Get Value added Knowledge. Get Everything : มีความรู้เหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน

September 25, 2007

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : Siam Intelligence Unit


Average men sell knowledge, sell product and sell everthing.
Wise men buy Value added Knowledge, sell Value added Product and get Everything.

คนธรรมดา ขายทุกอย่าง ด้วยคุณภาพธรรมดา แม้แต่เวลาให้ลูกเมีย ยังต้องนำมาขายเพื่อผ่อนบ้าน หากวันใดล้มเหลวในการขาย อาจต้องขายแม้แต่เชือกแขวนคอตนเอง

ยอดคน ซื้อความรู้ชั้นดีจากการอ่านหนังสือ จากทุกประสบการณ์ล้ำค่า นำความรู้มายกระดับพัฒนา ขายเป็น Software สุดยอดความรู้ หรือผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มในรูปแบบอื่น ขายเพียง 10 ปี รวยนับ 10 ชาติ เมื่อร่ำรวยเพียงพอแล้ว เงินไม่เกิดมูลค่าเพิ่ม นำเงินไปช่วยคนจน ได้เรียนรู้โลกในมุมที่แตกต่าง ท้าทายตนเอง ตื่นเต้นเร้าใจ ยกระดับความสุขอีกหลายขั้น จนถึงขั้นสุดท้ายของ Maslow

โลกยุคใหม่ คือ โลกของคนที่มีความรู้มูลค่าเพิ่ม
บางคนวิจารณ์ว่า เพียงแค่ซื้อความรู้แล้วร่ำรวย เป็นเส้นทางที่ง่ายเกินไป ไม่น่าเป็นไปได้ในชีวิตจริง คำตอบ คือ “ไม่มีเงินที่ได้มาโดยง่าย” คุณยังต้องมีความรู้ว่าจะซื้อความรู้อะไร ถ้าเชี่ยวชาญด้านเสื้อผ้า คุณย่อมต้องการความรู้เรื่องวัตถุดิบที่ดีที่สุดในการตัดเย็บเสื้อผ้า ต้องการความรู้ว่า Trend เสื้อผ้าในอีกหนึ่งปีข้างหน้าเป็นเช่นไร ถ้ารู้เองได้ย่อมดีที่สุด แต่ถ้าไม่รู้คงต้องยอมเสียเงินซื้อความรู้นั้นมาเพื่อผลิตเสื้อผ้าให้ตรงตาม Trend ในปริมาณที่มากกว่า เร็วกว่าคู่แข่งรายอื่น คุณย่อมทำกำไรได้มากมายกว่าที่คุณไม่มีความรู้ และผลิตเสื้อออกมาแบบสุ่ม ถูกบ้าง ผิดบ้าง ขณะที่ข้อมูลแหล่งผลิตเหล็กที่ดีที่สุด อาจเป็นความรู้ที่มีค่ามหาศาลสำหรับพ่อค้าเหล็ก แต่ไม่มีค่าสำหรับคุณ การซื้อความรู้เช่นนี้มา ย่อมสูญเงินเปล่า

ที่สำคัญ คุณยังต้องมีความรู้ ที่จะตรวจสอบว่า ความรู้ที่คุณซื้อมาเป็นความรู้มูลค่าเพิ่มแค่ไหน ราคาควรอยู่เท่าไร ไม่เช่นนั้นคุณย่อมขาดทุน

Utility ในการบริโภคสินค้าโดยทั่วไป มีค่าลดลงตามหน่วยสุดท้าย แต่มูลค่าของความรู้มีความซับซ้อน และยังขึ้นกับบริบทค่อนข้างมาก เช่น ถ้าคุณต้องการลงทุนในหุ้นตัวนี้ โดยมีข้อมูลทั้งหมดแล้ว ขาดเพียงข้อมูลชิ้นสุดท้าย ข้อมูลชิ้นนี้ย่อมมีค่ามหาศาล เพราะทำให้คุณมั่นใจและลงทุนได้เต็มที่ คุณลงทุนไป 1 พันล้านบาท ถ้าหุ้นดีจริงแล้วขึ้นไป 10 % ในอีก 1 เดือนข้างหน้า คุณย่อมกำไร 100 ล้าน ข้อมูลส่วนนี้จึงมีค่ามหาศาล (ยกเว้นว่าคุณเลือกที่จะละทิ้ง โดยใช้ข้อมูลเท่าที่มี แต่ย่อมเสี่ยงต่อความผิดพลาด)

การหาความรู้มูลค่าเพิ่มเพื่อทำกำไรไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งจำเป็นต้องเสียเงินซื้อหา ที่แย่ยิ่งกว่า คือ การตรวจสอบคุณภาพสินค้า(ความรู้มูลค่าเพิ่ม) ยังเป็นเรื่องยากและมีความซับซ้อนกว่าสินค้าชนิดอื่น น่ากลัวว่าต้องเสียเงินซื้อความรู้ในการตรวจสอบอีกด้วย

โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ! แต่อย่างน้อยความรู้ที่ผมให้คุณในวันนี้ เป็นความรู้ที่ให้ฟรี หรืออาจมีต้นทุนแฝง คือ ต้องทนฟังโฆษณา เสียเวลาในการทำสิ่งอื่น เช่น นอนต่อ คุยกับแฟน แต่ถ้าคุณต้องการความรู้มากกว่า 1 ชั่วโมงนี้…

คุณอาจต้องจ่ายเงินเล็กน้อย ในการจ้างผมไปพูดให้ฟัง แต่รับรองว่า “คุ้มค่า”

อย่างไรก็ตาม แค่ฟังรายการนี้จนจบ ผมมั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์ต่อชีวิตคุณอย่างมหาศาล โดยมีข้อแม้ว่า คุณต้องรู้วิธี ที่จะนำความรู้ของผม ไปใช้ประโยชน์ ถ้าฟังแล้วผ่าน ย่อมมีค่าเป็นศูนย์

1. ความรู้หลายระดับ
แทนที่จะซื้อความรู้ Google กลับซื้อคนที่มีความรู้เป็นเลิศ หรือ คนเก่ง เพราะความรู้ตอบได้แต่เรื่องทั่วไป ไม่อาจเฉพาะเจาะจง ขณะที่คนสามารถโต้ตอบ และปรับคำตอบตามคำถามและบริบทที่เปลี่ยนไป ให้ความรู้ตรงตามความต้องการผู้บริโภคอย่างถึงที่สุด นี่คือ สิ่งที่ผมต้องการบอกคุณวริษฐ์ในคราวที่แล้ว แต่ยังคิดหาวิธีอธิบายไม่ได้

บริษัทความรู้ของคุณวริษฐ์เป็นเพียงข้อมูลดิบ ขายยาก ได้ราคาต่ำ ถ้าจ้างคนเก่งมาสังเคราะห์ความรู้เพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึง ปรับประยุกต์เพื่อตอบคำถามเฉพาะทาง สินค้าความรู้ของคุณวริษฐ์ ย่อมขายง่าย และมีราคาสูงกว่าเดิมอีกด้วย

เหล็กกิโลกรัมละ 1000 บาท อาจไม่มีคนซื้อ แต่เมื่อแปลงเป็นรถราคา 1 ล้าน อาจมีคนแย่งกันซื้อขาย ถึงขั้นสั่งจองล่วงหน้า ข้อมูลดิบ คือ raw material คุณค่าน้อย ผลิตได้ไม่ยากนัก มีการแข่งขันสูงมาก ยิ่งปัจจุบันเป็นยุคที่เต็มล้นด้วยข้อมูล คนจึงให้ความสนใจซื้อข้อมูลดิบต่ำ แม้จะรู้ว่าข้อมูลดิบตัวนั้น มีความหายากขาดแคลนก็ตาม

ไม่เพียงแต่ข้อมูลดิบ ที่แทบไม่มีราคาในการซื้อขาย ข้อมูลดิบที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ยังได้รับการแจกฟรีโดยไม่คิดมูลค่าอีกด้วย ตัวอย่างเช่น บทวิเคราะห์หุ้น ที่บริษัท Broker ทั้งหลายจัดทำขึ้นมา โดยพวกเขาได้รับประโยชน์แฝงเร้น คือ ปั่นราคาหุ้นที่บริษัทถือครองอยู่ หรือ ปั่นหุ้นตามใบสั่งของนักเล่นหุ้นรายใหญ่ ส่วนนักวิเคราะห์ซึ่งจัดทำบทวิเคราะห์ ย่อมต้องปั้นแต่งเรื่องราวเพื่อเอาอกเอาใจเจ้านาย ไม่เช่นนั้นอาจตกอยู่ใต้ความเสี่ยงของภาวะตกงาน ไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือน ไม่ได้รับเงินโบนัสในช่วงปลายปี

ปัจจุบัน มีบทวิเคราะห์ฟรี แข่งขันในตลาดมากมาย แต่บทวิเคราะห์ชั้นดี จากบริษัทวิจัยอิสระ Research House ยังสามารถขายแพงได้ เพราะผู้บริโภคบางกลุ่ม ต้องการคุณภาพที่ดีกว่า

อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ ซึ่งให้ความรู้และความบันเทิงอย่างเต็มอิ่มเกือบทั้งวัน โดยไม่คิดค่าบริการจากผู้ชม ย่อมต้องมีประโยชน์แฝงเร้น เป็นรายได้จากค่าโฆษณา

“มูลค่าเพิ่มของความรู้ คือ คนเก่ง” เพราะสามารถตอบปัญหาเฉพาะ ที่ลูกค้าต้องการได้ สำหรับบริษัท คุณวริษฐ์ ที่ได้ลงทุนไปหลายล้านบาท แต่ไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ มีสาเหตุเนื่องมาจาก ลักษณะของผลิตภัณฑ์เป็น ข้อมูลดิบ ข้อมูลทั่วไป ซึ่งมี “บริษัทเชี่ยวชาญทั่วไป” Bloomsberg และ Reuters ครอบครองให้บริการอยู่ เมื่อพิจารณาตามทฤษฎี “กฎเลขสาม” คุณวริษฐ์ ซึ่งเป็นรายเล็ก ต้องแปลงร่างเป็น “บริษัทเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน” จึงสามารถอยู่รอดได้ ในยุคโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกราก

การผันตัวเองไปเติบโตอยู่ในพื้นที่เฉพาะทาง ทำให้บริษัทผู้เชี่ยวชาญทั่วไปไม่สามารถเข้าแข่งขันโจมตีได้ เพราะข้อจำกัดด้าน “ปริมาณการขาย” ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ ได้รับผลกำไรไม่คุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไปในการผลิต นี่คือ สาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง “ความอยู่รอด” ของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

หากบริษัทขายข้อมูลเฉพาะทางเหล่านี้ พัฒนาปรับปรุงตนเองจนมีศักยภาพในการทำกำไรสูง ยังสามารถนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สร้างสีสันและความหลากหลายให้นักลงทุนไทยมีทางเลือกในการลงทุนเพิ่มมากขึ้น และคาดว่าน่าจะเป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมจากมหาชนจำนวนมาก เพราะธุรกิจนี้ น่าจะเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มูลค่าเพิ่มสูง ส่วนต่างกำไร Margin สูง ไม่อิงค่าแรงราคาถูก ซึ่งมีความผันผวนและไม่ยั่งยืน

Google ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ มีสินค้าสุดพิเศษ “ความรู้ที่เหนือความรู้” เป็นความรู้ที่จะหาความรู้ได้จากแหล่งใด อาจารย์ผม เคยกล่าวไว้ว่า ครูไม่ได้มีหน้าที่ให้ความรู้ แต่มีหน้าที่สอนวิธีการหาความรู้ให้นักเรียน เช่นเดียวกับ การสอนคนให้หาปลา ดีกว่าการหาปลาให้คนกิน

ด้วยความรู้พิเศษยิ่งใหญ่นี้ จึงทำให้ Google ร่ำรวยมหาศาล

มหากาพย์แห่งยุคสมัย “จอมคนแผ่นดินเดือด” ได้กล่าวถึง เกาเอี่ยน ตัวละครที่หากินด้วยการทำหน้าที่ “ศูนย์กลางข่าวสาร” โดยเฉพาะในสงครามครั้งหนึ่ง ต้องพึ่งพาข่าวสารเป็นปัจจัยชี้ขาดของชัยชนะ ข้อมูลชิ้นนี้มีคุณค่ามหาศาล ใช้คนอื่นทำได้ยาก เพราะคุณสมบัติของข่าวที่เรียกร้องคุณภาพสูงมาก คือ “รวดเร็ว” ก่อนที่ทัพศัตรูจะตั้งค่ายสำเร็จ “ซ่อนเร้น” เพื่อไม่ให้ข้าศึกรู้ตัวและเตรียมการป้องกัน “แม่นยำ” โดยเฉพาะตำแหน่งการจัดวางกำลัง เพื่อจะได้โจมตีได้ถุกจุด สุดท้ายยังต้องรู้วิธี “หลบหนี” เพื่อสามารถนำข่าวสารมาแจ้งต่อกองทัพได้

ความรู้จึงมีหลายเกรด ตั้งแต่ ต้นน้ำ คือ raw data จึงถึงปลายน้ำ คือ excellent knowledge ซึ่งอาจไม่สามารถแบ่งเป็นขั้นๆได้เหมือนสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะ profitable knowledge อาจต้องจัดแยกเป็นชนิดพิเศษ

2. ลักษณะพิเศษของความรู้
ความรู้เป็นเรื่องประหลาดมาก ยิ่งแบ่งปันยิ่งเพิ่มพูน แต่คนไทยชอบเก็บเป็นความลับ การที่ เถ้าแก่บางคนไม่กล้าจ้างคนเก่ง อาจเพราะกลัวคนเก่งจะนำความรู้ไปตั้งบริษัทของตนเอง แต่ในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งการแข่งขันรุนแรง บริษัททั้งหลายต้องปรับเปลี่ยนมุมมองอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่รอดได้ กระบวนการคิดแบบ rethink/revalue จึงต้องเกิดขึ้น ดังนั้น เราต้องปรับความคิด rethink ด้วยการมองให้เห็นคุณค่าใหม่ revalue ในการแบ่งปันความรู้ให้คนอื่นช่วยวิเคราะห์ จนได้ความรู้ใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่าเดิม

ลักษณะการเปิดเผยความรู้เพื่อสร้างความรู้ที่ดีกว่าเดิมนี้ ได้เริ่มเกิดขึ้นในอุตสาหกรมที่ก้าวหน้าที่สุด “Software” เราเรียกขานมันว่า Open Source

บริษัทคุณวริษฐ์ กล้าจ้างคนเก่งหรือไม่ ? ทำไมเราต้องกลัวคนเก่ง สมมติคนเก่งลาออกไปตั้งบริษัทของตนเอง พวกเขาย่อมมีความรู้จำกัด เพราะเมื่อยังทำงานให้คุณวริษฐ์ เขามีคนเก่งคนอื่นช่วยหาข้อมูลที่เขาไม่รู้ ช่วยวิเคราะห์ต่อยอด ปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง ถ้าต้องการเปิดบริษัท โดยยังมีสินค้าคุณภาพไม่ด้อยกว่าเดิม คนเก่งที่เอาใจออกห่างนั้น จะต้องซื้อตัวคนเก่งยกทีมหรือชักจูงทีมงานทั้งหมดไปให้ได้ นี่คือ เรื่องแปลกในการผลิตความรู้ซึ่งไม่เหมือนสินค้าทั่วไป ที่ใช้เครื่องจักรหรือความรู้เพียงชุดเดียว

ที่ย่ำแย่กว่านั้นคือ เขายังไม่มีความรู้ชิ้นสุดท้าย คือ ทำอย่างไรให้คนเก่งทั้งหลาย ร่วมมือกันเพื่อสังเคราะห์ยอดความรู้ เพราะคนเก่งมีอัตตาสูง ต่อยตีกันเองแทนที่จะร่วมมือช่วยเหลือกัน ผู้บริหารต้องมีความรู้แบบ Conductor เท่านั้น จึงสามารถ “ประสานวงคนเก่ง” ให้ทำงานได้

“ความสัมพันธ์” ย่อมเป็นความรู้แบบหนึ่ง การที่คุณสุรศักดิ์มาทำงานกับคุณวริษฐ์ ส่วนหนึ่งเพราะรู้จักคุณวริษฐ์เป็นอย่างดี ถ้าไปทำงานกับคนอื่น อาจโดนโกงค่าตัว และยังต้องใช้เวลาเรียนรู้นิสัยอย่างยาวนาน อาจพูดคุย/ทำงานไม่เข้าขากัน เช่นเดียวกัน ผมรู้จักคุณสุรศักดิ์มา 7 ปี ย่อมเชื่อถือและมั่นใจในการเข้ามาร่วมเป็นทีมงาน ดังนั้น การได้ตัวคุณสุรศักดิ์ เท่ากับได้ตัวผมด้วย และถ้าผมไปเชิญคนเก่งอื่นมาอีก โดยอาศัยสายสัมพันธ์ส่วนตัวของผม ย่อมเป็นการต่อยอดสายสัมพันธ์ให้บริษัทคุณวริษฐ์มี “เครือข่ายคนเก่ง” ที่ยาวไกลมั่นคง

นี่คือ “มหัศจรรย์ของความรู้” ซึ่งทั้งยกระดับ ต่อยอด และยืดยาวได้อีกด้วย

บริษัท microsoft เป็นแหล่งรวมคนเก่ง เพราะคนเก่งรู้ว่า การจะสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ ต้องร่วมมือกับคนเก่งคนอื่น ดังนั้น คนเก่งจึงดึงดูดคนเก่ง เพราะมนุษย์มีความรู้จำกัด มีความสามารถจำกัด จึงต้องร่วมมือกัน การสร้างสินค้าทั่วไป อาจทำเพียงคนเดียวได้ แต่การสร้างสินค้าความรู้ โดยเฉพาะระดับ excellence ต้องใช้คนเก่งจำนวนมาก

น่าเสียดายที่ Google รวมคนเก่งมากเกินไป ทำให้อิ่มตัวด้วยความสำเร็จในทุกด้าน คนเก่งย่อมเบื่อหน่าย ไร้ความท้าทายในชีวิต ชิงลาออกกันยกใหญ่ ถ้านักธุรกิจไทยเห็นโอกาส อย่าลืมไปกว้านซื้อตัวมาสัก 2-3 คน บอกว่า เมืองไทยท้าทายมาก มีอะไรให้ You พัฒนาเยอะแยะมากมาย ทำทั้งชาติก็ไม่หมด

อย่าว่าแต่คนใน Google แม้แต่ Bill Gates แห่ง microsoft ยังต้องเสาะแสวงหา “รสชาติใหม่” นอกแวดวงธุรกิจ จนค้นพบ ภารกิจการกุศล สงเคราะห์คนยากไร้ กลายเป็นความท้าทายใหม่ ที่แสนตื่นเต้นเร้าใจ

หากยอดคนใดในสยามประเทศ เบื่อหน่ายต่อความสำเร็จในธุรกิจยิ่งใหญ่ของตน จงมองเห็นปัญหาในเมืองไทยเป็นเรื่อง “ท้าทาย” ทุ่มเทกระบวนวิชา เพื่อพัฒนาประเทศชาติร่วมกัน

3. ความได้เปรียบของต้นทุน
ในธุรกิจทั่วไป การเพิ่มมูลค่าสินค้า จะต้องลงทุน เพื่อซื้อ/สร้างเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น พัฒนาระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพ/ผลสูงขึ้น แต่สำหรับธุรกิจข้อมูลมูลค่าเพิ่มนั้น การเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้านั้น เมื่อลงทุนถึงระดับหนึ่ง ย่อมสามารถนำเครื่องจักรสมอง ไปใช้วิเคราะห์สร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้อมูลได้ไม่สิ้นสุด และการลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาต่อยอด ยังมี “ต้นทุนต่ำ” ใช้เพียงทรัพยากรเวลาและพลังงานสมอง

แต่ที่น่าทึ่งคือ เครื่องจักรยิ่งใช้ยิ่งต้องหักค่าเสื่อม สมองยิ่งใช้ยิ่งคมกริบ ยิ่งเพิ่มมูลค่า นี่คือ ข้อได้เปรียบของธุรกิจข้อมูลข่าวสาร

คนไทยมองที่ต้นทุนในการสร้างความรู้ พอเห็นว่าต่ำมาก ย่อมไม่ยอมซื้อแพง แต่ไม่ยอมดูที่ผลงานของความรู้ ว่านำไปหาประโยชน์ต่อยอดได้มากมายเพียงใด หรืออาจเพราะคนไทย ไม่รู้วิธีนำยอดความรู้ ไปหาประโยชน์เพิ่มเติม ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การประเมินค่าสินค้าความรู้ตามต้นทุนที่สร้างขึ้นมา จึงเป็นการประเมินที่ผิดพลาด หากเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ต้องเรียกว่า พลาดหุ้นเด็ดที่ทำกำไรมหาศาล เพราะมัวแต่เกี่ยงราคาซื้อ ประเมินคุณค่าของหุ้นผิดพลาด พิจารณาด้านต้นทุน ไม่พิจารณาความสามารถในการทำกำไร

ความสามารถในการสร้างความรู้สำคัญมาก ผมคุยกับคุณวริษฐ์เพียงเล็กน้อย แต่ได้ไอเดียมาเขียนบทความเพื่อพูดคุยในวันนี้ได้ทั้งวัน แถมยังต่อยอดไปทำธุรกิจได้อีกด้วย การสังเคราะห์ความรู้ โดยใช้ข้อมูลเพียงเล็กน้อย เพียงแค่พูดคุยไม่กี่ประโยคเป็นเรื่องยาก ต้องมี software และฐานข้อมูลเก่าในหน่วยความจำของมันสมองพอสมควร แต่เพราะผมสะสม “ทุนความรู้” มาระดับหนึ่งแล้ว เสียค่าหนังสือในรอบ 10 ปี ไปหลายหมื่นบาทแล้ว ได้เวลาสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนอย่างผมได้แล้ว

4. ความรู้ที่ถูกละเลย คิดไม่ถึง หรือแกล้งไม่เห็น
Brand ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ คนยอมจ่ายแพง ส่วนหนึ่งเพราะอารมณ์ความรู้สึกรักชอบ แต่ส่วนหนึ่งมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์รองรับ คือ คุณค่าของความน่าเชื่อถือ การันตีคุณภาพ ถ้าสินค้าทั่วไปที่ไม่รู้จัก ไร้ชื่อเสียงค้ำประกัน ผู้ซื้ออาจถูกหลอกได้ง่าย ที่สำคัญ ยังมีความพึงพอใจ Utility ที่เพิ่มขึ้นจากการบริโภค Brand เพื่อตอบสนองความหลงใหลคลั่งไคล้ ความรู้สึกเหนือกว่าคนอื่น ยิ่งแพงจึงยิ่งมีคุณค่า แต่การทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกเช่นนี้ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืน แต่ยังต้องลงทุนสร้างชื่อเสียง สร้างภาพลักษณ์กันอย่างยาวนาน เพื่อสื่อสาร “ข้อมูลสำคัญ” ให้ซึมลึกเข้าไปในใจผู้บริโภค จนเกิดความซาบซึ้ง รักใคร่ภักดี ต่อความยิ่งใหญ่ของ Brand

Apple ในยุคแรก ขายความรู้ในการใช้งาน คือไม่ต้องรู้อะไรเลย เพราะ มี User interface ที่ง่ายต่อการใช้งาน จัดสร้าง Icon เพื่อรองรับการใช้งานในหลายระดับ จนในที่สุดกลายเป็น Icon ในใจผู้บริโภค สามารถขายสินค้าได้แพงกว่าคู่แข่งอื่น อย่างไรก็ตาม Apple ผิดพลาดตรงที่ไม่รู้ว่า “ความง่ายในการใช้งาน” ยังมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่าที่คิด นั่นคือ การที่เครื่องของคนอื่นสามารถใช้ Software เดียวกันกับเครื่องของเราได้ Apple ไม่ได้ตระหนักในจุดนี้ หรือไม่เห็นความสำคัญ จึงไม่ยอมแจก Software ให้คนอื่นใช้งานฟรี นานวันเข้ามีคนใช้ software ของ Gates มากกว่า

ถ้าแข่งขันในระดับเครื่องต่อเครื่อง Apple ใช้งานง่ายกว่า แต่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อกับคนอื่น นำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในเครื่องอื่นแทนได้ ดังนั้น โดยภาพย่อย Window ใช้งานยากกว่า แต่ภาพใหญ่ใช้งานง่ายกว่า สุดท้าย Gates จึงเป็น “ผู้ชนะ”

แพ้ชนะเฉือนกันที่ความรู้นิดเดียว คือ ความง่ายของผู้ใช้อยู่ตรงที่ใดมากกว่ากัน

ความรู้ว่า Steve Jobs เป็นเจ้าของ iPod ช่วยเพิ่มความอยากซื้อหามาครอบครองให้คนอีกหลายคนที่ศรัทธาคลั่งใคล้ในตัวเขา แม้แต่ผมยังอยากซื้อหามาเป็นเจ้าของ ไม่หวั่นว่าต้องเสียเงินแพงกว่ายี่ห้ออื่นที่มีคุณภาพเหมือนกันแต่ราคาถูกกว่า Steve Jobs เป็นยอดคนที่เปี่ยมเสน่ห์ การที่ Jobs ขายสุนทรพจน์ 2005 ให้มหาวิทยาลัย Stanford โดยมีราคาเป็นศูนย์ กลับทำให้ Jobs ได้ผลตอบแทนมหาศาล คือ ทำให้คนจำนวนมากศรัทธายกย่องในตัวเขา รวมถึงผมและคุณสุรศักดิ์

น่าสนใจว่า มีกี่คนที่ซื้อ iPod เพราะ Stanford 2005

ความรู้ว่าต้องพูดอย่างไรจึงชักจูงโน้มน้าวผู้คนได้ มีคุณค่ามหาศาล Jobs เก่งเรื่องนี้เป็นที่สุด เขาสามารถโน้มน้าวมหาเศรษฐีให้นำเงินมาลงทุนทำธุรกิจร่วมกัน โน้มน้าวคนเก่งจากบริษัทที่จ่ายเงินเดือนแสนแพงให้ย้ายมาทำงานกับตนเอง ด้วยความรู้สึกที่ว่า “Pepsi สร้างกำไร แต่ Apple สร้างประวัติศาสตร์”

เมืองไทยใช่ว่าไร้คนเก่ง แต่คนเก่งดันไม่มีเงิน เมืองไทยใช่ว่าไร้เงินออม แต่ไม่มีช่องทางลงทุน อเมริกาเก่งกว่าประเทศของเรา เพราะมี ความรู้ในการชักจูงโน้มน้าว เพื่อเชื่อมโยง เงินทุนเข้ากับคนเก่งได้ดีกว่าเรา ดังที่ได้เสนอไปในคราวที่แล้ว

ความรู้ในเรื่องมนุษย์ ศิลปะ ความซาบซึ้ง นำมาเขียนนิยายชั้นเลิศ ทำรายได้มหาศาล Shakespere ไม่ใช่นักเขียนไส้แห้ง เขียนบทละครจนรวย นำเงินไปลงทุนที่ดิน การค้า

Harry Porter เปลี่ยนชีวิตคนรับเงินประกันสังคม ให้กลายเป็นผู้เสียภาษีรายใหญ่

ความรู้ในการลงทุนสำคัญมาก แต่ความรู้ในการโน้มน้าวคนนำเงินมาให้ลงทุนสำคัญกว่า เช่น มีเงิน 1 ล้าน ทำผลตอบแทนได้ 30 % สู้ระดมทุนได้ 10000 ล้าน ทำผลตอบแทน 20 % ไม่ได้ มีความรู้สอนหนังสือเก่งมากได้ค่าตัว 1000 บาท / ชั่วโมง เปิดโรงเรียน ใช้ความรู้ในการโน้มน้าว ในการบริหารจัดการ เพื่อรวบรวมจ้างครูคนเก่งเหล่านี้ จากทั่วประเทศ มาช่วยกันสอน ในโรงเรียนของตน อาจทำรายได้ให้เจ้าของกิจการถึงชั่วโมงละ 10000 บาท

ในยุคโลกาภิวัตน์ มีความรู้เฉพาะทางยังไม่เพียงพอ ยังต้องมีความรู้ในการตลาดเพื่อเข้าไปนั่งในใจผุ้บริโภค มีความรู้ในการขายเพื่อให้ผู้บริโภคหมดสิ้นความลังเลในการซื้อสินค้า เท่านี้ยังไม่พอ ต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการ ลูกน้อง ลูกค้า สร้างเป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญ่

5. ความรู้ที่สร้างกำไร (Knowledge make profit) ความรู้ในการลงทุน
เห็นได้ว่า ความรู้เพิ่มคุณค่าไม่สิ้นสุด มีต้นทุนในการพัฒนาต่ำ มีค่าสึกหรอเป็นลบ คือ เพิ่มค่าตามเวลา ไม่น่าแปลกใจว่า ธุรกิจที่สร้างความมั่งคั่งมหาศาลในปัจจุบัน ต้องมีรายชื่อธุรกิจข้อมูลข่าวสารเป็นหนึ่งในนั้น

ฝรั่งรู้ว่าหุ้นตัวไหนดี ราคาควรเป็นเท่าใด จากการอ่านบทวิเคราะห์ชั้นเลิศ ยอมเสียเงินซื้อความรู้ในราคาแสนแพง เพื่อต้องการประเมินมูลค่าได้ถูกต้อง คนไทยไม่รู้ และไม่ยอมเสียเงินซื้อความรู้อีกด้วย จึงต้องคอยเล่นตามฝรั่ง เป็นการแข่งขันที่เสียเปรียบ เมื่อไม่รู้ว่าราคาที่แท้จริงเป็นเท่าใด ยอมซื้อขายผิดพลาด เกิดภาวะ “ขายหมู” (ขายถูกเกินไป) หรือ “ติดดอย” (ซื้อแพงเกินไป)

นอกจากนี้ ฝรั่งได้เปรียบ เพราะมีเงินในการปั่น ทำให้ความรู้ที่ตนซื้อหามามีความศักดิสิทธิ์ยิ่งขึ้น สามารถชี้นำ educate ตลาดแต่อย่าลืมว่า เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง ฝรั่งเป็นมนุษย์ ย่อมผิดพลาดและขาดทุนได้ มีเงินมาก ต้นทุนของความผิดพลาดที่ต้องแบกรับย่อมสูงตามไปด้วย นี่คือ สาเหตุที่ต้องเสียเงินราคาแพง เพื่อเรียกร้องคุณภาพที่ถูกต้องแม่นยำของความรู้ เรียกว่า “แพงแต่ถูก” เพราะนำความรู้ราคาแพง ไปหาประโยชน์ที่แพงกว่า ฝรั่งไม่ยอมสุ่มเสี่ยงด้วยการประหยัดต้นทุนในการซื้อหาความรู้ แต่ขาดทุนความรู้ที่มีคุณภาพ และตามมาด้วยขาดทุนจริงจากการลงทุน

ความรู้ที่คนจนไม่รู้ แต่คนรวยรู้ดี คือ ความรู้ในการลงทุน ซึ่งทำให้คนรวยยิ่งรวยยิ่งขึ้น อย่างที่เคยพูดถึงไปแล้ว Venture Capital อีกทางเลือกหนึ่งของคนรวย ซึ่งต้องใช้ความรู้ในการลงทุนมากมายกว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วไป และแน่นอน ย่อมมีผลตอบแทนในการลงทุนมากกว่า

นี่เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ความรู้คุณภาพ สร้างกำไรให้ผู้คนได้มากเพียงใด

ทางเลือกที่คนจนยังพอทำได้ คือ ลงทุนใน “หุ้น” แต่เมื่อไม่มีความรู้ จึงคิดว่า “หุ้น” คือ การพนันชนิดหนึ่ง ความจริงแล้ว “หุ้น” มีส่วนคล้ายการพนัน แต่ย่อมมีส่วนที่แตกต่าง เพราะการพนัน มีฝ่ายหนึ่งได้ย่อมมีฝ่ายหนึ่งเสีย (Win-lose) ไม่อาจเกิดภาวะกำไรทุกฝ่าย(Win-Win) แต่หุ้นสามารถเกิดภาวะ Win-Win ได้ โดยเฉพาะในระยะยาว แต่ลักษณะนี้เกิดกับหุ้นบางตัวเท่านั้น ไม่ใช่หุ้นทุกตัว

ในระยะสั้น หุ้นทุกตัว คือ สงครามระหว่างเจ้ามือและลูกมือ(หรือ รายย่อย) มีคนได้ย่อมมีคนเสีย(Win-lose) มีลักษณะคล้ายการพนัน แต่ในระยะยาว หุ้นพื้นฐานดี ธุรกิจแข็งแกร่งมั่นคง กำไรเติบโตสูง ย่อมเป็นที่ต้องการของทุกคน ราคาจึงสูงขึ้น คนที่พ่ายแพ้ในสงครามระยะสั้น แต่อดทนถือหุ้นไว้ ย่อมได้กำไรในระยะยาว ถ้าหุ้นนั้นแบ่งกำไรงดงามมาจ่ายปันผล อาจเป็นโชคในคราเคราะห์ได้กำไร 2 เด้ง บางตัวใจดีจ่ายถึง 7 % ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ถ้าเจอหุ้นใจดีกว่าอาจได้ถึง 10 %

สำหรับหุ้นปั่น ในระยาวอาจทำกำไรได้เหมือนกัน ถ้าเจ้ามือกลับมาปั่นเล่นอีกรอบ อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจมั่นใจได้ เหมือนหุ้นพื้นฐานดี แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า การได้กำไรของเราในรอบใหม่ หลังจากที่พ่ายแพ้ในรอบแรก ย่อมนำไปสู่ภาวะขาดทุนของผู้อื่นในรอบนี้ ดังนั้น หุ้นปั่นจึงไม่สามารถสร้าง Win-Win ในระยะยาวได้ เนื่องจากขาด Value ในตัวเอง
นี่คือ คำอธิบายโดยพิสดาร ในความแตกต่างระหว่างการทำราคาหุ้นให้สูงขึ้นของหุ้นปั่นกับหุ้นพื้นฐาน โดยบางคนอาจเรียกการกระทำทั้งสองแบบว่าการปั่น แต่ให้ระลึกไว้ว่า ผลสุดท้ายในระยะยาวมีความแตกต่างกัน

ความรู้สำคัญมาก ฝรั่งจึงต้องยอมเสียเงินแพงเพื่อซื้อความรู้คุณภาพ โดยเฉพาะความรู้ที่จะบอกว่า หุ้นตัวไหนพื้นฐานกิจการดี มีความแข็งแกร่งและเจริญเติบโตสูงในอนาคต เพราะธุรกิจทั้งหลายมีความผันผวนตลอดเวลา ผู้ชนะในวันนี้ อาจเป็นผู้แพ้ในวันหน้า ใครแพ้ใครชนะไม่สำคัญ แต่ “ฉันต้องรู้ก่อนคนอื่น แม่นยำกว่าคนอื่น” ดังนั้น การจ่ายค่าความรู้ที่เหนือกว่าคนอื่นย่อมมีราคาแพงเป็นธรรมดา แต่ย่อมคุ้มค่าเสมอ

6. การประยุกต์ใช้
สมมติว่า คุณสุรศักดิ์ เปิดบริษัทวิจัยข้อมูลอิสระ research house ผมได้รับว่าจ้างให้บริหารบริษัท เพื่อสร้างผลกำไรที่งดงามแก่ผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม ผมมีแต่ความรู้ทั่วไป ไม่มีความรู้เฉพาะในธุรกิจนี้ เพราะเมืองไทยยังไม่เคยมีคนทำมาก่อน ผมควรทำอย่างไร ?

นี่เป็นจุดแรกที่วัดกึ๋นผู้บริหาร

ผมควรไปศึกษาทุกอย่างเพื่อให้มีความเชี่ยวชาญจนสามารถวิเคราะห์หุ้นได้อย่างแม่นยำใช่หรือไม่ ถ้าผมขืนทำเช่นนั้น คงต้องถูกไล่ออกแน่นอน เพราะเสียเวลานานเกินไป

ทางออกที่ฉลาดคือ ไปหาคนที่เก่งที่สุดในด้านนี้มาช่วยงาน พูดง่ายแต่ทำยาก ผมจะไปหาคนเหล่านี้ได้ที่ไหน นี่เป็นจุดที่สองซึ่งต้องใช้ความรู้ ผมสามารถแบ่งเงินส่วนหนึ่งที่คุณสุรศักดิ์มอบให้เพื่อใช้บริหารบริษัท มาใช้ซื้อหาความรู้ในการหาคนเก่งมาร่วมงาน ลงโฆษณาทั่วประเทศ นำเงินไปเลี้ยงข้าวรุ่นน้องที่ทำงานด้านนี้ เพื่อหาข้อมูลวงใน น่าตลกที่ว่า แม้แต่บริษัทที่จะทำธุรกิจขายความรู้ ยังต้องเสียเงินซื้อความรู้ แต่สิ่งที่ซื้อนั้น เป็นเพียง raw material ส่วนสิ่งที่ผมกุมไว้ คือ วิธีการประเมินค่าความเก่งของคน อ่านคนให้ออก ประเมินค่าให้ถูก อย่าหลงไปซื้อตัวคนพูดเก่งมาเป็นทีมงาน ความรู้ในการตรวจสอบหาคนเก่งจึงเป็นความรู้สำคัญ เป็นความรู้มูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะนำพาเจ้าของกิจการและผู้บริหาร ไปสู่การสร้างผลกำไรและผลประโยชน์มหาศาลในอนาคต

เคล็ดลับหนึ่งในการหาคนเก่งด้านนี้ คือ นักวิเคราะห์ต้องเข้าใจธุรกิจ มองเห็นของดีแยกออกจากของไม่ดี เพราะระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นย่อมสะท้อนมูลค่ากิจการ ดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้

ทำไม Kiyosaki จึงบอกว่า การลงทุน กับธุรกิจควรเสริมกัน เพราะธุรกิจมีช่วงเวลาอิ่มตัว ไม่สามารถลงทุนใหม่เพื่อเพิ่มการเติบโตของกำไร ทำได้เพียงเก็บเกี่ยวผลกำไรจากเงินลงทุนในอดีต เงินกำไรที่ไม่สามารถลงทุนเพิ่มจึงล้นเหลือ นำไปฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยน้อย ต้องนำไปลงทุน เช่นเดียวกัน การลงทุน ต้องอาศัยความรู้ธุรกิจ ช่วยทำให้มองออกว่า หุ้นของบริษัทใด มีพื้นฐานกิจการที่ดี มีอนาคตในการเติบโตของผลกำไรมหาศาล แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองแต่ตัวเลข และงบการเงิน จึงไม่รู้มูลค่าที่แท้จริง ไม่เข้าใจสินทรัพย์ซ่อนเร้นของบริษัท ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบที่ไม่อาจวัดเป็นตัวเลขได้ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ

Jobs มีความสามารถในการแสวงหาคนเก่ง จึงสร้าง Apple NeXT และ Pixar ได้สำเร็จ

Gates เขียนโปรแกรมเก่งกว่าโปรแกรมเมอร์บางคนในบริษัท แต่ทำไมจึงไม่เขียนเอง
ทำไมผมต้องหาคนเก่งมาทำงาน ถ้าผมสามารถทำได้ดีกว่า นี่เป็นความรู้ที่พนักงานไม่มี แต่เป็นวิธีคิดและชุดความรู้ที่ผู้บริหารทุกคนต้องมี

คำตอบ คือ ผู้บริหารมีงานที่สำคัญกว่าต้องทำ การคิดเช่นนี้ได้ เราต้องมีความรู้อีกเช่นกัน ความรู้ที่ว่า คือ แต่ละคนมีเวลาจำกัด ต้องทำสิ่งที่สร้างมูลค่าเพิ่มหรือสำคัญที่สุดก่อน แล้วค่อยทำงานที่สำคัญรองลงไป งานที่สำคัญกว่าการเป็นคนเก่งเฉพาะด้าน คือ การบริหารจัดการคนเก่ง ดังนั้น ผมจึงต้องมีความรู้ 2 อย่าง คือ ความรู้ว่าใครเก่ง valuation และความรู้ว่าจะจัดการกับคนเก่งอย่างไร

อย่านึกว่าความรู้เช่นนี้สามารถมีได้ทุกคน อยากบอกว่า คนเก่งส่วนใหญ่ไม่มีขีดความสามารถด้านนี้ เพราะอัตตาสูง หรือมองข้ามคุณค่าของความรู้ชนิดนี้ จึงไม่ยอมฝึกฝน น่าจับคนพวกนี้มาเรียน Revalue Course กับผมนัก

นอกจากนี้ยังมีงานที่สำคัญที่สุดต้องทำ คือ การวางวิสัยทัศน์บริษัท สร้างยุทธศาสตร์ วางหมากล้อมธุรกิจและการแข่งขันในตำแหน่งที่ได้เปรียบ เสาะหาคนเก่งมาเสริมทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สุดท้ายยังต้องขบคิดมองหา model ธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้กำไรของบริษัทคุณสุรศักดิ์ เพิ่มพูนขึ้นตลอดเวลา สุดท้าย จึงมีคำว่ากล่าวกับผู้ถือหุ้น ว่าผลกำไรของบริษัท น่าตื่นตระหนกเพียงใด

7. สรุป
มาถึงตรงนี้ คงรู้แล้วว่า ความรู้ช่วยทำให้ร่ำรวยได้อย่างไร เพียงแต่ว่า การมีความรู้พวกนี้ได้ ไม่ใช่ของง่ายเลย และไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีได้ นี่ยังไม่นับการนำความรู้ที่สลับซับซ้อนทั้งมวลมาแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติ แต่ถ้าคุณไม่มีความรู้ตั้งแต่ต้น ย่อมไม่ต้องเอ่ยถึงการปฏิบัติ

Comments

12 Responses to “Get Value added Knowledge. Get Everything : มีความรู้เหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน”

  1. Ink on September 26th, 2007 2:43 am

    ผมเอาวาทะของ Steve Job ที่กล่าวในงานรับปริญญาของมหาวิทยลัย Stanford มาลงไว้ครับสำหรับผู้ที่สนใจ http://www.youtube.com/watch?v=D1R-jKKp3NA ถ้าใครอยากได้ที่เป็นไฟล์เสียงนี่สามารถโหลดได้ฟรีจาก itune store นะครับ search คำว่า stanford ใน itune แล้วก็เลือก Stanford Commencement ครับ สำหรับผู้ที่อยากที่จะอ่านสุนทรพจน์ที่เข้าถอดความมาแล้วมากกว่าการฟัง เข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ http://news-service.stanford.edu/news/2005/june15/jobs-061505.html

    หลังจากฟังแล้วผมรู้สึกทั้งเกิดแรงบันดาลใจ แล้วก็แปลกใจปนกันไป ที่เกิดแรงบันดาลใจนี่ผมคงไม่ต้องพูดครับ ไปฟังสตีฟพูดเองดีกว่า ส่วนที่แปลกใจก็คือ คนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกอย่าง Bill Gate หรือ Steve Job หรือแม้แต่เจ็ฟ เบซอส เจ้าของอเมซอน เลือกที่จะทำกลับไม่ใช่ “ทำยังไงให้รวยที่สุด เท่าที่จะรวยได้” แต่กลับเป็น “ทำในสิ่งที่รัก เชื่อมั่นกับมั่น แล้วทำให้สำเร็จ” สมัยผมเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยถามอาจารย์ท่านหนึ่งว่า “อาจารย์ครับ ทำยังไงให้รวย” ท่านตอบกลับมาว่า “ทำในสิ่งที่รักให้ดีที่สุดหนะ เก่งที่สุดในโลกหนะ ไม่ว่าอะไรก็ตาม รวยไหม?” แต่ตอนนั้นผมก็ไม่เข้าใจหรอกนะครับ ผมคิดซะว่ามันก็เป็นแค่คำพูดสวยๆ คำหนึ่ง แต่หลังๆ มานี้ผมโตมากขึ้น อ่านมากขึ้น คิดมากขึ้น มองชีวิตของคนอื่นมากขึ้น เช่นคุณบัณฑิต อึ้งรังสี รวมทั้งอีกหลายๆ ท่านที่ชีวิตของท่านได้รับการถ่ายทอดผ่านหนังสือ “สู้แล้วรวย” ผมถึงจะเข้าใจ บางท่านไม่ได้เรียนสูงทำธุรกิจทั่วๆไป เช่นขายไอติม ไก่ย่าง คนเรียนจบมหาวิทยาลัยส่วนมากคงจะไม่ได้มองว่าเค้าเหล่านั้นประสบความสำเร็จอะไรนัก เมื่อเทียบกับปริญญาที่ตัวเองมี แต่เค้าเหล่านั้นก็รักในสิ่งนั้น แล้วทำจนประสบความสำเร็จ สุดท้ายก็ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมาก มากกว่าเงินเดือนของมนุษย์เงินเดือนที่จบมหาวิทยาลัยไม่รู้กี่เท่า

  2. Ink on September 26th, 2007 2:57 am

    ขอแชร์ความคิดเห็นส่วนตัวอีกนิดนะครับ ผมคิดว่าคนที่จะรวยมหาศาลได้เนี่ย จะต้องสร้างเกมส์ขึ้นมาเองไม่ใช่เข้าไปเล่นเกมส์ คำว่าเกมส์นี้รวมถึงนวัตกรรมไว้ด้วยนะครับ ลองดู ebay สิครับ ebay เป็นเหมือนสนามแข่งขันใหญ่ๆ แห่งหนึ่ง ผู้ซื้อและผู้ขายคือผู้เล่น แต่คนที่รวยที่สุดก็คือเจ้าของ ebay เพราะว่าไม่ว่าผู้เล่นจะแพ้หรือชนะ เค้าก็ชนะจากการเก็บค่าธรรมเนียมในการเล่นเกมส์ หรือมองการแข่งขันระหว่าง PC/Windows กับ Mac ยุคแรก สมัยนั้น Mac ไม่เปิดเผยวิธีการพัฒนาโปรแกรมบนแม็คทำให้การพัฒนาเป็นไปได้ช้า มีโปรแกรมน้อย แต่ PC/Windows ทำในสิ่งตรงกันข้าม จึงมีโปรแกรมต่างๆ ออกมามากมาย มองในมุมหนึ่งมันก็เหมือนกับว่า PC/Windows นั้นเป็นสนามที่เปิดให้ใครก็ได้เข้ามาเล่น ทั้งโปรแกรมเมอร์และผู้ใช้งานทั่วไป แต่ Mac นั้นเป็นสนามที่พยายามจะจำกัดผู้เล่นคือโปรแกรมเมอร์เอาไว้ ตอนนี้ Steve Job พา Mac กลับมาได้อีกครั้งหนึ่งก็ต้องดูกันต่อไปนะครับ หลักการนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกกรณี แต่ก็มีหลายๆ กรณีที่มันใช้ได้นะครับ

    สำหรับปริญญา ผมมองว่า โลกและเศรษฐกิจของโลกเป็นเหมือนกับระบบใหญ่ๆ ระบบหนึ่ง การเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ว่าสาขาได้ วิศวฯ แพทย์ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ เป็นเหมือนกับการเรียนมาเพื่อเข้ามาทำงานในระบบ เพื่อให้ระบบมันเดินไปได้ ผู้อยู่ในระบบก็จะได้ผลตอบแทนอาจจะเป็นเงิน หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง มันก็คือการเรียนรู้เพื่อที่จะออกมาเพื่อที่จะหาเงินจากระบบ และนำเงินนั้นกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในระบบได้ ผมไม่แน่ใจว่ามีกี่คนที่เลือกคณะที่เรียนเพราะว่าใจรัก แต่ผมรู้ว่ามีคนจำนวนมากเรียนเพราะมันหางาน/เงินง่าย แต่สิ่งที่มหาลัยไม่เคยสอนเราก็คือทำยังไงถึงจะสามารถสร้างระบบใหม่ของเราขึ้นมาเอง นี่เป็นเหตุผลที่ Bill Gate หรือ Steve Job เลิกเรียนมหาลัยหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ :D ไปฟัง Steve พูดเองดีกว่า

  3. เจริญชัย on September 26th, 2007 10:31 am

    เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ต้องสร้างเกมส์ ให้คนมาเล่น จะสร้างความร่ำรวยมหาศาล
    ที่สำคัญต้องเป็นเกมส์แบบ win-win จึงจะยั่งยืนยาวนาน

    อย่างไรก็ตาม ในโลกที่หลากหลายแบบในปัจจุบัน คนเราอาจสอดแทรกตัวเอง ไปเล่นเกมคนอื่น แล้วยังมีผลตอบแทนมหาศาลได้

    แบบหลัง อาจมั่งคั่งน้อยกว่าแบบแรก แต่ยังมั่งคังมหาศาล และก็ง่ายกว่าสร้างเกมส์เอง

    พึงพอใจแบบใด ความสามารถอยู่แค่ไหน แล้วแต่ความชมชอบของแต่ละบุคคลครับ

    ทางรายการพยายามจะหาวิธีช่วยเหลือ แฟนรายการ ให้สามารถมีทางเลือกหลายทางในการเอาชีวิตรอด พาตัวประสบความสำเร็จในยุคโลกากิวัตน์ครับ

    ขอขอบคุณ คุณ ink อีกครั้ง ที่อุดหนุนเราตลอดมา การเข้ามาตอบของคุณ ink น่าจะมีส่วนช่วยอย่างมาก ทำให้ประเด็นที่พวกเรานำเสนอ ชัดเจนขึ้น

    อีกอย่าง จะได้ประกาศให้โลกรู้ว่า แฟนรายการของเรา ไม่ใช่แค่ผู้ฟังอย่างเซื่องซึม แต่เป็นปราชญ์บัณฑิต ผู้มีความรู้ สามารถแสดงปฏิสัมพันธ์สร้างสรรค์ กับผู้ผลิตรายการได้

    สำหรับ หนังสือที่จะมานำเสนอนั้น กรุณาอดใจรอนิดนึงครับ
    รับรองได้ยลโฉม (ผมพยายามปูพื้นผู้ฟังให้มากที่สุดก่อน จึงจะได้รับประโยชน์จากหนังสือที่แนะนำไปได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย)

    Stay Hungry. Stay Foolish

  4. admin on September 29th, 2007 1:12 pm

    เข้ามาตรวจดูใน log ของ admin ปรากฎว่า comment แรกของคุณ Ink ค้างอยู่และรอ approve ผมเลยกด approve ไปแล้ว จึงเพิ่งแสดงขึ้นมา ไม่แน่ใจว่าทำไมจึงยังต้องรอ approve เพราะปกติจะเซ็ตไว้ ให้ free comment ไม่ต้องลงทะเบียนอะไรครับ

  5. Dr. Surachai on September 29th, 2007 10:30 pm

    สวัสดี คุณเจริญชัย

    ผมอ่านเรื่องต่างๆในนี้ ก็รู้สึกว่า อาจจะเฉพาะกลุ่มที่มีพืนฐานความรู้ด้านนี้ดี ส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะมี การปูพื้นฐานสำหรับคนอ่านบางคนเช่นผม ที่ต้องค่อยๆฟังและศึกษา
    นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเคยเข้ามา ในเวบเพื่อเขียนความเห็นเพราะผมไม่ค่อยได้เข้าเวบนอกวงการของเราเอง
    และก็เป็นคนแรกที่ไม่รู้จัก ที่ผมโทรหา เพราะคิดว่า ฟังรายการแล้วดูจริงใจใช้ได้
    พูดตรงๆว่าแต่ก่อนผมเคยคิดว่าการเล่นหุ้นเป็นการพนัน แต่ก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจหลังจากฟังรายการคุณ ถ้าคุณเจริญชัยไปสืบนามสกุลผม จะรู้ว่าญาติผมเคยเป็นหนึ่งในสามสิบของเสี่ยสองที่เคยปั่นหุ้น ซึ่งผมคิดว่าแย่มากที่เป็นแบบนี้ เลยไม่ได้สนใจวงการนี้มาก

    ความเห็นในแง่อื่นคงไม่มี เพราะ ความรู้ผมแคบเฉพาะด้าน

    หวังว่าจะได้อ่านอะไรดีๆ และอวยพรให้เป็นเวบที่จะมีประโยชน์ต่อประชาชนมากๆ

  6. boy on October 1st, 2007 12:30 am

    ผมเห้นด้วยในเรื่องนี้นะครับ ผมเชื่อว่า คนที่ทำอะไรด้วยความรัก ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความจริงจัง อย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค สุดท้ายจะประสบผลสำเร็จในชีวิตการงาน การเงิน
    แต่กรณีที่ยกขึ้นมาอย่าง bill gate กับ steve job ผมว่าในเมืองไทยอาจยากหน่อย แต่ถ้ามามองตัวอย่าง กรณีที่ผมได้อ่านประวัติของ ฮอนด้า ที่เป็นคน
    ธรรมดามาก จบระดับมัธยม ทำงานจากระดับเด็กฝึกงาน อยู่ร้านตีเหล็ก ทำจักรยาน ก้าวมาเป้นผู้ผลิตจักรยาน ผลิตรถยนต์ ส่งรถไปแข่งในรายการใหญ่ๆของโลกเรื่อยมาจนถึงรายการ F-1 ในทุกวันนี้ ผมว่ามันสอดคล้องกับแนวคิดคุณเจริญชัย ที่ว่า ความคิดสร้างสรรค์ ใจรักเรื่องเครื่องยนต์ ความมุมานะอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กว่าฮอนด้าจะสามารถมีบริษัทฮอนด้ามอเตอร์ก็ปาเข้าไป อายุ 40 กว่าแล้ว สุดท้าย เขายังอำลาตำแหน่งประธานบริษัทเมื่ออายุถึงวัยเกษียณ กลับมาพักผ่อนอย่างแท้จริง หยุดงานบริหารทั้งหมด

    ผมว่าแนวคิดของฮอนด้าน น่าสนใจอยุ่ไม่น้อยนะครับ น่าลองหาอ่านดู

    ผมเชื่อในความคิดของผมอย่างหนึ่งว่า จริงอยู่โลกสมัยนี้ต้องมีความรู้เฉพาะเพื่อสร้างให้เราเป็น speacialist หรือผู้ชำนาญการ เพื่อสร้างความแตกต่างกับคนอื่น แต่ผมยังคิดว่า คนที่สามารถ นำความรู้ที่หลากหลายมาเชื่อมต่อเป็นความรู้ใหม่ ที่ก้าวหน้า เชื่อมโยง ศาตร์และศิลป์หลายแขนงนำมาใช้งานได้หลากหลาย หาได้ยากทีเดียว สามารถ บูรณาการความรู้ ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ ก็สามารถสร้างมุลค่าของตนเองได้

    จริงอยู่ การบูรณาการความรู้มาใช้อย่างหลากหลาย อาจจะดูขัดกับโลกนี้ที่ต้องเก่งเฉพาะเรื่องเป็นสุดยอดในแต่ละสายของตนนั้น ย่อมเป้นสิ่งที่ดี แต่ทว่า คนที่สามารถบูรณาการความรู้ชุดอื่นมาใช้ด้วยอย่างเช่น ริชาร์ด แบรนดสัน ที่ไม่ได้เชียวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ แต่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ เพราะจากความคิดสรางสรรค์ ความคิดสดใหม่ นำเอาความอยากของตนเองมาเป็นพลังให้กับตัวเอง

    ตัวอย่างหรือต้นแบบที่มีลักษณะต่างๆยังมีอีกมาก ขึ้นกับว่า เราเป็นแบบไหน ตัวเองมีลักษณะใด ต้นแบบ แบบไหนที่เหมาะกับเรา ก็สามารถดูดซับความรู้และประสบการณืมาประยุกต์เข้ากับเราได้เช่นเดียวกัน

  7. boy on October 1st, 2007 12:30 am

    ผมเห้นด้วยในเรื่องนี้นะครับ ผมเชื่อว่า คนที่ทำอะไรด้วยความรัก ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยความจริงจัง อย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค สุดท้ายจะประสบผลสำเร็จในชีวิตการงาน การเงิน
    แต่กรณีที่ยกขึ้นมาอย่าง bill gate กับ steve job ผมว่าในเมืองไทยอาจยากหน่อย แต่ถ้ามามองตัวอย่าง กรณีที่ผมได้อ่านประวัติของ ฮอนด้า ที่เป็นคน
    ธรรมดามาก จบระดับมัธยม ทำงานจากระดับเด็กฝึกงาน อยู่ร้านตีเหล็ก ทำจักรยาน ก้าวมาเป้นผู้ผลิตจักรยาน ผลิตรถยนต์ ส่งรถไปแข่งในรายการใหญ่ๆของโลกเรื่อยมาจนถึงรายการ F-1 ในทุกวันนี้ ผมว่ามันสอดคล้องกับแนวคิดคุณเจริญชัย ที่ว่า ความคิดสร้างสรรค์ ใจรักเรื่องเครื่องยนต์ ความมุมานะอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กว่าฮอนด้าจะสามารถมีบริษัทฮอนด้ามอเตอร์ก็ปาเข้าไป อายุ 40 กว่าแล้ว สุดท้าย เขายังอำลาตำแหน่งประธานบริษัทเมื่ออายุถึงวัยเกษียณ กลับมาพักผ่อนอย่างแท้จริง หยุดงานบริหารทั้งหมด

    ผมว่าแนวคิดของฮอนด้าน น่าสนใจอยุ่ไม่น้อยนะครับ น่าลองหาอ่านดู

    ผมเชื่อในความคิดของผมอย่างหนึ่งว่า จริงอยู่โลกสมัยนี้ต้องมีความรู้เฉพาะเพื่อสร้างให้เราเป็น speacialist หรือผู้ชำนาญการ เพื่อสร้างความแตกต่างกับคนอื่น แต่ผมยังคิดว่า คนที่สามารถ นำความรู้ที่หลากหลายมาเชื่อมต่อเป็นความรู้ใหม่ ที่ก้าวหน้า เชื่อมโยง ศาตร์และศิลป์หลายแขนงนำมาใช้งานได้หลากหลาย หาได้ยากทีเดียว สามารถ บูรณาการความรู้ ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ ก็สามารถสร้างมุลค่าของตนเองได้

    จริงอยู่ การบูรณาการความรู้มาใช้อย่างหลากหลาย อาจจะดูขัดกับโลกนี้ที่ต้องเก่งเฉพาะเรื่องเป็นสุดยอดในแต่ละสายของตนนั้น ย่อมเป้นสิ่งที่ดี แต่ทว่า คนที่สามารถบูรณาการความรู้ชุดอื่นมาใช้ด้วยอย่างเช่น ริชาร์ด แบรนดสัน ที่ไม่ได้เชียวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ แต่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ เพราะจากความคิดสรางสรรค์ ความคิดสดใหม่ นำเอาความอยากของตนเองมาเป็นพลังให้กับตัวเอง

    ตัวอย่างหรือต้นแบบที่มีลักษณะต่างๆยังมีอีกมาก ขึ้นกับว่า เราเป็นแบบไหน ตัวเองมีลักษณะใด ต้นแบบ แบบไหนที่เหมาะกับเรา ก็สามารถดูดซับความรู้และประสบการณ์มาประยุกต์เข้ากับเราได้เช่นเดียวกัน

  8. เจริญชัย on October 1st, 2007 10:28 am

    ขอบคุณ คุณหมอ สุรชัย มากครับ

    ผมขอเรียนตามตรงว่า ก่อนหน้านี้ ผมก็คิดว่าเป็นการพนัน และไม่เคยคิดจะเหยียบมาในวงการนี้
    เมื่อผมได้รับความรู้ที่ถูกต้อง ผมก็เลยต้อง Rethink Revalue

    อย่างไรก็ตาม ผมพยายามรณรงค์ ให้พี่น้องชาวเศรษฐศาสตร์ตลาดสดของเรา หันมาลงทุนกันอย่างจริงจัง โดยเน้นไปที่หุ้นขนาดใหญ่ มั่นคง พื้นฐานดี

    1. เพื่อตัวเอง จะได้มีรายได้ที่ดี
    2. เพื่อชาติ สนับสนุนหุ้นดี คัดค้านหุ้นไม่ดี (อย่านึกว่า เงินจำนวนน้อยของเรา ไม่มีผลต่อตลาด หากหลายๆคนรวมกันย่อมมีพลัง)

    ขอบคุณคุณหมออีกครั้งที่มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ผมกระทำ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำให้คุณหมอผิดหวังครับ

    สำหรับ คุณ boy ต้องขอขอบคุณที่ช่วยเสริมประเด็นของเรา ให้มีรายละเอียดมากขึ้น นับว่าช่วยพวกเราทางอ้อม

  9. Suwannee Wattananakorn on January 13th, 2008 10:13 am

    เราก้อ เป็นคนหนึ่ง ที่เลิกเรียน ใน มหาลัยนะ เราได้ทุนเรียน ฟรี ป.โท คณะเศรษฐศาสตร์ แต่เราเรียนได้ เทอมเดียว ก้อ ต้อง เลิกเรียน เพราะรู้สึกว่า ไม่มีความสุขกับการเรียน มากนัก มันเหมือน มีพันธนาการล้อมรอบ อยู่ ทำให้เรียนไม่ได้ ทั้งๆ ที่ เรารัก เราชอบ เศรษฐศาสตร์ เราต้องเรียนตามระบบ ที่เค้าจัดให้ รู้สึกอึดอัดมาก ผ่านมากว่า สิบ ปี แล้ว ก้อไม่เคยนึกเสียใจอะไรเพียงแต่รู้สึกผิด ว่า ไปแย่ง ทุนคนอื่นเค้า มาแล้วก้อทำใม่สำเร็จ แทนที่จะให้โอกาสคนอื่นเค้า สิ่งที่คิดได้ตอนนี้คือ เราต้องสร้างระบบการเรียนรู้ของเราเอง เพราะมนุษย์ ย่อมแตกต่าง ไม่ควร เรียนรู้ในระบบที่เหมือนกัน

  10. สุรศักดิ์ ธรรมโม on January 14th, 2008 10:22 am

    ผมเห็นด้วยกับประโยคสุดท้ายของ คุณสุวรรณี มาก ที่ว่า “เราต้องสร้างระบบการเรียนรู้ของเราเอง เพราะมนุษย์ ย่อมแตกต่าง ไม่ควร เรียนรู้ในระบบที่เหมือนกัน”

    ผมเองพยายามที่จะหาจุดดุลยภาพระหว่างการเรียนรู้ตามลักษณะนิสัยของเรากับความรู้
    ที่ใช้ในการดำรงชีพ โดยเฉพาะอย่างหลัง เราต้องสร้างความรักและความสุขที่จะหาความ
    รู้เพื่อใช้ในการดำรงชีพให้ได้ ในแง่นี้ มีทั้งการใช้ “สมาธิ” และ “ความเป็นมืออาชีพ”
    เป็นส่วนหนึ่งในการจูงใจเราในเงื่อนไขที่ว่า “ความรัก”ในความรู้เพื่อดำรงชีพไม่มากพอ

  11. สมศักดิ์ (ต้อม) on January 20th, 2008 11:30 pm

    ผมคิดว่าแค่ความรู้อย่างเดียวในปัจจุบันนี้น่าจะไม่พอนะครับ เพราะทุกคนก็สามารถหาความรู้ดังกล่าวได้ไม่ยากในโลกยุคนี้ ถ้าหากขาดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ผมคิดว่าคงจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้ยากในโลกยุคโลกาภิวัฒน์เช่นในปัจจุบันนี้

  12. เจริญชัย on January 22nd, 2008 3:42 pm

    ความรู้ในความหมายผม กินความถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ด้วยครับ
    ผมอาจสื่อสารไม่ดี ต้องขออภัยด้วย
    ขอบคุณที่ช่วยขยายความและชี้ข้อบกพร่อง ทำให้บทความของผมชัดเจนขึ้น
    ดีใจที่มีคนสนใจรายการและข้อเขียนของพวกเราครับ

Got something to say?