Practical Utopia X : กลยืมซากคืนชีพของฮั่นต๋งอ๋อง

July 16, 2008

Practical Utopia ตอนที่ 10 วิเคราะห์กลฮันต๋งอ๋องของเล่าปี่ เทียบการประกาศตนเหนือกว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ สร้างแนวโน้มใหญ่พิชิตวุ่ย ทั้งที่กำลังเล็กกว่า เป็นต้นแบบของ virtual power (กำลังภาพลวง) สมัยโบราณ หรือกลยืมซากคืนชีพในตำรับพิชัยสงคราม, นอกจากนี้ยังถกเถียงถึงตำรับอี้จิงคำภีร์แห่งการปรับเปลี่ยนไหลรื่นตามสภาพธรรมชาติ อัตราดอกเบี้ยและบทบาทของแบงค์ชาติในเรื่องนโยบายการเงินกับวิกฤตเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังแนะนำหนังสือ The world is round หรือล่องคลื่นโลกาภิวัฒน์เล่ม 1 เขียนโดย คุณสฤณี อาชวนานันทกุล

ภาพประกอบ แผนที่แผ่นดินจีนสมัยสามก๊ก (click เพื่อดูภาพใหญ่) เครดิตภาพจากเว็บไซต์ สามก๊กไทย

Related story:
  • No related posts



  • Comments

    98 Responses to “Practical Utopia X : กลยืมซากคืนชีพของฮั่นต๋งอ๋อง”

    1. 1. เหลียง on July 16th, 2008 17:07

      เล่าปังเปิดเผยยิ่งใหญ่ เล่าปี่สวมหน้ากากวิญญูชน แต่สิ่งที่ทั้งสองเหมือนกันคือ “ความหน้าด้าน” เล่าปังพบกับชัยชนะยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์จีนตั้งราชวงศ์ยืนยาวกว่า 400 ปี เล่าปีกลับพ่ายแพ้อย่างน่าอดสูครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายได้ครองเพียงดินแดนเล็กๆที่โกงมาจากเล่าเจี้ยง …

    2. 2. Ink on July 18th, 2008 9:57

      วันนี้เป็นครั้งแรกที่ท่านผู้จัดรายการทั้งสี่เปลี่ยนที่นั่งกันนะครับ :D

      โดยส่วนตัวแล้วผมชอบตอนนี้มากเลยครับ ช่วยอธิบายสามก๊กหลายจุดที่ผมยังไม่เข้าใจ โดยเฉพาะซี่โครงไก่ ผมเห็นด้วยกับคุณกานต์ในประเด็นที่ว่าขงเบ้งนั้นวางแผนสร้างเล่าปี่

      ไม่ทราบว่าใครเคยอ่านสามก๊กฉบับของท่านคีกฤทธิ์บ้างครับ เป็นอีกมุมมองที่ดีนะครับ ท่านมองว่าโจโฉ เป็นคนดี เป็นนายกคอยปกป้องบ้านเมือง จากพวกกบฏแบ่งแยกดินแดน คือเล่าปี่ กับซุนกวน ขงเบ้งนี่เจ้าเล่ห์สุด เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง นี่เป็นเหตุผลที่เค้าไม่สร้างคน เพราะกลัวคนมาแย่งความเด่น ไม่ชอบใครเก่งกว่า ใช้แม่ทัพเป็นแค่เบี้ยเท่านั้น นอกจากคนที่นบนอบอย่างเกียงอุย ขณะที่โจโฉยังเปิดโอกาสให้แม่ทัพใช้กลยุทธได้ เป็นผู้นำที่ดีกว่า สังเกตว่าตอนที่ขงเบ้งใช้คน ต้องให้ทำทัณบนไว้ ถ้าพลาดจะต้องถูกประหาร ขนาดตอนม้าเจ็กนั้น จริงๆ แล้วน่าจะเป็นความผิดของขงเบ้งมากกว่าที่ใช้คนผิด ทั้งๆ ที่เล่าปี่ก็เตือนแล้ว ในทางตรงกันข้ามโจโฉมักไม่ค่อยประหารแม่ทัพที่รบแพ้ บอกว่าการรบมีแพ้มีชนะ นอกจากนั้นขงเบ้งและเล่าปี่ก็ต่างหลอกใช้กันและกัน ขอแนะนำให้อ่านดูครับ ท่านให้เหตุผลสนับสนุนได้น่าสนใจมากๆ ครับ

      ผมว่าสามก๊กนี่มันแล้วแต่คนจะตีความหนะครับ เพราะว่าเรื่องก็เกิดมาเป็นพันปีแล้ว ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ก็แล้วแต่จะตีความกันไป ขนาดการเมืองยุคปัจจุบันเรายังไม่รู้อย่างทะลุปุโปร่งเลยครับ

      ส่วนฮั่นโกโจกับณ้อปาอ๋องเป็นช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์จีนที่ผมชอบที่สุดเลยครับ คนที่สั่งให้เผาสะพานคือจางเหลียงครับ จางเหลียงจะเป็นกุนซือที่วางกลยุทธ จริงๆ ข้อเสียของณ้อปาอ๋องก็คล้ายกับขงเบ้งหนะครับ คิดว่าตัวเองเก่งคนเดียว แต่ณ้อปาอ๋องจะแย่หน่อยตรงที่ว่า ไม่ตบรางวัลให้ลูกน้องให้ถึงขนาด แต่เก็บไว้คนเดียว แถมยังเป็นคนโหดร้าย หลังจากที่เอาชนะสามฉินได้แล้ว เค้าไม่ไว้วางใจทหารฉิน กลัวว่าจะก่อกบฏ จึงสั่งประหารทหารฉินที่ยอมจำนนแล้วสองแสนคน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นผลทำให้ ผู้คนหวาดกลัว และเอาใจเข้าข้างเล่าปังครับ

      มีคำพูดคำหนึ่งครับ ที่ผมจำได้ตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยลืมก็คือ คำพูด ที่ว่า “ไม่จำเป็นต้องเก่ง แค่สั่งคนได้ ใช้คนเป็นก็เป็นฮ่องเต้ได้” เค้าหมายถึงฮั่นโกโจหนะครับ จริงๆ แล้ว ฮั่นโกโจนั้นแพ้เซี่ยงหยี่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่แพ้ จะเข้มแข็งขึ้น เนื่องจากมีพันธมิตรครับ ในทางตรงกันข้ามเซี่ยงหยี่มีแต่คนตีจาก ลูกน้องเก่งๆ อย่างหานซิ่นก็ไปเข้ากับเล่าปังแทน การเป็นผู้นำที่ดีนั้นไม่ใช่ว่าต้องเก่งไปทุกหมดครับ แค่หาคนเก่งๆ มาทำงานให้เรา และสร้างสภาพแวดล้อมให้เค้าทำงานได้ก็พอ และวิธีการทำให้เค้าทำงานให้ก็คือ การเปิดโอกาสให้เค้าได้แสดงความสามารถครับ

      ถ้าสนใจประวัติศาสตร์ช่วงนี้ผมขอแนะนำภาพยนตร์จีนชุด จอมทัพสะท้านปฐพี เจ้งเส้าชิงแสดงเป็นเล่าปัง เค้าสร้างได้ดี เก็บรายละเอียดได้หมดเลยครับ

      และถ้าสนใจอ่านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่น โดยเฉพาะฮั่นหวู่ตี้นี่ มีหนังสือเล่าหนึ่งหนะครับ ผมจำชื่อไม่ได้แน่ๆ ชื่อ ฮั่นอะไรซักอย่างนี่แหละครับ ผมเก็บไว้ที่เมืองไทย เดี๋ยวกลับไปบ้านตอนปลายปีจะพยายามไปหามาโพสนะครับ เข้าเขียนเกี่ยวกับยุคฮั่นตะวันตกได้ดีเชียวครับ

    3. 3. Huang on July 18th, 2008 15:33

      คุณ Ink ชอบเหมือนกับผมเลย เรื่องไซฮั่นเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์จีนที่ผมชอบมากที่สุด อันที่จริง เล่าปังนั้นมีนิสัยละม้ายคล้ายโจโฉมากกว่าจะเหมือนเล่าปี่ (ผู้พยายามจะเคลมตัวเป็นทายาทเล่าปัง) เสียอีก

      หนึ่งในแม่ทัพที่ผมชื่นชอบที่สุดในประวัติศาสตร์จีนก็คือหานซิ่น หานซิ่นเป็นแม่ทัพที่ฉลาดหาตัวจับยาก เท่าที่ทราบ หานซิ่นรบไม่เคยแพ้เลยซักครั้ง จุดเปลี่ยนที่สำคัญของหานซิ่นคือตอนที่รบชนะ เว่ย จ้าว และ ฉี ติดต่อกัน ครอบครองพื้นที่และกำลังพลมากกว่าทั้งเล่าปังและฉู่ป้าหวางเสียอีก ลูกน้องหานซิ่นยุให้หานซิ่นตั้งตัวเป็นเอกเทศ สร้างกลยุทธ์ 3 ก๊กก่อนขงเบ้งจะเกิดหลายร้อยปี

      หานซิ่นพลาดไม่กล้าทำตาม คนที่ฉลาดมาชั่วชีวิตเลยต้องมาพบกับจุดจบอย่างน่าอนาถ

    4. 4. Huang on July 18th, 2008 15:45

      กลับเข้ามาสู่เรื่องสามก๊ก ศึกสามก๊ก ตอนที่ผมเห็นว่าคลาสสิคสุดๆมีอยู่สองตอน คือตอนโจโฉพิชิตอ้วนเสี้ยว อีกตอนคือตอนที่ขงเบ้งรบกับสุมาอี้ (ส่วนตอนศึกผาแดงที่เป็นหนังอยู่ นักประวัติศาสตร์หลายๆท่านคิดว่าไม่มีจริงในประวัติศาสตร์*)

      ตอนโจโฉพิชิตอ้วนเสี้ยว ถึงแม้เกียรติภูมิทางสงครามจะสูงส่งกว่า ที่โจโฉใช้ทหารเพียงแค่ 1 ใน 10 ยกไปถล่มอ้วนเสี้ยวถึงประตูบ้าน (เทียบเท่ากับซุนวูพาทัพอู๋พิชิตรัฐฉู่ ตั้งตนเป็นผู้นำนครรัฐทั้งหมดในช่วงกลางระหว่างชุนชิวและจั้นกว๋อ) แต่เสียดายที่ศึกนี้สั้นไปเสียหน่อยเลยไม่ค่อยมีเรื่องราวอะไรให้วิเคราะห์มากนัก

      ตอนขงเบ้งรบสุมาอี้ นี่จึงเป็นที่พูดถึงในบรรดานักวิเคราะห์มากกว่า เพราะเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ ขงเบ้งอาศัยรุกแทนการตั้งรับ สามารถครองพื้นที่เป็นเอกเทศได้หลายสิบปี มีกลยุทธ์ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากมาย

      (*ศึกเซ็กเพ็กนั้น ผู้สันทัดหลายๆท่านได้วิเคราะห์ไว้ว่าไม่น่าเกิดขึ้นจริงด้วยเหตุหลายประการ อาทิ ทั้งซากศพและซากเรือจำนวนมหาศาลหายไปไหน ฯลฯ ผู้สันทัดได้วิเคราะห์ไว้ว่าฉากตอนนี้เป็นตอนที่ หลอกวนจง นำเรื่องของ จูหยวนจาง รบทัพเรือกับ เฉินโหย่วเลี่ยง มาใส่ไว้ สถานการณ์ตอนนั้นมี 3 ก๊กใหญ่ จูหยวนจางก๊กเล็กกว่าแต่นำทัพเรือสู้กับเฉินโหย่วเลี่ยง ที่ประมาทเอาโซ่ล่ามเรือใหญ่ติดกัน เลยโดนจูหยวนจางใช้กลยุทธ์ไฟเข้าพิชิต)

    5. 5. เจริญชัย on July 18th, 2008 17:26

      ดีครับ นานๆจะเจอคนรู้ลึกรู้จริงเรื่องจีน อย่างคุณ Huang ขอคารวะ 1 จอก

      คุณ Huang มีส่วนวิเคราะห์คล้ายคุณก่อศักดิ์ คือ จ๊กก๊ก รุกแทนการรับ

      แต่ที่ผมเห็นแย้งกับคุณก่อศักดิ์ คือ คุณก่อศักดิ์ประเมิน ขงเบ้ง สูงเกินไป (อาจเป็นปฏิกิริยาต่อคนจำนวนหนึ่งที่ดูถูกขงเบ้ง)

      คุณก่อฯ มองว่า ยังไงจ๊กก็ต้องแพ้ เพราะทรัพยากรน้อยกว่า โดยเฉพาะเรื่องคนเก่ง ขงเบ้งคิดเช่นนั้น จึงต้องทำการรุกเพื่อไม่ให้ตกเป็นฝ่ายรับ

      แต่ถามจริงๆ ถ้าทรัพยากรน้อยกว่า ทำไมขงเบ้งจึงบุกได้ตั้ง 6-7 ครั้ง เกียงอุยอีก 9 ครั้ง

      ส่วนเรื่องคนเก่งนั้น แม้ว่าจะขาดแคลน แต่ทำไมไม่ไปหาจากเมืองอื่นละครับ ผมคิดว่า ไม่มียุคใดขาดแคลนปราชญ์ ขอเพียงแต่เราแสวงหา

      ผมคิดว่า ในก๊กวุย และง่อ มีคนเก่งดีๆซ่อนอยู่มากมาย และแน่นอนก็อาจถูกละเลยจากเจ้าก๊ก ดังนั้น ถ้าหยิบยื่นผลประโยชน์ให้มากพอ มีหรือใครจะไม่มา

      แม้จะมีคำสั่งห้ามจากก๊กนั้น แต่ผมคิดว่า ความกลัวตายไม่อาจหยุดยั้งความทะยานอยากของคนมากกว่า

      ผมว่า นี่คือ จุดอ่อนในการบริหารคนของขงเบ้ง
      โดยอาจมีสาเหตุหลายประการ เช่น อาจกลัวคนอื่นมาแย่งความสำคัญ อาจเพราะอนุรักษนิยม ต้องตรวจสอบความประพฤติด้วย ฯลฯ

      ไม่รู้ทุกท่านจะเห็นเหมือนหรือต่างอย่างไร

    6. 6. ประชาชนคนธรรมดา on July 18th, 2008 20:36

      ขอแสดงความเห็นประเด็นที่คุณเจริญชัยยกขึ้นมานะครับ

      เรื่องทำไมคนเก่งถูกละเลยนั้น ผมว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจากระบบ ขงเบ้ง บิต๊ก บิฮุย เจียวอ้วน คนเหล่านี้ถึงแม้จะภักดียังไงก็ตาม แต่ก็เป็นแค่พนักงาน ไม่ได้เป็น Shareholder ของจ๊กก๊ก พูดง่ายๆก็คือ ถ้าไปดึงคนเก่งมาช่วยมากๆ สุดท้ายก็จะถูกลดความสำคัญภายในองค์กร ตรงข้ามกับโจโฉหรือสุมาอี้ คนเหล่านี้มองการณ์ไกล เห็นอนาคตตนเองว่ามีโอกาสเป็น Shareholder ในวันข้างหน้า จึงไม่นำพาที่จะชักชวนคนเก่งๆมารวมกันมากๆ ยิ่งเยอะยิ่งดี

      พูดเรื่องนี้แล้วสะท้อนถึงการเมืองไทย เด็กชาวบ้านเรียนเก่งแทบตาย ทั้งสอบเอนทรานซ์ ทั้งได้เหรียญโอลิมปิค สุดท้ายแล้วต้องไปเป็นลูกจ้างพวกลูกหลาย Elite พูดอีกอย่างก็คือ คนที่มี connection เยี่ยมๆ มีชาติตระกูลสูง พ่อแม่สามารถดันเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังๆของโลกได้ กลับมาแล้วก็ชูคอว่าข้าจบ Wharton บ้าง จบ Harvard บ้าง แต่ทำวิกฤติให้เศรษฐกิจไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง คนกลุ่มนี้นี่แหละคือ Shareholder ตัวจริงของประเทศไทย และคนกลุ่มนี้ก็ไม่คิดจะเอาเด็กเรียนเก่งแต่นามสกุลบ้านๆ อย่างสืบวงศ์ลี ปัทมะ หรือเพ็ญแข มาเป็นรัฐมนตรีหรอก

    7. 7. Ink on July 19th, 2008 14:22

      คุณ Huang ชอบเหมือนผมเลยครับ ผมก็ชอบหานซิ่น เรียกว่าเป็นนายพลที่ผมชอบที่สุดในประวัติศาสตร์จีนแล้วหละครับ ชอบยิ่งกว่างักฮุยเสียอีก กลยุทธเพลงฉู่รอบทิศนี่ตีทัพเป็นแสนของเซี่ยงหยี่แตกโดยที่ไม่ต้องรบเลย แต่เสียอย่างเดียวที่ทรนงไปหน่อย ตอนเล่าปังถามว่าท่านบัญชาการทหารได้กี่คน ดันไปตอบว่าได้มากกว่าเล่าปัง ทำให้ฮองเฮาหลี่เฮาตาเขียวปึ๊ดเลย และถึงหานซิ่นไปม่ได้ตั้งเป็นสามก๊ก แต่ก็บีบให้เล่าปังตั้งตัวเองเป็นฉีอ๋องนะครับ ไม่งั้นไม่ยอมช่วยรบเซี่ยงหยี่กว่าจะมาช่วยก็ปล่อยให้รบกันซะน่วมแล้ว สุดท้ายเลยโดนเจี๋ยนซะ

      เคยอ่านเจอมาครับ แต่จำไม่ได้แล้วว่าจากที่ไหน สามก๊กนี่จริงๆ แล้วแต่งขึ้นตามประวัติศาสตร์ของราชวงศ์หมิง สมัยจูหยวนจางนี่ฆ่าคนง่ายๆ เลยไม่มีใครกล้าวิจารณ์ ล่อกวนจงเลยแต่งสามก๊กขึ้นมาประชด ล่อกวนจงเป็นลูกน้องของฝ่ายตรงข้ามจูหยวนจาง ผมจำไม่ได้ว่าเฉินโหย่วเลี่ยง หรือจางซื่อเฉินครับ จูหยวนจางเป็นโจโฉ และจูหยวนจางมีกุนซือคนหนึ่งที่เ่ก่งเหมือนขงเบ้งครับ ในสมัยจูหยวนจางก็มียุทธนาวีที่คล้ายๆ กับศึกเซ็กเพ็กด้วยครับ

      ท่านคึกฤทธิ์วิเคราะห์ศึกเซ็กเพ็กว่าจริงๆ แล้วโจโฉไม่ได้แพ้แล้วแตกทัพเรือครับ แต่ตั้งใจถอยทัพเอง เพราะว่าทหารตนมาจากทางเหนือ ไม่ชำนาญการรบทางน้ำ และป่วยเยอะ มีโรคระบาด แถมมีคนจะมาตีเมืองของตนด้วย เลยยกกลับดีกว่า แล้วมีประเด็นที่น่าสนใจคือจิวยี่อยู่ที่กังตั๋งมานานกว่าขงเบ้ง มีเหรอจะไม่รู้ว่าวันไหนหมอกจะลง ลมจะเปลี่ยนทิศ

      ผมคิดว่าที่ขงเบ้งไม่หาคนเก่งมาเพราะว่า เค้าอีโก้แรงคิดว่าตัวเองเก่ง ต้องทำเองทุกอย่าง ศิลปการใช้คนก็เก่งสู้โจโฉไม่ได้คับ คนเก่งๆ เลยไม่อยากมาทำงานให้ และที่ขงเบ้งกับเกียงอุยยกพลบุกขนาดนั้นนี่มันมีผลเสียกับจ๊กก๊กมากนะครับ ก่อนที่เล่าปี่จะเข้าเสฉวนจนถึงจ๊กก๊กตกเป็นของวุยก๊กนี่ประชากรหายไปเกือบครึ่งนะครับ ลองคิดดูว่าหายไปไหน

      อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ สาเหตุที่บรรดาผู้จบยูดังๆ ทั้งหลาย พอมาบริหารประเทศแล้วล่มจม ก็เพราะความเป็นผู้รู้นี่แหละครับ แต่รู้ตามตำราเท่านั้นนะครับ พวกนักเรียนทุนทั้งหลายต้องกลับเมืองไทยทันทีที่เรียนจบ ไม่มีโอกาสไปหางานทำในวาินิจทนกิจระดับโลก (ขอโทษนะครับถ้าพิมพ์ผิด ศัพท์ยากๆ อย่างนี้ผมไม่เคยใ้ช้หรอกครับ ไม่ได้พิมพ์ภาษาไทยจริงๆ จังๆมาหลายปีแล้วครับ) ผมคิดว่าตรงนี้เป็นการเสียโอกาสในการเปิดวิศัยทัศน์ และพัฒนาความสามารถไปอีกระดับหนึ่ง (ผมคิดว่าก.พ.ใจแคบครับ) แล้วลองคิดดูสิครับ แบงค์ชาิตินั้นต้องจัดการกับสถานการณ์ที่มันส่งผลโยงใยกันทั้งโลก ถ้าคนของแบงค์ชาติไม่มีวิศัยทัศน์ที่กว้าง ลึก แล้วมันจะเป็นยังไงครับ ยังไงเราก็แพ้ฝรั่งอยู่วันยังค่ำ

      นอกจากนั้น คนเราพอจบ Ph.D แล้วอีโกมันก็สูงตามหนะครับ คิดว่าเก่งไปหมด รู้ไปหมด ถ้าใครรู้มากกว่าตัวเองจะเสียหน้า แต่จริงๆ แล้วเรื่องเรียนกับชีวิตจริงมันต่างกันครับ สิ่งที่เรียนรู้จากนอกห้องเรียนนั่นแหละสำคัญกว่าอีก สำหรับผมแล้วคนเ่ก่งจริงๆ คือคนที่สามารถหาคนเก่งมาทำงานให้ตัวเองได้ครับ คนแบบนี้แหละที่จะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องจบสูงๆ พูดภาษาอังกฤษคร่องด้วยซ้ำครับ :)

    8. 8. กานต์ on July 20th, 2008 12:31

      ผมเห็นด้วยว่า ศึกที่เซ็งเพ้งอาจไม่เกิดขึ้นตามนิยายของล่อกวนจง ตำราประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งว่ากองทัพโจโฉเกิดโรคระบาดก็ต้องถอนตัวออกไปก่อน สงครามใหญ่อาจจะไม่เกิด แต่สงครามย่อยๆ อาจเกิดขึ้นหลายครั้งก่อนที่วุ่ยจะถอนกำลังกลับ

      แต่ส่วนตัวผมคิดว่าเหตุการณ์ ณ เวลานี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดพัฒนาการกลายเป็นสามก๊กขึ้น และทำให้โจโฉไม่อาจครอบครองแผ่นดินจีนได้

      ส่วนกรณีที่วุ่ยตกเป็นฝ่ายรับตลอด ผมก็คิดว่าส่วนหนึ่งหลังจากยุคโจโฉไป (หรือนับตั้งแต่โจโฉชราภาพลง) ก็คงเป็นเพราะสภาพความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองในวุ่ย ก็คงทำให้ไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างที่ควรเป็น ยิ่งหลังจากยุคโจโฉ มีการช่วงชิงอำนาจและเล่นการเมืองจนสับสนวุ่นวาย (ตระกูลสุมา และตระกูลโจ) จนภายหลัง สุมาอี้ สุมาสู และ สุมาเจียว สามารถยึดอำนาจทางการเมืองในวุ่ยได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตอนนั้นจึงเริ่มแผนกลืนจ๊กและง่อ จนรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้

      ส่วนประวัติศาสตร์จีนช่วงเวลาอื่นก็มีความน่าสนใจและน่าศึกษาไม่แพ้กันครับ แต่ผมคงไม่ถนัดเท่าช่วงสามก๊ก เพราะรู้อยางงูๆปลาๆ เท่านั้น

      อ้อ อีกช่วงหนึ่งที่ผมสนใจคือช่วงหลังจากแผ่นดินชิง และเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือช่วงของประธานเหมา นั่นก็น่าสนุก และมีอะไรให้ศึกษาเยอะเช่นกันครับ

    9. 9. zneb on July 21st, 2008 13:35

      จริงๆผมว่ากุนซือคนหนึ่งที่น่าจะได้รับการกล่าวขานว่าเก่งที่สุดในสามก๊ก และประวัติศสาสตร์จีนด้วยน่าจะมี กุยแกด้วยนะ เท่าที่อ่านดูเป็นคนที่สุดยอดมาก คนๆนี้เคยอยู่กับอ้วนเสี้ยวมาก่อน แต่เขาเป็นคนที่มีความสามารถในการวิเคราะห์และอ่านเกมทะลุมากๆ ผลงานที่มีชื่อเสื่องมากก็คือ วิเคราะห์ลางพ่าย 10 ประการของอ้วนเสี้ยว และเหตุแห่งชัยชนะ 10 ประการของโจโฉ ในยุทธการกัวต๋อ นอกจากนี้ยังคาดคะเนการตายของซุนเซ็กอย่างแม่นยำ คนๆนี้ผมว่าเขาควรได้รับสมญา “ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร” เฉกเช่นขงเบ้ง แถมคนๆนี้ยังช่วยโจโฉวางแผนสยบภาคเหนือได้อย่างราบคาบด้วย ผมว่าหากเขาไม่ด่วนจากไปเสียก่อน สติปัญญาระดับนี้ต่อให้มีร้อยขงเบ้ง โจโฉคงรวมแผ่นดินสำเร็จเป็นแน่แท้ 555
      นอกจากนี้ในประวัติศาสตร์จีน คนที่ผมมองว่าสมควรยกให้เป็นสุดยอดของสุดยอดนักปราชญ์แล้วนอกจาก ซุนวู ซุนปิน เตียวเหลียง ขงเบ้ง และกุยแกแล้ว ก็น่าจะยกให้หลี่ปู้เหว่ย และเว่ยเหลียวซึ่งเป็นกุนซือคนสำคัญของจิ๋นซีฮ่องเต้ด้วย คนนี้เป็นศิษย์สำนักนิติธรรมของซางยาง มีงานประพันธ์ซึ่งอ่านเจอในวิกิพีเดียด้วยว่าเป็น 1ใน7 สุดยอดพิชัยสงคราม คือ พิชัยสงครามเว่ยเหลียวจื่อ

    10. 10. Huang on July 21st, 2008 14:30

      กุยแกเป็นกุนซือที่ได้รับความชื่นชอบจากโจโฉมากที่สุด เสียดายว่าตายเร็วจึงไม่ได้รับการพิสูจน์ฝีมือเท่าไหร่

      อย่างไรก็ตาม ผมมองว่ากุยแกนี้ค่อนข้างจะถูก overrated หรือยกยอเกินจริงโดยโจโฉ (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม) อย่างเรื่อง 10 ลางแพ้ชนะ จริงๆแล้วกุยแกออกจะมั่นใจเกินเหตุ เพราะเมื่อรบกันจริงๆปรากฎว่าโจโฉก็เกือบจะแพ้ไปเหมือนกัน การที่เขาฮิวแปรพักตร์ถือเป็นตัวแปลสำคัญที่ทำให้ชนะ (ถ้าเขาฮิวเจอจับได้ตอนหนีออกมา โจโฉก็คงสิ้นท่า) กุนซือที่ดูจะเหนือกว่ากุยแกซักครึ่งขั้นคือซุนฮก ซึ่งบอกแค่ว่าที่กุยแกว่ามาก็มีส่วนถูก แต่ก็ไม่ได้ฟันธง แล้วก็แนะนำกลยุทธ์ที่มีผลต่อการแพ้ชนะหลายครั้ง เช่นหลอกให้อ้วนเสี้ยวแบ่งแยกกองทัพ แต่ซุนฮกกลับไม่เป็นที่ชื่นชอบของโจโฉเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากที่ซุนฮกไม่ค่อยสนับสนุนให้โจโฉเลื่อนยศตัวเอง

      อย่างตอนโจโฉโดนเผาเรือ กุนซือเทียหยกก็เตือนไว้เช่นกัน ซึ่งถ้ากุยแกมาก็คงเป็นประการเดียวกันไม่น่าจะเปลี่ยนผลแพ้ชนะได้ เพราะเรื่องที่ว่ารู้ลมผิดฤดูก็คงจะมีขงเบ้งแต่เพียงผู้เดียว (มีแต่ในนิยาย)

      ส่วนกุนซือสำคัญที่สุดของฉินซี เข้าใจว่าคงหมายถึงหลี่ซือมากกว่ากระมัง?

    11. 11. เจริญชัย on July 21st, 2008 14:53

      ขอบคุณทุกท่านที่มาอุดหนุนเรา
      ตั้งแต่ ผมงดจัดรายการ ประจวบกับเวปเปลี่ยนโฉมใหม่ ทุกอย่างก็ดูเลวร้ายลง
      อาจเป็นเพราะพวกเราขาดความเจนจัด จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงสร้างปัญหาที่คาดคิดไม่ถึง
      อย่างไรก็ตาม
      อาจเนื่องจากผลบุญที่พวกเราทำไว้ ด้วยการสร้างของดี
      จึงมีคนตามมาอุดหนุนหลากหลายคน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

      ขอบคุณทุกท่านอย่างสุดซึ้ง

      ปล. ผมขอสัญญาว่า จะสร้างสรรค์ “หนังสือเล่มใหม่” ที่เกี่ยวกับความเป็นจีน ให้ดีที่สุด เพราะดูเหมือนว่า แฟนๆของเราจะชื่นชอบประวัติศาสตร์จีนกันอย่างหลงใหล 555

    12. 12. Huang on July 21st, 2008 14:54

      พูดถึงหลี่ซือก็นึกถึงสำนักกฎหมายสามคน ซางยาง หานเฟย แล้วก็หลี่ซือ ยอดคนสามท่านนี้ เสียดายจุดจบไม่ดีเลยซักท่าน …

    13. 13. เจริญชัย on July 21st, 2008 15:10

      ยังมี ไป่ฉี๋ อีกคนนึง
      คนนี้รบเก่งมาก ไม่เคยแพ้
      แต่ถ้าจำไม่ผิด ก็ยังโดน 5 ม้าแยกร่าง
      (ไม่รู้อ่านเจอจากหนังสือเล่มไหน เซ็งตัวเองจริงๆ)

      แต่อย่างที่บอก แม้ว่า รัฐฉิน จะโหดร้ายกับคนนอกผู้ทำคุณอย่างไร
      ก็ยังมีคนพร้อมเข้ามาทำงานเสมอ(คงคิดว่าตนเองไม่โดน หรือหนีได้)

      ดังนั้น คงไม่ยากที่จ๊กก๊ก จะไปดึงตัวคนเก่งๆจากรัฐอื่นมา
      และแน่นอน ระบบควบคุมตามชายแดนของแต่ละรัฐคงไม่เข้มงวดได้ทุกตารางนิ้ว
      เพราะยังไงประเทศจีนก็ใหญ่มาก หุบเขาลำเนาไพรก็มากมาย

      ตอนนี้ กำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับจีน
      กำลังเอ่ยถึง พิชัยสงคราม 7 คัมภีร์
      เล่มของ “ซื่อหม่าฝา” รวบรวมโดยบรรพบุรุษตระกูลเถียน
      แต่ไม่รู้ผมตาเซ่อหรือยังไง ดันไปเห็นว่า “เถียนตาน” เป็นคนแก้ปรับปรุงในตอนท้าย
      แต่พอกลับไปอ่านอีกรอบกลับไม่ใช่

      แต่ดันเชื่อมโยงไปแล้วว่า เถียนตานคือ คนที่วางแผนกู้รัฐฉีมาจาก “เล่ออี้” ขุนพลรัฐเอี้ยน ผู้ทำให้รัฐฉีอ่อนแอ จนไม่มีพลังพอที่จะรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น

      พยายามค้นหาอยู่ ถ้าไม่งั้นคงต้องลบวรรคนี้ออก

      กำลังเชื่อมโยงสนุกสนานพอดี
      เพราะ “ขวันต๋ง(ก่วนจง) งักเย(เลออี้)” ที่ขงเบ้งอ้างถึงนั้น กลับมีการเชื่อมโยงอย่างประหลาด คือ ก่วนจงเป็นคนทำให้รัฐฉีเข้มแข็ง แต่เล่ออี้ กลับเป็นคนทำให้รัฐฉีเสื่อมทราม

      แต่ทั้งสองท่านก็ถือเป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีน

    14. 14. Huang on July 21st, 2008 15:20

      ก่วนจ้งนี่พอคุ้นๆ แต่เลออี้นี่ใครหว่า นึกไม่ออก …

    15. 15. เจริญชัย on July 21st, 2008 16:10

      เล่ออี้ แม่ทัพรัฐเอี้ยน ซึ่งสามารถโจมตียึดรัฐฉี ซึ่งเป็นมหาอำนาจได้เกือบ 70 เมือง นั่นไง
      แต่ในที่สุด อ๋องหูเบาก็เชื่อคำยุยง ปลดเล่ออี้ออกจากตำแหน่ง ตามแผนกลของเถียนตาน แม่ทัพรัฐฉี ที่เกือบจะสิ้นชาติ แต่สามารถพลิกสถานการณ์กอบกูประเทศได้สำเร็จ

      น่าเสียดาย ความฝันของ ขงเบ้งเป็นจริงแค่ ก่วนจง คือ ปรับปรุงประเทศ แต่ยังไม่สามารถยึดวุยก๊กได้สำเร็จ ซึ่งก็คงคล้าย เล่ออี้ ที่มีฮ่องเต้หน้าโง่อย่าง “เล่าเสี้ยน”

    16. 16. zneb on July 21st, 2008 16:24

      ทั้งหลี่ซือและเว่ยเหลียวต่างก็เป็นเสมือนแขนซ้ายแขนขวาของจิ๋นซี หลี่ซือเป็นคนมีปฏิภาณไหวพริบดี มีวาทศิลป์ แต่มีความทะเยอสูง คนๆนี้จิตใจคับแคบไปหน่อย เห็นหานเฟยจื่อมีความสามารถมากกว่าตนจิ๋นซีโปรดปรานมาก แม้ว่าเขาจะเป็นคนพูดติดอ่าง เลยถูกใส่ความจากหลี่ซือ ว่าเป็นกบฏแอบคบคิดแค้วนหานล้มจิ๋นซี เลยโดนประหาร สวนเว่ยเหลียวนั้นช่วยจิ๋นซีวางแผนพิชิตแคว้นต่างๆหลายครั้ง ดูท่าทางจะลึกซึ้งเรื่องพิชัยสงครามมากกว่าหลี่ซือ แต่เขาเหมือนกับขงเบ้งตรงที่เป็นคนสมถะ นอบน้อมถ่อมตน(แถมถือพัดขนนกเหมือนขงเบ้งด้วย 555) เคยคิดหนีตีจากจิ๋นซีมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ทำไม่สำเร็จ ถูกจิ๋นซีตามตัวกลับมาได้ แสดงให้เห็นว่าคนๆนี้มีความสามารถมาก จิ๋นซีจึงให้ความสำคัญกับเขามาก แต่เนื่องจากเว่ยเหลียวดูออกว่าจิ๋นซีนั้นแท้ที่จริงอุปนิสัยนั้น มีความเป็นคนอำมหิต อารมณ์ดุร้าย การอยู่กับเขานานๆไม่ต่างจากการขี่หลังเสือ สุดท้ายแล้วเมื่อเขาช่วยจิ๋นซีบรรลุภารกิจได้จึงหนีหายวับไปเลยในที่สุด ปล่อยให้หลี่ซือจอมสอพลอนั่นตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีไปในที่สุดจนถึงรุ่นฉินที่ 2

    17. 17. zneb on July 21st, 2008 16:45

      ความสุดยอดของเถียนตานอยู่ที่ กลวัวไฟถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นรัฐฉีถือได้ว่าแทบสิ้นชาติ 100% แล้วถูกไล่ตี 70 หัวเมือง เหลือแค่ 2 หัวเมือง สุดท้ายก็กู้แคว้นมาได้ ต้องถือว่ากรณีเช่นนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ยอดคนจริงๆ แต่นั่นก็ทำให้แคว้นฉีซึ่งถือเป็นแคว้นมหาอำนาจอ่อนแอไปมากด้วยเช่นกัน จนกระทั่งอ๋องขี้ขลาดของแคว้นฉียอมออกไปเปิดประตูเมืองให้ทหารแคว้นฉินเดินเข้ามาสบายๆ (ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกกรณีของเล่าเสี้ยนจะทุเรศกว่าเยอะเพราะถึงขนาดมัดตัวเองออกมายอมจำนน)
      จริงๆเป็นที่น่าสังเกตว่าหลายๆกรณีตอนช่วงที่จิ๋นซีค่อยๆกลืนทีละแคว้นนั้น มีปัจจัยร่วมสำคัญตัวหนึ่งที่ช่วยให้จิ๋นซีประสบความสำเร็จได้นั่นคือ กลยุทธ์บทสุดท้ายของซุนวู และกรณีที่เด่นชัดที่สุดก็คือ ความล่มสลายของคแว้นใหญ่ 2 แคว้นคือ จ้าวและฉี โดยแคว้นฉินใช้นโยบายติดสินบนขุนนางผู้ใหญ่ให้เป็นไส้ศึกแก่ฝ่ายตน โดยคนที่ติดสินบนนั้นคือระดับ อัครมหาเสนาบดี นโยบายไส้ศึกนี้น่าจะดำเนินมาตั้งแต่สมัยหลี่ปู้เหล่ยแล้ว เนื่องจากเขาเป็นพ่อค้ามาก่อน และรู้วิใช้เงินติดสินบนจนตนเองเป็นใหญ่ และยุคที่หลี่ปู้เหว่ยครองอำนาจก็ส่งเสริมการค้าของพ่อค้า และตัวเองด้วย ดังนั้นแคว้นฉินจึงน่าจะมีเงินในท้องพระคลังมากทีเดียว การใช้กลยุทธ์นี้ย่อมมีความเหมาะสมต่อสภาพการณ์โดยรวม ต่อมาเว่ยเหลียวก็ดำเนินนโยบายติดสินบนขุนนางฝ่ายศัตรูเช่นเดียวกับหลี่ปู้เหว่ย
      กรณีแคว้นจ้าวนับว่าน่าเสียดายที่สุด ตอนนั้นแคว้นจ้าวมียอดแม่ทัพที่รักษาชายแดนอยู่นาม “หลี่มู่” (ถ้าผิดก็ขออภัยด้วย) คนๆนี้มีความสามารถมากๆ ทหารฉินหลายแสนล้อมเมืองหานตานเอาไว้ 1 ปียังตีไม่แตก สุดท้ายแพ้เพราะมีขุนนางไส้ศึกคอยเป่าหูจ้าวอ๋องจนมีคำสั่งย้ายหลี่มู่ออกจากการรบ

    18. 18. Huang on July 21st, 2008 16:47

      โห ชักสนุกครับ เซียนเรื่องจีนๆเยอะเหลือเกิน อยากทราบ profie แต่ละท่าน ไม่ทราบว่าจะละลาบละล้วงไปหรือเปล่าเนี่ย :)

    19. 19. zneb on July 21st, 2008 17:09

      ภูมิปัญญาตะวันออกแสนลำลึก
      พระพุทธเจ้าค้นพบสัมพัทธภาพก่อนไอสไตน์ เห็นสังคมอารยะก่อนมาร์กซ
      แม้แต่อเล็กซานเดอร์ยังนับถือพระพุทธศาสนา (แต่เรื่องนี้กลับไม่ค่อยเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปในตะวันตกนัก)
      ซุนวูเขียนพิชัยสงคราม 1 เล่มกลายเป็นตำราสงครามของทุกชาติ มีการพลิกแพลงเป็นทั้งตำราการจัดการ กลยุทธ์ธุรกิจ
      ซุนวูเพียงเล่มเดียวสร้างยอดนักการทหารและเหล่าปราชญ์ลือลั่นสะท้านแผ่นดินจีน หลี่ปู้เหว่ย เว่ยเหลียว หานเฟยจื่อ เตียวเหลียง ขงเบ้ง โจโฉ เหมาเจ๋อตุง ฯลฯ ล้วนเป็นผลผลิตจากพิชัยสงครามซุนวูทั้งสิ้น
      การที่ตำราซุนวูกลายเป็นหนังสือที่ชนชั้นผู้มีอำนาจของโลกในแต่ละยุคสมัยอ่านกัน มันย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีส่วนขับเคลื่อนประวัติศาสตร์โลกจนถึงทุกวันนี้
      แผนที่เรือของต้าหมิงช่วยโคลัมบัส และกองเรือของมหาอำนาจยุโรปค้นพบโลกใหม่
      หากหนังสือที่การ์วิน เมนซี่อีกเล่มที่เขียนไว้เป็นจริง จะเท่ากับว่าเป็นการพลิกประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว
      (ผมหมายถึง 1434 The Year Chinese ignited renaissance: 1434 ปีที่จีนจุดประกายยุคเรเนซองส์ เห็นหน้าปกแล้วอึ้งเลย ถ้าเรื่องในหนังสือนี้จริงอย่างที่เขาเขียนก็เท่ากับว่าชาติจีนคือผู้รังสรรค์ความเจริญให้โลกจวบจนทุกวันนี้)
      เรามีของดีกับตัวก็ควรศึกษาเอาไว้
      นี่แหละความลึกซึ้งของภูมิปัญญาตะวันออก

    20. 20. Huang on July 21st, 2008 17:29

      แฮ่ๆ อันนี้ต้องขอแย้งนิดนึงนะครับ ที่ว่าพระพุทธเจ้าค้นพบสัมพัทธภาพก่อนไอน์สไตน์ อันนี้เป็นเพียง “ความเชื่อ” นะครับ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบคือทางสายกลายและอริยสัจสี่ ส่วนเรื่องอื่นๆเป็นแค่จินตนาการของคนรุ่นหลังเท่านั้นเอง นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว ด้วยความเป็นคนดัง ไอน์สไตน์ยังโดนโยงไปเข้ากับความเชื่อของอีกหลายๆศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เต๋า ซึ่งหลายๆคนอ้างว่า เต๋า เข้าถึงสัมพัทธภาพก่อนไอน์สไตน์ซะอีก

      อันที่จริง แนวคิดเชิงปรัชญาแนว “สัมพัทธภาพ” นั้นเกิดมานานนมกาเล มีอยู่ในตำนานของชนชาติและศาสนาต่างๆมากมาย แต่ที่ทำให้ไอน์สไตน์โด่งดังนั้นคือการพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าวด้วยสมการอันลึกล้ำ ซึ่งตรงนี้ถือได้ว่าไอน์สไตน์เป็นมนุษย์คนแรกที่ทำได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการหลู่เกียรตินักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ ผมก็ยังจะขอยืนยันว่าไอน์สไตน์เป็นคนแรกที่ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ ครับ

    21. 21. กานต์ on July 21st, 2008 18:26

      ท่านที่สนใจประวัติศาสตร์จีน เข้าไปดูที่หน้า ธารประวัติศาสตร์ มุมจีน ได้ครับ http://www.manager.co.th/China/ViewBrowse.aspx?BrowseNewsID=6522

    22. 22. Ink on July 22nd, 2008 10:56

      รู้สึกดีครับที่มีผู้รู้หลายคนมาแลกเปลี่ยนกัน ผมอยากจะเพิ่มกุนซือที่เก่งอีกคนหนึ่งครับ คนนั้นคือฟ้านหลี่ กุนซือของโกวเจี้ยนอ๋อง ผู้เสนอให้ใช้แผนสาวงาม คือนางไซซี หนึ่งในหญิงงามแห่งแผ่นดินจีน ทำให้อู๋อ๋องฟูชา หลงไหล ประหารแม่ทัพใหญ่อู๋จื่อซี แล้วในท้ายที่สุดโก้วเจี้ยนอ๋อง แห่งแคว้นเย่ห์ก็สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาจากแคว้นที่สิ้นชาติ ตีจนแคว้นอู๋สิ้นชาติแทน ทั้งๆ ที่รุ่นพ่อนั้นแคว้นอู๋แผ่แสนยานุภาพทางการทหารออกไปไกลมาก ด้วยความช่วยเหลือของซุนวู หลังจากภารกิจสำเร็จแกก็เผ่นเหมือนกับเว่ยเหลียว และกุนซือของจูหยวนจางครับ เหมือนกับแกรู้ว่า หลังจากสร้างวัด เสร็จแล้วเค้าคงไม่เก็บนั่งร้านเอาไว้หนะครับ

      คนหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นผู้สร้างความเข้มแข็งที่แท้จริงให้กับแคว้นฉิน จนท้ายที่สุดแล้วก็สามารถผนวกอีกหกแคว้นได้คือ ซางยางครับ ซางยางเห็นว่าข้อบกพร่องสำคัญที่ทำให้แคว้นต่างๆ ไม่เจริญคือการสืบศักดินา การเข้ารับราชการนั้นจะดูจากศักดินาเป็นหลัก ไม่ดูความสามารถ ดังนั้นตำแหน่งขุนนางจึงตกอยู่กับตระกูลขุนนางไม่กี่ตระกูล นอกจากนี้ตระกูลเหล่านี้ยังขัดแย้งกันเองอีกด้วย จึงยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเข้าไปใหญ่ ด้วยความสนับสนุนของฉินอ๋อง ซางยางยกเลิกระบบนี้ได้สำเร็จ ทำให้มีคนเกลียด พอสิ้นฉินอ๋อง แล้วจึงถูกฉินอ๋ององค์ใหม่ประหาร (ซางยางเคยมีเรื่องบาดหมางมาก่อน เพราะสั่งโบยอาจารย์) แต่ถึงกระนั้นระบบใช้คนตามความสามารถก็ได้ฝังรากลงไปในแคว้นฉินแล้ว คนอย่างหลี่ซือ ถึงมาเป็นเสนบดีแคว้นฉินได้ไงครับ ในคณะที่แคว้นอื่นๆ ยังยึดติดกับระบบศักดินาเดิมอยู่ จึงหยุดการพัฒนา นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนมีความสามารถเดินทางมาแคว้นฉินไงครับ นอกจากนี้ซางยางยังสนับสนุนการเกษตร ตั้งกลุ่มหมู่บ้าน ที่สมาชิกต้องเฝ้าสอดส่องกันและกัน ไม่งั้นจะต้องรับโทษร่วมกัน ทุกอย่างนี้ทำให้แคว้นฉินเจริญอย่างก้าวกระโดด จากที่เป็นแคว้นบ้านนอกสมัยชุนชิว มาเป็นมหาอำนาจในปลายยุคจันกว๋อครับ

      ส่วนไป๋ฉี่ตายเพราะเอามีดเชือดคอนะครับ ไม่ใช่เพราะโดนห้าม้าแยกร่าง เหตุผลก็คือการเมืองภายในครับ แม่ทัพเก่งยังไงก็ไม่เก่งกว่ากังฉินครับ แม่ทัพคนนี้แกเหี้ยมไปนิด แกฝังทหารแคว้นเจ้า 450, 000 คน ที่ยอมแพ้แล้วในศึกที่ฉางผิง

    23. 23. เจริญชัย on July 22nd, 2008 11:07

      ขอปรบมือให้ รู้เยอะจริงๆ

      ฟ่านหลี่ ผมก็ชอบ แม้ว่าตอนแรกจะเฉยๆ แต่พอมาอ่านประวัติลึกๆอีกทีก็เก่งดี
      ที่สำคัญ ไม่ใช่เก่งแต่การศึก แต่การทำมาหากินก็ยอดเยี่ยม(อันนี้อาจเป็นตำนาน)
      ลือกันว่าเป็นพ่อค้าใหญ่ชื่อ เถาจูกง
      กิมย้งชื่นชอบตาคนนี้เป็นพิเศษ ไม่รู้ทำไม

      ซางยางไม่ต้องพูดถึงช่วยสร้างรากฐานให้แคว้นฉิน แต่ฟังคุณ ink วิเคราะห์อีกทีก็ลุ่มลึกดีครับ

      ขอบคุณที่ให้ความรู้เพิ่มเติมเรื่อง ไป๋ฉี่ ชอบที่คุณวิเคราะห์ว่า แม่ทัพเก่งอย่างไรก็ไม่อาจสู้กังฉิน 555 ผมพึ่งอ่านหนังสือของคุณสุขสันต์ก็วิเคราะห์ไว้คล้ายๆกัน

      เล่ออี้ ที่ไม่อาจยึดรัฐฉีได้ ก็เพราะกังฉินนี่แหละ

      ว่าแต่คุณ ink ทำไมรู้ประวัติศาสตร์จีนเยอะกัน วันหลังว่างๆต้องนัดคุยเสียหน่อย

      “จิบชา สนทนาเรื่องราวแต่หนหลัง(ประวัติศาสตร์)”

    24. 24. JJKung on July 22nd, 2008 11:55

      ชอบๆๆ

      ฟ่านหลี่ผมก็ชอบ อย่างกลยุทธ์ยืมข้าวเปลือกคืนข้าวสุก เจ้าเล่ห์จริงๆ อิอิ

      ซางยางผมก็ชอบ จะตายแล้วยังมีวิธีแก้เผ็ด เอาพวกที่ตามฆ่าลงนรกไปด้วย ตายแล้วยังมีฤทธิ์ของจริง

      ไป่ฉีผมก็ชอบ แต่ที่ชอบมากกว่าคือ หวังเจี่ยน เหตุผลคือชื่อเพราะดี (ไร้สาระมาก) แล้วก็ตอนขอทหาร 6 แสนถล่มฉู่ .. ยังไงก็ยังเก๋ากว่า

      “ซางยางเห็นว่าข้อบกพร่องสำคัญที่ทำให้แคว้นต่างๆ ไม่เจริญคือการสืบศักดินา” <— ไม่รู้คล้ายๆการเมืองไทยตอนนี้รึป่าว 55

    25. 25. zneb on July 22nd, 2008 15:24

      น่าสรรเสริญ แต่ละคนล้วนมีความรอบรู้ที่ลึกซึ้งดีจริง ขอคารวะ
      จริงๆแล้วมันน่าสนใจที่ว่า เมื่อเราต้องการคนมีความสามารถมาช่วยเราทำภารกิจบางอย่างที่ยิ่งใหญ่นั้น จะทราบได้อย่างไรว่า บุคคลผู้นั้นเป็นที่มีความสามารถอย่างแท้จริง
      ข้อคิดจากสามก๊กตอนหนึ่งถือว่าน่าสนใจมาก
      โจโฉอุ่นสุราถกเรื่องวีรบุรุษกับเล่าปี่ได้ให้ข้อคิดที่สำคัญเอาไว้สั้นๆแต่ได้ใจความว่า
      วีรบุรุษนั้นเป็นคนมีปณิธานกว้างไกล มีเป้าหมายชัดเจน ทำการได้พลิกแพลงประดุจดั่งมังกรที่ใหญ่ได้เล็กได้
      ดังนั้นบุคลากรจึงถือเป็นปัจจัยชี้ขาดข้อหนึ่งในการศึก
      ต้องมีทั้งยอดวีรบุรุษ และมีบุคลากรชั้นเลิศมาห้อมล้อมประดุจดาวล้อมเดือน
      อ๋องฉินสายตาเฉียบคมจึงใช้ซางยาง ฉินเริ่มผงาด
      ทั้งฉินและโจโฉมีปราชญ์มาเข้าด้วยมากจึงยิ่งใหญ่
      เล่าปี่เปลี่ยนฐานะเมื่อได้ขงเบ้ง

      แม้ปัจจุบันข้อนี้ก็เป็นจริง
      สหรัฐฯและสิงคโปร์มีคนหลากหลายสัญชาติมาทำงานให้มีทั้งมืออาชีพ ผู้ประกอบการ นักวิชาการ อีกทั้งระบบการศึกษาที่ดีก็สร้างบุคคลากรภายในชาติมาเสริมอีกแรงหนึ่งด้วย
      2 ชาตินี้จึงไม่ต่างจากโจโฉที่มากไปด้วยกองทัพของสุดยอดบุคลากร
      ขณะที่จีนมีมหาบุรุษ “เติ้งเสี่ยวผิง” คนๆนี้เป็นวีรบุรุษตามที่โจโฉกล่าวไว้ทุกประการ
      วางแผนพัฒนาจีนเป็นขั้นๆ แถมก่อนตายยังวางตัวผู้นำเสร็จสรรพ เข้าล็อกตามขั้นพัฒนาของชาติพอดี
      ความสามารถผู้นำในแต่ละยุคเข้ากับสภาพเศรษฐกิจสังคมของจีนในตอนนั้นๆ
      นี่คือ อัจฉริยภาพของเติ้งที่หาผู้เลียนแบบได้ยาก
      ยกเว้น ลีกวนยู ที่เลียนแบบเติ้งได้

    26. 26. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 22nd, 2008 16:34

      ผมเห็นด้วยกับคุณ Huang ที่วิจารณ์ คุณ zneb ในเรื่องพระพุทธเจ้าค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพก่อนไอน์สไตน์ครับ เพราะผมคิดว่านี่เป็นความเชื่อที่อยู่บนรากฐานที่แสดงความเหนือกว่าของ “ปัญญาตะวันออก” โดยที่ไม่มีข้อเท็จจริงมารองรับ

      เมื่อไม่นานมานี้ ผมอ่านคำโปรยของปกหนังสืออี้จิงไทยเล่มหนึ่งที่โปรยทำนองว่า ถ้าคนอย่าง Leibniz ไม่ได้อ่านเล่มนี้ก็คงคิดค้นคณิตศาสตร์ชั้นสูงไม่ได้และอ้างบุคคลสำคัญตะวันตกอีกมามายที่ประสบความสำเร็จเพราะอ่านและศึกษาอี้จิง

      ผมเห็นแล้ว อดนึกถึงความเชื่อของชาวจีนจำนวนมากที่เชื่อว่า สิ่งก่อสร้างบนโลกมนุษย์ที่เห็นด้วยตาเปล่าบนดวงจันทร์คือ “กำแพงเมืองจีน”

      นอกจากนี้ ผมยังนึกถึงจดหมายของพระครูวิจิตรธรรมโชติ ซึ่งท่านบอกชัดเจนเลยว่าผู้ที่คัดลอกจดหมายของท่านแล้วส่งต่อไปยังคนอื่นๆอีก 100 คน ประสบความสำเร็จอย่างไรบ้าง อาทิ บารัก โอบามา ได้รับE- Mail จากพระครูวิจิตรธรรมโชติแล้ว ปฏิบัติตาม ผลคือสามารถเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตไปชิงตำแน่งประธานาธิบดี ในขณะที่ นางฮิลลารี คลินตันไม่ทำตาม ผลคือ เธอไม่สามารถเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ นอกจากนี้ นายซัดดัม ฮุสเซนได้รับจดหมายพระครูวิจิตรแล้วไม่ทำตาม ผลคือถูกแขวนคอ

      ทั้งหมดนี้ ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่ครับ

    27. 27. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 22nd, 2008 16:44

      พอดีเคยอ่านบทความนี้ของ ศ.ดร. สุทัศน์ ยกส้าน เรื่อง “สาเหตุการสูญเสียความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของจีน ” เลยขอส่ง Link ของบทความนี้ให้ทุกท่านลองอ่านดูครับ

      http://www.ipst.ac.th/ThaiVersion/publications/in_sci/tcnochina.pdf

    28. 28. zneb on July 22nd, 2008 17:18

      good link. many thanks

    29. 29. กานต์ on July 22nd, 2008 19:26

      เห็นด้วยกับบทความที่ ดร. สุทัศน์ยกขึ้นมาอ้าง (East Asian Cultural and Historical Perspectives) ในส่วนที่เป็นคีย์เวิร์ดหลัก คือ “การแข่งขัน” และ “ความหลากหลาย”

      สมมติเรามองว่าสองปัจจัยหลักนี้เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้จีนอ่อนแอ ดังเช่นส่วนสรุปที่ยกคำของหลางขึ้นมาว่า “โดยสรุป Lang คิดว่าสภาพทางภูมิศาสตร์คือสาเหตุที่ทำ ให้จีนด้อยในความเป็นอารยะทางเทคโนโลยีครับ”

      คำถามต่อเนื่องของผมคือ ทำไมสหรัฐอเมริกา ที่สามารถรวมประเทศจากมลรัฐต่างๆ ได้ จึงไม่เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับข้อสรุปของ Lang ที่ว่า “จีนจึงสามารถรวมประเทศได้ง่าย” และเอาเข้าจริงแล้ว “จีนรวมประเทศได้ง่าย” จริงๆ หรือ ถ้าเป็นเช่นนั้น เหตุการณ์ ห้าราชวงศ์สิบแคว้น (ค.ศ. 907 – 960), ราชวงศ์เหนือใต้ (คริสตศักราช 420 – 589), ยุค 16 แคว้นห้าชนเผ่า (คริสตศักราช 304-439), สามก๊ก (คริสตศักราช 220 – 280), สมัยชุนชิว-จั้นกว๋อ (770 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 221 ปีก่อนคริสต์ศักราช) คืออะไร?

      แล้วการที่ คนจีนโพ้นทะเล อพยพจากแผ่นดินแม่ออกไปสู่ประเทศต่างๆ แล้วกลายเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งใหม่ นี่คือการอพยพโยกย้าย แบบในยุโรปหรือไม่?

      แล้วถ้า ยุโรป สามารถรวมตัวกันภายใต้ EU (สหภาพยุโรปได้) ยุโรปจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันหรือไม่?

      ซึ่งสุดท้ายนำไปสู่ คำวิพากษ์ของข้อสรุปของ Lang ว่า สภาพทางภูมิศาสตร์คือสาเหตุที่ทำ ให้จีนด้อยในความเป็นอารยะทางเทคโนโลยี จริงหรือไม่?

    30. 30. เจริญชัย on July 22nd, 2008 20:10

      คำถามคุณกานต์น่าสนใจมาก
      จริงๆ ผมนำไปจัดรายการวิทยุได้ 2 ตอนเลยนะ แค่วิเคราะห์เรื่องพวกนี้
      มันอยู่ในใจผมมานานแล้ว

      จีน รวมชาติเดียวได้ แต่มาจากข้างบน
      อเมริกา รวมชาติเดียวได้ แต่มาจากข้างล่าง
      ยุโรป รวมชาติเดียวไม่ได้ แต่ก็มีการเชื่อมโยงบางอย่าง จนสุดท้ายนำไปสู่การรวม EU เมื่อเทคโนโลยี และระบบดีเพียงพอแล้ว

      แตกยอดได้หลายมุม รวมถึงเมื่อนำเรื่องภูมิศาสตร์มาเกี่ยวด้วย

      โดยเฉพาะการวิเคราะห์ที่นำไปสู่การพัฒนาทุนนิยม

      จริงๆน้อยไป จัดรายการได้ 3 ตอนเลย 555

    31. 31. Ink on July 23rd, 2008 10:48

      เป็นเรื่องน่ายินดีมากที่ได้มาเป็นสมาชิกเว็บนี้ได้ ความรู้เพิ่มเติมเยอะมากครับ ที่สำคัญ การวิเคราะห์ของแต่ละท่านทำให้ผมเข้าใจประเด็นที่ ผมไม่เข้าใจมาก่อนเพิ่มขึ้นมาก

      ผมคิดว่าสาเหตุส่วนหนึ่งที่ชาวจีนไม่พัฒนามากเท่าที่ควรก็เพราะลัทธิขงจื้อด้วยหนะครับ ขงจื้อจะยึดติดกับแบบแผน ประเพณีเดิมๆ เยอะมาก ไม่ยืดหยุ่น เรื่องบางเรื่องถ้าผิดประเพณีก็ถือว่าเป็นสิ่งผิด แต่ในระบบความคิดแบบตะวันตกจะไม่ยึดติดขนาดนั้น เลยทำให้ง่ายกว่าที่คนๆ หนึ่งจะพัฒนา และยอมรับในความคิดใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่นความคิดที่ว่าผู้หญิงเป็นผู้ปกครองไม่ได้เนี่ย ทำให้มีคนต่อต้านพระนางบูเซ็กเทียนจำนวนมาก โดยไม่สนใจสิ่งที่พระนางทำนะครับ ทั้งๆ ที่สมัยพระนางนี่บ้านเมืองก็เจริญมากนะครับ เรียกว่าเจริญกว่าสมัยของฮ่องเต้หลายๆ พระองค์ในราชวงศ์ถังที่เอาแต่เสพสุขจนบ้านเมืองแทบล่มจม ขณะที่จักรพรรดินีหญิงนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในยุโรป หลายๆ พระองค์เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ด้วยซ้ำ เช่น Elizabeth I, Catherine the Great ทั้งๆ ที่พระนางเป็นชาวเยอรมันด้วยซ้ำไป ไม่ใช่รัสเซีย

      หวางเจี๋ยนนี่ผมว่าแกมาสุดยอดตอนแก่นี่แหละครับ มีคำกล่าวที่ว่าผู้นำที่ดีต้องรู้จักวิธีใช้คนให้เป็น แต่หวางเจี๋ยนกลับบอกว่าลูกน้องที่ดีก็ต้องรู้จักใช้เจ้านายให้เป็นเหมือนกัน เขารู้ว่าฉินอ๋องขี้ระแวง แล้วนี่ให้ทหารหกแสนคน ซึ่งเกือบเป็นทหารแคว้นฉินทั้งหมดแก่เค้า พระองค์อาจจะระแวงเค้าได้ เลยแกล้งขอรางวัลโน่นรางวัลนี่ เพื่อให้ฉินอ๋องไว้ใจว่าเค้าไม่มีความทะเยอทะยาน ผมว่าในสังคมปัจจุบัน เราก็ต้องมีตรงนี้เหมือนกันนะครับ ต้องอ่านเจ้านายให้ออก ถ้าเลือกเจ้านายถูก หน้าที่การงานเราก็จะไปได้ดี แต่ถ้าได้เจ้านายไม่เอาไหน แบบเล่าเสี้ยน ต่อให้เก่งเป็นขงเบ้งมาเกิดก็คงชำ้ใจตายครับ

      ถ้าจะนับจำนวนขุนศึกเก่งๆ ที่ตาย หรือล้มเหลวในประวัติศาสตร์จีนเพราะกังฉินนี่คงนับกันไม่ถ้วนหนะครับ ไป๋ฉี่ หลี่มู่ เล่ออี้ (ไปจ่ออยู่หน้าเมืองหลวงแคว้นฉีแล้วด้วย) ฮู๋จื่อซี (สมัยอยู่แคว้นฉู่) งักฮุย หลี่ซือ ซางยาง

      เรียนคุณเจริญชัยครับ เป็นเรื่องดีมากเลยครับ ถ้าจะได้มีโอกาสคุย แลกเปลี่ยนกัน ผมติดตามผลของของคุณเจริญชัย กับคุณสุศักดิ์มาตั้งแต่รายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสด โหลดเก็บไว้ทุกตอนครับ ฟังประมาณสองรอบ พร้อม short note ไปด้วย ถ้ามีการจัด meeting แฟนรายการช่วงปลายเดือนธันวา - ต้นมกร ผมอาจจะไปร่วมได้นะครับ จริงๆ ในผู้ดำเนินรายการทั้งสี่ท่านนี่ผมรู้จักคุณกานต์มาก่อนนะครับ สมัยที่คุณกานต์ยังทำไกรวันลินุกต์อยู่ แต่คุณกานต์คงไม่รู้จักผม ผมเป็นนักเรียนปริญญาโทของ อ.ภุชงค์ อุทโยภาศ ซึ่งท่านก็เป็นผู้ที่มีส่วนขับดันให้ประเทศไทยรู้จัก และหันมาใช้ระบบลินุกต์กันมากขึ้นครับ เคยเห็นคุณกานต์ที่แลบที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครั้งหนึ่งครับ รู้สึกว่าโลกมันกลมที่ได้มาเห็นคุณกานต์ที่รายการ Practical Utopia อีกครับ

      จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้รู้มากหรอกนะครับ ผมคิดว่าผมกับคุณเจริญชัย และคุณสุรศักดิ์คงคล้ายๆ กันหนะครับ คือมีนิสัยรักการอ่าน ตอนเด็กๆ ผมไม่มีงานอดิเรกอื่นทำ นอกจากการอ่านหนะครับ เรื่องที่ผมอ่านก็จะเน้นไปทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะของจีน ตอนนี้เลยมีหนังสือเต็มบ้านไปหมด บางทีผมก็รู้สึกผิดนะครับที่ซื้อมามากกว่าที่จะมีเวลาอ่าน ผมคิดว่าแนวทางที่ผู้ดำเนินรายการทั้งสี่ทำนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากครับ คือการจับกลุ่มกันอ่าน และมาแลกเปลี่ยนกัน

    32. 32. เจริญชัย on July 23rd, 2008 11:57

      นำประวัติ ซุนวู ซึ่งไม่ค่อยมีคนรู้กัน มาฝาก

      http://www.elearneasy.com/shows_news.php?news_id=3439

      พิชัยสงคราม 7 คัมภีร์
      http://taewangsashingi.blogspot.com/2008/05/blog-post_29.html

      บทประยุกต์กับสถานการณ์ภาคใต้
      http://www.siamrath.co.th/UIFont/Articledetail.aspx?nid=563&acid=563

      (อันหลังนี่ ฝากคุณกานต์โดยเฉพาะ ว่าจะสู้ Fourth Generation Warfare ได้หรือไม่)

    33. 33. Huang on July 23rd, 2008 11:59

      มีผู้รู้ทักว่าผมจำเรื่องซางยางผิดหรือเปล่าเลยกลับไปเช็คดู ปรากฎว่าผิดจริงๆ 555 เกร็ดตอนซางยางตายนี้ ironic ทีเดียว กล่าวคือ เจ้าของโรงเตี๊ยมไม่ยอมให้เข้าพัก เพราะตามกฎหมายฉิน (ที่ซางยางเขียน) มีบทลงโทษสำหรับเจ้าของโรงเตี๊ยมที่ให้ซี้ซั๊วให้ที่พักกับแขกที่ไม่รู้จัก (unidentified) ส่วนที่กอดศพอ๋องพาคนอื่นตายไปด้วยนี่ .. ใครหว่า ขอผู้รู้มาเล่าเพิ่มเติมหน่อยสิครับ

      ความเห็นคุณสุรศักดิ์น่าสนใจมาก เมื่อเร็วๆนี้ผมได้ไปเดินร้านหนังสือ (หลังจากไม่ได้ไปร้านหนังสือมานานหลายปี) แล้วไปสะดุดตาหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ก็ต้องถอนหายไปว่าเอาไอสไตน์มาหากินแบบนี้อีกแล้วหรอเนี่ย ถึงว่าพักนี้ได้ยินคนพูดบ่อยจังว่าแม้แต่ไอน์สไตน์ก็นับถือศาสนาพุทธ ทั้งๆที่ไอน์สไตน์นั้นเป็นยิวและเกือบจะเป็นประธานาธิบดีคนแรกของยิวด้วยซ้ำ ไอน์สไตน์แค่หลุดมาประโยคเดียวว่าศาสนาพุทธดูจะมีเหตุมีผลที่สุดในบรรดาศาสนาต่างๆ เพราะพุทธไม่มีพระเจ้า มีแต่ปรัชญาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และนี่ก็ไม่ได้แปลว่าไอน์สไตน์เชื่อเช่นนั้น สำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้ว การไม่มีพระเจ้าอาจจะเป็นแค่เพียง the next worst thing ก็ได้

    34. 34. เจริญชัย on July 23rd, 2008 12:07

      ลองอ่านเล่นดูครับ น่าสนใจ

      http://www.thaipoem.com/forever/ipage/story7923.html

      แต่ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า

      ทำไมตำราพิชัยสงครามของขงเบ้ง (ที่คนว่าเก่งนักเก่งหนา) จึงไม่ติด 1 ใน 7 ยอดคัมภีร์พิชัยสงครามจีน

    35. 35. เจริญชัย on July 23rd, 2008 12:22

      ค้นไปค้นมา ดันมาเจอ กระทู้ของคุณ “ลูกชาวนาไทย” ขวัญใจคุณกานต์

      http://www.thaifreenews.com/?name=politics&file=readpolitics&id=184

      “ผมว่าเป็นเรื่องปกติที่คนทำงานมาก ปฏิรูปแก้ไขพัฒนาเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆจะโดนต่อต้าน

      ในอดีต ซางยาง ก็เปลี่ยนแปลงรัฐฉิน พัฒนาจนรัฐมั่งคั่ง เข้มแข็ง จนแข็งแกร่งสุดในจีน และที่สุดก็เป็นรัฐฉินที่รวมแผ่นดิน ยุติการฆ่าฟันที่ต่อเนื่องยาวนานได้

      แต่ตัวซางยางเอง ก็โดนต่อต้านจากกลุ่มอำนาจเก่า เหมือนที่ทักษิณโดนเนี่ยแหละครับ

      ผมอยากบอกให้ว่า ที่ อดีตนายกฯคนก่อนๆ ไม่ได้มีคนรักหรือเกลียดมาก เพราะไม่ค่อยได้ทำอะไรไงครับ แค่รักษารัฐบาลให้อยู่ครบ อยู่นานที่สุด เป้าหมายมีแค่นั้น”

      ผมสงสัยว่า คนเขียนความเห็นนี่
      555
      ให้เครดิตทักษิณขนาดนั้นเลยเหรอ

      แต่ว่า ในสงครามนั้น ก็คงต้องทำแบบนี้ม้าง
      ทำให้ดีเกินจริง เลวเกินจริง

    36. 36. Huang on July 23rd, 2008 12:27

      บทความที่คุณสุรศักดิ์แนะนำ เหมือนกับเปิดโลกทรรศน์ใหม่ในอีกมิติให้ผมเลยทีเดียว มีผู้รู้หลายๆท่านวิเคราะห์ว่าจีนนั้นด้อยพัฒนาเพราะการไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆ (ซึ่งผมเห็นด้วย) คนจีนมีนิสัยชอบยึดติดกับของเก่าๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สะท้อนออกมาผ่านด้านต่างๆ ที่ผมสังเกตเห็นก็ได้แก่ด้านวรรณกรรม

      พระเอกในวรรณกรรมของจีน มักจะได้ตำราเก่าๆมาจากไหนไม่รู้ เอี้ยก้วยก็ได้ตำราเก่าๆจากเมียเฮ้งเต่งเอี๊ยง (จำชื่อไม่ได้ อิอิ) เตียบ่อกี้ก็เก่งกาจเพราะตำราเก่าๆที่เจอบนผนัง วางแผนรบชนะมองโกลก็เพราะคำภีร์งักฮุยเก่าแก่ที่ซ่อนอยู่ในดาบ พระเอกหลายๆคนตกเหวแล้วก็ได้ตำราโบราณเลยเก่ง ของยิ่งโบราณเก่าแก่จะยิ่งล้ำค่า

      ในทางตรงกันข้าม ฮีโร่ของฝรั่งกลับเป็นพวกค้นพบสิ่งใหม่ๆ นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งแย่งกันเคลมว่าใครค้นพบอะไรใหม่เป็นคนแรก นิยายฝรั่งจำนวนมากเป็นจินตนาการใหม่ๆหลุดโลกที่ยังมาไม่ถึง ทั้งตระกูลนิยายของจูลส์ เวิร์น จนถึง ไอแซค อาซิมอฟ พระเอกในนิยายจำนวนก็ชนะผู้ร้ายเพราะคิดอะไรใหม่ๆขึ้นมาได้

      ในที่สุด ถึงแม้ว่าคนจีนจะเก่งกาจจดจำความรู้ของฝรั่งได้หมด สอบวิชาอะไรก็ได้คะแนนเต็มชนะฝรั่งหมด แต่ฝรั่งก็ยังจะเป็นฝ่ายที่คิดริเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่มาเสนอต่อชาวโลกเดินตาม ด้วยเหตุผลเช่นนี้ ผมจึงยังคิดว่ายังไงในเวลาอันใกล้ ตะวันตกก็ยังจะนำจีนอยู่ครึ่งก้าว เพราะวัฒนธรรมสองพันปีเช่นนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนได้ในแค่ชั่วอายุคน ฝรั่งก็ยังคงจะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีผลิตอะไรใหม่ๆ ในขณะที่จีนจะก้าวมาติดๆเพราะเอาขนาดอันใหญ่โตเข้าสู้

    37. 37. Ink on July 23rd, 2008 12:47

      ผมว่าเหตุผลหนึ่งที่ประเทศจีนไม่พัฒนาเท่ากับประเทศในยุโรป ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากลัทธิความเชื่อด้วยนะครับ ชาวจีนผูกพันธ์กับลัทธิขงจื้อมาก ซึ่งลัทธิขงจื้อนั้นยึดติดกับประเพณีมาก สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่ดำเนินลอยตามประเพณีโบราณมักจะถูกต่อต้าน

      ตัวอย่างของการต่อต้านสิ่งใหม่ๆ เพียงเพราะว่ามันไม่เป็นไปตามประเพณีเดิมก็คือการที่ผู้หญิงปกครองประเทศ ตอนบูเช็กเทียนปกครองประเทศนั้นคนต่อต้านกันมาก เพียงเพราะพระนางเป็นหญิง โดยไม่ได้ดูเลยว่าบ้านเมืองสมัยพระนางนั้นเจริญกว่าสมัยฮ่องเต้ไม่เอาไหลส่วนใหญ่ในราชวงศ์ถึงด้วยซ้ำไป พระนางเปิดให้มีการสอบรับคนมีความสามารถเข้าทำงาน ทำให้คนเก่งๆ มีสิทธิได้ตำแหน่งสูงๆ ในขณะที่ทวีปยุโรปนั้น มีผู้หญิงเป็นจักรพรรดินีที่ยิ่งใหญ่หลายองค์เช่น Queen Elizabeth I, Queen Victory, Catherine the Great, Maria Teresa

      ถ้าจะนับจำนวนแม่ทัพที่เก่ง แล้วตายด้วยมือกังฉินนี่คงนับกันไม่ไหวนะครับ ไม่ว่าจะเป็น หลี่มู่, เล่ออี้, ไป๋ฉี่, งักฮุย, อู๋จื่อซี (สมัยอยู่แคว้นฉู่), ฝงเหมี่ยว

      เรียนคุณเจริญชัยครับ ผมรู้สึกยินดีมากครับ ถ้าจะได้พบปะ และขอคำแนะนำเพิ่มเติม ผมเป็นแฟนรายการมาตั้งแต่รายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดเลยครับ โหลดมาเก็บไว้ทุกตอน ฟังตอนละสองครับ แถม short note ถ้ามีการจัด fan meeting ช่วงปลายเดือน ธค - ต้นมค ผมอาจจะไปร่วมด้วยได้นะครับ จริงๆ แล้วผมเคยพบคุณกานต์มาก่อน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมัยที่คุณกานต์เริ่มทำไกรวัลลินุกต์ แต่คุณกานต์คงจำผมไม่ได้ ผมเป็นลูกศิษย์ของอ.ภุชงค์ อุทโยภาศ ตอนนั้นคุณกานต์เป็นแขกของอ.ภุชงค์ครับ

    38. 38. Huang on July 23rd, 2008 12:56

      แต่ทักษิณดูจะรวยกว่าซางยางนะ อิอิ

      พูดถึงขงเบ้ง ผมคิดว่าความเจ๋งของขงเบ้งอยู่ที่ความเป็นพหูสูตรมากกว่ามั๊งครับ ด้านกลยุทธ์การศึกแกอาจจะเปรียบกับซุนหวู่หรือเยว่เฟยไม่ได้ แต่เรื่องความเป็นอัจฉริยะแบบ ดา วินซี นับว่าเป็นหนึ่งในแผ่นดินเลยคนนึง ถ้าเป็นรัฐมนตรีนี่นับว่าเป็นได้แทบทุกกระทรวงเลย ทั้ง

      กลาโหม (เป็นแม่ทัพเอง)
      มหาดไทย (จัดการปกครองเอง วางผังเมืองเอง)
      คลัง (วางแผนการเงินเอง)
      เกษตร (ชลประทานวางแผนปลูกข้าวเอง)
      ต่างประเทศ (วางแผนการทูตเอง)
      วิทยาศาสตร์ (ประดิษฐ์ยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ)
      คมนาคม (ศึกษาเส้นทางแผนที่ สร้างถนน)
      พาณิชย์ (กระตุ้นการค้าขายภายในประเทศ)
      ยุติธรรม (เขียนกฎหมายเอง)

      ยังไม่นับเรื่องโคลงฉันท์กาพย์กลอน ดนตรี ฯลฯ ในประวัติศาสตร์จีน มีกี่คนที่ทำได้เช่นนี้? (แต่ก็ไม่รู้นิยายเว่อร์รึป่าว 55)

    39. 39. Ink on July 23rd, 2008 13:18

      เรื่องจีนไม่พัฒนานี่ ผมว่าระบบก็มีส่วนมากนะครับ คือจีนนั้น เป็นระบบใหญ่รวมศูนย์ การพัฒนาต้องมาจากส่วนกลางหมด ถ้าได้ฮ่องเต้ดีก็ดีไป แต่ฮ่องเต้ส่วนใหญ่จะไม่เอาไหน ระบบถึงไม่เดิน ข้าราชการก็ฉ้อราชบังหลวง แต่ของยุโรปนั้น จะกระจายกันมากกว่า

      นอกจากนี้ฮ่องเต้มีสิทธขาด จะตัดสินใจทำอะไรก็ได้ ขุนนางได้แต่ฟัง ดังมีคำกล่าวที่ว่าฮ้องเต้ให้ตาย ก็ต้องตาย แต่ของยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ จะมีกฏหมายคือ Macna Carta มาคานอำนาจ ไม่ให้ทำอะไรได้ตามใจนัก

      ส่วนเรื่องคุณทักษิณ ผมเสียดายคุณทักษิณครับ คุณทักษิณมีโอกาสที่นายกไทยคนไหนไม่เคยมี สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้นได้แบบก้าวกระโดด แต่ดันใช้อำนาจนั้นไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าเค้ามาเสียคนเพราะได้อำนาจ หรือว่าตั้งใจจะเสียคนอยู่แล้วนะครับ ถ้าเป็นผมๆ ทำงานเพื่อบ้านเมืองที่กว่า เงินที่มีอยู่ก็ใช้ได้ 73000 ล้านปีแล้วครับ ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน

    40. 40. JJKung on July 23rd, 2008 14:41

      เรื่องทักษิณนี่ผมมองต่างมุมนะครับ ผมว่าทักษิณใช้อำนาจในทางนั้นตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว เพียงแต่ว่าไม่มีใครขุดขึ้นมาด่าเท่านั้นแหละ อันที่จริงสมัยชวนหรือบรรหารนี่ฟอนเฟะกว่านี้มากกว่ามาก ข้าราชการคอรัปชั่นกันทุกระดับเป็นกันทั้งระบบ แต่เมื่อไม่มีใครเป็นหัวหอกปลุกปั่นเรื่องพวกนี้ขึ้นมาด่าก็ไม่มีใครสนใจ

      ผมมองว่าความเลวของทักษิณ เกิดจากความเก่ง (ในการปลุกระดม) ของสนธิ มากกว่าเกิดจากการคอรัปชั่นของทักษิณเองเสียอีก อย่างกรณี 73000 ล้านบาทเนี่ย ผมเคยถามเพื่อนๆที่ด่าทักษิณหนักๆว่าตกลงทักษิณผิดตรงไหน เพราะขายหุ้นเลี่ยงภาษีเนี่ยมันเรื่องจิ๊บจ๊อยมากๆเลยนะ (เศรษฐีปกติที่ไม่ได้เป็นนักการเมืองทุกคนก็ทำกัน) ทีนี้อ้างว่าขายหุ้นให้ต่างชาติ ผมก็สงสัยว่าในเมื่อเป็นของของเขา เขาจะขายให้ฝรั่งหรือแขกก็เรื่องของเขานี่หว่า (ชาวนาก็ขายข้าวให้ต่างชาติ ไม่ยักกะมีคนด่า)

      ก็ยังดูงงๆกันอยู่เลย รู้แต่สนธิพูดว่า “เจ็ดหมื่นสามพันล้านบาทครับ พ่อแม่พี่น้อง” เงินมันดูเยอะดีเลยดูว่าเลว ล่ะมั๊ง?

    41. 41. เจริญชัย on July 23rd, 2008 15:27

      แต่ถ้าเทียบกับซางยาง มันคนละเรื่องนะ
      ซางยางปฏิรูปประเทศไปเยอะมาก

      แต่ทักษิณทำแบบผิวๆ
      แน่นอน ดีต่อประเทศ มากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ

      แต่คุณูปการคงเทียบกับซางยางมิได้ครับ

      เล่าปี่ คล้ายเล่าปังทุกอย่าง
      เสียอย่างเดียว ไม่มีหานซิ่น 555
      ขงเบ้งเป็นทั้งเซียวเหอ ทั้งจางเหลียง
      อย่างไรก็ตาม
      ก๊กวุยก็น่าจะเหนียวกว่าเซี่ยงอวี่
      แต่ก็พอมีลุ้น อิอิ

      คุณ ink นี่ความรู้ดีนะครับ
      โดยเฉพาะที่ถูกใจผมคือ มุมมองเรื่องบูเชกเทียน
      ผมมองแบบเข้าข้างเธอว่า
      ที่ต้องโหดและฆ่าคนเยอะ ก็เพราะศัตรูเต็มท้องพระโรง
      คนจีนเป็นโรคฝังหัวว่า ผู้หญิงปกครองไม่ได้
      แต่ก็แปลกที่ผู้หญิงกลับขึ้นมาก้าวก่ายเสมอๆ
      ไม่รู้ทำไม

    42. 42. เจริญชัย on July 23rd, 2008 16:48

      กานต์ on July 22nd, 2008 7:26 pm

      ตอนแรกผมอ่านความเห็นนี้แล้ว นึกว่าในบทความมีพูดถึงประเด็นเหล่านี้
      ผมเลยอยากเข้าไปอ่านว่าเขาตอบอย่างไร

      โธ่ ที่แท้เป็นคำถามของคุณกานต์
      เป็นคำถามที่ดีมาก
      เป็นคำถามที่ผมสงสัยมานานแล้ว

      พอจะมีคำตอบส่วนตัวอยู่บ้าง แต่ไม่แน่ใจ

      ผมถึงว่า Lang อธิบายแบบหยาบๆเกินไป เรื่องพวกนี้มีคนพูดถึงมานานแล้ว

    43. 43. Ming on July 23rd, 2008 18:46

      คุณ JJKung เข้าข้างทักษิณไปบ้างรึป่าวครับ Shinsat เป็นกิจการที่เสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ การเอาไปขายให้ต่างชาติถือว่าเป็นภัยมหันต์นะครับ

    44. 44. Lert_commander on July 23rd, 2008 22:44

      … ผมก็ไม่เคยวิเคราะจริงจังหรอกนะครับ จึงขอถ่อมตัวไว้ก่อน …

      ผมว่าเนื่องจากระบบที่ถูกเซ็ทขึ้นภายหลังการเข้ายึดครองเสฉวนโดยสมบูรณ์ ของขงเบ้งนั้น ทำให้คนเก่งที่ยังไม่ดังไม่มีโอกาสดัง (หรือแม้กระทั่งเล่าเจี้ยง ที่น่าจะดัง มันก็ไม่ดัง … ตาพ่อเลี้ยงมัวแต่ไปทำสงคราม) …. ขุนพลส่วนใหญ่ของ จ๊ก นั้นดังมาตั้งแต่สมัยเซ็กเพ็กทั้งนั้น … (ไม่ก็ได้มาสมทบช่วงยึดเสฉวน) … การเสียเกงจิ๋วก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าจ๊กนั้นขาดขุนพล … ไม่สามารถหาทับหนุนกวนอูซึ่งอ่อนแรงได้(โดยส่วนตัว กลยุทธ์หอคอยนั้นเป็นกลยุทธ์ของผู้อ่อนแรงโดยแท้)
      กลับมาที่ระบบ ระบบที่ว่าเนี่ย ถูกวางให้ทุกอย่างขึ้นตรงกับขงเบ้งแต่เพียงผู้เดียว แม้แต่ในที่ว่าราชการ ยังมีแต่ความเห็นของขงเบ้งเท่านั้นที่เป็นใหญ่ (ไม่สิ ก็มันไม่มีความเห็นคนอื่นนี่นา ถ้าจะมีก็เสือกเป็นของคนที่ขงเบ้งไม่ไว้ใจอย่าง อุยเอี๋ยน) …. ซึ่งนั่นน่าจะทำให้ไม่มีใครโตขึ้นมาได้ (ไม่ว่าจะมาจากก๊กอื่นหรือเป็นชาวจ๊กเองก็เหอะ)…. จะมีก็แต่พวกเล่นเส้น (เช่นเกียวอุย อันนี้สายตรง … รวมทั้งผมคิดเอาว่า กวนหิน เตียวเปา ก็เป็นพวกเล่นเส้น อาศัยชื่อพ่อมาโต ประมาณไอ้ปื๊ด) …. ถ้าให้เทียบกันจริงๆ แล้ว ผมว่ายังไง ขงเบ้งก็จัดการกับที่ปรึกษา รวมทั้งระบบราชการสู้โจโฉไม่ได้แม้แต่น้อย (ที่วุ้ยอยู่ได้นานกว่าจ๊กก็คงเพราะเหตุนี้ … ฐานแน่นว่างั้น) เผลอๆ อาจสู้เล่าปี่ไม่ได้ด้วยซ้ำ (เค้าเป็นคอมโบที่คู่กันถึงจะเข้มแข็งหนะนะ)

      สุดท้าย … ผมว่าขงเบ้งหนะ เป็นนักกลยุทธ์ ไม่ใช่นักบริหารอะ …

    45. 45. Ink on July 23rd, 2008 22:58

      ผมเห็นด้วยกับคุณ JJKung ในแง่ที่ว่าคุณสนธิมีส่วนขุดคุ้ยคุณทักษิณนะครับ ถ้าไม่มีคุณสนธิเรื่องก็คงไม่ใหญ่ขนาดนี้ และเห็นด้วยกับคุณ Ming ครับ แต่คุณ JJkung น่าจะมองในประเด็นที่ว่าคุณทักษิ