“เดือนเพ็ญ” บทเพลงมหัศจรรย์ บนความยิ่งใหญ่ที่ถูกลืมเลือน (ตอนที่ 1)
November 12, 2008
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
“กวี ภายใต้วันคืนอันอัปลักษณ์เช่นนี้
ย่อมจักแผ้วทางไว้เพื่อวันคืนอันดีกว่า
เขาคือบุรุษแห่งยุคสมัยของความใฝ่ฝัน
ตีนทั้งสองเหยียบยืนอยู่ ณ ที่นี้, ตาทั้งสองเพ่งมองไปเบื้องหน้าโน้น
เขานั่นเทียว, โดยไม่คำนึงถึงคำประณามและเยิรยอ,
เปรียบเสมือนผู้ทำนายวิถีแห่งอนาคต
จักต้องกระทำสิ่งที่จะมาถึงให้แจ่มจ้า
เสมือนหนึ่งโคมไฟในมืออันอาจรองรับสรรพสิ่งของเขา
ซึ่งกวัดไกวจ้าอยู่เหนือศีรษะของมวลชนทุกกาลสมัย”
-
รจนา โดย Victor Hugo มหากวีของประชาชนฝรั่งเศส
ถอดความโดย จิตร ภูมิศักดิ์ มหากวีประชาชนแห่งสยามประเทศ
บทความนี้ ผมเขียนขึ้นด้วยความรู้สึกเสียดายที่บทกวีอันยิ่งใหญ่ของมหากวีที่ยิ่งใหญ่ต้องถูกทอดทิ้ง เสียดายแทนคนรุ่นนี้และคนรุ่นหน้า ซึ่งอาจจะไม่ได้ลิ้มรสอันละเมียดละไมของบทกวีอมตะนี้ เฉกเช่นที่เคยได้รับจากบทเพลงเดือนเพ็ญ ซึ่งเป็นเพียงส่วนเดียวของรสชาติที่มหัศจรรย์ สำหรับข้อเขียนทั้งหมดนี้ เป็นเพียงความคิดเห็นของคนคนหนึ่ง หากมีสิ่งใดผิดพลาดก็ต้องขออภัยเป็นอย่างสูง และขอให้ท่านผู้รู้ถือเสียว่า มันเป็นเพียงแค่ความคิดเห็นหนึ่งเท่านั้น
1. ตามหาความรักอย่างถึงแก่นแท้
“เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา…
…ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานลูกที่จากมา จะไปซบหน้ากับอกแม่เอย”
หลายคนคงเคยได้ยินได้ฟัง แอบชื่นชอบชื่นชมกับเพลงบทนี้ แต่จะมีสักกี่คนที่สงสัยหรือทราบอย่างแท้จริงว่า ผู้แต่งเพลงนี้เป็นใคร ? มีความต่ำต้อยหรือยิ่งใหญ่เพียงใด ? บางคนฟันธงไปเลยว่า “น้าหงา” อาจารย์ใหญ่เพลงเพื่อชีวิตเป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีอัจฉริยภาพถึงขั้นรจนาบทเพลงที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ แต่ผู้นิยมคาราบาว(แดง) อาจประท้วง ว่า “อาแอ๊ด” ศิลปินผู้ยืนยง ต่างหากที่เป็นผู้ประพันธ์ตัวจริงเสียงจริง
บรรยากาศชนบท ในสังคมชาวนาโรแมนติค ลานบ้านที่เต็มไปด้วยกองฟาง นั่งมองจันทร์ลอยเด่นบนฟากฟ้า ให้บรรยากาศที่งดงามดื่มด่ำยิ่งนัก…
หวนนึกถึงครั้งหนึ่งเมื่อผมได้ทำค่ายอาสาพัฒนาชนบท ด้วยจิตใจที่ร้อนแรงของคนหนุ่มสาวในรั้วมหา’ลัย ท่ามกลางแสงตะวันเจิดจ้า แต่พวกเรามิเคยย่อท้อ นึกถึงบรรยากาศยามเย็นที่ร่วมร้องเริงรำกับชาวชนบทผู้น่ารัก เคล้าคลอด้วยแสงจันทร์นวลอันยวนใจ จิตใจอาสาพัฒนาบวกกับมนต์มหัศจรรย์แห่งบทเพลง ได้ช่วยขับกล่อมพวกเราให้เคลิบเคลิ้มและพร้อมจะยืนหยัดในเส้นทาง ที่ได้ก้าวเดินมามิรู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่นแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมยิ่งหลงใหลเสน่ห์เสียงเพลงแห่ง “เดือนเพ็ญ”
โชคชะตาและแรงบันดาลใจผลักดันให้ผมต้องตามค้นหาว่า “ใครเป็นผู้ประพันธ์บทเพลงนี้” จะด้วยความรักชอบหรือความบ้าบิ่นอย่างไรไม่ทราบ สุดท้ายได้รู้ว่า ผู้ประพันธ์มีประวัติเป็นมาอันยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา นามกร “อัศนี พลจันทร์” สะท้านฟ้ายิ่งนัก นามปากกาที่ใช้ประพันธ์ต่างมีมากมาย แต่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ “นายผี”
ผมยังตามรอยต่อไปจนพบว่า “อัศนี พลจันทร์” ได้รับการขนานนามคู่กับ “จิตร ภูมิศักดิ์” ในฐานะ “มหากวีของประชาชน” ด้วยความสามารถในการประพันธ์กาพย์กลอนที่ซาบซึ้งตรึงจิต โดยเฉพาะเมื่อมีเนื้อหาอันแสดงถึงความทุกข์ยากของมวลประชาอันไพศาล รวมทั้งการเรียกร้องเร่งเร้าให้ผู้ยากไร้ทั้งมวลร่วมมือกันเพื่อปลดปล่อยตนเองออกจากการกดขี่ของคนกลุ่มน้อยที่เหยียบยืนบนบ่าไหล่ของพวกเขา แต่การชักชวนของ “นายผี” มิได้มีกลิ่นอายของการยัดเยียด แต่เป็นการใช้ศิลปะประดุจมนตราเพื่อปลุกหัวใจอันเฉื่อยชาให้ฟื้นตื่น เพื่อร่วมกันค้นหาวันพรุ่งที่ดีกว่า
บทกวีย่อมสวยงามเสมอ แต่ชีวิตจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น
ใครจะคิดบ้างว่า ชีวิตของมหากวีประชาชนทั้งสองท่าน กลับระหกระเหินผจญภัยยิ่งกว่าในบทกวีอันเลิศล้ำของท่าน สำหรับ จิตร ภูมิศักดิ์ ในท้ายที่สุดต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเสียดาย ในชนบทแห่งหนึ่งซึ่งไฟสงครามกลางเมืองระหว่างขบวนการสังคมนิยมของผู้รักความเป็นธรรม กับเจ้าหน้าที่ผู้รับใช้รัฐบาลที่ฉ้อฉลทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ได้เริ่มประทุคุโชนขึ้น…
ทิ้งไว้เพียงบทกวีงามเร่าร้อน ปลุกหัวใจผู้คนอยู่ทุกกาลสมัย รวมถึงผลงานวิจัยทางภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์อันลือลั่น ที่แม้คนในปัจจุบันซึ่งมีความพร้อมมากกว่าในหลายด้าน แต่กลับไม่อาจสร้างผลงานให้ดีเด่นได้ทัดเทียมกัน
สำหรับ “อัศนี พลจันทร์” กลับมีชีวิตที่ยาวนานกว่านั้น ได้ผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดทั้งในสงครามกลางเมืองกับศัตรูฝ่ายตรงข้ามและสงครามการเมืองในขบวนการอุดมการณ์เดียวกัน เมื่อขบวนการสังคมนิยมที่ตนเชื่อมั่นต้องมาพลังทลายลงต่อหน้าต่อตา จะด้วยความสะเทือนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือความผิดพลาดประการใดไม่ทราบได้ ในที่สุด “ยอดกวี” ของเรา กลับไม่มีโอกาสได้กลับมาเยือนแผ่นดินแม่ที่รักยิ่งอีกเลย…
ทิ้งไว้เพียงบทเพลง “เดือนเพ็ญ” ที่แสนสะท้านสะเทือนใจ แม้จะเป็นบทเพลงที่แต่งขึ้นก่อนการจากไปอย่างไม่มีวันกลับหลายสิบปี แต่ก็แต่งในภาวะที่ต้องพลัดบ้านจากเรือน บนความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก ซึ่งเป็นเหมือนคำทำนายอนาคตในช่วงท้ายของชีวิตของเขา อย่างบังเอิญจนน่าอัศจรรย์
ทำไมโชคชะตาได้กลั่นแกล้งให้ “กวีชั้นเลิศ” เช่นนี้ ต้องไประหกระเหินตกระกำลำบากในป่าเขาที่แสนทุรกันดาร ที่สำคัญภารกิจหลักไม่ใช่การเดินป่า เพื่อเสาะหาวัตถุดิบไว้รังสรรค์บทกวี แต่กลับเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้น ตามอุดมการณ์ที่กำลังฟุ้งกระจายหอมหวานอยู่ในขณะนั้น
ในปัจจุบันสมัย ที่ระบบทุนนิยมและพลังการผลิตของประชาชาติได้สร้างความสุขสบายให้กับประชาราษฏร์ทั่วทุกหัวระแหง แม้แต่คนชั้นล่างก็ยังได้รับความสุขตามควรแก่ฐานะ คนในรุ่นนี้จึงไม่อาจรู้สึกและเข้าใจถึงความจำเป็นที่บีบรัดให้ “ผู้รักความเป็นธรรม” จำนวนหนึ่ง ต้องแปรผันตัวเองจากสายงานอาชีพต่างๆ รวมถึง “กวี” ซึ่งน่าจะมีชีวิตโรแมนติค ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและการต่อสู้เลือดตกยางออก ต้องจับอาวุธปืนเข้าต่อสู้ห้ำหั่นกับเพื่อนร่วมชาติ โดยมิได้มีความเกลียดชังเป็นการส่วนตัว
โลกที่แท้จริงย่อมไม่สวยงามเหมือนดั่งบทกวี ซึ่งสามารถเสกสรรค์สลักเสลาให้วิจิตรบรรจงเช่นใดก็ได้ ความโหดร้ายของโลกมนุษย์ กลับผลักดันให้ “กวีที่รักความเป็นธรรม” ต้องเข้าร่วมขบวนการเพื่อผลักดันให้สังคมเจริญก้าวหน้าและมีความเป็นธรรม เฉกเช่นโลกอันสวยงามตามที่ตนเองร่ายรำบทกลอนไว้
“กวี” จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียง “สร้างลำนำขับกล่อมประโลมใจ” เท่านั้น
แต่แล้วเมื่อสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ได้เปลี่ยนเส้นทาง อุดมการณ์สังคมนิยมถึงกาลล่มสลาย จิตใจที่ต่อสู้เพื่อคนยากไร้อ่อนระโหย…แต่เสียงเพลง “เดือนเพ็ญ” ยังคงก้องกังวานท้าทายกาลสมัย (โดยเฉพาะในสถานบันเทิงยามราตรีทั่วแผ่นดิน) ยิ่งใหญ่เคียงคู่ “แสงดาวแห่งศรัทธา” อันเป็นบทเพลงที่ลือลั่นของ “จิตร ภูมิศักดิ์”ทั้งสองคนนี้ต่างมีหลายสิ่งคล้ายคลึงกัน ทั้งคู่เป็น “มหากวี” แถวหน้าของเมืองไทย สมาทานอุดมการณ์เดียวกัน มีเพลงอมตะคนละ 1 เพลง โดยเพลงหนึ่งเป็นเดือน ส่วนอีกเพลงคือดาว ทั้งสองต่างเกิดในปีนักษัตรเดียวกัน โดยห่างกัน 1 รอบพอดี
ผมลุ่มหลงและคลั่งใคล้ในบทเพลงทั้งสองนี้ และเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าผู้ประพันธ์ทั้งสองต้องผ่านเบ้าหลอมประสบการณ์ที่เข้มข้นเคี่ยวกรำในชีวิต จึงจะสามารถประพันธ์เพลงได้ลึกซึ้งกินใจเยี่ยงนี้ แต่หากบังคับขืนใจให้เลือกว่าชื่นชอบเพลงใดยิ่งกว่า ผมคงต้องกลั้นใจเพื่อคล้องพวงมาลัยให้ “พี่เดือนเพ็ญ” ด้วยความเสียดาย “น้องแสงดาว” ยิ่งนัก
บางทีอาจเป็นเพียงแค่ความชอบส่วนตัว แต่หากให้หาเหตุผลประกอบ คงพออธิบายได้ว่า “เดือนเพ็ญ” ถ่ายทอดอารมณ์ได้หลากล้นล้ำลึก สามารถตีความเนื้อหาได้หลายนัย ให้ความละเมียดละไมยิ่งกว่า ในขณะที่ “แสงดาวฯ” นั้นแม้จะมีพลังปลุกเร้า มีความคิดแฝงที่ลุ่มลึก แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ มิติด้านกว้างของเนื้อหา (บางทีอาจเพราะมุ่งเน้นด้านการต่อสู้เพื่อสังคมมากเกินไป) โดยเฉพาะการเข้าถึงอารมณ์อันละเอียดอ่อนนั้น “แสงดาวฯ” ยังขาดแคลนอยู่บ้าง เนื่องจากได้มุ่งเน้นไปยังอารมณ์ที่คุกรุ่น ซึ่งมุ่งหวังต้องการที่จะปลดปล่อยและเปลี่ยนแปลงสังคม ถ้าหากใครอยู่ในอารมณ์เดียวกันคงอดที่จะชื่นชอบมิได้
แต่สำหรับ “เดือนเพ็ญ”นั้น กลับให้อารมณ์ที่ทั้งสุขสมสดชื่น ทั้งทุกข์ตรมโหยหา และแสนจะโรแมนติคหวานซึ้ง ที่สำคัญยังมีบริบทแง่มุมให้ขบคิดได้มากมายโดยเฉพาะประเด็นเรื่องความห่วงหาอาทรคิดถึงบ้าน ของผู้แต่ง อาจไม่ใช่เพียงแค่ “ความเหงา” ของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่อาจหมายเลยไปถึง อุดมการณ์ที่ยังลุกโชนซึ่งหวังว่าสักวันจะต้องกลับไปเปลี่ยนแปลงแผ่นดินแม่ให้ดีและงามกว่าเดิม
บางทีในอนาคต เราอาจค้นพบเงื่อนมุมใหม่และแง่มุมอื่นที่ซ่อนเร้น ซึ่งอาจช่วยทำให้เราซาบซึ้งตรึงตรากับบทเพลงนี้ยิ่งขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้
Related story:หมายเหตุ : บทความนี้ ผมขอมอบให้ชาวไทยทุกคน ทั้งที่กำลังสุขสมและปวดร้าว เพื่อเป็นกำลังใจให้ใน “วันลอยกระทง” ห้วงยามที่ “เดือนเพ็ญ” กระจ่างจ้าที่สุดในรอบปี
Comments
8 Responses to ““เดือนเพ็ญ” บทเพลงมหัศจรรย์ บนความยิ่งใหญ่ที่ถูกลืมเลือน (ตอนที่ 1)”
Got something to say?




ชอบเพลงนี้เหมือนกันครับ ว่าแต่ว่าวันนี้คุณเจริญชัย คุณสุรศักดิ์ได้ไปลอยกระทงที่ไหนหรือเ่ปล่าครับ
ผมไปลอยกระทงที่สวนเบญจศิริ (ข้าง Emporium) มาครับ ผิดหลักการที่ปกติลอยกระทงผมต้องลอยที่แม่น้ำเจ้าพระยา แต่บรรยากาศที่สวนเบญจศิริดูสนุกสนานดีนะครับ ที่น่าทึ่งคือเจอเด็กต่างชาติจำนวนมากทั้งที่เป็นเอเชียและฝรั่งแต่งชุดไทยมาลอย
ผมลอยกระทงที่ทำงานครับ
นั่งหลังขดหลังแข็ง เขียนบทความ ปรับแก้
พยายาม “แสวงหา” สิ่งใหม่ๆให้ผู้อ่านครับ
กว่าจะเสร็จ เหลือบมาดูนาฬิกา 22.30 น.
ปีที่แล้วไปลอยกับสาวๆมา
ปีนี้ต้องนั่งคนเดียว
แถมปีใหม่ก็คาดว่าจะต้องเคลียร์งานอีกหลายๆอย่าง
ขอเพียงแฟนๆ ติดตามผมงานของพวกเรา
ความเหนื่อยยากก็เป็นเรื่องเล็ก
ว่าแต่คุณ ink ไปลอยที่ไหนมาครับ
เว็บเข้าไม่ได้ไปหลายวันเลยนะครับ
ผมลอยออนไลน์ครับ ยุคดิจิตอลก็ดีอย่างนี้แหละครับ
ไม่ได้ลอยกระทงกับเขา เพราะงานท่วม
มาอ่านผ่านฟีด พบว่าต้องเข้ามาชื่นชมบทความนี้เสียหน่อย
อิ่มเอม ลึกซึ้ง งดงาม ทั้งบทเพลงและบทความเลยครับ
[...] บนความยิ่งใหญ่ที่ถูกลืมเลือน - ตอนที่ 1, ตอนที่ 2, ตอนจบ โรตี (alpha) [...]
น่าจะเป็น “พลจันทร” ไม่มีฑัณทฆาตครับ
ขอบคุณพี่ menn มากครับ
bact ผมอาจลืมตรวจสอบตรงนี้ไป ขอบคุณครับ