของแฟนรายการทุกท่าน ทำให้เรามีโอกาสปรับปรงรายการให้แหลมคมตอบสนอง The World is flat ได้ดียิ่งขึ้น
ขอบคุณมากครับ
จริงๆผมต้องขอบคุณรายการของคุณมากกว่าที่ได้ให้ความรู้และจุดประกายหลายๆอย่างให้ผม
ซึ่งเป็นผู้ประกอบการคนหนึ่ง ที่ยังงงๆอยู่ ในกระแสโลกแบนนี้
ผมเข้าใจว่าอายุผมคงพอๆกับทั้งสองท่าน
ช่วงหลังๆมานี่เป็นช่วงที่ผมจำเป็นต้องเริ่มลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งก็ยังกล้าๆกลัวๆอยู่
เป็นเรื่องบังเอิญมากที่ได้มาคลิคฟังรายการของคุณทั้งสองโดยบังเอิญ
แล้วรู้สึกว่ามันมาโดนต่อมอะไรบางอย่างของผม ที่ทำให้ผมเริ่มมองเห็นแล้วว่าจะลงทุนอะไร และจะคิดยังไงต่อไปดี
ผมเข้าใจคุณสุรศักดิ์ในระดับหนึ่ง เพราะเคยคิดหลายครั้งอยู่ ที่เบื่อเมืองไทยมากๆ ประกอบกับเซ็งความเป็นไปของผู้กำหนดนโยบายของประเทศเรา
ผมฟังไม่กี่ตอนก็ชอบบุคคลิคของคุณสองคนที่ค่อนข้างลงตัว
ทำให้พยายามฝึกจะเป็นคนที่คิดด้านบวกและพยายามจะอ่านให้มากแบบคุณทั้งสอง
ผมไม่ทราบว่ามีคนฟังรายการคุณมากหรือน้อยแค่ไหน
เพราะผมไม่ได้ตื่นเช้ามาฟังรายการสด
แล้วก็ไม่เคยมีคนแนะนำ เพียงแต่บังเอิญมากๆเท่านั้นเองที่ได้มาคลิคเจอ
ไม่รู้ว่าจะเห็นแก่ตัวมากไปไหม
แต่กลัวคุณสองคนจะหมดอุดมการณ์กันไป ถ้ามันไม่สำเร็จตามที่อะไรก็ตาม ที่คุณสองคนตั้งใจไว้
ผมก็คงทำได้แค่จะเป็นกำลังใจให้ต่อไปครับ และอยากให้คุณทั้งสองหรืออาจจะมากกว่านั้นสร้างสรรค์อะไรดีๆต่อไป
ต้องขอโทษด้วยที่พิมพ์ซะยาว แต่จะเป็นกำลังใจให้เรื่อยไปครับ
“…แต่กลัวคุณสองคนจะหมดอุดมการณ์กันไป ถ้ามันไม่สำเร็จตามที่อะไรก็ตาม ที่คุณสองคนตั้งใจไว้
ผมก็คงทำได้แค่จะเป็นกำลังใจให้ต่อไปครับ และอยากให้คุณทั้งสองหรืออาจจะมากกว่านั้นสร้างสรรค์อะไรดีๆต่อไป…”
ต้องขอบคุณ คุณ nutjubjub ที่เป็นห่วงนะครับ
พวกเราซาบซึ้งใจมากๆๆๆ
แต่พวกเราผ่านชีวิตมาถึงตอนนี้ มีประสบการณ์ระดับหนึ่ง ผิดหวังเสียใจกันพอสมควร คงไม่คับแค้นมาก ถ้าจะผิดหวังอีกสักครั้ง
ยืนยันว่าพวกเราไม่ท้อถอย หากล้มเหลว ก็ถือว่าได้ลงมือทำเต็มที่แล้ว
สบายใจได้ครับ ผู้ฟังทั้งหลาย ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ
อืม เกือบลืมๆ
พวกเราตกลงกันแล้วว่า จะแจกหนังสือให้ 3 ท่าน คือ คุณสุวรรณี คุณ nutjubjub และคุณสมศักดิ์(ต้อม) ซึ่งส่ง sms มาให้เรา แต่ไม่ได้โพสต์ใน SIU
เรามีเบอร์ติดต่อทั้งสองท่านแล้ว แต่เรายังไม่มีเบอร์ติดต่อคุณ nutjubjub เลย จึงอยากให้คุณ nutjubjub ช่วยติดต่อมาหาผมที่เบอร์ 085-839-2718 หรือ bloomsburyman@hotmail.com
สำหรับคุณ “ศศิกานต์” นั้นก็ต้องขอขอบใจอย่างสุดซึ้งที่ร่วมสนุกกับเราทั้งส่ง SMS และ โพสต์เข้ามาใน SIU แต่เนื่องจากเธอมีหนังสือ “จอมคนในจอมคนแผ่นดินเดือดฯ” แล้วเธอจึงขอสละสิทธิ์ให้ผู้ฟังท่านอื่น
ผมจึงนำน้ำใจของเธอมาหลั่งรินผ่านแฟนรายการ โดยจะแจกหนังสือของผม อีก 1 เล่ม ขอให้แฟนรายการส่ง SMS หรือโทรเข้ามาหาผมได้
ขอบคุณทุกท่านครับ
สำหรับเรื่องนี้ นะ คิดง่าย ๆ เมื่อมีคนรวย ขึ้น หนึ่งคน ก็ต้อง มีอีกคนหนึ่ง จนลง หนึ่งคน เพราะ ทรัพยากร มีเท่าเดิม จีนกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สหรัฐ ก้อต้องถ่อยลงเรื่อยๆ มันแน่นอนอยู่แล้วต้องมีผลกระทบไปทั่วแน่ เพราะสหรัฐ จะต้องไม่ยอม อัตราการเจริญเติบโต (จีน) = อัตราการเสื่อมถ่อย (สหรัฐ) ถ้าสหรัฐไม่ยอม อะไร จะเกิดขึ้น จะเข้าสู่ยุคมืด หรือเปล่า น่าเป็นห่วง