โจเซฟ สติกลิตซ์ : ทำอย่างไรจึงจะป้องกันวิกฤติวอลล์สตรีทครั้งถัดไป

September 21, 2008

โจเซฟ สติกลิตซ์ กล่าวว่าการกำกับดูแลของรัฐ และเหล่าผู้บริหารช่วยกันสร้างวิกฤติวอลล์สตรีทขึ้น

หมายเหตุ : โจเฟซ อี สติกลิตซ์ ศาตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปี 2001 สำหรับงานของเขาในเรื่องเศรษฐกิจข้อมูลข่าวสาร, เป็นคณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ ที่ได้รับรางวัลโนเบลร่วมในปี 2008

ศ. สติกลิตซ์ยังเป็นผู้สนับสนุน บารัค โอบามา และล่าสุดเป็นประธานของสภาที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจในช่วงการปกครองของคลินตัน ก่อนที่จะเข้าร่วมกับธนาคารโลกในฐานะหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และรองประธานอาวุโส เขาเป็นผู้ร่วมแต่งหนังสือกับ ลินดา บิลเมส เรื่อง “สงครามราคาสามล้านล้านเหรียญ : ต้นทุนที่แท้จริงของความขัดแย้งในอิรัก”



หลายคนดูตื่นตระหนกกับความเข้มข้นและความรุนแรงของ ความโกลาหลในภาคการเงินครั้งล่าสุด ผมเป็นคนหนึ่งในบรรดานักเศรษฐศาสตร์หลายๆคน ที่ได้คอยเฝ้ามองและกล่าวเตือนถึงความเสี่ยงดังกล่าวมาแล้ว

มีคำตำหนิมากพอที่จะแบ่งปันให้รับไปอย่างถ้วนทั่ว แต่เป้าประสงค์ของการตีความคำตำหนิเหล่านั้นก็คือ เพื่อคาดเดาว่าทำอย่างไรเพื่อให้การเกิดปัญหาครั้งใหม่ส่งผลกระทบลดน้อยลง

ประธานาธิบดีบุชได้กล่าวคำพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีเมื่อไม่นานมานี้ ว่าปัญหานั้นง่ายมาก : เป็นเพราะมีบ้านถูกสร้างขึ้นมามากเกินไป ซึ่งก็ถูกอยู่หรอก แต่คำตอบนี้เรียบง่ายเกินไป คำถามถัดมาคือ แล้วปัญหาคือมันเกิดขึ้นได้อย่างไร?

บางคนอาจจะพูดว่า เฟด (ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา) ล้มเหลวสองครั้ง คือล้มเหลวในการเป็นผู้กำกับดูแล (regulator) และล้มเหลวในการควบคุมนโยบายการเงิน (conduct of monetary policy) การที่มีสภาพคล่อง (เงินปล่อยกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ) ที่ท่วมท้นตลาด และความหละหลวมในการกำกับดูแล นำไปสู่สภาวะฟองสบู่ของอสังหาริมทรัพย์ และเมื่อฟองสบู่แตก เงินกู้แบบทดหลายชั้น ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการประเมินสภาพสินทรัพย์ที่สูงเกินไป ก็พลันหลอมละลาย

สำหรับบรรดาเครื่องมือการเงินแฟชั่นใหม่ๆ นี่ก็เป็นเพียงหนึ่งในบรรดาวิกฤตการณ์ทางการเงิน ที่มีพื้นฐานอยู่บนการเพิ่มพลังทางการเงินหลายชั้น หรือการกู้ยืม และโครงการที่เป็นลำดับชั้นพิรามิด

“นวัตกรรม” ใหม่ๆ เหล่านี้ก็เพียงแต่ ซุกซ่อนขอบเขตของการสร้างแรงทดที่เป็นระบบ และทำให้ความเสี่ยงนั้นลดความโปร่งใสลง และเป็นเพราะบรรดานวัตกรรมเหล่านี้แหละ ที่ได้ทำให้การพังทะลายครั้งนี้ มีความตื่นเต้นเร้าใจเสียยิ่งกว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินก่อนหน้านี้ แต่ยังมีสิ่งที่ต้องตอบเพิ่ม : เหตุใดเฟดจึงล้มเหลว?




ประการแรก คีย์หลักในการกำกับดูแลอย่าง อลัน กรีนสแปน ไม่ได้เชื่อถือในเรื่องการกำกับดูแลสักเท่าใดนัก เพราะเมื่อมีข้อสังเกตเรื่องส่วนเกินในระบบการเงินขึ้นมา พวกเขาก็เรียกร้องให้มีการกำกับดูแลตนเอง — นี่เป็นความเขลาอย่างไร้ที่ติ

ประการที่สอง ระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาคได้ตกอยู่ในรูปแบบที่เลวร้ายจากฟองสบู่ไฮเทค การตัดภาษีเมื่อปี ค.ศ. 2001 ไม่ได้เป็นการออกแบบเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับเป็นการให้ของขวัญแก่พวกคนมั่งคั่ง — กลุ่มที่ประสบความสำเร็จจากเมื่อปลายควอเตอร์ของศตวรรษก่อน

การุณยฆาต (The coup d’grace) คือสงครามอิรัก ที่ส่งผลให้มีการถีบตัวของราคาน้ำมัน เงินที่เคยถูกจับจ่ายใช้สอยสินค้าสหรัฐตอนนี้ก็ถูกเบี่ยงเบนออกไปต่างประเทศ เฟดต้องเอาใจใส่อย่างยิ่งยวดเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้

สิ่งที่ทำก็เป็นเพียงแต่การแทนที่ฟองสบู่ไฮเทคด้วยฟองสบู่ลูกใหม่ ซึ่งก็คือฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ การออมทรัพย์ภาคครัวเรือนดิ่งฮวบลงเป็นศูนย์ ถึงระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ครั้งการถดถอยครั้งใหญ่เป็นต้นมา เฟดพยายามบริหารเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ แต่แนวทางที่ทำนั้น เป็นเรื่องสายตาสั้น เพราะอเมริกายังชีวิตอยู่บนเงินและเวลาที่หยิบยืมจากคนอื่นมา

ประการสุดท้าย ศูนย์กลางของคำตำหนิทั้งหลายควรลงไปยังสถาบันการเงินโดยตรง สถาบันทั้งหลายนี้ — และความจริงคือเหล่าผู้บริหาร — มีแรงจูงใจที่ไม่พ้องไปกับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคมของเรา

พวกเขาได้รับรางวัลมากเพียงพอ ในข้อสันนิษฐานการบริหารความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุน ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างดี เพียงพอที่จะคุ้มสำหรับการที่พวกเขามีผลตอบแทนอย่างล้นเหลือเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาจัดสรรเงินทุนผิดพลาด พวกเขาบริหารความเสี่ยงผิดพลาด — พวกเขากลับเป็นตัวสร้างความเสี่ยงเสียเอง

พวกเขาทำในสิ่งที่โครงสร้างแรงจูงใจได้ถูกออกแบบมา นั่นคือการพุ่งเป้าไปยังผลกำไรระยะสั้น และกลับส่งเสริมการเข้าไปรับความเสี่ยงมากเกินไป

นี่ไม่ใช่วิกฤติครั้งแรกของเราในระบบการเงิน ยิ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่บรรดาคนที่เชื่อในตลาดเสรีและไร้การกำกับดูแล วิ่งมาหารัฐบาลเพื่อเรียกร้องการคุ้มครองช่วยเหลือ มีรูปแบบที่นี่ สิ่งที่ชี้แนะถึงปัญหาเชิงระบบระดับลึก — และกระบวนการแก้ปัญหาหลายแนวทาง

1. เราต้องเข้าไปแก้ไขแรงจูงใจสำหรับผู้บริหารเป็นอันดับแรก ลดขอบเขตของผลประโยชน์ทับซ้อน และปรับปรุงข้อมูลของผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับการลดมูลค่าหุ้น ที่เกิดจากสิทธิเลือกซื้อหุ้น (stock option) เราควรจะลดแรงจูงในสำหรับการเข้าไปรับความเสี่ยงมากเกินไป รวมทั้งการมุ่งเน้นไปยังเป้าหมายระยะสั้นซึ่งมีมานานมากเกินพอแล้ว ตัวอย่างเช่น กำหนดให้โบนัสจ่ายบนพื้นฐานของผลตอบแทนในระยะเวลาห้าปี แทนที่จะกำหนดเป็นผลตอบแทนรายปี

2. ประการที่สอง เราต้องสร้างคณะกรรมการความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ถูกซื้อและขายโดยธนาคาร กองทุนบำเน็จบำนาญ ฯลฯ ปลอดภัยพอสำหรับ “การบริโภคของมนุษย์” เฉพาะผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว จึงจะได้รับเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ตามที่ตนต้องการ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ใช้เงินคนอื่นไปเล่นการพนัน บางคนอาจจะมองว่านี่อาจจะไปปิดกั้นนวัตกรรมใหม่ๆ แต่นี่จะเป็นการดีที่จะกลับมาพิจารณาถึงนวัตกรรมที่เรามี — หรือก็คือความพยายามในการทำลายระบบการตรวจสอบและการกำกับดูแล สิ่งที่เราต้องการก็คือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สะท้อนถึงความต้องการของคนอเมริกันธรรมดาๆ เพื่อว่าพวกเขาจะได้ยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านเมื่อสภาวะทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป

3. เราต้องสร้างคณะกรรมการสร้างเสถียรภาพในระบบการเงิน เพื่อตรวจสอบภาพรวมของระบบการเงินทั้งระบบ ตรวจสอบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของบรรดาคนที่เกี่ยวข้องกันทั้งหลาย เพื่อป้องกันการสร้างแรงทดเชิงระบบมากจนเกินไป ดังที่เราได้มีประสบการณ์มา

4. เราต้องการกำหนดมาตรการกำกับดูแลอื่นๆ เพื่อปรับปรุงความปลอดภัย และมีเหตุผลพอต่อระบบการเงินของเรา อย่างเช่น “กันชนความเร็ว” เพื่อลดการกู้ยืม จากประวัติศาสตร์แล้ว การขยายการกู้ยืมอย่างรวดเร็ว ต้องรับผิดชอบในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญต่อวิกฤติ และวิกฤติครั้งนี้ก็ไม่เป็นข้อยกเว้นเช่นกัน

5. เราต้องการกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีขึ้น รวมทั้งกฎหมายในการป้องกันการกู้ยืมแบบไล่ล่า

6. เราต้องการกฎหมายการแข่งขันที่ดีขึ้น สถาบันการเงินสามารถกัดกินเหยื่อที่เป็นลูกค้าจากบัตรเครดิตได้ง่ายเป็นเพราะการขาดการแข่งขัน แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เราไม่ควรอยู่ในสถานการณ์ที่ว่า บรรษัทนั้น “ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม” ก็ถ้ามันใหญ่ ก็ต้องแตกมันให้เล็กลง

การปฏิรูปเหล่านี้อาจไม่รับประกันว่าเราจะไม่พบวิกฤติครั้งต่อไป สิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายในตลาดการเงินนั้นดูน่าประทับใจ แต่ในที่สุดแล้ว พวกเขาก็จะมองออกว่าควรจะหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลต่างๆได้อย่างไร แต่การปฏิรูปครั้งนี้จะทำให้วิกฤติครั้งใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกันนี้เกิดได้ยากขึ้น และหากมันเกิดขึ้นอีกก็จะมีความรุนแรงน้อยกว่าที่ควรเป็น

แปลและเรียบเรียงจาก CNN : Commentary: How to prevent the next Wall Street crisis

บทความที่เกี่ยวข้อง:

Related story:
  • จนท. เฟดพิจารณาลดดบ.เพิ่มอีก
  • บริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2008
  • ฤๅจะเป็นอวสานทุนนิยม
  • ผู้นำยุโรปเสนอความร่วมมือต้านวิกฤติการเงิน
  • ฑูตอังกฤษกังวลหลักนิติธรรมไทยถูกละเลย นานาประเทศจี้ไทยป้องกันสุวรรณภูมิถูกยึดอีกรอบ



  • Comments

    18 Responses to “โจเซฟ สติกลิตซ์ : ทำอย่างไรจึงจะป้องกันวิกฤติวอลล์สตรีทครั้งถัดไป”

    1. 1. zneb on September 22nd, 2008 9:36

      แก้ด้วยครับ เป็นชื่อหนังสือ สงครามราคาสามล้านล้านเหรียญ ไม่ใช่ สงครามราคาสามแสนล้านเหรียญ เพราะหน้าปกมันเขียน The Three Trillion Dollar War

      แต่เขาก็บอกตอนแถลงข่าวขายหนังสือด้วยว่า นี่เป็นการประมาณการที่ “โคตรจะต่ำสุดๆ” (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Ultraconservative Estimate) เขาบอกว่าจริงๆแล้วมันน่าจะสูงถึง 5 ล้านล้านด้วยซ้ำ และมากกว่าต้นทุนที่ใช้ทำสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากปรับตัวเงินเฟ้อแล้ว

    2. 2. zneb on September 22nd, 2008 10:37

      ปัญหาข้อสำคัญของระบบทุนนิยมการเงินโลกที่สำคัญ
      1. การมี Ultra High Leveraging ในระบบสถาบันการเงิน หรือการกู้ยืมแบบไร้ขีดจำกัดในระบบการเงินนั่นเอง สถาบันการเงินหลายแห่งมีสินทรัพย์มากกว่าส่วนของผู้ถือหุ้นมากมายตั้งแต่ 15-50 เท่า เช่น
      Citigroup: Asset = $2.1 trillion Stockholder Equity = $136.4 billion A/E = 15.4
      Morgan Stanley: A = $1.03 t, E= $34.49 b, A/E = 29.86
      Goldman Sachs: A = $1.09 t, E= $44.82 b, A/E = 24.32
      Lehman Brothers: A = $639.43 b, E= $26.28 b, A/E = 24.33
      Barclays: A = $2.51 t, E= $40.9 b, A/E = 61.37
      Royal Bank of Scotland: A = $3.58 t, E= $190.26 b, A/E = 18.82
      UBS: A = $1.88 t, E= $40.18 b, A/E = 46.79
      Deutsche Bank: A = $2.88 t, E= $46.21 b, A/E = 62.32
      รวม Total Asset = $15.71 t Total Equity = $559.54 b Average A/E = $28.08
      ดังนั้น balance sheet ของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกจึงเสี่ยงที่จะมี Negative Equity ได้ เหมือนกรณี LTCM และก็จะล้มได้ง่ายมากแต่ใหญ่เกินกว่าที่จะเยียวยาได้

      2. การไม่ยอมแบกรับความเสี่ยงทั้งๆที่กล้าที่จะเข้าไปหาความเสี่ยง ทำให้บรรดาสถาบันการเงินเข้าไปเล่นในตลาดผลิตภัณฑ์ที่เสี่ยงมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็กลับไม่รับผิดชอบความเสี่ยง แต่กลับเชื่อในเครื่องมือบริหารความเสี่ยงมากเกินไป ไม่ยอมบริหารความเสี่ยงด้วยวิธีการดั้งเดิม คือ การวิเคราะห์ตัวผู้ขอสินเชื่อและผลิตภัณฑ์อย่างรอบด้านทั้งตัวเลขและไม่ใช่ตัวเลข แต่กลับไปใช้วิธีทางฟิสิกส์คณิตศาสตร์ เช่น Credit Default Swaps, Exotic Derivatives แทน โดยเชื่อว่า หากมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเดี๋ยวก็ได้เงินคืน หรือถ้าหากหนักจริงๆรัฐบาลจะเข้ามาอุ้ม กลายเป็นปัญหา Moral Hazard

      3. การลุกลามของการเก็งกำไรแบบไร้ขอบเขต ทำให้กิจกรรมทางการเงินหลายอย่างบิดเบี้ยวไปจากวัตถุประสงค์เดิม เช่น การทำ Securitization แทนที่จะทำไปเพื่อระดมทุนนอกเหนือจากการที่ไม่สามารถระดมเงินจากตัวกลางทางการเงินดั้งเดิมได้ กลับถูกเอามาเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการเก็งกำไร หรือที่แย่กว่านั้นก็คือ การใช้ Derivatives หรือตราสารอนุพันธ์ในการเป็นเครื่องมือเก็งกำไร ช่วยเก็งกำไรและเก็งกำไรในตัวตราสารอนุพันธ์เอง ทำให้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงกลายเป็นสิ่งเก็งกำไร เหมือนสร้างตึกแล้วมุงหลังคา จนกระทั่งหลังคาใหญ่โตจนเสาเข็มรับไม่ไหว

      4. แบบที่ Stiglitz พูดก็คือ การพยายามหลบหลีกกฎเกณฑ์แบบสารพัดวิธี ทั้งการใช้วิธีการทางบัญชี โดยวินทรัพย์จำนวนมากกว่า 1 ใน 3 ของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จะแจ้งว่าเป็น Other Asset แต่ไม่บอกว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง นอกจากนี้ยังใช้วิธีการโยกเอาการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงไปไว้ในรายการนอกงบดุลหรือ Off Balance Sheet Items เช่นพวกตราสารอนุพันธ์ต่างๆ หรือรวมทั้ง CDO ด้วย

      นอกจากรูปแบบข้างต้นแล้ว ยังมีการพยายามหลีกกฎเกณฑ์โดยการโยกธุรกรรมไปในตลาดที่ไม่มีการกำกับดูแลก็คือ Over-the-counter Market หรือ ตลาด OTC ซึ่งการซื้อขายจะไม่มี Regulator และกฎหมายมาควบคุมและคุ้มครอง และในปัจจุบันยังมีการพยายามโยกธุรกรรมการซื้อขายหุ้นมายัง Private Trading Platform มากขึ้น โดยใช้ระบบการซื้อขายที่เป็นอิสระจากสำนักงาน ก.ล.ต. ทั่วโลก มีการเชื่อมโยงการซื้อขายแบบข้ามทวีป มี Clearing House เป็นของตัวเอง ต้นทุนธุรกรรมต่ำกว่า แต่จะทำให้ Counter Party Risk หรือความเสี่ยงจากคู่สัญญาสูงขึ้นมาก เพราะอยู่นอกขอบเขตการคุ้มครองทางกฎหมาย

      5. การที่ภาคการเงินเติบโตโดยไม่อิงกับ Real Sector ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุด ทำให้เกิดการบิดเบือนของกลไกการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทำให้มีวิกฤตในด้านอุปสงค์และอุปทานเกิดขึ้น ผู้คนจบปลักกับความมั่งคั่งเทียมมากกว่าจะสร้างความมั่งคั่งจะพลังแรงงานของตัวเอง ทำให้วิกฤตทางการเงินเกิดขึ้นแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่านับแต่ยุคพาณิชยนิยม ที่ก็มีการตั้งตลาดหุ้นแห่งแรกของโลกแล้วคือ Amsterdam Stock Exchange ในปี 1602

      อีกอย่าง Co-Author คือ ลินดา บิลเมส (Linda Bilmes) ไม่ใช่บิลเมอร์

    3. 3. กานต์ on September 22nd, 2008 18:57

      แก้ไขตามที่คุณ zneb ได้ comment แล้ว ขอบคุณมากครับ

      ประเด็นที่คุณ zneb เสนอเรื่อง อัตราส่วน สินทรัพย์ต่อทุน ของสถาบันการเงินต่างๆในสหรัฐฯ มี่มีสัดส่วนสูงผิดปกตินั้น วันนี้ อ. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ก็เขียนบทความแสดงความเห็นคล้ายๆ กันนี้ลงในกรุงเทพธุรกิจด้วยครับ http://www.bangkokbiznews.com/2008/09/22/news_296068.php

      The Economist เล่มล่าสุดก็ลงรายละเอียดเรื่องวิกฤติการเงินในสหรัฐฯ อย่างละเอียดด้วย http://www.economist.com/printedition/index.cfm?id=20080920

      ความจริงในบทความสติกลิตซ์นี้ ได้อ้างอิงไปถึงบทความเก่าของเขา ซึ่ง SIU เคยเอามาเสนอไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคม สติกลิตซ์พูดถึงระดับความรุนแรงของปัญหา และเสนอวิธีทางแก้ปัญหา แต่ดูเหมือนตอนนั้นยังไม่มีคนสนใจมากนัก

      ซึ่งผมรู้สึกประหลาดใจที่คนมาตื่นเต้นเรื่องนี้ในช่วงนี้ ความจริงในจดหมายข่าวฉบับล่าสุดของ SIU ใน section เศรษฐกิจ ก็พยากรณ์ไว้ก่อนแล้วด้วยว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังถดถอย

    4. 4. เจริญชัย on September 23rd, 2008 11:41

      ดีมาก zneb ช่วยๆกันตรวจสอบ 555
      ยังไงก็ฝากเวปไซด์นี้ให้ช่วยกันดูแลนะครับ

    5. 5. zneb on September 24th, 2008 14:46

      การแก้ปัญหาวิกฤต Subprime ในครั้งนี้จะทำแบบตัวใครตัวมันไม่ได้ แต่ต้องทำในระดับโลก เพราะมันคือวิกฤตทุนนิยมโลก ต้องแก้ที่โครงสร้างหลักที่ทำหน้าที่กำกับดูแลให้มันเดินไปได้

      การแก้โครงสร้างของระบบทุนนิยมหมายถึง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการกำกับดูแลการจัดสรรทรัพยากรในระดับโลก การสร้างสถาบันใหม่นี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางอำนาจด้วย วิกฤตปี 1929 ก็เหมือนวิกฤต Subprime คือ เป็นวิกฤตทุนนิยมไม่ใช่แค่วิกฤตเศรษฐกิจ การแก้ไขเกิดจากการแก้ไขเชิงสถาบันและปรับโครงสร้างการกระจายทรัพยากรของโลก การแก้ไขนั้นประกอบไปด้วย

      1. การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นตัวผ่าทางตันวิกฤตในระบบทุนนิยม เพราะมันทำให้เกิดการทำลายทุนครั้งใหญ่ โดยใช้กลไกทางสงครามมาทำลาย เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตอัตรากำไรตกต่ำจากการที่มีการใส่ปัจจัยทุนเข้าไปมากแทนที่ปัจจัยแรงงาน และการที่แรงงานที่มีอยู่ไม่สามารถสร้างส่วนเกินในอัตราที่สูงไปกว่านี้ได้

      2. การปฏิวัติครั้งใหญ่ทางเทคโนโลยี ต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของโลกอย่างรถไฟ แรกเริ่มเดิมทีเกิดจากการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารมาก่อน ตัวอย่างเช่น ทางรถไฟสายแรกของไทยกรุงเทพ-นครราชสีมา หลังสงครมโลกครั้งที่ 2 มีการเกิดขึ้นของเครื่องบินในเชิงพาณิชย์ เทคโนโลยีการสื่อสาร อุตสาหกรรมชีวภาพก้าวหน้า การพัฒนาอิเล็คทรอนิกส์ ดังนั้นหากต้องการผ่าทางตันเรื่องวิกฤตทุนนิยมจำเป็นต้องมีการสร้างสุดยอดนวัตกรรมใหม่ เพื่อยกระดับพลังการผลิตของโลก

      3. หากยึดเอาทฤษฎีของ Schumpeter ที่บอกว่าวิกฤตทุนนิยมแก้ได้ด้วยนวัตกรรม นวัตกรรมนอกจากจะมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้วดังเช่นข้อที่ 2 มันยังมาจากการยกระดับการบริหารจัดการได้ด้วย หากมองในระดับโลกก็หมายถึงการสร้างกฎระเบียบ กติกา และองค์กรที่จะมาบริหารจัดการระบบทุนนิยมเสียใหม่แทนที่ระบบเดิม หลังสงครมโลกครั้งที่ 2 มีการปรับโครงสร้างเชิงสถาวันในระดับโลก ซึ่งต่อมาก็ทำให้ทุนนิยมโลกเข้าสู่ “ยุคทอง” มานานร่วม 20 กว่าปี นั่นคือ การเกิดขึ้นของสถาบัน Bretton Woods ที่สร้าง IMF, World Bank, GATT หรือ WTO ในเวลานี้, ระบบ Gold Exchange Standard แต่หลังจากที่ระบบนี้มาถึงทางตัน ระบบทุนนิยมก็ปรับตัวด้วยการรื้อระบบนี้ทิ้ง สหรัฐฯประกาศลอยตัวค่าเงิน และก็ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของ BIS และ Washington Consensus ในฐานะระเบียบเศรษฐกิจและการเมืองโลกแบบใหม่หลังจากการล่มสลายของระบบ Bretton Woods ซึ่งทำให้ระบบทุนนิยมในปัจจุบันเป็นระบบทุนนิยมการเงินโลกภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์

      แต่วิกฤตในวันนี้ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบทุนนิยมครั้งใหญ๋ ล่าสุดประธานาธิบดี Sarkozy ของฝรั่งเศสได้เสนอให้ชาติมหาอำนาจในกลุ่ม G8 ร่วมด้วยจีน อินเดีย และบราซิล (จริงๆก่อนหน้านี้มีการเสนอแอฟริกาใต้และเม็กซิโกด้วยแต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วน่าจะเข้ามาร่วมในภายหลัง) จัดการประชุมใหญ่เพื่อปรับโครงสร้างในระบบทุนนิยมโลกในปลายปีนี้ ประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน หลังจากการเลือกตั้งประธานธิบดีสหรัฐฯเสร็จสิ้นลงแล้ว โดยเขาเสนอโมเดลว่าให้เป็น Regulated Capitalism และเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างวหประชาชาติหรือ UN ด้วย

    6. 6. zneb on September 24th, 2008 14:49

      ลองอ่านข่าวนี้ดู

      Sarkozy presses for capitalism summit
      By Harvey Morris at the United Nations

      Published: September 24 2008 03:26 | Last updated: September 24 2008 03:26

      Nicolas Sarkozy, the French president, called on world leaders on Tuesday to hold a summit later this year aimed at rebuilding a “regulated capitalism” to replace a world financial system that had become unhinged.

      Addressing around 100 heads of state and government at the United Nations’ annual General Assembly debate, he said the financial crisis now unfolding was the most serious the world had seen since the 1930s.

      His words followed those of George W. Bush, in his last address to the UN as US president, who sought to assure world leaders that his administration was on top of efforts to contain the crisis.

      “We have taken bold steps to prevent a severe disruption of the American economy, which would have a devastating effect on other economies around the world,” said Mr Bush.

      The administration and Congress were working on a bail-out package, he said, “and I’m confident we will act in the urgent timeframe required”.Mr Sarkozy, however, was among those who pressed for a world response, insisting on the reform of international institutions to meet the challenge.

      “The 21st century world cannot be governed with the institutions of the 20th century,” he said, reflecting support by France and other governments for reform of the so-called Bretton Woods financial institutions established in the framework of the UN after the second world war.

      Mr Sarkozy’s proposed summit would be likely to take place in the context of an expanded meeting of the Group of Eight industrialised states in November, to which the big new economies such as China, India and Brazil would be invited.

      A summit in November would come after the result of the US presidential election was known, allowing Mr Bush to be accompanied by his successor.

      Mr Sarkozy gave no detailed formula of how to address the crisis, but said the world should find a new system in which “whole swathes of financial activity are not left to the sole judgment of markets operators”.

      The role of banks was to finance development and not to engage in speculation. Methods of rewarding executives should not drive them to take unreasonable risks and those who jeopardised people’s savings should be punished.

      Brazil’s President Luiz Inácio Lula da Silva also called for greater international involvement in addressing financial market turbulence.

      “A crisis of such magnitude will not be overcome with palliative measures,” he said. “Mechanisms for both prevention and control are needed to provide total transparency to international finance.”

      “The global nature of this crisis means that the solutions we adopt must also be global, and decided upon within legitimate, trusted multilateral forums, with no impositions,” he said.

      At the moment, international economic institutions had neither the authority nor the instruments they needed to inhibit what he called the “anarchy of speculation”.The debate over how to tackle the financial crisis has fed into longstanding demands for reform of the UN and its institutions that have re-emerged as the sub-text of this year’s General Assembly.

      “Let us act so that our international institutions are more coherent, more representative, stronger and more respected,” said Mr Sarkozy.

      Mr Bush left the financial crisis to the last section of his final UN speech. In a text that mentioned terrorism more than 30 times, he said the UN faced as serious a challenge as any since its founding – a global movement of violent extremists.

      “By delivering murder, by deliberately murdering the innocent to advance their aims, these extremists defy the fundamental principles of international order.”
      Copyright The Financial Times Limited 2008

    7. 7. mk on September 25th, 2008 1:54

      ผมไม่ใช่นักเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ อยากขอให้คุณ zneb ช่วยอธิบายประโยคว่า “หากยึดเอาทฤษฎีของ Schumpeter ที่บอกว่าวิกฤตทุนนิยมแก้ได้ด้วยนวัตกรรม” เพิ่มได้ไหมครับ

    8. 8. เหลียง on September 25th, 2008 15:43

      ขอเพิ่มเติมนะครับ

      1. ในส่วนที่ว่าบริษัทเหล่านั้น high leverage อย่างที่รู้ๆกันก็คือ จริงๆแล้วเป็นเรื่องธรรมดามากของธุรกิจนี้ ธุรกิจ Investment banking จริงๆก็จะคล้ายๆ banking คือ margin ต่อสินทรัพย์ต่ำมากๆ ยกตัวอย่างก็คืออย่างธนาคารปล่อยกู้ 100 บาท ได้ margin ระหว่างเงินฝากกับเงินกู้แค่ 3-4% ถ้าต้องลงส่วนทุนเองแล้วได้ 3-4% สู้เอาเงินทุนตัวเองไปฝากแบงค์แล้วนอนอยู่บ้านไม่ดีกว่าหรือ? ซึ่งสุดท้ายก็อย่างที่ทุกคนทราบก็คือ การที่บริษัทประเภทนี้จะหากำไร ก็ต้องใช้เงินคนอื่นหรือ leverage นั่นเอง

      2. จากข้อ 1 จะเห็นได้ว่าจริงๆแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องว่าตัวเองกล้าแบกรับความเสี่ยงด้วยหรือเปล่า แต่มันเกิดจากว่า ยิ่งใช้เงินคนอื่นมากเท่าไหร่ expected return ก็จะสูงขึ้นตาม ส่วนเรื่องความเสี่ยงนั้นจริงๆซับซ้อนกว่านั้นเยอะ และ CDS หรือ Exotic options ในมือของพวก IB นั้นไม่ใช่เครื่องมือใช้ป้องกันความเสี่ยง แต่เป็นสินค้าชนิดนึงที่เอาไว้ทำเงิน ธุรกิจหลักส่วนนึงของพวก IB เหล่านั้นคือการออกผลิตภัณฑ์พวกนี้ จับชน (ให้ความเสี่ยง = 0) แล้วกินน้ำ (เหมือนโต๊ะรับพนันบอล) การที่โต๊ะพนันบอลล้มเกิดจากจากเจ้ามือเกิดความโลภรับแทงเอง (เกิด risk exposure คือ การที่จับชนไม่ครบ เช่นรับแมนยูมา 2 ล้าน รับลิเวอร์พูล 1 ล้าน แบบนี้เกิด risk exposure) ฉันใด การที่ IB ต่างๆเช่นเลแมนล้ม ก็เกิดจากความโลภที่ปล่อยให้เกิด risk exposure ฉันนั้น อย่างกรณีนี้ก็คือพวก IB ปล่อยให้เกิด risk exposure ในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป เพราะมั่นใจว่าน่าจะกำไร (เลยรับแทงเอง)

      3. ตามที่ทฤษฎีตลาดว่าไว้ กล่าวคือในตลาดหุ้นต้องมีทั้ง investor, trader, speculator ไม่งั้นตลาดจะขาดสภาพคล่อง การเก็งกำไรไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการทำให้เกิด market crash เลย

      4. อันนี้เป็นเรื่องที่ทราบกันมานานแล้วว่าเป็นข้อบกพร่องในการบันทึกบัญชี ซึ่งนักบัญชีก็ไม่ใช่ว่าไม่ทราบตรงนี้ แต่กำลังถกเถียงกันว่าจะบันทึกแบบไหนถึงจะสมเหตุผลที่สุด ก็เลยกลายเป็ตจุดที่ทำให้พวก IB นำมาหาประโยชน์ คล้ายกับการเลี่ยงภาษี อันนี้ก็คือการเลี่ยงความเสี่ยง (ที่ต้องรายงาน) ซึ่งเมือความเสี่ยงลด ต้นทุนในการหาเงินทุนก็ลดลงตามไปด้วย

    9. 9. เจริญชัย on September 25th, 2008 16:26

      เขียนได้ดีครับ โดยเฉพาะข้อ 2

    10. 10. Suwannee on September 25th, 2008 19:26

      แล้ว คุณ zneb คิดว่าระบบแบบใหม่ จะเป็นแบบไหน ปลายปี นี้ แล้วจะเกิดขึ้นช้าเกิน ไปหรือเปล่า หรือมีการคิดกันไว้ล่วงหน้าแล้ว หรือ จะเป็นความไร้ระบบ ที่อยู่ในระบบ เป็นการซ้อนกันอยู่

    11. 11. เจริญชัย on September 26th, 2008 10:07

      เมื่อวานเราไปสัมภาษณ์
      ท่านอาจารย์ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

      มันสสสส์….หยด

      โปรดติดตาม

      ผมชอบที่สุด ตั้งแต่ทำรายการมา

    12. 12. กานต์ on September 27th, 2008 14:34

      ตอบคุณ Suwannee
      ส่วนตัวผมคิดว่า Sarkozy ยังไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับวาทกรรมเรื่อง “regulated capitalism” อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งอันนี้ก็เข้าใจได้ เพราะเขาเป็นนักการเมือง ไม่ใช่นักวิชาการ แต่โดยความเห็นกว้างคือเขามองว่า การหลบเลี่ยงกฏกติกาของ Hedgefund ต่างๆ ที่เข้าไปเก็งกำไรสินทรัพย์ โภคภัณฑ์ ด้วยเครื่องมือทางการเงินล้ำยุคนานาชนิด เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวิกฤตให้กับระบบทุนนิยมโลก จึงน่าจะมีหนทางในการควบคุมเหล่า Hedgefund พวกนี้

      แต่เมื่อมีการประชุมฉุกเฉินในกลุ่ม G-7 เกิดขึ้น ความเห็นของนักวิชาการและผู้ทรงภูมิทั้งหลายคงถูกดึงขึ้นมาโต้แย้งถกเถียงกันในเวลานั้นอยู่แล้ว

      แต่โดยส่วนตัวผมอยากเห็นกรอบการ “regulated” ที่มีพื้นฐานความรู้เชิงวิชาการจริงๆ ไม่ใช่เอาความรู้สึกขึ้นมาจับ ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็น “ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง”

      อันที่จริงข้อเสนอของ Stiglitz ส่วนหนึ่งก็มีความเห็นในแง่มุมของ regulated capitalism อยู่แล้ว

    13. 13. Suwannee on September 28th, 2008 21:51

      ขอบคุณ คุณกานต์ ค่ะ ฟังแล้วคงยาก นะ สติปัญญา เราคงไปไม่ถึงแน่เลย

    14. 14. SI FC on September 29th, 2008 18:39

      “เมื่อวานเราไปสัมภาษณ์
      ท่านอาจารย์ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

      มันสสสส์….หยด

      โปรดติดตาม

      ผมชอบที่สุด ตั้งแต่ทำรายการมา”

      อดใจรอแทบไม่ไหว…. อยากฟังแล้วครับ

    15. 15. เจริญชัย on September 30th, 2008 11:26

      โอ๊ย ขอโทษด้วย ที่ทำให้อยากฟังขนาดนั้น

      อย่าคาดหวัง อย่าคาดหวัง…

      เอาเป็นว่า ความชอบส่วนตัวของผมเท่านั้น
      คนอื่นอาจจะดูแล้วไม่สนุกก็ได้ครับ 555
      ………………..

      ผมอ่านแล้วก็รู้สึกทั้งดีใจและเศร้าใจ
      เพราะแต่ละครั้งที่จัดรายการ
      ก็ไม่รู้ว่า เมื่อไรจะได้กลับมาทำอีก
      ครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้
      คนดูอาจเสียดาย แต่ผมเสียดายมากกว่าอีก

      ถ้าเมืองไทยมีสื่อดีๆให้เลือกมากมาย
      ผมคิดว่า พวกเราก็คงไม่จำเป็น

      แต่ช่างมันเหอะ
      รายการของพวกเราคงดีเกินไป (555 ปลอบใจตนเอง)
      แม้แต่หาเงินสนับสนุนก้อนเล็กๆ สักก้อนก็ยังไม่ได้

      อยากจะทำรายการเพื่อดึงดูด Mass ก็ละอายใจ
      ส่วน Niche ก็มีน้อยเกินไป
      ……………………..

      ข้อดีของคนใกล้ตาย คือ
      ทุกนาทีที่ผ่านไปจะมีความสุขมหาศาล
      ได้เสพประสบการณ์อย่างล้ำลึก
      ไม่หายใจทิ้งโดยเปล่าประโยชน์

      ดอกไม้ทิวทัศน์ที่ในอดีตเคยมองว่าธรรมดา
      อาจกลายเป็นความงาม ความหมายและคุณค่าล้ำลึก

      การตระหนักว่า วันนี้อาจเป็นวันสุดท้าย
      ทำให้ทุกรายการของเราจะทำอย่างเต็มที่
      เช่นเดียวกับผู้ชม ที่อาจจะซาบซึ้งดื่มด่ำสุดซึ้ง

      เราจงมาร่วมกันเสพประสบการณ์บนรอยต่อระหว่างความตายและการเกิด
      เพื่อประทับอยู่ในความทรงจำ
      พร่าเลือน แต่ไม่เลือนหาย

    16. 16. ฤๅจะเป็นอวสานทุนนิยม - Siam Intelligence Unit on October 18th, 2008 10:59

      [...] โจเซฟ สติกลิตซ์ : ทำอย่างไรจึงจะป้อง… บทความของ โจเซฟ สติกลิตซ์เผยแพร่ใน SIU เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2551 พูดถึงมาตรการป้องกันวิกฤติครั้งถัดไป ซึ่งเน้นหนักการปฏิรูประบบการเงินในสหรัฐอเมริกา โดยเน้นการกำกับดูแล [...]

    17. 17. โจเซฟ สติกลิตซ์ : ทำอย่างไรจึงจะป้องกันวิกฤติวอลล์สตรีทครั้งถัดไป « Praisani’s Weblog on October 19th, 2008 1:44

      [...] โจเซฟ สติกลิตซ์ : ทำอย่างไรจึงจะป้อง… โจเซฟ สติกลิตซ์ : [...]

    18. 18. คนสนใจ on October 20th, 2008 23:01

      ในส่วนผลกระทบกับทางฝั่งเอเชีย จะเป็นอย่างไรบ้างครับ
      และแนวคิด เอเชียบอนด์ ของคุณทักษิณ จะเกิดผลมั้ย

    Got something to say?