พรรคประชาธิปัตย์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บนความคาดหวังที่สูงยิ่ง ของชนชั้นกลาง
October 25, 2007
โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม : Siam Intelligence Unit
หลังคำพิพากษายุบพรรคไทยรักไทยในปลายเดือนพฤษภาคม 2550 และการระดมทุนเข้าสู่พรรคประชาธิปัตย์ในเดือนกรกฎาคมโดยได้ยอดเงินบริจาคประมาณ 400 ล้านบาท ดูเหมือนว่า อนาคตทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์หลังเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 จะมีแนวโน้มที่สดใส แม้ว่านักวิเคราะห์ทางการเมืองจำนวนมากจะเห็นพ้องต้องกันว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้ง จะเป็นรัฐบาลผสมแต่พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสมากที่สุดที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้ง รัฐบาล โดยพรรคพลังประชาชน ที่ถือว่าเป็นตัวแทน (nominee ) ของพรรคไทยรักไทยจะต้องเป็นพรรคฝ่ายค้าน แม้ว่าพรรคพลังประชาชนจะเป็นพรรคที่ได้ที่นั่ง ส.ส. ในระบบเขตเลือกตั้งมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆก็ตาม
อนาคตที่สดใสของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงการเลือกตั้งปลายปี เกิดขึ้นจากเงื่อนไขดังต่อไปนี้
ประการแรก การหมดคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญอย่างพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกยุบพรรคและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บ่งชี้เหตุที่ต้องยุบพรรคไทยรักไทย ทำให้คะแนนนิยมของชนชั้นกลางต่อพรรคไทยรักไทยหรืออาจจะรวมทั้งพรรคพลังประชาชนลดลง
ประการที่สอง การสนับสนุนจากกลุ่มทุนต่างๆ เมื่อตลาดการเมืองหลงเหลือพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวที่มีความพร้อมมากที่สุด ทุนสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจและบุคคลต่างๆจึงหลั่งไหลเข้าสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ดังจะเห็นได้จากยอดเงินบริจาคของพรรคประชาธิปัตย์หลังการยุบพรรคไทยรักไทย (มิถุนายน 2550-กันยายน 2550 ประมาณ 597 ล้านบาท โดยยอดเงินบริจาคนี้ได้นับรวมกับยอดเงินที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับจากการจัดงานระดมทุนในเดือนกรกฏาคมประมาณ 427 ล้านบาท) เป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 99 ของยอดเงินบริจาคตั้งแต่เดือนมกราคมของปี2550 ถึงเดือนกันยายนปีเดียวกัน (ยอดเงินบริจาคตั้งแต่เดือนมกราคม 2550 – กันยายน 2550 ประมาณ 603 ล้านบาท ทั้งนี้ ยอดเงินบริจาคนี้ได้นับรวมกับยอดเงินที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับจากการจัดงานระดมทุนในเดือนกรกฏาคมประมาณ 427 ล้านบาทด้วย)
ประการที่สาม ผู้คุมกฎกติกาการเลือกตั้ง อาจจะเทใจให้กับพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ
ประการที่สี่ การสนับสนุนของชนชั้นกลางต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เนื่องจากการไม่มีคู่แข่งทางการเมืองเชิงบุคคลที่โดดเด่นพอจะเปรียบเทียบกับนายอภิสิทธิ์ได้ นอกจากนี้การที่บุคคลอย่าง ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดที่แล้ว ถูกคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุติบทบาททางการเมืองอย่างน้อย 5 ปี ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์โดดเด่นที่สุดท่ามกลางหัวหน้าพรรคการเมืองทั้งหมดในความคิดของชนชั้นกลาง ผนวกกับประวัติการศึกษาของนายอภิสิทธิ์ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นเลิศด้วยผลการศึกษาชั้นดีเยี่ยม การตอบคำถามต่อสื่อมวลชนและประชาชน การปราศัยทั้งในรัฐสภาและนอกรัฐสภาอย่างเฉลียวฉลาดและการยึดมั่นในหลักการดังที่เคยแสดงในสมัยที่ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยในขณะนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะวิจารณ์ นายชวน หลีกภัยซึ่งเป็นทั้งผู้บังคับบัญชา (นายกรัฐมนตรี) และหัวหน้าพรรคการเมืองที่ตนสังกัด ทำให้คุณสมบัติเหล่านี้ ดูจะชดเชยการขาดทักษะในการบริหารของนายอภิสิทธิ์และอายุที่ยังน้อยในฐานะว่าที่ นายกรัฐมนตรีได้ในระดับหนึ่ง
ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง คืออารมณ์ของชนชั้นกลางในปัจจุบันที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งอย่างเร็วที่สุดและให้ประเทศชาติกลับสู่ภาวะปกติทางการเมืองเสียทีเพื่อที่เศรษฐกิจจะได้เดินหน้าต่อไปได้หลังจากที่ชะงักมาเกือบสองปี จากประวัติการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย เสียงชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ทรงพลังและมีความหมายอย่างยิ่ง ตัวอย่างล่าสุด คือการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลพรรคไทยรักไทย แม้ว่ารัฐบาลพรรคไทยรักไทยจะได้รับการสนับสนุนในกรุงเทพมหานครในจำนวนไล่เลี่ยกับผู้ที่ไม่สนับสนุน (จากผลการเลือกตั้ง เมษายน 2549 จำนวนคะแนนเสียงในกรุงเทพฯ ที่เลือกพรรคไทยรักไทยในบัญชีรายชื่อมีจำนวนไล่เลี่ยกับผู้ที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน) แม้ว่าจำนวนผู้สนับสนุนและไม่สนับสนุนพรรค ไทยรักไทยในกรุงเทพฯจะไม่แตกต่างกัน แต่การไม่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยของชนชั้นกลางด้วยจำนวนดังกล่าวมีส่วนสำคัญทำให้รัฐประหาร 19 กันยายน เป็นไปอย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้ชนะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ในความเป็นจริง อนาคตหลังเลือกตั้งอาจจะไม่สดใสอย่างที่คาด เนื่องจากปัจจัยต่างๆต่อไปนี้
แรงกดดันในภาคการเมือง ที่มาจากการต่อรองตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีจากภายในพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล การตรวจสอบจากพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคพลัง ประชาชนที่มีผู้สนับสนุนจำนวนมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ รวมทั้งแรงกดดันจากระบบราชการโดยมีกองทัพเป็นแกนหลักสำคัญ แรงกดดันในภาคการเมืองกระทำได้โดยง่าย และมีประสิทธิผล เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ออกแบบให้รัฐบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนมีความอ่อนแอ ง่ายต่อการตรวจสอบ และง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ผนวกกับการที่วุฒิสภามีสมาชิกส่วนหนึ่งมาจากการสรรหาและบางส่วนคาดว่าจะมาจากระบบราชการ ทำให้การตรวจสอบและกดดันรัฐบาลผสมเป็นไปได้โดยสะดวก ประการนี้แตกต่างจากประสบการณ์รัฐบาลผสมก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลและจะมีพฤติกรรมและการลงมติที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐบาล
แรงกดดันจากกลุ่มชนชั้นกลาง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครฯ แม้ว่าช่วงเลือกตั้งในปลายปีที่จะถึง กลุ่มชนชั้นกลางจะสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้ชนะเลือกตั้งในกรุงเทพฯ และสนับสนุนให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมรวมทั้งสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่มองไปในอนาคตข้างหน้า บนความคาดหวังที่สูงยิ่งของชนชั้นกลางในเมือง พรรคประชาธิปัตย์และอภิสิทธิ์ จะมีช่วงเวลาหวานชื่นของการเป็นรัฐบาลที่น้อยอย่างยิ่ง
ประสบการณ์ของชนชั้นกลางไทย ต่อการบริหารของพรคประชาธิปัตย์ในอดีต คือเป็นพรรคที่บริหารประเทศโดยอาศัยกลไกราชการเป็นหลัก ไม่ใช่จากนโยบายพรรค มีความล่าช้าในการตัดสินใจ รวมทั้งการไม่มีวิสัยทัศน์ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใด
แต่นโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประกาศในเร็วๆนี้ (18 ตุลาคม 2550) ต่อนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าพร้อมจะนำมาปฏิบัติทันทีเมื่อเป็น รัฐบาล ได้แก่การยกเลิกมาตรการดำรงเงินสำรองนำเข้าระยะสั้นร้อยละ 30 ของธนาคารแห่งประเทศไทย การระงับกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การไม่เห็นด้วยกับนำมาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) เป็นมาตรการแรกสุดในการแก้ไขปัญหายาราคาแพง รวมทั้งนโยบายการสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายร่วมกันของทุกพรรคการเมือง
แต่ในความเป็นจริง ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี และถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ยอมยกเลิกมาตรการดำรงเงินสำรองนำเข้าระยะสั้นร้อยละ 30 นายอภิสิทธิ์จะมีความกล้าหาญในฐานะผู้นำประเทศโดยปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่
นอกจากนี้ ความล้มเหลวของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต คือการถูกประทับตราว่าเป็น รัฐบาลที่ปฏิบัติตามความต้องการของต่างชาติหรือผลประโยชน์ต่างชาติ โดยในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ (2540-2543) พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ที่ปฏิบัติตามแรงกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และนักลงทุนต่างชาติในการเสนอกฎหมายเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 11 ฉบับ จนได้รับการกล่าวหาว่าเป็น “กฎหมายขายชาติ” นั่นเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนในประเทศและชนชั้นกลางให้ชนะ การเลือกตั้งในต้นปี 2544 และนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ อดีตรัฐมนตรีคลังในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ต้องอำลาจากเวทีการเมืองไทยไป
นโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ การยกเลิกมาตรการดำรงเงินสำรอง นำเข้าระยะสั้นร้อยละ 30 การชะลอกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคน ต่างด้าว การไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหายาราคาแพงโดยใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือ สิทธิบัตรยา (CL) ล้วนสุ่มเสี่ยงที่กลุ่มประชาชนบางกลุ่มในประเทศจะต่อต้านนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และนักการเมือง รวมทั้งผู้นำความคิดสังคมไทยกลุ่มที่เน้นผลประโยชน์ชนชั้นล่าง เพราะในมุมมองของบุคคลกลุ่มนั้นจะมองนโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่เอื้อผลประโยชน์แก่ต่างชาติและลดทอนผลประโยชน์ของชนชั้นล่างในประเทศ จริงอยู่ แม้ว่านโยบายที่ประกาศในปัจจุบันของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นนโยบายที่เอื้อต่อผลประโยชน์ ชนชั้นกลางโดยการเน้นการสร้างความมั่นใจแก่นักธุรกิจต่างประเทศและกระตุ้นความคึกคักในตลาดหลักทรัพย์ แต่เมื่อคำนึงว่ารัฐบาลในสมัยหน้าเป็น รัฐบาลผสม ความเข้มแข็งในการปฏิบัติตามนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ย่อมลดลง กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีโอกาสมากที่นโยบายดังกล่าวจะไม่สามารถนำไปเป็นนโยบายรัฐบาลและปฏิบัติได้จริง ซึ่งนั่นอาจจะทำให้ภาพพจน์ของพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นพรรคการเมืองที่บริหารประเทศโดยอาศัยกลไกราชการ ไม่มีนโยบายพรรค ถึงมีก็ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ตลอดจนมีความล่าช้าในการตัดสินใจ
ในขณะที่แนวโน้มของปัจจัยแวดล้อมต่างๆในปี 2551 ทั้งปัจจัยจากต่างประเทศและในประเทศล้วนมีทิศทางที่เป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศให้สอดคล้องกับความคาดหวังของ ชนชั้นกลาง โดยปัจจัยแวดล้อมจากต่างประเทศ อาทิ สภาวะเศรษฐกิจโลก มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงอันเนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอตัวจากปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของผู้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ (Subprime) และคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวตาม ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศโดยเฉพาะจากพรรคพลังประชาชน ความพยายามของนักการเมืองในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน รวมทั้งความอ่อนแอของ รัฐบาลผสม ซึ่งส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากกลไกของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ออกแบบให้เป็นเช่นนั้น
ถ้าเป็นเช่นนั้น ในอนาคต ชนชั้นกลางคงอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบรูปแบบการบริหารประเทศของพรรคประชาธิปัตย์และนายกฯ ที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกับพรรคไทยรักไทยและอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ถึงตอนนั้น ความคาดหวังของชนชั้นกลางคงจะลดลงพร้อมๆกับการสนับสนุนทางการเมืองแก่พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
Comments
5 Responses to “พรรคประชาธิปัตย์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บนความคาดหวังที่สูงยิ่ง ของชนชั้นกลาง”
Got something to say?




Your analysis shows more problems than solution in the political scene after the 23rd December election. How can you be so certain that Democrat Party will form a coalition government? Can it not be the case that People Power Party can win the election and form a government alone. I think one important factor is the military. As some are waiting to jump into political boats, it depends very much on who they are going to side with. Should they give support to the PPP, there will be limited chance for the DP to win and for us to have a hopeful coalition government. A coalition government that will be led by DP will be short-lived, they will fall within 2 years maximum.
ชอบจังเลยครับ มียอดคน มาวิจารณ์บทความพวกเราไม่ขาดสาย
บรรลุเป้าหมายในระดับหนึ่ง
ผมค่อนข้างเห็นด้วยนะครับว่า เหตุการณ์จะสับสนกว่านี้ สถานการณ์พลิกผันได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมเคยคุยกับเจ้าของบทความ เขาน่าจะคิดคล้ายๆกับ Dr. B เพียงแต่เขาเลือกที่จะนำเสนอในกรณีที่ประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล ซึ่งก็น่าจะสร้างความผิดหวัง ส่วนประเด็นเรื่องการชี้แต่ปัญหา แต่ไม่ชี้ทางออกนั้น ผมก็วิจารณ์เขาอยู่เสมอ
ขอน้อมรับความเห็นอันสูงส่ง และยินดีต้อนรับความวิจารณ์ที่มีค่าจากทุกคนทั้งในและนอกประเทศคร้าบ
ขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์ของ Dr. B
ที่บทความนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหามากกว่าทางออก เพราะภาวะวิสัยของการเมืองไทย
กำหนดให้เป็นเช่นนั้น ภาวะวิสัยดังกล่าวถูกกำหนดโดยกติกาที่เห็นชัด คือรัฐธรรมนูญ
ที่ออกแบบให้รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็นรัฐบาลผสมและมีความอ่อน
แอ ส่วนกติกาที่ไม่เห็นชัดคือกติกานอกเหนือรัฐธรรมนูญ อันได้แก่ กองทัพและอภิสิทธิ์
ชนชั้นสูงในประเทศไทย
ผมไม่แปลกใจถ้าในวันที่ 24 ธันวาคมจะมีใบแดงจากคณะกรรมการการเลือกตั้งแจกแก่
ว่าที่ส.ส. พรรคพลังประชาชน เป็นจำนวนมากที่สุดเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่นๆ
นั่นคือปัจจัยที่คาดว่ารัฐบาลหลัง 23 ธันวาคมจะเป็นรัฐบาลผสมและนำโดยพรรค ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ชนชั้นกลาง
และพรรคการเมืองอื่นๆที่อยู่ขั้วตรงข้ามพรรคไทยรักไทย
ในความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าไม่ว่าผลการ form รัฐบาลจะออกมาในแนวทางไหนการเมืองก็ยังไม่สงบและเป็นปัจจัยหลักด้านหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจไทยต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันนี้อ่านปาฐกถาของ ดร. สมคิด ก็ชี้ออกมาในแนวทางเดียวกัน คือมองว่าการเมืองปี 2551 ยังไม่นิ่งและมีคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่น่าสนใจ
http://www.bangkokbiznews.com/2007/10/25/WW10_WW10_news.php?newsid=196052
Stability or instability in the economic sphere depends markedly on the stability of political system in the country. Should we have a coalition government whether to be led by DP or other parties, foreign investors will prefer to sit back and watch the development at least in the first quarter of the year. It is not at all difficult to foresee the limited economic growth in early 2008.
Democrat Party is facing internal rift. One example of this is the resignation of Dr. Kriengsak. Who to contest in which areas remain a problem for the current leader to solve. Internally weak and undemocratic practice at the branch level can damage the image of the party and lower the confidence of party leaders and members.