ทำอย่างไรจึงสามารถยุติความถดถอยได้

January 28, 2008

โดย โจเซฟ สติกลิทซ์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่โคลัมเบีย และผู้แต่งหนังสือ “Making Globalization Work” เขาได้รับรางวัลโนเบลทางด้านเศรษฐศาสตร์ในปี ค.ศ. 2001หมายเหตุ Siam Intelligence Unit : วิกฤติ Subprime หรือสินเชื่อสำหรับผู้กู้ด้อยความน่าเชื่อถือในสหรัฐฯ เริ่มลุกลามและขยายตัวอย่างน่าตกใจ ความวิตกกังวลเหล่านี้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างหนักถึงสองวัน ก่อนที่ตลาดหุ้นสหรัฐจะเปิดทำการและฉุดให้ดัชนีดาวโจนส์ต้องจมดิ่งตามไปด้วย เบน เบอร์นังเก้ประกาศการลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ถึง 75 basis point ส่งผลให้บรรเทาการตกต่ำของดัชนี้หุ้นไปได้

แต่ก็ใช่ว่าวิกฤติจะยุติลงเท่านั้น ในหลายวันถัดมาทั้งนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ต่างมีมุมมองเชิงลบกับเศรษฐกิจสหรัฐ กล่าวได้ว่าในขณะนี้สหรัฐได้ประสบวิกฤติอย่างเต็มตัวซึ่งหากพิจารณาถึงสาเหตุที่แท้จริง ก็เนื่องมาจากการขาดดุลแฝด (twin deficit) อย่างต่อเนื่องกันหลายปี อันเนื่องมาจากการใช้จ่ายอย่างเกินตัวนั่นเอง ขณะนี้มีการเรียกขานวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ของสหรัฐว่า Perfect storm บ้าง หรือไม่ก็ วิกฤติ Hamburger บ้าง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจของสหรัฐประสบปัญหาอย่างหนักหน่วงยิ่ง

อย่างไรก็ตามเราควรพิจารณาทุกสิ่งอย่างมีพลวัต นักยุทธศาสตร์ที่แท้จริงจะต้องคาดคำนวณเหตุการณ์ล่วงหน้าไปอีกสองสามชั้น ความพยายามของเราที่จะนำเอาบทความของ ศ. สติกลิทซ์ มานำเสนอ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สามารถคาดเดาอนาคตข้างหน้าอย่างมีหลักเกณฑ์และสามารถตระเตรียมกำลังได้อย่างพร้อมสรรพ ไม่ว่าประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจะเผชิญวิกฤติตามสหรัฐหรือไม่ก็ตาม ข้อเขียนของ ศ. สติกลิทซ์ ได้นำเสนอแนวคิดอย่างกว้างๆ ตามแนวทางของเคนเซียนที่มองอย่างเผินๆ ดูตรงข้ามกับสามัญสำนึก เช่นการเสนอให้รัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ซึ่งมีความคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับมาตรการที่พรรคไทยรักไทยเคยใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากวิกฤติต้มยำกุ้งอย่างได้ผลในอดีต น่าจับตามองดูว่าหากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐสิ้นสุดลง นโยบายต่างๆของเขาจะได้รับการยอมรับจากรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐหรือไม่

เศรษฐกิจของอเมริกากำลังมุ่งไปสู่ความถดถอยครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะมีความซบเซาทางเศรษฐกิจหรือไม่ (อัตราการเติบโตติดลบสองไตรมาสติดต่อกัน) ก็สำคัญน้อยกว่าข้อเท็จจริงที่ว่าเศรษฐกิจจะดำเนินไปต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น และนำไปสู่ปัญหาการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น เราต้องการนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่สิ่งที่จะทำนั้นก็เป็นไปได้ที่จะไปเพิ่มการขาดดุลที่มีอยู่อย่างมหาศาลอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องทำให้ตรงเป้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ชุดของนโยบายที่เหมาะสมจะต้องประกอบไปด้วยมาตรการฉุกเฉินควบคู่ไปกับมาตรการอื่นที่เป็นการเพิ่มการใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเศรษฐกิจกำลังเคลื่อนเข้าสู่การถดถอยที่ลึกและชัน (steep downturn)

เราควรเริ่มต้นด้วยการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบประกันการว่างงาน เหตุเพราะเงินที่ผู้ว่างงานได้รับนั้นจะถูกใช้จ่ายออกไปอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลกลางควรจะสนับสนุนความช่วยเหลือให้กับมลรัฐ และท้องถิ่น ซึ่งในขณะนี้ได้เริ่มรู้สึกถึงการบีบรัด (pinch) จากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ตกต่ำลง ซึ่งโดยทั่วไปพวกเขาจะตอบสนองด้วยการตัดรายจ่าย ซึ่งนี่เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติเมื่อรู้สึกถึงความไม่มั่นคง ความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางควรอยู่ในรูปแบบการสนับสนุนเพื่อการก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคใดๆที่สำคัญ

การสนับสนุนของรัฐบาลกลางต่อมลรัฐในงบประมาณการศึกษาก็สามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจในระยะสั้น ในขณะที่ก็ส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว ทั้งยังควรจะมีการใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการประหยัดพลังงานและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา มันอาจต้องใช้เวลาบ้างเพื่อจะวางโครงการการใช้จ่ายที่ถูกออกแบบไว้อย่างดีให้เหมาะสม แต่การถดถอยครั้งนี้อาจมองประหนึ่งว่ามีระยะยาวนานโดยไม่สิ้นสุด มากกว่าการถดถอยทางเศรษฐกิจในความทรงจำของเราเมื่อไม่นานมานี้ ราคาบ้านจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานเพื่อจะกลับคืนมายังระดับปกติ และเมื่อประชาชนชาวอเมริกันเริ่มหยุดการใช้จ่ายมากขึ้น การบริโภคก็จะเริ่มลดต่ำลง

คณะบริหารบุช (Bush administration) มีมุมมองมานานแล้วว่าการตัดภาษี (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดภาษีถาวรสำหรับคนรวย) เป็นทางออกสำหรับปัญหาทุกอย่าง ซึ่งแนวคิดนั้นเป็นเรื่องที่ผิด การตัดภาษีจะยิ่งไปเสริมนิสัยการบริโภคส่วนเกิน ซึ่งนั่นคือปัญหาของเศรษฐกิจอเมริกัน ในขณะที่ชาวอเมริกันที่เป็นชนชั้นกลางและชนชั้นล่างต้องทนทุกข์ทรมานกับเจ็ดปีที่ผ่านมา รายได้เฉลี่ยของครอบครัว ณ ปัจจุบันลดน้อยลงกว่าที่เคยเป็นเมื่อปี ค.ศ. 2000 ดังนั้นการคืนภาษีที่มีเป้าหมายยังครอบครัวที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางจึงสมเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านั่นเป็นการกระทำที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว

ควรมีมาตรการบางประการสำหรับการยึดหลักทรัพย์ที่จำนอง เช่นการออกมาตรการทางกฎหมายที่ออกแบบไว้อย่างเหมาะสมเพื่ออนุญาตให้ผู้ที่กลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายจากการไล่ล่าการกู้ยืม ให้ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย แต่เราก็ไม่ควรใช้จ่ายให้มากสำหรับการนี้ เพราะหากมากเกินไป เราจะลงเอยด้วยการไปค้ำประกันให้กับพวกนักลงทุน ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องใช้เงินจากผู้เสียภาษีไปอุ้มแต่อย่างใด

ในปี ค.ศ. 2001, คณะบริหารบุชได้ใช้ข้ออ้างเรื่องภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจที่กำลังใกล้เข้ามา เพื่อตัดภาษีสำหรับประชาชนชาวอเมริกันที่มีรายได้ในระดับสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไปได้ดีกับครึ่งแรกของศตวรรษที่ผ่านมา การตัดภาษีไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ และพวกเขาทำเช่นนั้นโดยมีการจำกัดขอบเขต ดังนั้นเพื่อให้เศรษฐกิจยังคงดำเนินไปได้ ธนาคารกลางจึงถูกกดดันให้ลดอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งเมื่อมองอีกทางหนึ่งก็เท่ากับว่าอเมริกากำลังเดินเครื่องการกู้ยืมอย่างไม่รอบคอบนั่นเอง เศรษฐกิจกลับกลายเป็นยืนอยู่บนพื้นฐานของเงินกู้ยืมและระยะเวลากู้ยืม

เวลาแห่งการชำระบัญชีคืนได้มาถึงแล้ว และตอนนี้เราต้องการการกระตุ้นที่สามารถกระตุ้นได้จริง คำถามคือ, ท่านประธานาธิบดีและรัฐสภาจะได้งดคิดแบบการเมืองสักพัก เพื่อให้ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็นหรือยัง?

แปลและเรียบเรียงจาก : How to Stop the Downturn, The New York Times, January 23, 2008.

ความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มเติม

Comments

8 Responses to “ทำอย่างไรจึงสามารถยุติความถดถอยได้”

  1. กานต์ on January 29th, 2008 11:53 pm

    ลองดูความเห็นของ ดร. ศุภวุฒิที่
    http://www.bangkokbiznews.com/2008/01/29/WW77_7702_vdo.php?vdoid=225018

  2. Suwannee Wattananakorn on February 1st, 2008 8:23 pm

    ไว้ฟัง คุณเจริญชัย พรุ่งนี้ดีกว่า ง่าย กว่ากันเยอะเลย

  3. Jamboree on February 4th, 2008 7:48 am

    ฟังคุณสุรศักดิ์พูดแล้ว บางครั้งได้ยินไม่ชัด เบามากจนแทบไม่ได้ยิน เหมือนพูดไม่ตรงไมค์ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเทคนิคหรือเปล่าครับ…

  4. สุรศักดิ์ ธรรมโม on February 4th, 2008 2:16 pm

    ขออภัยครับ เข้าใจว่าเป็นปํญหาเชิงเทคนิค เพราะปกติ ผมพูดตรงไมค์ตลอด

    จะปรับปรุงตรงนี้ครับ หรืออีกวิธีหนึ่งคือ Download file มาลงเครื่อง

    แล้วเร่ง Volume จนได้ยินครับ

  5. Mai on February 9th, 2008 1:39 pm

    ตอนนี้อยู่ที่อเมริกานะครับ บทความดีนะครับ เเละรายการที่จัดอยู่ก็ติดตามอยู่นะครับ รายการหลาย ๆ ตอน มีประโยชน์มากครับ ข้อมูลเเละความรู้ของคุณสุรศักดิ์มีประโยชน์มากครับ ส่วนคุณเจริญชัย ก็ดีครับ เเต่บางทีก็พูดงง เหมีอนกันครับอาจเป็นเพราะว่าผมไม่ได้รู้เรี่องหนังจีนใหม่ๆ เเต่ช่วงนี้อยากให้คุยเรี่องการลงทุนทองคำบ้างครับ ว่าควรมีกลยุทธอย่างไรครับ เเละน่าจะทำกำไรได้บ้างมากน้อยเพียงใดครับ สุดท้ายผมคิดว่าเรี่องการเรียนปริญญาเอกก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับหากเอาหลักการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลมาปรับใช้กับการลงทุน ช่วยสนับสนุนให้เรียนหน่อยก็ดีนะครับ เพราะบางทีการอ่านหนังสีออย่างเดียวบางคนอ่านเเล้วก็ไม่เข้าใจว่าหนังสีอกำลังบอกอะไรครับ เเต่พอมีการเรียนมาสอนให้คนอ่านหนังสีอเป็นเเล้วการอ่านหนังสีอก็มีประโยชน์มากครับ ขอบคุณครับ

  6. Mai on February 9th, 2008 1:44 pm

    ขออีกหน่อยนะครับ สำหรับคุณเจริญชัยนะครับ ผมว่าปรัชญาในสามก้กครอบคลุมมากนะครับอยากให้คุยกันเรี่องสามก้กกับการลงทุนซี่งผมก้ใช้อยู่นะครับ เพราะมีเเต่คนคุยสามก้กกับการบริหาร ที่เเนะนำให้ใช้สามก้กด้วยเพราะว่าคนน่าจะเข้าใจง่ายกว่าวรรณกรรมจีนเรี่องใหม่ๆ ครับ

  7. สุรศักดิ์ ธรรมโม on February 10th, 2008 8:31 pm

    คุณ Mai ครับ

    ข้อเสนอเรื่องปรัชญาสามก๊กกับการลงทุนนี้น่าสนใจ ครับ แต่ผมค้นคว้าคัมภีร์พิชัยซุนวูมากกว่า แต่คุณเจริญชัย และคุณกานต์มีความเชี่ยวชาญเรื่องสามก๊กอย่างมาก ซึ่งผมอาจจะเชิญคุณกานต์มาร่วมสนทนาเรื่องนี้และมีของแถมเป็นปรัชญาพิชัยสงครามซุนวูด้วย

    ขอเชิญคุณ Mai เตรียมรับฟังในเร็ววันนี้ครับ

  8. Anonymous on February 11th, 2008 11:15 am

    พ้องกันโดยบังเอิญจนน่าตกใจ
    ผมไปพูดเรื่อง ปรัชญาจีน เรื่อง สามก๊ก ที่ FM 100.5
    เสาร์อาทิตย์ 22.40-23.00

    มีตอนหนึ่งผมพูดถึงการประยุกต์ใช้ สรุปคร่าวๆ
    1. อ้วนเสี้ยว หุ้นใหญ่ แต่ขาดการบริหารจัดการที่ดี ผู้บริหารโลเล ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก โครงสร้างภายในมีความอ่อนแอ
    หุ้นเช่นนี้ ใหญ่จริง แต่ไม่น่าลงทุน

    2. โจโฉ แม้จะเล็กกว่าอ้วนเสี้ยว แต่ผู้บริหารเก่งกาจ องค์กรมีความแข็งแกร่ง มีวิสัยทัศน์ ดังนั้นจึงเป็นเหมืองหุ้นระดับกลางถึงใหญ่ ที่มีศักยภาพในอนาคต
    หุ้นแบบนี้น่าเข้าไปลงทุน

    3. เล่าปี่ เป็นหุ้นเล็กที่มีอนาคต แต่ก็มีความเสี่ยงสูง ดังนั้น นักลงทุนต้องลงทุนจริงๆ หากใครไม่อดทนพอ ควรจะถือหุ้น โจโฉมากกว่า

    ประมาณนี้

Got something to say?