“เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เมื่อไร?” โดย ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ

November 10, 2008

ความปั่นป่วนทางการเมือง อาจทำให้คนไทยจำนวนมาก หลงลืมไปว่า “เศรษฐกิจ” ของเรากำลังเผชิญภาวะวิกฤตด้วย
วิกฤตครั้งนี้ อาจเข้าใจยากกว่า ปี 2540 เพราะต้นเหตุของวิกฤตไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย
แต่ปัญหากลับเกิดขึ้นในใจกลางของระบบทุนนิยมโลก คือ สหรัฐอเมริกา
เมื่อยักษ์ใหญ่จาม แมงเม่าน้อยอย่างไทยจะรอดพ้นไปได้อย่างไร ?

เพื่อดำรงตนในความไม่ประมาท ทั้งคนที่ตระหนักและไม่ตระหนักถึงความถดถอยทางเศรษฐกิจ
จึงอยากนำบทความของ “นักเศรษฐศาสตร์” มือหนึ่งของไทย มาให้คนไทยได้ร่วมเรียนรู้กัน

…………………………………………………….

แม้จะเพิ่งเริ่มเผชิญกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ (โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างชัดเจนในปี 2009) แต่ก็เริ่มมีคนตั้งคำถามแล้วว่าเศรษฐกิจจะเป็นขาลงนานเพียงใดและเมื่อไรจะฟื้นตัว คำถามดังกล่าวตอบยากแต่สามารถนำเอาประสบการณ์ในอดีตมาเล่าสู่กันฟังได้ โดยเฉพาะประเทศอเมริกา

จากข้อมูลของ National Bureau of Economic Research (NBER) ในช่วงปี 1854-2001 หรือ ประมาณ 150 ปี เศรษฐกิจมีวัฏจักรขึ้น-ลงรวมทั้งสิ้น 32 รอบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา คือ 1. ปี 1854 ถึงการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 (1854-1919) 2. สงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และ 3 .ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 2001 ทั้งนี้ NBER ยังมิได้ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจรอบนี้เริ่มถดถอยลงเมื่อใด แต่นิยามของความถดถอยทางเศรษฐกิจ คือ การที่เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวลงอย่างน้อย 2 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง ว่า NBER จะฟันธงว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มถดถอยตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้ แปลว่าวัฏจักรของเศรษฐกิจหรือรอบของเศรษฐกิจครั้งล่าสุดนี้จะยาวนานถึง 7 ปี หรือ 84 เดือน

โดยเฉลี่ยแล้วหากดูจากตาราง จะเห็นว่า ถ้าพิจารณาทั้งช่วง 150 ปี ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำนั้นจะยืดเยื้อประมาณ 17 เดือน แต่หากจะแยกเป็นช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้น ก็จะเห็นว่าในสมัยก่อน เศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงตกต่ำเป็นเวลานานกว่าสมัยปัจจุบันอย่างมาก คือ ในช่วง 1854-1919 นั้นความตกต่ำจะยืดเยื้อนานโดยเฉลี่ยถึง 22 เดือน และลดลงมาที่ 18 เดือนในช่วง 1919-1945 แต่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมานั้น ความถดถอยทางเศรษฐกิจจะกินเวลาแค่ 10 เดือนโดยเฉลี่ย

หากจะนำเอาช่วง 1945-2001 มาเป็นเกณฑ์ก็จะพบว่าช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำนานที่สุด คือ ช่วงปลายปี 1973 ถึงต้นปี 1975 (รวมทั้งสิ้น 16 เดือน) ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤติน้ำมันตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เงินเฟ้อปรับขึ้นสูงเป็นเลข 2 หลัก และช่วงกลางปี 1981 ถึงปลายปี 1982 (รวมทั้งสิ้น 16 เดือน) ซึ่งสหรัฐปรับดอกเบี้ยขึ้นสูงถึง 20% เพื่อสกัดเงินเฟ้อทำให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก สองช่วงดังกล่าวถือได้ว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกได้รับความบอบช้ำมากที่สุด จึงอาจสรุปได้ว่าหากการถดถอยทางเศรษฐกิจรอบนี้ได้รับการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ก็น่าจะเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำประมาณ 1 ปี แต่หากมองว่ามีปัญหามากและยืดเยื้อก็เป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจอาจตกต่ำยาวนานประมาณ 1 ปีครึ่ง สำหรับผู้ที่สงสัยว่าช่วง Great Depression นั้นรุนแรงมากเพียงใด ก็ต้องตอบว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยยาวนานถึง 43 เดือน (1929-1933) โดยจีดีพีของสหรัฐหดตัวลง 29% ซึ่งเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุด หากไม่นับการหดตัวในช่วงที่เกิดสงครามโลก ซึ่งทำให้ประเทศที่ต้องเผชิญกับสงคราม อาทิเช่น เยอรมนีต้องประสบกับการหดตัวของจีดีพีถึง 68% ในช่วง 1943-1946 เป็นต้น

อาจสรุปได้ว่าการถดถอยทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันนั้น น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เฉลี่ยแล้วไม่นานเกิน 1 ปี และอย่างมากก็น่าจะไม่เกิน 18 เดือน นอกจากนั้น การหดตัวทางเศรษฐกิจก็น่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 2-3% เป็นอย่างมาก สำหรับส่วนของการว่างงานนั้น ก็น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2-4% จากช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติ ซึ่งจะมีการว่างงานประมาณ 4-5%

แต่ข่าวดี คือ เศรษฐกิจจะมีช่วงที่ดียาวนานกว่าช่วงที่แย่อย่างเห็นได้ชัด อาทิเช่น ในช่วง 1854-2001 นั้น ช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวดีนั้นยาวนานถึง 38 เดือน หรือกว่า 1 เท่าตัวของช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย คือ 17 เดือน และหากดูข้อมูลเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน (1945-2001) ก็จะเห็นว่าเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยขยายตัวนานถึง 57 เดือน ในขณะที่ตกต่ำเฉลี่ย 10 เดือนต่อหนึ่งรอบ แปลว่าช่วงที่ดีขึ้นมากกว่าช่วงที่แย่เกือบ 6 ต่อ 1 ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกให้ว่าเป็นความรู้ความสามารถของระบบเศรษฐกิจและผู้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถทำให้เศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพ และขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องยาวนานมากขึ้นกว่าสมัยก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด

ที่สำคัญที่สุด คือ การตกต่ำทางเศรษฐกิจรอบนี้ แตกต่างจากการตกต่ำทางเศรษฐกิจในรอบก่อนๆ อย่างมาก ทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วงอนาคตน้อยกว่าที่หลายคนแสดงท่าทีเป็นห่วง อาทิเช่น การพูดกันว่าจะเกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคน ทั้งนี้ เพราะ

1. การถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นการถดถอยที่มีการรับรู้ก่อนหน้ายาวนานหลายเดือน ปกติแล้ว รัฐบาลต่างๆ มักจะถกเถียงกับนักวิเคราะห์และนักธุรกิจว่า เศรษฐกิจยังดีอยู่และกว่าจะยอมรับว่าเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอย ก็มักจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจจริงตกต่ำอย่างมากแล้ว ทำให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้าและขาดความจริงจัง แต่ในครั้งนี้ ทุกฝ่ายเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ฝ่ายเอกชนก็เตรียมปรับตัว ในขณะที่รัฐบาลก็เร่งรีบที่จะออกนโยบายการเงินการคลังมาพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งจากประสบการณ์ของผมนั้นการที่เรารับรู้ปัญหาก่อนหน้า จะทำให้เราสามารถลดผลกระทบของปัญหาได้อย่างมาก เพราะสิ่งที่ทำความเสียหายมากที่สุด คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้

2. วิกฤติทางการเงินทำให้การเก็งกำไรในราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะการลดลงของราคาน้ำมันจาก 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาเป็น 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้คาดว่าประเทศไทยจะสามารถเกินดุลบัญชีเดินสะพัดได้ในปีหน้า ซึ่งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแปลว่าประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาสภาพคล่อง หรือการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะลดผลกระทบจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลก นอกจากนั้น การลดลงของราคาน้ำมันก็จะเหมือนกับการลดภาษีและเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4-5 แสนล้านบาท

3. ธนาคารกลางของโลกได้ปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และคงจะแข่งกันลดดอกเบี้ยลงอีกในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า แม้กระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระมัดระวังอย่างมาก ก็น่าจะสามารถปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีกประมาณ 1% ในช่วง 14 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ เพราะเงินเฟ้อกำลังปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว และไม่น่าจะสูงกว่า 3% ในปี 2009 การผ่อนคลายนโยบายการเงินนั้น ผิดจากภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจในอดีตที่มักจะเกิดขึ้นเพราะเศรษฐกิจจริง หรือภาคการผลิตร้อนแรงเป็นพิเศษ กระตุ้นให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นอย่างมาก ทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ต้องเร่งปรับดอกเบี้ยขึ้นสูง ทำให้เศรษฐกิจต้องหักหัวลงสู่สภาวะตกต่ำในที่สุด

อย่างไรก็ดี ปัญหาของสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรปนั้น มีความสลับซับซ้อนอย่างมากและความเสียหายก็ดูเหมือนว่า จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นล่าสุดธนาคารกลางอังกฤษประเมินว่า ความเสียหายของสถาบันการเงินนั้นทั้งสิ้นประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท หรือมากกว่าที่ไอเอ็มเอฟเคยประเมินเอาไว้ที่ 1.4 ล้านล้านบาทในเดือนที่แล้ว ดังนั้น ปัญหาความตึงตัวของสินเชื่อทั่วโลก จึงน่าจะเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อและทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนั้น ก็ยังต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาสินทรัพย์ และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องอีกด้วยครับ

ที่มา-กรุงเทพธุรกิจ

Related story:
  • สัมมนา “รู้จัก Mechanism Design ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2550″
  • Price Effects of Boutique Motor Fuels
  • “ครุกแมน”เตือนศก.โลกอาจถดถอยเกินปี54
  • เสม็ดแสนงาม ในยามเดือนเพ็ญ
  • งานสัมมนาไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 10



  • Comments

    One Response to ““เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เมื่อไร?” โดย ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ”

    1. 1. เจริญชัย on November 11th, 2008 10:28

      ไม่อยากบอกว่า มองใกล้เคียงกับผม (เดี๋ยวจะหาว่ายกตัวเองไปเทียบกับนักเศรษฐศาสตร์ ระดับประเทศ) 555

      (ลองฟังรายการ “เศรษฐศาสตร์ตลาดสด” ย้อนหลังดูนะครับ พวกเราได้พูดไว้แล้ว
      แต่ที่ผมแค้นเคืองมาก คือ คำว่า “ซึนามิเศรษฐกิจ” ผมพูดเป็นคนแรก ไม่เห็นมีใครนำไปอ้างอิง แต่พอหมอเลี๊ยบ นายแพทย์ สุรพงษ์ ใช้คำนี้ ทุกคนก็ไปอ้างอิงเขา เศร้าจริงๆ)

      เพียงแต่อยากนำเสนอว่า ผมใช้ทฤษฏี “คลื่นลูกที่ 3″ และ Chaos ในการมอง
      โลกยุคปัจจุบัน ทุกสิ่งจะเกิดในอัตราเร่ง
      วิกฤตเกิดง่าย การฟื้นตัวก็เกิดง่าย

      กฏ 80/20 จะใช้ได้มากขึ้น คือ ในช่วงวิกฤตที่ไม่ยาวนั้น จะเป็นโอกาสของ 20 ที่เก่ง
      ในอดีต ถ้าเกิดวิกฤตหนักจริงๆ แม้แต่ 20 ที่เก่งๆ ก็อาจตายได้
      แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว 20 จะรอด เพราะอึดกว่า และจะแสวงหาประโยชน์จาก
      ตลาดของ 80 ที่ตายไป จนในที่สุด เมื่อวิกฤตคลี่คลาย 20 ก็จะได้ประโยชน์เต็มๆ

      ผมลองใช้กฏนี้ในระดับประเทศ ระดับโลก

      ประเทศไทยจึงน่าเป็นห่วงยิ่งนัก
      เพราะอเมริกาซึ่งเป็น 20 นั้น อาจเจ็บตัวไม่นาน ทั้งที่ตนเองเป็นต้นเหตุ
      ขณะที่ไทยซึ่งไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย แต่ได้รับผลกระทบทางอ้อม
      อาจจะเจ็บตัวนาน เนื่องจากเราเป็น 80

      ไม่ใช่แค่ปัญหาการเมืองที่เราต้องแก้ไข การยกระดับจากค่าแรงราคาถูกเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม
      ต้องทำอย่างเร่งด่วน
      หากอเมริกาและยุโรปฟื้นตัวเมื่อไร เขาจะยิ่งแซงหน้าเราไป
      ทีนี้โอกาสที่เราจะลืมตาอ้าปากนั้น จะยิ่งมีน้อย

      เพียง 1-2 ปีนี้เท่านั้น (ก่อนที่อเมริกาจะฟื้นตัว) ที่จะเป็น “ช่วงเวลาที่ดีที่สุด” ของเรา
      อย่านึกว่า GDP เรากระทบน้อยแล้ว เราจะไม่เป็นไร คิดผิดไปแล้ว
      สิ่งที่น่ากลัวแท้จริง จะเกิดขึ้นเมื่ออเมริกาฟื้นตัว นั่นเอง
      ศักยภาพของพวกเขาจะก้าวล้ำไปอีก เนื่องจากเรียนรู้ความผิดพลาด
      ดังนั้น ถ้าตอนนั้นเราไม่แข็งแกร่ง เราจบแน่นอนครับ

    Got something to say?